อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 235 ห้วงมิติโลหิต
ตอนที่ 235
เหยาหมิง มีสภาพที่บาดเจ็บเกรอะกังไปด้วยคราบโลหิตและบาดแผลที่แห้งไปแล้ว มีโซ่ตรวนที่กำกับด้วยอักขระมากมายพันธนาการนับสิบ ๆ เส้น ร่างถูกยกลอยสูงจากพื้น ตรึงแขนที่เหลือเพียงข้างเดียวและขาทั้งสองมิต่างการขึงพืด สภาพเหมือนตอนที่ ซุน เคยได้เห็นในด่านทดสอบจิตใจบนหอคอยก่อนหน้านี้…(ตอนที่ 203)
ซุน เรือนกายด้านชา จิตใจราวกับถูกกรีดเฉือน ไม่รู้ว่าควรจะดีใจเรื่องที่ได้พบอาจารย์หรือเจ็บแค้นใจที่อาจารย์มีสภาพเช่นนี้ มากไปกว่ากัน… ซุน หอบหิ้วร่างที่บอบช้ำตรงไปอย่างไม่สนใจค่าตอบแทน ตลอดเวลาปีกว่า ๆ ที่ เหยาหมิง ถูกจับมานั้น แทบไม่มีวันใดเลยที่ ซุน ไม่นึกถึงวันที่จะมาช่วย เหยาหมิง…
ภาพย้อนในหัว นึกถึงชายชราที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา สอนสั่ง ซุน ในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับดินแดนและโลกที่ไม่รู้จักแห่งนี้ หากไม่พบเจอ เหยาหมิง ในวันนั้น ซุน ก็อาจจะตายอยู่ในสลัมตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน หรือไม่ก็อาจก้าวเดินในเส้นทางที่ผิด กลายเป็นโจรชั่วช้าไปเลยก็เป็นได้…
ซุน ทรุดลงไปอีกครั้งทั้งน้ำตา ร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสเป็นทุนเดิมเมื่อจิตใจเจ็บปวดหนักอึ้ง จึงยิ่งทรุดลงไปอีกงั้น… เหยาหมิง ในเวลานี้ยังคงไม่ได้สติ สภาพราวกับกำลังหลับลึกเพื่อรักษาสภาพร่างกายและฟื้นฟูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้…
เหตุผลเดียวที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำลายพื้นฐานบ่มเพาะของ เหยาหมิง ก็เนื่องด้วยเกรงว่าร่างกายของอีกฝ่ายจะตายเสียก่อนที่จะถูกรีดเค้นคำตอบ จึงเลือกที่จะโซ่อักขระทำการปิดผนึกลมปราณเอาไว้ทำให้ เหยาหมิง แม้จะไม่ดื่มไม่กินและถูกทรมานร่างกายเรื่อยมา แต่สุดท้ายก็ยังสามารถรักษาลมหายใจเอาไว้ได้…
ซุน เมื่อพยายามจะทำลายโซ่ตรวจอักขระเหล่านี้ แต่ก็พบว่ามันแข็งแกร่งมาก!! แม้แต่กระบี่ดำราชวงศ์ที่ฟาดฟันลงไปยังถูกกระดอนตีกลับ นอกจากมันจะเป็นอักขระผนึกลมปราณแล้ว มันยังแฝงไว้ด้วยพลังลมปราณชั้นเทวะของผู้นำกลุ่มมังกรทองไหลเวียน
ชายหนุ่ม หยิบเอาอาวุธออกมาฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจแม้ว่าบาดแผลของตนจะเปิดออกมา แม้แต่ขวานจักรพรรดิ หรือดาบยักษ์ก็ยังถูกหยิบออกมาใช้… แต่สุดท้ายมันก็ไร้ประโยชน์ ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนใด ๆ เผยให้เห็น… ง่ามมือระหว่างนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือของ ซุน ถึงกับฉีกขาดจากการฝืนกำลังแต่ก็ยังไร้ความหมาย อำนาจของพลังชนชั้นเทวะที่เต็มเปี่ยมอยู่ในโซ่ตรวน ยังมิใช่สิ่งที่ ซุน ในเวลานี้จะแตะต้องหรือจินตนาการไปถึง…
ซุน นึกออกเพียงแค่เวทย์อาคมของ เฒ่าชีเปลือย เท่านั้นที่จะสามารถทำลายโซ่ตรวจเหล่านี้ได้… แต่สุดท้ายก็สะบัดหน้าลบเลือนความคิดทั้งหมดออกไป… “ไม่!! ข้าจะต้องไม่หวังพึ่งพาผู้อื่น เพียงแค่ที่ เฒ่าชีเปลือย ช่วยฉุดยื้อ ลู่เหรินฮ่าว เอาไว้ก็นับว่ามากเกินไปแล้ว ข้าจะต้องหาทางช่วยเหลือ เหล่าซือ ด้วยตนเอง!!”
