อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 229 เงาภูติพเนจร
ตอนที่ 229
ซุน สังเกตการณ์อยู่บนหน้าผา ดวงตาเบิกขยายจิตใจสะท้านสะเทือนขึ้นในทันที เมื่อพบว่าผู้ที่อยู่ภายในฐานลับแห่งนั้น ก็คือ เทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว… ซึ่งตัวของ ซุน เองก็เคยเผชิญหน้ากับคนผู้นี้มาแล้ว แต่เพราะในตอนนั้น ซุน อยู่ในการแปลงโฉมด้วยใบหน้าของ เหยาซาน(ตอนที่ 125) จึงทำให้อีกฝ่ายจดจำตัวของ ซุน ไม่ได้
และก่อนหน้านี้ ซุน ก็ทราบเรื่องที่ ลู่เหรินฮ่าว เป็นหนึ่งในแกนนำมานานแล้ว(ตอนที่ 171) แต่ก็ไม่มีหลักฐานจะไม่กล่าวหาเทพปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ เคยเอ่ยปากกับคนสนิทเพียงแค่สองคน นั่นคือ มู่เจี้ยน และ เตียมู่หยง แต่ทั้งสองคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ซุน ไม่อาจนำเรื่องที่ไร้มูลและหลักฐานเหล่านี้เผยแพร่ออกไปได้ มิเช่นนั้นจะเป็นภัยกับตน…
“ไม่คิดว่ายอดฝีมือระดับ เทพปรมาจารย์ จะอยู่ในฐานลับนี้ด้วย…” ซุน เอ่ยพึมพำขึ้นเบา ๆ ทว่า เย่ต้าเฟิง อยู่ที่ใกล้ ๆ แม้จะตายกลายเป็นวิญญาณไปแล้ว ยังขวัญผวาหวาดกลัว ลู่เหรินฮ่าว จับใจ เผยท่าทีกริ่งเกรงอย่างถึงที่สุดเมื่อได้ยินนามนี้ดังขึ้น…
“อย่าลนลานไปน่า… พวกเราไม่มีหน้าที่ต้องไปเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับนั้นตรง ๆ เป้าหมายหลักของเรา คือการช่วยคนมิใช่เอาชนะ!! ขอเพียงได้ตัว เหล่าซือ กลับมา พวกเราก็สามารถถอนกำลังออกได้ในทันที…”
แม้จะเอ่ยปลอบประโลม เย่ต้าเฟิง เช่นนั้น แต่ในใจลึก ๆ ซุน ก็กังวลเป็นอย่างยิ่ง การที่ เฒ่าชีเปลือย ไปเผชิญหน้ากับ ลู่เหรินฮ่าว เช่นนั้น หากเป็นเมื่อเดือนก่อน ซุน ก็คงไม่ต้องมีความเป็นห่วงอะไรมาก... ทว่าในตอนนี้ เฒ่าชีเปลือย อยู่ในสถาวะที่จำศีลตบะ เหลือพลังวิญญาณแต่เพียงส่วนเดียว ไม่ต้องกล่าวถึงยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิเช่นนั้น เพียงแค่เผชิญหน้ายอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ยากแล้ว…
หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่สักพัก ก็เผยแววตาเด็ดเดี่ยวออกมา…
“แม้เฒ่าชีเปลือยจะเอาชนะ ลู่เหรินฮ่าว ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเพียงแค่การถ่วงเวลา ด้วยคาถาอาคมมากมายของเจ้านั่น ก็น่าจะมีแผนการถ่วงเวลาอยู่บ้าง ผนวกกับอุปนิสัยที่ดื้อรั้น มันคงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ โอกาสนี้คือโอกาสของข้า!!
ขอเพียงแค่ข้าสามารถหลบเลี่ยงสายตาของ ลู่เหรินฮ่าว ทะลวงเข้าไปด้านในได้สำเร็จ ในช่วงที่ เฒ่าชีเปลือย คอยถ่วงเวลาอยู่ ก็จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือ เหล่าซือ ได้โดยไม่ถูกขัดขวาง!!”
