อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 231 ลู่เหรินฮ่าว ปะทะ เฒ่าชีเปลือย (2)
ตอนที่ 231
ซุน ที่โดดลงจากหน้าผาเหยียบย่างพื้นดินพร้อมกับ เย่ต้าเฟิง อย่างปลอดภัย สายตาทอดมองไปยังสมรภูมิภายในฐานลับ แน่นอนว่าสถานการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ในการจับตามองของ ซุน มาโดยตลอด แม้แต่การเผชิญหน้าของ เฒ่าชีเปลือย และ ลู่เหรินฮ่าว ก็ตามที
“ว่าแล้วเชียว… ถึงจะถูกลดทอนพลังตบะลงมา แต่ เฒ่าชีเปลือย ก็พึ่งพาได้เสมอ ครั้งนี้จำเป็นจริง ๆ หวังว่าแมวพวกนั้นจะไม่ตำหนิอะไรข้า…” หลังเอ่ยพึมพำ ซุน ก็กวาดเอาฝุ่นทรายเบื้องหน้า ร่ายบริกรรมคาถาริมฝีปากขยับพึมพำ ก่อนจะสาดฝุ่นทรายเหล่านั้นใส่ตนเอง และ เย่ต้าเฟิง
“คาถากำบังกาย ช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้น… เจ้าเองก็อย่าลืมลบจิต รักษาลมหายใจให้สงบเงียบและรีบตามข้ามา หน้าที่ของพวกเราคือหาทางทะลวงเข้าไปด้านนั้น ไม่ใช่เผชิญหน้าต่อสู้…”
เย่ต้าเฟิง พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย เงาร่างของ ซุน และ เย่ต้าเฟิง คล้ายจะพร่าเลือนไม่เด่นชัด กลิ่นอายยังเบาบางยากจะสัมผัส จากนั้นทั้งสองจึงก้าวเดินเข้าไปด้านในอย่างระแวดระวัง…
การต่อสู้ด้านในเต็มไปด้วยความรุนแรง โดยเฉพาะการเผชิญหน้าของ เฒ่าชีเปลือย และ ลู่เหรินฮ่าว ที่กินรัศมีกว่าครึ่งของโถงกว้างแห่งนี้ เศษเสี้ยวพลังที่แผ่ขยายออกมา ทุกคนยังต้องถอยหนี หากแตะสัมผัสพลังเหล่านั้นก็มากพอจะแตกดับได้ทั้งร่างกายและวิญญาณ…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ความท้าทายเช่นนี้ มันถึงจะเป็นสีสัน!!
มหาเวทย์ดารา… ดวงตะวันแสงสุริยา!!”
เฒ่าชีเปลือย คำรามเสียงหัวเราะ มหาเวทย์ที่ขับขานออกมา ก่อรูปเป็นดวงตะวันขนาดย่อมที่ร้อนแรงเหนือศีรษะ รัศมีเจิดจรัสจนทำให้ถ้ำที่มืดสลัวแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่กลางแจ้งในชั่วพริบตา เพียงเฒ่าชี้เปลือยชี้นิ้วออกไป แสงสุริยา ที่ประหนึ่งเป็นลำแสงทำลายล้างก็ตรงเข้าหา ลู่เหรินฮ่าว
แม้ ลู่เหรินฮ่าว จะสามารถหลบเลี่ยงมหาเวทย์ทำลายนั้นได้ แต่แสงที่ร้อนระอุนั้นก็แผดเผาถ้ำยังตำแหน่งหนึ่งจนหลอมละลายในชั่วพริบตา น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก... เฒ่าชีเปลือย ชี้นิ้วติดต่อกัน แสงสุริยา มากมายก็สาดส่องต่อเนื่อง เกิดเป็นเส้นแสงหลายสิบเส้น
ลู่เหรินฮ่าว จำต้องหลบเลี่ยงต่อเนื่องด้วยใบหน้าที่อัปลักษณ์ ลมปราณที่ก่อนหน้านี้ถูกมหาเวทย์ผนึกไปชั่วครู่ขณะ แต่ไม่นานก็สามารถหลุดออกจากมหาเวทย์นั้นได้… และทันทีดึงพลังลมปราณออกมาใช้ได้อีกครั้ง ก็ถึงกับหยิบเอามีดบินไร้เทียมทานอันเป็นอาวุธประจำกายออกมาโดยไม่ลังเล…