ด้านภูมิความรู้ของ ซุน ในเวลานี้แตกต่างไปจากเมื่อก่อนมากนัก ผ่านการค้นคว้าทั้งจากหนังสือตำรามากมาย รวมไปถึงสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญอยู่เสมอจากนิสัยใคร่เรียนรู้ ถึงจะมิได้แตกฉานถึงขั้นใช้ศาสตร์วิชาอักขระกำกับได้ด้วยตนเอง แต่ก็เรียกได้ว่ามองออกถึงกระบวนการทำงานสำคัญในบางส่วน…
เมื่อพิจารณาการทำงานของอักขระ รวมไปถึงพลังเทวะที่แฝงเร้นอยู่ในโซ่ตรวนทุกเส้น ก็ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นว่า โซ่ตรวนอักขระเหล่านี้ที่ทรงพลังกว่าปกติ ก็เป็นเพราะองค์ประกอบของอักขระและลมปราณชั้นเทวะได้เชื่อมโยงต่อกันทั้งหมด จนทำให้มันทำลายได้ยากยิ่งขึ้น… แต่ขณะเดียวกัน ก็มีจุดอ่อนที่สำคัญอยู่ ขอเพียงทำลายห่วงต่อของโซ่ตรวนเหล่านี้ได้สักจุด ก็จะทำให้กระบวนการที่เชื่อมโยงทั้งหมด ขาดสะบั้นลงในทันที…
ซุน จึงมองหาตำแหน่งที่คิดว่ามีความหนาแน่นของพลังน้อยที่สุดก่อน... ไม่นานก็พบว่าห่วงโซ่ในจุดหนึ่งมีร่องรอยการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ดังนั้นจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่เปราะมากที่สุดแล้ว เป็นห่วงโลหะเพียงหนึ่งชิ้นในจำนวนหลายร้อยหลายพันที่เรียงร้อยต่อกัน
ดวงตาของ ซุน ฉายความเด็ดเดี่ยว กระบี่แยกสมุทรและกระบี่ดำราชวงศ์ถูกกำไว้ในมืออย่างแนบแน่น แม้แต่กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ก็ยังหมุนวนไปด้วยจิตวิญญาณแห่งศาสตรา…
“ผู้อาวุโสเตีย เคยชี้แนะว่าการเพ่งจิตรวมปราณให้มั่งคง และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ จะเพิ่มอานุภาพการฟาดฟันให้ถึงขอบเขตสูงสุด ไม่มีสิ่งใดที่กระบี่นั้นตัดไม่ขาด มีเพียงแต่ความแข็งแกร่งของผู้ถือครองมีไม่มากพอเท่านั้น!!”
ซุน ทั้งกระบวนท่าพร้อมหลับตาลงเพ่งสมาธิให้ไปยังจุดสูงสุด จากนั้นก็พลันโคจรลมปราณและสายลมสีน้ำเงินโอบล้อมคมกระบี่ ชั่วอึดใจที่ดวงตาเจิดจรัสก็ฟันกระบี่ทั้งสามเล่มไปยังตำแหน่งเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง…
ตูม!!
เป็นอำนาจทำลายที่ ซุน ไม่เคยใช้มาก่อน พลังในการฟาดฟันของกระบี่ทั้งสามที่ประสานกันนั้น รุนแรงยิ่งกว่าขวานหรือดาบที่ฟาดฟันก่อนหน้านี้เสียอีก... เกิดรอยฟันขึ้นที่ห่วงโซ่เป็นครั้งแรก!! แม้จะยังตื้นเขินราวกับเส้นขนแมว แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่ ซุน สร้างร่องรอยบนห่วงโซ่นี้ได้สำเร็จ
จิตใจของชายหนุ่มสะท้านสะเทือนด้วยความปิติ ก่อนจะใช้กระบวนการเช่นนั้นติดต่อกันอีกหลายสิบครั้ง จวบจนกระทั่ง… เกร้ง!!
