อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 232 ซุน ปะทะ หวงหลงเฟย
ตอนที่ 232
ลู่เหรินฮ่าว ควบคุมมีดบินไร้เทียมทานหมุนวนรอบกาย แผ่รังสีแห่งศาสตราเหนือล้ำราวกับวิหคชีวิต การร่ายรำฝ่ามือของ ลู่เหรินฮ่าว ทำให้มีดบินเหล่านั้นบินวนกรีดผ่าห้วงบรรยากาศ สร้างรัศมีแหลมคมกระจัดกระจายออกไป…
เฒ่าชีเปลือย แม้จะฝืนใช้อาคมสามัญ เลี่ยงหลบและป้องกัน ทว่าก็ยังมีบาดแผลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ร่างของศพหลอม การฟื้นฟูในทุก ๆ ครั้ง คือการดึงเอาตบะออกมาใช้งาน ดังนั้นย่อมมีขอบเขตที่จำกัด เรียกได้ว่าเวลานี้ถูกกดดันอย่างมาก
ดวงวิญญาณสองดวงในมือคือไม้ตายสุดท้ายที่ยังใช้ขมขู่ให้ ลู่เหรินฮ่าว ไม่กล้าทุ่มกำลังเต็มที่ เนื่องด้วยยังไม่ไว้วางใจว่าอีกฝ่ายจะมีมหาเวทย์อะไรเก็บซ่อนไว้อยู่อีก จึงเกิดเป็นการต่อสู้ยืดเยื้อที่ช่วงชิงโอกาสของกันและกัน
แต่สภาพการณ์เช่นนี้ หากผ่านเวลาไปเรื่อย ๆ ผู้ที่เสียเปรียบย่อมเป็น เฒ่าชีเปลือย…
“บ้าเอ้ย!! หากไม่คิดว่าข้าเสียดายศพหลอมที่หล่อเหลาอ่อนเยาว์ร่างนี้ ข้าคงสละมันทิ้งไปแล้ว!! หน่อย…น่าโมโหจริง ๆ ที่ต้องมาถูกเศษสวะเช่นนี้ กดดันว่าที่ราชันย์แห่งสุริยะอย่างข้า!!”
เฒ่าชีเปลือย ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้… ซึ่งหลังจากชั่งน้ำหนักเหตุผลแล้ว เฒ่าชีเปลือย จึงตัดสินใจ หนีออกมาจากโถงถ้ำแห่งนี้ อย่างน้อยก็ลากให้ ลู่เหรินฮ่าว ออกห่างจาก ซุน มากที่สุด ขอเพียงภารกิจสำเร็จก็สามารถหลบหนีได้ทันที…
เฒ่าชีเปลือย ใช้อาคมร่นระยะ ก้าวเดินเพียงครั้ง เทียบเท่าพันก้าว เหนือล้ำยิ่งกว่าวิชาตัวเบาใด ๆ ลู่เหรินฮ่าว ที่เห็นว่าอีกฝ่ายหลบหนี ก็กัดฟันกรอด หวนนึกขึ้นได้ว่าด้านนอกยังมีกองกำลังของกลุ่มมังกรทอง ที่ส่งออกไปสกัดกั้นพรรคเซียนประทาน หากอีกฝ่ายเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณเหล่านั้นขึ้นมา ตนก็คงจะจัดการได้ยากขึ้นไปอีก
“คิดหนีงั้นหรือ!! เจ้าวิญญาณขลาดเขลา!!”
เฒ่าชีเปลือย ชำเลืองมองด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง…
“หน้าโง่!! ข้ากำลังถอยไปเพื่อตั้งหลักต่างหาก”
ทั้งสองไล่ล่ากันจนออกมาถึงนอกปากถ้ำ ซึ่งเป็นหน้าผาของหุบเขาแห่งนี้ ทั้งยังเต็มไปด้วยกระแสลมพายุที่พัดอาภรณ์ปลิวโบกสะบัด… เฒ่าชีเปลือย มองไปรอบ ๆ จากนั้นก็หยุดการหลบหนี ตัดสินใจหันหลังกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง…
ลู่เหรินฮ่าว ก้าวเดินพร้อมจิตสังหารที่แผ่ซ่าน...