ซุน สูดลมหายใจถึง ก่อนจะหันมาพยักหน้ากับ เย่ต้าเฟิง…
“ไปกันเถอะ!!”
ทันใดนั้น ชายหนุ่ม และ เย่ต้าเฟิง ก็กระโจนดิ่งลงจากหน้าผา ทะยานสู่เบื้องล่างด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมเต็มเปี่ยม… กระแสลมโดยรอบแปรเปลี่ยนทิศทาง คล้ายมาหลอมรวมกันเกิดเป็นเงาของพยัคฆ์สายลม เสียงพายุที่รอดผ่านซอกหุบเขายังราวกับเป็นเสียงคำรามของสัตว์ร้าย โอบล้อมเรือนกายของชายหนุ่ม…
“เหล่าซือ ข้ามาช่วยท่านแล้ว!!”
……………………………………..
เส้นทางอ้อมหุบเขา ด้านทิศตะวันตก…
ราชันย์ยาจกเก้านิ้ว จิวต้าว นำพากำลังฝ่าแนวป่าทึบ ทว่าการเคลื่อนไหวของเหล่าสมาชิกเกือบยี่สิบคนที่ติดตามมา ก็สมแล้วกับที่เป็นระดับยอดฝีมือ แม้แต่ใบไม้ในป่าสักใบก็ไม่ขยับ ไม่มีเสียงฝีเท้าใด ๆ ให้สัมผัสได้ ทั้งการอ่านกระแสลมยังแม่นยำเป็นอย่างมาก ไม่มีผู้ใดเผยความผิดพลาดให้เห็นออกมาเลย
ทั้งหมดเนื่องมาจากการใช้ชีวิตของเหล่าขอทาน ที่มิได้สุขสบายเฉกเช่นผู้คนทั่วไป ดังนั้นจึงขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับความยากจนข้นแค้นอยู่เสมอ ถึงจะไร้ทรัพยากรเกื้อหนุน แต่ใช้เป็นอุปสรรคในการฝึกฝนวิถีแห่งขอทานด้วยตนเอง ใช้ความมุมานะและพยายามจนมีความสามารถไม่น้อยหน้าขุมกำลังอื่น ๆ ในยุทธภพ…
โดยเฉพาะ จิวต้าว… การเคลื่อนไหวของชายชราที่ร่างกายไม่ใหญ่ไม่เล็ก ไม่สูงไม่เตี้ย มองดูสามัญไร้เอกลักษณ์ผู้นี้ กลับมีความแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด ทั้งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าแต่ก็คล้ายจะเป็นเงาที่มองไม่ชัดเจน เคลื่อนไหวดุจดั่งภูติวิญญาณที่พร่าเลือน แม้แต่ลูกสมุนคนสนิทที่ติดตามมาหลายต่อหลายปี ทุกคนก็ยังไม่อาจมองการเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้ถนัดตา…
เมื่อมาถึงตำแหน่งหนึ่ง จู่ ๆ ฝีเท้าของ จิวต้าว ที่นำกำลัง ก็ได้หยุดชะงักลง หว่างคิ้วของชายชราย่นยับขึ้น พร้อมยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนที่ติดตามหยุดการเคลื่อนไหว…
“เจ้าพวกโง่นั้น… คิดจะดูแคลนจมูกที่ฉับไวของขอทานอย่างเรางั้นหรือ?!”