เสียงโลหะที่แตกหักดังเสียดแก้วหูออกมา… แต่ทว่าสิ่งที่แตกหัก กลับมิใช่ห่วงโซ่ มันคือการแตกหักของ กระบี่แยกสมุทร!! ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วกระบี่แยกสมุทรถือว่าด้อยกว่าศาสตราสิ้นอื่น ๆ อย่างกระบี่ดำราชวงศ์และกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์อยู่หลายขั้น สุดท้ายมันก็ไม่อาจทนต่อการปะทะ จนพังทลายคามือที่ท่วมเลือดของ ซุน ในเวลานี้
ห่วงโซ่เพิ่งจะเกิดรอยสึกหรอไปเพียงแค่ 1 ใน 10 ส่วนเท่านั้นเอง
“อะไรกัน…” ซุน ใบหน้าขาวซีดในทันที
หลังจากนั้น แม้ว่า ซุน จะพยายามใช้กระบี่ดำราชวงศ์และกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ประสานฟาดฟันลงไปในลักษณะเดิม แต่ดูเหมือนว่ามันจะไร้ประโยชน์เพราะพลังของมันถูกลดทอนลงไปแล้วในส่วนของกระบี่แยกสมุทร
ซุน รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าจำนวนมากฟาดผ่าลงกลางศีรษะ ดวงตาเผยถึงความเศร้าสลดและเจ็บปวด ยิ่งมองไปยังร่างที่บาดเจ็บของ เหยาหมิง ยิ่งบังเกิดความระทมใจอย่างถึงที่สุด… ชายหนุ่ม ทรุดตัวลงกำหมัดต่อยพื้นอย่างรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน กัดฟันจนแทบแตกบิ่น ก่นด่าตนเองที่ไม่เอาไหน
“นี่ข้า… ไร้ความสามารถถึงเพียงนี้เชียวหรือ…”
ซุน หันมองไปยัง ซากกระบี่แยกสมุทรด้วยความอาวรณ์ มองเห็นคมกระบี่ที่แตกหักหมดสภาพ ทว่ายิ่งมองก็ยิ่งทำให้ดวงตาของ ซุน เบิกกว้างขึ้น หวนนึกถึงสิ่งหนึ่งที่เก็บซ่อนจนแทบจะถูกลืมเลือนไปแล้ว ทั้งที่สิ่งนั่นคือสิ่งที่ทรงอานุภาพที่สุดของ ซุน อย่างไม่ต้องสงสัย
“กระบี่สวรรค์โลหิต!!”
ชายหนุ่ม สูดลมหายใจดังเฮือก ๆ ดวงตาฉายประกายความมุ่งมั่น… แน่นอนว่า กระบี่สวรรค์โลหิต ในเวลานี้ยังคงหลับใหลอยู่ภายในส่วนลึกสุดของแหวนมิติ ซึ่งมันถูกสะกดเอาไว้ด้วย ผนึกตรวนโลหิต ซึ่งมันถูกสร้างจากโลหิตของ ซุน ในตอนที่ เฒ่าชีเปลือย สิงสู่(ตอนที่ 129) ดังนั้นต่อให้ เฒ่าชีเปลือย ไม่อยู่ที่นี่ ซุน ก็ยังมีความสัมพันธ์กับผนึกจนสามารถเข้าถึงมันได้บางส่วน…
“หากเป็นกระบี่เล่มนี้ มันคงสามารถตัดโซ่ตรวนได้อย่างแน่นอน... ทว่ากลับเป็นตัวข้าเองต่างหาก ที่จะสามารถควบคุมกำราบมันได้หรือไม่ แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ก็ยังเลือกที่จะผนึกแทนที่จะกำราบมัน…” ซุน เอ่ยพำพึมขึ้น หากแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้หลงเหลือหนทางมากนัก จึงตัดสินใจหยิบเอากระบี่โบราณเล่มนี้ออกมา
ถึงแม้ว่าปลายกระบี่มันจะหักไปบางส่วน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความเก่าแก่คร่ำครึ ทว่าพลานุภาพสยบของกระบี่เล่มนี้ ก็ยังเรียกได้ว่ามากพอจะทำให้ฟ้าดินสะท้านสะเทือน แม้มันจะถูกผนึกมาหลายเดือนแล้ว หากแต่มันก็ยังดิ้นรนสั่นไหวไม่หยุด…
ซุน ถือมันไว้ได้อย่างไม่มั่นคงนัก ราวกับมันจะพยายามหลุดออกจากมือของชายหนุ่มเสียให้ได้ จิตวิญญาณของกระบี่นี้แก่กล้าจนแม้แต่ กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ก็ยังถูกบดบังรัศมี… เพียงแค่การสัมผัส ซุน ก็ตระหนักดีว่าถึงแม้ตนจะมีพื้นฐานลมปราณสูงล้ำกว่านี้อีกร้อยเท่า ก็ยังไม่เพียงพอจะกวัดแกว่งมันได้หากมันไม่ยินยอม…
ซุน จึงตัดสินใจที่จะเจรจา…
เจรจากับจิตวิญญาณแห่งกระบี่เล่มนี้!!