“หากคิดว่าจะใช้กระแสลมทำให้มีดบินของข้าพลาดเป้าล่ะก็ ถือว่าดูแคลนฉายามีดบินไร้เทียมทานของข้ามากเกินไป!!”
เฒ่าชีเปลือย มิได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย…
“เก็บจิตสังหารกระจ้อยร่อยของเจ้าไปเสียดีกว่า นอกจากมันจะทำอะไรข้าไม่ได้แล้ว ยังเป็นการบ่งชี้การโจมตีของเจ้าอย่างชัดเจนอีกด้วย ถือเป็นคำชี้แนะจากบิดาก็แล้วกัน… อีกอย่างข้ามิได้ออกมาเพื่อต้องการจะใช้กระแสลมช่วยเหลืออยู่แล้ว
เพราะข้ามีตัวช่วยที่ดีกว่านั้นมากนัก…” เฒ่าชีเปลือย สวมกอดกด ชำเรืองมองไปยังทิศเหนือของหุบเขา เงาร่างของชายกำยำที่กำลังรุดตรงเข้ามา ก็ค่อย ๆ เด่นชัดมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาของชายร่างกำยำนี้ดุดันอย่างถึงที่สุด
ลู่เหรินฮ่าว เบิกตาโพรงโดยพลัน…
“กังจื่อหราน!!”
เป็นการเผชิญหน้าของสองเทพปรมาจารย์จากทั้งสองทวีป คราแรกที่ กังจื่อหราน มองจากที่ไกล ๆ ก็มีความประหลาดใจไม่น้อย ที่ ลู่เหรินฮ่าว กำลังเผชิญหน้ากับชายหนุ่มเยาว์วัยคนหนึ่งที่แผ่กลิ่นอายแห่งความตายมหาศาลออกมา แต่หลังจากพิจารณาใคร่ครวญดูแล้ว กังจื่อหราน ก็เห็นเค้าลางบางอย่าง ที่ดูคล้ายกับกลิ่นอายของ ซุน มาจากร่างของชายหนุ่มผู้เยาว์ประหลาดคนนั้น
กังจื่อหราน ที่มากไปด้วยประสบการณ์ จึงไม่จำเป็นต้องฟังคำอธิบายใด ๆ ระเบิดรัศมีลมปราณชนชั้นจักรพรรดิ ถลาตรงเข้าใส่ ลู่เหรินฮ่าว ด้วยอำนาจที่ฟ้าดินสะท้านสะเทือน!! เฒ่าชีเปลือย รู้ดีว่าหากเผชิญหน้ากันตรง ๆ ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นชนชั้นจักรพรรดิลมปราณสีส้มขั้นปลาย แต่ ลู่เหรินฮ่าว ที่เป็นชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 8 ย่อมต้องเหนือกว่า กังจื่อหราน ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 7 ไม่มากก็น้อย…
ดังนั้นวิญญาณชราจึงเปลี่ยนจากการสู้รบแนวหน้า มาเป็นฝ่ายสนับสนุนในทันที ขับขานอาคมยกระดับทั้งการไหลเวียนของโลหิต และการไหลเวียนลมปราณของ กังจื่อหราน ให้เพิ่มพูนขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง จนแทบไม่แตกต่างไปจากรัศมีพลังของ ลู่เหรินฮ่าว ในเวลานี้
กังจื่อหราน สัมผัสได้อย่างชัดเจนที่พลังอำนาจที่มากขึ้น อดไม่ได้ที่จะใช้สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อมองไปยังชายหนุ่มแปลกประหลาดผู้นั้น… เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มน้อยออกมา เอ่ยปากเนิบนาบขึ้นเป็นพิธี…
“ลงมือให้เต็มที่!! ต่อให้พลาดท่าตกตายขึ้นมา วิญญาณเจ้าก็จะไม่เหงาหงอย ข้ามีเพื่อนผีคอยปรนนิบัติเจ้าเยอะแยะ…”
……………………………………….