จิวต้าว หันมองไปยังลูกสมุนชนชั้นลมปราณสีส้มที่ร่างกายกำยำผู้หนึ่ง…
“โม่เหยา… ข้าไม่ถนัดการกวาดล้างพื้นที่เช่นนี้ เจ้าจัดการก็แล้วกัน…”
ชายร่างกำยำนาม โม่เหยา พยักหน้าตอบรับแววตาดุดัน รัศมีความดุร้ายคล้ายจะมีมากยิ่งกว่า จิวต้าว ที่ไม่ยอมแผ่รัศมีราชันย์ใด ๆ ออกมาด้วยซ้ำ… โม่เหยา แผ่ไอสัตว์ร้ายออกมา กลิ่นอายของชายผู้นี้แฝงเร้นไว้ด้วยกลิ่นอายของสัตว์อสูร
หลายสิบปีก่อนเป็นโชควาสนาของชายผู้นี้ ที่โชคชะตานำพาให้ไปเจอ สัตว์อสูรหมีภูเขา ที่แอบจำศีลในถ้ำลึก ถึงแม้หนีภูเขาตนนั้นจะเป็นเพียงสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีเหลือง ที่ไม่ร้ายกาจอะไรนัก แต่ทรัพยากรที่ได้มาหลังเอาชนะ ก็มากพอจะเปลี่ยนให้ โม่เหยา กลายเป็นร่างสถิตเทียม หมีภูเขา ขึ้นมาได้…
หลังจากคำรามเสียงดุร้ายครั้งหนึ่งกล้ามเนื้อของ โม่เหยา ก็ขยายใหญ่จนน่ากลัว ออกแรงถีบต้นไม้ใหญ่เพียงครั้ง ก็ทำให้มันหักโค่นลง… โม่เหยา โอบกอดต้นไม้ขนาดใหญ่ที่หนักไม่ต่ำกว่า 5,000 ชั่ง กล้ามเนื้อโป่งพอไปด้วยเส้นเลือดขับขานพลังของร่างสถิต ก่อนจะตวัดแกว่งซากต้นไม้นั้น กวาดราบผืนป่าตรงหน้าให้โค่นล้มเป็นวงกว้าง…
“กายา หมีภูเขา!!”
กับดักมากมายที่ยอดฝีมือกลุ่มมังกรทอง ได้แอบวางไว้ในป่า ถูกทำลายไปพร้อม ๆ กับพื้นที่โดยรอบ แม้แต่กลุ่มยอดฝีมือจำนวนเกือบยี่สิบคน ยังจำเป็นต้องหลบออกมาจากที่ซ่อน มิเช่นนั้นคงถูกต้นไม้ใหญ่ที่หักโค่นเหล่านี้ทับร่าง…
ขณะที่ โม่เหยา กำลังกวาดต้นไม้ให้โค่นล้มระนาวไปครึ่งป่า… จู่ ๆ ก็ได้ปรากฏชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว ออกมาหยุดยั้งด้วยการกำปั้นต่อยออกไปครั้งหนึ่ง ซากต้นไม้ใหญ่ในมือของ โม่เหยา ก็ได้ระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับร่างกำยำของ โม่เหยา ที่ถอยกรูดรวดเร็ว โลหิตไหลซึมจากมุมปาก...
“ยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ สวมหน้ากากปีศาจขาว
เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มปีศาจอสูรไม่ผิดแน่…”
โม่เหยา กล่าวพลางปาดโลหิตที่มุมปาก... จิวต้าว กดหัวคิ้วต่ำลงทันที สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีพื้นฐานลมปราณสีส้มขั้นที่ 6 ไม่ต่างไปจากตน ทั้งยังมีรัศมีพลังสีขาวและสีดำที่หมุนวนไปมา แผ่ปราณฟ้าดินที่รุนแรงอย่างถึงที่สุด
“วิชาฟ้าดินผสาน… อู๋เมิ่นเตีย ผู้นำลัทธิฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่แห่งทวีปหงสาเพลิง ไยต้องปกปิดตัวตนด้วยหน้ากากกระจ้อยร่อยนั่นด้วยเล่า?!” จิวต้าว โพลงเสียงออกมาทักทาย
ดวงตาใต้หน้ากากของอีกฝ่ายเบิกกว้างทันที… ก่อนที่จะหัวเราะเสียงเยือกเย็น แง้มเปิดหน้ากากอสูรสีขาวออก เป็นใบหน้าของชายชราครึ่งขาวครึ่งดำที่มองดูแล้วยังทำให้ผู้คนต้องหวาดกลัว… “สมแล้วที่เป็นราชันย์ยาจก ภูมิความรู้และข่าวสารของพรรคเซียนประทาน ช่างน่ากลัวยิ่งนัก สามารถระบุตัวตนที่แอบซ่อนมาหลายสิบปีของข้าได้ในทันที…”
“หึหึ… อย่ามาดูถูกกันดีกว่าน่า เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่พวกเราคาดเดาเอาไว้ และเมื่อข้าได้มายืนยันเอกลักษณ์ลมปราณของเจ้าด้วยตนเอง มันก็เป็นความจริงตามนั้น… คิดหรือว่าการออกจากทวีปดั้งเดิมของตนเอง จะสามารถปกปิดหูตาของพรรคเซียนประทานเราได้?!”
อู๋เมิ่นเตีย เผยไอสังหารที่ดุดันออกมา ใบหน้าเคร่งขรึม จากที่น่ากลัวอยู่แล้วจึงมากขึ้นไปอีกหลายเท่า… “ในเมื่อพรรคเซียนประทานทุกคนในนี้ ล่วงรู้ความลับของข้าแล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิรอดชีวิตกลับไป!!”
อู๋เมิ่นเตีย วาดแขนสั่งการเหล่าลูกสมุน…
“สังหารพวกมันให้หมด!! หนึ่งศีรษะของศัตรู นำมาแลกรางวัลจากข้าหลังจบศึก!!”
จิวต้าว หลังจากกวาดตาพิจารณาดูกองกำลังทั้งหมดแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าในด้านจำนวนคนอาจจะมีไม่ต่างกันนัก ทว่าในด้านพื้นฐานลมปราณฝ่ายตนยังเป็นรองอยู่ไม่น้อย… ขบวนพรรคเซียนประทานในทิศตะวันตก นอกจาก จิวต้าว และ โม่เหยา แล้ว ยังมีชนชั้นลมปราณสีส้มอีก 2 คน รวมเป็น 4 คนเท่านั้น
แต่ฝ่ายของ อู๋เมิ่นเตีย ชายผู้นี้มีชนชั้นลมปราณสีส้มผู้ติดตามถึง 4 คน… ความต่างของชนชั้นลมปราณสีส้มหนึ่งคน มีค่ามากกว่าชนชั้นลมปราณสีเหลือสิบคนเสียอีก!! และในส่วนของกำลังยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลือง ทั้งสองฝ่ายมีเกือบยี่สิบคน เท่า ๆ กัน ทว่าเหล่าขอทานซึ่งไม่มีอาวุธอักขระหรือยุทธภัณฑ์ใด ๆ สวมใส่ ย่อมตกเป็นรองในสมรภูมิ ฉะนั้นแล้วการปะทะจึงจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยอื่น…
“สมาชิกชนชั้นลมปราณสีเหลืองทั้งหมด ตั้งค่ายกล แปดเซียนพเนจร!!”