“เจ้าเป็นคนแรกที่ไม่ใช่ยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิ แต่ทำให้เข้าต้องหยิบมีดบินไร้เทียมทานขึ้นมาได้!!” ลู่เหรินฮ่าว ขว้างมีดบินในมือออกไป ก่อเกิดพลานุภาพสะท้านฟ้าสะเทือนดิน แม้แต่แสงสุริยาที่สาดส่อง ยังถูกผ่าแยกแตกสลาย มีดบินเล่มนั้นได้เจาะทะลวงดวงตะวันมหาเวทย์จนทำให้มันระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ
แต่ชั่วพริบตานั้น เฒ่าชีเปลือย ก็ได้อาศัยโอกาสเข้าประชิดกายของ ลู่เหรินฮ่าว ราวกับวิญญาณตามติด ยื่นมือที่แผ่รัศมีความตายอันน่าสะพรึงออกมา… ลู่เหรินฮ่าว สัมผัสได้ถึงวิกฤตอีกครั้ง ใช้ลมปราณของตนฉุดดึงร่างของลูกสมุนคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัว และนำร่างดังกล่าวให้มารับฝ่ามือแห่งความตายนี้แทน
ลูกสมุนผู้โชคร้ายคนนั้น เมื่อถูกฝ่ามือก็ส่งเสียงร้องโหยหวนที่ทุกข์ทรมาน ร่างกายค่อย ๆ เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกดูดกลืนทั้งลมปราณและพลังชีวิตทั้งหมดในชั่วพริบตา… ทำเอา ลู่เหรินฮ่าว ที่เห็นภาพนี้ถึงกับอกสั่นขวัญแขวน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีวิชามารมากมายถึงเพียงนี้
เฒ่าชีเปลือย เลียริมฝีปากเบา ๆ พลังลมปราณและพลังชีวิตที่ดูดกลืนมา ถูกเปลี่ยนเป็นพลังของตนเองที่เพิ่มพูนขึ้นมาอีกระดับ…
“เจ้าปีศาจ!!” ลู่เหรินฮ่าว แค่นเสียงเยือกเย็น ก่อนจะระเบิดพลังชนชั้นจักรพรรดิออกมาอีกครั้ง สร้างละลอกคลื่นผลักดัน จนเฒ่าชีเปลือยจำเป็นต้องร่นถอยห่าง…
ลู่เหรินฮ่าว ถูกการยั่วยุและรูปแบบการต่อสู้ที่ไม่เคยพบเจอ ทำให้แทบจะสติแตกสูญเสียความเยือกเย็นไปหลายส่วน แต่หลังจากที่ทำใจยอมรับได้แล้ว ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งอย่างแท้จริงและมีทักษะที่สะท้านสะเทือนแผ่นดินอีกคนหนึ่ง จึงเปลี่ยนมามองอีกฝ่ายในระดับความเท่าเทียม มันก็ทำให้ความเยือกเย็นของ ลู่เหรินฮ่าว ค่อย ๆ กลับคืนมา พิจารณาสถานการณ์อย่างละเอียดลอออีกครั้ง
เฒ่าชีเปลือย สัมผัสได้ถึงชั้นบรรยากาศที่เปลี่ยนไป รอยยิ้มที่ประดับก่อนหน้าเริ่มจะหุบแคบลง เมื่ออีกฝ่ายกลับคืนสู่ความมั่นคงเช่นนี้ ตัดความประมาทเลินเล่อและศักดิ์ศรีทิ้งไป ย่อมทำให้ความแตกต่างของทั้งสองมีระยะห่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น…
เมื่อเห็นท่าไม่ดี เฒ่าชีเปลือย จึงดึงวิญญาณอีกสองดวง!! ทำการสลายดูดกลืนพร้อมกันเพื่อยกระดับมหาเวทย์ขึ้นไปอีกขั้น จำเป็นต้องรีบเผด็จศึกก่อนที่อีกฝ่ายจะล่วงรู้จุดอ่อนสำคัญของตนเอง…
พลังอำนาจจากเวทย์อาคมที่ เฒ่าชีเปลือย ใช้ออกมาในครั้งนี้ มหาศาลยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ถ้ำแห่งนี้ถึงกับสั่นไหวอย่างรุนแรง ลุกลามจนไปถึงหุบเขาทั้งลูกที่ถูกโยกครอน แม้แต่ลมพายุรอบด้านยังเกิดการปรวนแปรจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี
“มหาเวทย์สุริยะ… สายธาราดับดาวเคราะห์!!”