ด้านในฐานลับ…
“เย่ต้าเฟิง ข้าสัมผัสได้ถึงตัวตนของยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด แปลว่าคนผู้นั้นน่าจะเป็นหัวหน้าหน่วยลับเหมือนกันเจ้าใช่หรือไม่?!” ซุน เอ่ยถามขึ้น
“มีความเป็นไปได้สูง… ชนชั้นลมปราณสีส้มในองค์กรกลุ่มมังกรทองทั้งหมด จะเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ทว่าชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดที่ยังไม่บรรลุเหยียบย่าง เกือบทั้งหมดจะเป็นหัวหน้าหน่วย หากเป็นศัตรูระดับนั้นด้วยการร่วมมือกันของท่านกับข้า น่าจะสามารถเอาชนะได้…” เย่ต้าเฟิง เอ่ยขึ้นตามการคาดคะเน
ซุน ฉุกคิดเล็กน้อย… ถึงจะต้องให้ผู้อื่นคอยช่วยเหลือ แต่ก่อนหน้านี้ตนก็เคยสังหารยอดฝีมือระดับนี้มาหลายคนแล้ว พอที่จะหาทางรับมือไปตามสถานการณ์ได้อยู่บ้าง… “เช่นนั้นคนที่มีพลังของร่างสถิตเล่า?! เจ้าพอจะรู้จักหรือไม่…”
“!!!!!!!!!!!” สิ้นคำพูดของ ซุน ทางด้าน เย่ต้าเฟิง เบิกตาโพรงโดยพลัน
“อะไรนะ!! ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด แล้วเป็นร่างสถิตด้วยงั้นหรือ!!”
“รู้จักงั้นหรือ?!” ซุน เห็นท่าทีของ เย่ต้าเฟิง เปลี่ยนไปจึงอดสงสัยไม่ได้
เย่ต้าเฟิง ถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก ๆ
“ไม่ผิดแน่… มีเพียงคนเดียวที่เป็นร่างสถิตในพื้นฐานชนชั้นพลังนี้ ข้าก็ไม่แน่ชัดนักว่าชายหนุ่มคนนั้นมีความสำคัญในระดับใด ทว่าแม้แต่ระดับแกนนำทั้ง 10 ก็ยังไม่กล้าเสียมารยาทด้วย ข้าเองเป็นเพียงลูกสมุนชั้นผู้น้อย เลยไม่ทราบรายละเอียดอะไรนัก แต่หากในคาดเดาคนผู้นั้นน่าจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับ ท่านผู้นำเทวะ!!
ข้าเคยมีโอกาสได้เห็นการประลองอยู่ครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มคนนั้นยังอายุไม่ถึง 30 ปีด้วยซ้ำ แต่กลับสามารถพิชิตเอาชนะหัวหน้าหน่วย 5 คน ได้โดยไร้บาดแผล ความแข็งแกร่งนั้นมากยิ่งกว่าในตอนที่ข้ายังมีชีวิตหลายเท่านัก ฝีมือเรียกได้ว่าเท่าเทียมกับชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้นเลยที่เดียว…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็หว่างคิ้วยับย่น ทว่าตำแหน่งที่ ซุน จับสัมผัสศัตรูได้นั้น คือส่วนด้านในสุดของฐานลับ ที่คาดว่าจะเป็นห้องขังของ เหยาหมิง!! นั่นจึงยิ่งทำให้ ซุน เกิดความไม่สบายใจเป็นอย่างมาก... “ไม่ว่ามันจะเป็นใคร หรือแข็งแกร่งแค่ไหน พวกเราก็ต้องจัดการมันให้ได้เพื่อช่วยเหลือ เหล่าซือ!!”
ซุน และ เย่ต้าเฟิง ผ่านเข้ามาจนถึงหน้าประตูห้องขังด้านในสุด แม้ในเส้นทางที่ผ่านมาจะมีค่ายกลอาวุธลับถูกเปิดใช้อยู่ แต่ด้วยความที่พา เย่ต้าเฟิง ที่รู้รายละเอียดด้านในฐานลับเข้ามาด้วย ผนวกกับสัมผัสสายลมสีม่วง จึงทำให้จัดการค่ายกลเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย…
ทว่าที่หน้าประตูนั้น กลับมีชายหนุ่มคนหนึ่ง กำลังร่ำสุราอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวกับมิได้สนใจในความวุ่นวายที่ด้านนอก... อีกทั้งเมื่อเห็น ซุน และ เย่ต้าเฟิง บุกเข้ามาถึงตำแหน่งของตน ก็ยังไร้ท่าทีประหลาดใจใด ๆ คล้ายสัมผัสในการลักลอบเข้ามาของอีกฝ่ายอยู่นานแล้ว จากสัมผัสอันเฉียบคมของสัตว์อสูรที่เป็นร่างสถิต
เย่ต้าเฟิง แสดงสีหน้าปั้นยาก...