สิ้นเสียงคำสั่ง สมาชิกทั้งหมดก็ตั้งค่ายกลในทันที โดยจำนวนสมาชิกชนชั้นลมปราณสีเหลืองนั้นมี 16 คนตามแผนที่วางไว้ก่อนเคลื่อนกำลัง ดังนั้นจึงเกิดเป็นค่ายขนาดใหญ่สองวง แผ่รัศมีลมปราณที่สลับหมุนวน จนก่อรูปร่างจำแลง เป็นเทพเซียนพเนจรร่างใหญ่โตออกมา…
การโจมตีของร่างจำแลง เซียนพเนจร แทบไม่ต่างจากพลังของยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้ม ทำให้การเผชิญหน้ากันในหมู่ชนชั้นลมปราณสีเหลือง พรรคเซียนประทาน พลิกสถานการณ์จากเสียเปรียบเป็นเหนือกว่าได้ในทันที สมกับที่เป็นค่ายกลสร้างชื่อของพรรคขอทานเหล่านี้…
ทางด้านยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มนั้น ต่างก็ทำการจับคู่ต่อสู้ตัวต่อตัว เข้าปะทะกันอย่างรวดเร็ว… หากแต่เพราะยอดฝีมือของฝ่ายกลุ่มมังกรทอง ยังเหลือเว้นว่างอยู่อีกหนึ่งคน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จิวต้าว จึงห้อทะยานตรงไปยังยอดฝีมือผู้นั้นในทันที ขอเพียงลบความแตกต่างนี้ออกไปได้ กำลังทั้งสองฝ่ายก็จะสูสีอีกครั้ง…
อู๋เมิ่นเตีย กัดฟันดังกรอด…
“คิดว่าข้าจะยอมงั้นหรือ!!”
ชายชราหน้าขาวดำตรงเข้าไปหมายสกัดกั้น แผ่ไอดุร้ายสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เสียงที่พุ่งผ่านอากาศดังตูมตามจากชั้นบรรยากาศที่แตกออก... ซึ่งในแง่ของผู้ที่เฝ้ามองนั้น อู่เมิ่นเตีย มีรัศมีพลังกล้าแกร่งตรงข้ามกับรัศมีที่เบาบางพร่าเลือนของ จิวต้าว เป็นอย่างยิ่ง ชายชราที่ดูสามัญผู้นี้ไม่มีความชัดเจนใด ๆ เลย ในการเคลื่อนไหว และยังลบจิตของตนให้ว่างเปล่าราวกับเป็นอากาศธาตุ
กำปั้นที่โยกคลอนฟ้าดินของ อู๋เมิ่นเตีย ระเบิดมวลอากาศอย่างรุนแรง… แต่มันกลับต่อยเข้ากับเงาร่างที่ไม่มีอยู่จริงของ จิวต้าว ซึ่งจู่ ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่เพิ่งจะปรากฏตรงหน้า… ดวงตาของ อู๋เมิ่นเตีย เบิกโพรงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ หวนนึกถึงเรื่องข่าวลือเมื่อหลายสิบปี ก่อนที่ จิวต้าว จะมีชื่อเสียงในฐานะราชันย์ยาจกเก้านิ้ว
“เงาภูติพเนจร!!”
เรือนกายที่แสนสามัญ… การเคลื่อนไหวที่ไร้เอกลักษณ์… การลบจิตที่สมบูรณ์แบบ... สามสิ่งนี้แม้ไม่มีพลังดุดันในการเขย่าคลอนฟ้าดิน ออกจะดูเป็นพลังของราชันย์ที่ไม่มีความองอาจน่าเกรงขาม หรือมีความยิ่งใหญ่ใด ๆ ทว่ามันกลับกลายเป็นพลังแห่งสามัญที่เหนือสามัญ!! เกิดเป็นความว่างเปล่าที่ยากจะจับต้อง ราวกับภูติวิญญาณที่พร่าเลือน
ชั่วพริบตาเดียว จิวต้าว ก็ไปปรากฏตรงหน้าของยอดฝีมือชายฉกรรจ์หน้าบาก ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 3 ผู้หนึ่ง ซึ่งความแข็งแกร่งของคนผู้นี้เป็นรองแค่ระดับแกนนำเท่านั้น… ทั้งที่ จิวต้าว ได้มายืนอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายกลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของขอทานชราสามัญแม้แต่น้อย
“ต่อให้เจ้าเป็นชนชั้นราชันย์ แต่การลบเลือนลมปราณเพื่อใช้ท่าร่างประหลาดเช่นนี้ ก็ช่างโง่เขลาสิ้นดี!! แบบนี้จะต่างอะไรกับสัตว์ร้ายที่ไร้คมเขี้ยว เช่นนั้นข้าจะสังหารราชันย์ที่ไร้คมเขี้ยวให้ดู!!”