ลมปราณธรรมชาติจากทุกสิ่งรอบด้านไม่ว่าจะพื้นดิน ก้อนหิน อากาศ แสงสว่าง หรือแม้แต่เงามืด ทุกอย่างถูกมหาเวทย์นี้ดึงพลังออกมา ให้ไหลรวมกันจนเกิดเป็นแม่น้ำลมปราณที่เชี่ยวกรากกระแสหนึ่ง ความบ้าคลั่งของแม่น้ำลมปราณสายนี้มากพอจะดับทำลายในทุกสรรพสิ่ง
ลู่เหรินฮ่าว ใบหน้าด้านชาในทันที มองเห็นปราณธรรมชาติเหล่านั้นซัดโถมมายังทิศทางของตน รัศมีครอบคลุมฟ้าดินมิอาจเลี่ยงหลบ มีแต่ต้องปะทะเผชิญหน้าเท่านั้น ถือเป็นมหาเวทย์ที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่อีกฝ่ายขับขานนำออกมาใช้…
เทพปรมาจารย์ผู้นี้จึงไม่ลังเลที่จะหยิบเอาทักษะลับออกมาต่อกร… มีดบินไร้เทียมทาน 8 เล่ม ถูกดึงออกมาหนีบไว้ที่ร่องนิ้วทั้งสิบ รัศมีลมปราณชนชั้นจักรพรรดิขั้นกลางถูกรีดเค้นออกมาอย่างไม่นึกเสียดาย…
ลู่เหรินฮ่าว บีบอัดลมปราณทั้งหมดไปที่มือทั้งสองข้าง จนมองเห็นเส้นโลหิตที่ปูดบวมไปยังนิ้วทั้งสิบ ดวงตาของเทพปรมาจารย์คมกริบยิ่งกว่าพญาอินทรี สะบัดมือสองข้างออกไปพร้อมกัน ความเร็วนั้นมากพอจะให้ความรู้สึกราวกับมือทั้งสองข้างเลือนหายไปชั่วครู่ขณะ
“มีดบินแยกสวรรค์!!”
ความพร่าเลือน 8 สายที่รวดเร็วจนมองไม่เห็นคมมีด เกิดระลอกคลื่นพลังที่ระเบิดออกตลอดเวลา ก่อนที่อำนาจสยบฟ้าดินทั้ง 8 สาย จะประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เกิดภาพจำแลงมีดบินขนาดมหึมาที่ผ่าแยกได้ในทุกสรรพสิ่ง ดิ่งทะยานเข้าปะทะกับมหาเวทย์แม่น้ำลมปราณที่บ้าคลั่ง
ซุน และ เย่ต้าเฟิง ซึ่งเวลานี้ได้แอบเข้ามาในโถงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่เห็นพลังอำนาจทั้งสองสายกำลังจะเข้าปะทะกัน ก็สัมผัสได้ถึงวิกฤตเป็นตายที่รุนแรงอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ต่อให้พลังทั้งสองสายมิได้มีเป้าหมายมายัง ซุน ทว่าเพียงแค่เศษเสี้ยวพลังของมันก็มากพอจะบดขยี้ให้ ซุน กลายเป็นละอองเลือด!!
“เย่ต้าเฟิง รีบหนีเร็วเข้า!!”
ชายหนุ่ม ขับขานพรแห่งร่างสถิตสายลมสีครามในทันที สร้างเป็นปราการสายลมโอบล้อมปิดกั้นตนและ เย่ต้าเฟิง ที่กำลังหลบหนีเอาไว้… ผนวกกับที่ เฒ่าชีเปลือย รู้ดีอยู่แล้วว่า ซุน วางแผนจะลอบเข้าไป จึงแอบใช้อาคมช่วยเหลืออีกระดับ อย่างน้อยก็เพื่อปิดกั้นสัมผัสไม่ได้ ลู่เหรินฮ่าว รับรู้ถึงการลักลอบเข้ามา…
ตูม!!