“เป็นคนผู้นี้จริง ๆ ข้าเพียงแค่เคยเห็นหน้าเท่านั้น ไม่รู้แม้กระทั่งนามของคน ๆ นี้ นายท่านจงระวังตัวให้ดี แม้แต่ความลับเรื่องร่างสถิตของคนผู้นี้ก็ยังเต็มไปด้วยปริศนา แต่ที่แน่ ๆ คือแข็งแกร่งมาก...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับ ไม่กล้าประมาทเลินเล่อ…
หวงหลงเฟย ชำเรืองมองทั้งสองคนที่เข้ามาด้วยสายตาเย็นชา… “เก่งนี่?! มีพื้นฐานลมปราณต่ำต้อยแค่นี้ แต่กลับสามารถหลบเลี่ยงสายตาของ ลู่เหรินฮ่าว เข้ามาถึงข้างในนี้ได้ แปลว่าพวกเจ้าก็ไม่ธรรมดางั้นสินะ… โดยเฉพาะเจ้า กลิ่นสาบสัตว์ที่คละคลุ้งเช่นนี้ ช่างน่าดูชมไม่น้อย”
ชายหนุ่ม กระดกเต้าสุราอีกหลายคำจนหมด ก่อนจะโยนเต้าสุราขึ้นด้านบน พริบตาเดียวเต้าสุรานั้นก็แตกระเบิดออกจากการถูกของแข็งสีขาวทะลวงผ่าน ความเร็วในการทะลุทะลวงนั้น แม้แต่ ซุน เองก็ยังมองไม่ทัน ทว่ารู้สึกคุ้นตาเป็นอย่างมาก...
“ทักษะเดียวกับ ลู่เหรินฮ่าว!! ชายคนนี้ก็ฝึกวิชาที่คล้ายกับมีดบินไร้เทียมทาน!!”
หวงหลงเฟย แม้จะถูกสอนสั่งโดยบิดา ผู้นำชั้นเทวะกลุ่มมังกรทอง… หากแต่ก็คือได้รับการชี้แนะจาก ลู่เหรินฮ่าว ตั้งแต่เยาว์วัยด้วยเช่นนั้น ดังนั้นจึงมีทักษะการใช้อาวุธบินที่ร้ายกายอย่างมาก... ซุน ไม่แน่ชัดว่าของแข็งสีขาวที่อีกฝ่ายขวางปาออกไปนั้น จู่ ๆ ปรากฏได้อย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นอาวุธลับแบบใด…
สายตาของ ซุน เผยความเด็ดเดี่ยวออกมา ขับขานพลังแห่งร่างสถิตจนดวงตาแปรเปลี่ยนไป เป็นราวกับดวงตาของพยัคฆ์ กระแสลมหมุนวนรอบกายแผ่กลิ่นอายสัตว์ร้ายที่ดุดันน่าพรั่นพรึง…
หวงหลงเฟย เผยแววตาสนใจทันที…
“โห…ไม่เลวเลยนี่?! กลิ่นอายของพยัคฆ์งั้นหรือ… ในหมู่ร่างสถิตเทียม สัตว์อสูรอย่าง มังกร และ พยัคฆ์ นับเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังและหาได้ยากเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเจ้าไปหาของหายากเช่นนั้นมาได้ยังไง…
แต่รู้หรือไม่ว่าภายใต้วิทยาการและการค้นคว้าทดลองมาหลายพันปี ในบรรดาสัตว์อสูรที่ถูกนำมาใช้เป็นร่างสถิตเทียมทั้งหมด ยังมีสายพันธุ์ที่สามารถยกระดับความแข็งแกร่ง ได้มากกว่าสัตว์ร้ายเหล่านั้นอยู่อีก!!”