ชายฉกรรจ์หน้าบาก แค่นเสียงเย็นพร้อมจิตสังหารอันเหนือล้ำ ระเบิดพลังลมปราณระลอกเดียวก็แทบจะบดรัศมีของ จิวต้าว ไปอย่างสมบูรณ์ หยิบเอาขวานอักขระเล่มหนึ่งฟาดฟันไปตรงหน้าไร้ความกริ่งเกรง...
อู๋เมิ่นเตีย ใบหน้าซีดเผือด หาก จิวต้าว เป็นราชันย์ไร้คมเขี้ยวจริง ๆ จะมีชื่อเสียงก้องดังทั่วยุทธภพได้เยี่ยงไร!! ความแข็งแกร่งของ จิวต้าว จริงอยู่ที่มีเพียงแค่ความเร็วและท่าร่าง แต่ถึงกระนั้นมันก็มีกระบวนท่าสังหารที่ไร้เทียมทานประสานส่งเสริม…
“เจ้าโง่เอ้ย!! ทำไมไม่รีบหนีไป!!” อู๋เมิ่นเตีย คำรามเสียงเดือดดาล แม้จะรีบม้วนตัวกลับไปหมายช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ทันการ... ขวานที่ฟันลงมาของชายหน้าบาก แม้จะสามารถแบ่งแยกหินผา แต่สุดท้านก็ฟันเข้ากับความว่างเปล่าตรงหน้าเท่านั้น…
รู้ตัวอีกครั้ง จิวจ้าว ก็ไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังเสียแล้ว…
ชายหน้าบาก เผยสีหน้าตกตะลึง มองไม่เห็นการโจมตีใด ๆ ของ จิวต้าว ด้วยซ้ำ ไม่มีแม้แต่รัศมีราชันย์ที่แผ่ล้นออกมา ทุกอย่างราวกับเป็นความว่างเปล่าอย่างแท้จริง… แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปจากเดิมของชายหน้าบาก ก็คือความเงียบงัน…
ความเงียบที่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจเต้นในร่างตนเอง…
มือของราชันย์ยาจก จิวต้าว ในเวลานี้อาบท่วมไปด้วยเลือดสด และสิ่งที่อยู่ในมือก็คือก้อนเนื้อที่เต้นตุบตับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันก็คือ หัวใจของมนุษย์!! ร่างของชายหน้าบากที่ถูกช่วงชิงหัวใจไป ค่อย ๆ ทรุดร่างลงด้วยความสับสน ตกตายโดยที่ไม่อาจอธิบายความตายของตนเอง…
อู๋เมิ่นเตีย แสดงสีหน้าอัปลักษณ์ขึ้นทันที…
“เป็นเรื่องจริงงั้นสินะ… เงาภูติพเนจร ก่อนจะมาเป็นราชันย์ยาจก ได้มีชื่อเสียงโด่งดังจากการขโมยช่วงชิง!! ด้วยความเป็นสามัญไร้เอกลักษณ์ของ จิวต้าว ผนวกกับการเคลื่อนไหวประหลาดเสมือนความว่างเปล่า ทำให้มีทักษะการขโมยช่วงชิงที่ล้ำเลิศก้องยุทธภพ… ว่ากันว่า จิวต้าว สามารถดึงแหวนมิติออกจากนิ้วของชนชั้นจักรพรรดิ ได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ…
และเมื่อเปลี่ยนการขโมยช่วงชิงทรัพย์สิน... มาเป็นการขโมยช่วงชิงอวัยวะ!! ก็สามารถสังหารศัตรูได้โดยที่อีกฝ่าย แทบจะไม่รู้สึกว่าเส้นชีวิตได้ขาดผึ่งลงไปแล้ว…”
……………………………………