การปะทะของ มีดบินจำแลง และ แม่น้ำลมปราณ รุนแรงอย่างมหาศาล มากพอที่จะบดทำลายหุบเขาได้หลายลูกพร้อมกัน ทว่าถ้ำฐานลับแห่งนี้อดีตผู้นำกลุ่มมังกรทองชนชั้นเทวะหลายต่อหลายรุ่นได้ทำการวางผนึกลมปราณเสริมการป้องกันเอาไว้ จนทำให้มันแข็งแกร่งมากพอจะคงสภาพอยู่ได้ แต่ก็เต็มไปด้วยรอยแตกราวไปทุกหัวระแหง
ผลของการปะทะ ทำให้ศพหุ่นเชิดกว่าครึ่งถูกทำลาย ดวงวิญญาณบางส่วนยังแตกดับเพราะมิอาจทนทานได้ แต่ยังดีที่วิญญาณอีกหลายส่วนยังสามารถหอบหิ้วอณูวิญญาณกลับไปหา ซุน เพื่อฟื้นฟูภายในโลกวิญญาณใบเล็กได้…
ทางด้านยอดฝีมือของกลุ่มมังกรทอง เวลานี้ก็เหลือเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น สภาพยังร่อแร่จากผลกระทบจนทำให้ยากที่จะลุกยืน ทำได้เพียงเฝ้ามองเหล่าบรรดาศพหุ่นเชิดบางส่วนที่สภาพน่ากลัวลุกยืนขึ้นทีละคน บ้างก็เสียอวัยวะ บ้างก็ไม่มีศีรษะ บ้างก็ร่างอาบท่วมเลือด สมกับเป็นซากศพที่เดินได้
ซุน และ เย่ต้าเฟิง อาศัยแรงปะทะ ช่วยผลักดันให้ทั้งคู่ถลำลึกเข้าไปด้านในฐานลับจนสำเร็จ โดยที่ ลู่เหรินฮ่าว ซึ่งกำลังมีสมาธิจมจ่อมอยู่กับ เฒ่าชีเปลือย ทำให้ไม่เห็นการอำพรางแฝงตัวเข้ามาของทั้งคู่… แม้ ซุน จะใบหน้าซีดเผือดลงจากแรงปะทะเมื่อครู่ แต่ก็ยังกัดฟันหอบร่างของตนเอง รีบหนีเข้าไปด้านใน มีความปรารถนาเดียวคือการช่วยเหลือ เหยาหมิง เท่านั้น…
ในเวลานี้หลังการปะทะทั้ง ลู่เหรินฮ่าว และ เฒ่าชีเปลือย ต่างก็กระเด็นไปคนละทิศละทาง… ลู่เหรินฮ่าว มีโลหิตไหลซึมที่มุมปาก หากแต่ทาง เฒ่าชีเปลือย นั้น ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป ใบหน้าแตกยับแขนขาทั้งหมดล้วนขดงอ แต่ในชั่วพริบตาที่ เฒ่าชีเปลือย ดวงตามีประกายวูบหนึ่ง อักขระอาคมจำนวนมากก็หมุนวนที่ร่างศพหลอม จากนั้นก็ฟื้นฟูสภาพทั้งหมดกลับคืนมาจนเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าใครที่มองเห็นต่างก็พากันขนลุกซู่ขึ้น
เทพปรมาจารย์ ใบหน้ามืดดำทันที… แม้สถานการณ์เหมือนว่าฝ่ายตนเองจะเสียเปรียบ แต่ขณะเดียวกัน ลู่เหรินฮ่าว ประสบการณ์ในยุทธภพและการต่อสู้ของเทพปรมาจารย์ก็ไม่อาจดูแคลนได้ เพราะยามนี้ชายชราได้มองเห็นจุดอ่อนของ เฒ่าชีเปลือย อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว…
“หึหึ… ข้าพอจะเข้าใจแล้ว ดวงวิญญาณของเจ้ามิใช่ดวงวิญญาณของมนุษย์งั้นสินะ แต่คงเป็นดวงวิญญาณจากเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง ซึ่งมิได้อยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้!! ข้าเคยได้ยินว่าในสุริยะ 4 ดวงดาว ยังมีดินแดนเทพ ดินแดนอสูร หรือแม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อรวมกับดินแดนมนุษย์นี้แล้วจึงเป็นดวงดาวทั้ง 4 ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อม ๆ กัน ตัวเจ้าคงเป็นดวงวิญญาณจากดินแดนเหล่านั้นที่หลุดลอดเข้ามาในดินแดนของมนุษย์ได้งั้นสินะ
ทว่า… อย่างไรเจ้าก็เป็นเพียงดวงวิญญาณ ต่อให้เวทย์อาคมของเจ้าจะแข็งแกร่งน่ากลัวเพียงใด สุดท้ายแล้ว การขับขานมันก็ขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณเป็นหลักเกณฑ์ หากไร้ซึ่งแหล่งกำเนิดพลัง เจ้าก็เปรียบดังยอดฝีมือที่ไร้ลมปราณ!!”