ทันใดนั้นดวงตาของ หวงหลงเฟย ก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน นัยน์ดำเลือนหายไปเหลือเพียงตาขาว จนถึงตอนนี้ ซุน ก็ยังไม่อาจจำแนกกลิ่นอายในร่างสถิตของอีกฝ่ายได้ แต่ที่แน่ ๆ คนผู้นี้ก็เหมือนกับ เฉียงตงฟาง ที่ไม่ใช่ร่างสถิตทั่วไป แต่ได้รับวิทยาการล้ำหน้าสำหรับปลูกถ่ายอวัยวะบางส่วนของสัตว์อสูรลงไปในร่างกายด้วย ดังนั้นจึงทำให้มีพลังของสัตว์อสูรที่มากกว่าร่างสถิตเทียมสามัญ…
หวงหลงเฟย ตวัดมือออกไปอย่างรุนแรง ทำให้ ซุน มองเห็นวัตถุสีขาวพวยพุ่งออกมาสองสายตรงมายังตนและ เย่ต้าเฟิง… ซุน จึงระเบิดปราการสายลมสีคราม สร้างมวลพายุดั่งกำแพงสายลมออกมาในทันที เพื่อให้อาวุธลับดังกล่าวเกิดการหักเหทิศทางออกไป
ทว่าทันใดนั้นเอง วัตถุสีขาวที่ปล่อยออกมาในครั้งนี้กลับไม่ได้มีสภาวะเป็นของแข็ง เฉกเช่นเดียวกับที่ทำลายน้ำเต้าสุราก่อนหน้า… มันทำให้ ซุน ตระหนักได้ทันทีว่าการทำลายน้ำเต้าสุราในครั้งนี้ เป็นเพียงการโจมตีกลลวงเพื่อให้ ซุน เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะโจมตีในลักษณะเดิม นับว่าเป็นการแสดงไหวพริบการต่อสู้ที่เหนือล้ำของ หวงหลงเฟย
วัตถุสีขาวดังกล่าว ได้แตกระเบิดออกกลายเป็นเส้นใยที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ดังนั้นการถูกเบี่ยงระยะของกำแพงสายลมจึงไร้ผลกับการโจมตีที่ครอบคลุมพื้นที่เช่นนี้… ร่างของ ซุน และ เย่ต้าเฟิง ถูกใยสีขาวตรงเข้ามารัดพัน ก่อนจะกระเด็นไปติดอยู่ที่ผนังถ้ำ พันธนาการเรือนกายจนเหลือเพียงศีรษะที่โผล่ออกมา…
ซุน ไม่คิดว่าตนเองจะเสียท่าอีกฝ่ายทั้งแต่การปะทะแรกเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องที่อีกฝ่ายมีลับลมคมในมากเกินไป ทั้งยังเชี่ยวชาญในการต่อสู้เข้าขั้นอัจฉริยะ ประสบการณ์ต่อสู้มากมายยิ่งกว่า ซุน ชนิดที่เทียบเคียงกันไม่ได้เลย…
หวงหลงเฟย แสยะยิ้มและก้าวเดินเนืองช้า แผ่กลิ่นอายสัตว์อสูรที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้น… ดวงตาสีขาวอีกคู่หนึ่งปรากฏที่หน้าผากเหนือคิ้ว แขนเริ่มถูกเปลี่ยนเป็นสีดำพร้อมกับผิวหลังที่เงาวับโลหะแข็งตัว อีกทั้งด้านหลังยังมีแขนประหลาดอีก 4 ข้างโผล่ออกมาจนมีมากถึง 6 แขน 2 ขา มองดูแล้วไม่ต่างจากอสูรกายแท้จริง ที่ผิดแผกไปจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง…
“ผิวที่แข็งจากเปลือกปล้อง สัมผัสที่เฉียบคม เส้นใยที่เปลี่ยนให้แข็งหรือเหนียวได้ดังใจนึก หรือแม้แต่พิษร้ายที่แอบซ่อนอย่างมิดชิด… หากมีขนาดตัวที่เท่ากัน ต่อให้เป็นมังกรหรือพยัคฆ์ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแมงมุม นี่ต่างหากจึงเป็นร่างสถิตที่เพิ่มศักยภาพได้มากมายจนถึงขีดสุด!!
ร่างสถิต ราชันย์แมงมุมมฤตยู…”
………………………………………………….