ลู่เหรินฮ่าว แผ่จิตสังหารมหาศาลออกมา จากนั้นเทพปรมาจารย์ผู้นี้ก็ได้สะบัดร่างหมุนตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นกระลมปราณที่หมุนวนอย่างรุนแรงดุจดังพายุขนาดย่อม… เฒ่าชีเปลือย เฝ้ามองดูด้วยความรู้สึกที่สลับซับซ้อน “มันคิดจะทำอะไร?!”
ทันใดนั้นเอง มีดบินที่สร้างจากลมปราณจำนวนมากมายหลายสิบเล่ม ก็พวยพุ่งออกมาจากร่างที่หมุนวนของ ลู่เหรินฮ่าว!! แต่เป้าหมายการโจมตีของมีดบินเหล่านั้นมิใช่ตัวของ เฒ่าชีเปลือย หากแต่เป็นเหล่าลูกสมุนที่ยังรอดชีวิต หรือแม้แต่หุ่นเชิดศพอีกนับสิบร่างที่อยู่ในละแวกนี้…
“มีดบินแยกวายุ!!”
มีดบินลมปราณที่มากมายเหล่านั้น เสียบปักร่างของทุกร่างที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต… ทุกร่างที่ถูกมีดบินนี้แทงทะลุ แน่นอนว่าหากใครยังมีลมหายใจย่อมถูกดับลมหายใจลงในทันที และสิ่งที่น่ากลัวไปกว่านั้น ก็คือแม้แต่ดวงวิญญาณก็ยังถูกบดทำลายจนแตกดับสมบูรณ์ จากอำนาจแห่งชนชั้นจักรพรรดิที่อัดแน่นอยู่ภายในมีดแต่ละเล่ม
นั่นจึงทำให้ ลู่เหรินฮ่าว ได้ทำการลบทุกอย่างที่อาจเป็นปัจจัยให้ เฒ่าชีเปลือย ดูดกลืนเพื่อเพิ่มพลังออกไปจากสมรภูมิ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นลงมือสังหารลูกสมุนของตนเองก็ตามที!! ความโหดเหี้ยมนี้ แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ยังต้องกดหัวคิ้วลงต่ำ ในที่สุดอีกฝ่ายก็หาจุดอ่อนของตนได้แล้วจริง ๆ
ซึ่งในมือของ เฒ่าชีเปลือย ณ เวลานี้ เหลือดวงวิญญาณที่เก็บเกี่ยวมาไว้ในครอบครองตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม เพียงแค่สองดวงสุดท้ายเท่านั้นเอง…
“ไม่เลวเลยนี่ เจ้าลูกทรพี อย่างน้อยก็ไม่ทำให้บิดาผิดหวังเกินไปนัก…” เฒ่าชีเปลือย แค่นเสียง เผยรอยยิ้มเสแสร้งออกมา หากแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง…
ทางด้าน ซุน และ เย่ต้าเฟิง ผ่านลึกเข้ามาถึงด้านใน ซึ่งไม่หลงเหลือลูกสมุนแอบซ่อนอยู่อีกแล้ว เนื่องด้วยกำลังทั้งหมดถูกยกออกไปรับมือที่ด้านนอก... ระหว่างทาง ซุน มองเห็นอณูวิญญาณที่โศกเศร้าของหญิงสาวจำนวนหนึ่ง พร้อมกับร่างที่ตายไปแล้วของพวกนาง
ซุน สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในทันที…
รีบแผ่ขยายสายลมสีม่วงออกไปด้านใน…
ซึ่งมันทำให้ ซุน รู้สึกขนลุกชูชันขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ กับกลิ่นอายของสัตว์ร้ายด้านใน มันเป็นความคล้ายคลึงที่ทำให้ ซุน ต้องประจักษ์แจ้งในบางอย่าง… “กลิ่นอายของสัตว์อสูรที่ผสานกับกลิ่นมนุษย์ เหมือนกับของเราและ เฉียงตงฟาง ไม่มีผิด…
กลิ่นอายของร่างสถิต!!”