ซุน จมจ่อมจิตสำนึกของตนเองแทรกซึมเข้าไปในตัวกระบี่ อาศัยความสัมพันธ์ของตนเองและโลหิตที่ปิดผนึก รวมไปถึงประสบการณ์ที่เคยครอบครองจิตวิญญาณแห่งศาสตราชิ้นอื่น ๆ มาก่อน จึงทำให้เข้าใจในการเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของกระบี่สวรรค์โลหิตเล่มนี้
ซุน รู้สึกราวกับจิตสำนึกของตนถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงมิติที่แตกต่าง เป็นดินแดนที่อาบท่วมไปด้วยทะเลแห่งโลหิตที่กว้างใหญ่ไพศาล ใจกลางของทะเลแห่งโลหิตนี้ ยังมีจิตวิญญาณที่ก่อรูปลักษณ์เป็นชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ซึ่งดูจะพิการเสียแขนไปหนึ่งข้างยืนหันหลังให้ ซุน… และดูเหมือนว่ารอบ ๆ กายจะมีกรงขังอักขระที่เกิดจากผนึกตรวนโลหิตของ เฒ่าชีเปลือย โอบล้อมครอบคลุมเอาไว้…
ชายหนุ่มตระหนักได้ทันที ว่านี่คือตัวตนแห่งจิตวิญญาณของกระบี่สวรรค์โลหิต และแขนที่สูญเสียไป ก็คือตัวกระบี่ที่ชำรุดปลายคมหายไปบางส่วน สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์แบบ... ชายฉกรรจ์แผ่ไอดุร้ายและอำนาจน่าครั่นครื้น มิได้คิดที่จะชำเรืองมอง ซุน ที่เหยียบย่างเข้ามาในห้วงมิติโลหิตของตนแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเค้นเสียงที่สั่นครอนฟ้าดินออกมา…
“ไสหัวไป!!”
พริบตาที่เสียงถูกเปล่งออกมา ทะเลแห่งโลหิตก็ปรวนแปรผันผวน เกิดระลอกคลื่นซัดตลบไล่หลังกันไปมา กระทั่งท้องฟ้าในห้วงมิติที่แดงฉานแห่งนี้ ยังเกิดระลอกเมฆลมสีแดงฉานที่บ้าคลั่ง ประหนึ่งว่ามิติแห่งนี้มีสภาวะเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต…
ซุน รู้สึกราวกับจิตสำนึกของตนจะแตกสลายออกเป็นเสี่ยง ๆ หากแต่ ซุน ก็เข้าใจดีว่าถ้าพลาดโอกาสนี้ ตนคงไม่มีทางเข้ามาที่นี่ได้อีก จึงเผยความมุ่งมั่นออกมาอย่างเต็มเปี่ยม กัดฟันแน่นและตะโกนก้องออกไป…
“ฟังข้าก่อน!! ข้าไม่ได้ต้องการเป็นนายเหนือเพื่อควบคุมท่าน!! ข้าเพียงแค่อยากจะขอยืมพลังของท่านเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น!! แล้วข้าจะไม่ร้องขออะไรอีกเลย”
ซุน แผดเสียงออกมา พยายามต่อต้านพลังอำนาจที่กำลังขับไล่ตนออกไปจากมิติโลหิตแห่งนี้ อีกฝ่ายดูจะเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร ยิ่งเห็นว่าชายหนุ่มยังดื้อรั้น ก็ยิ่งทวีอานุภาพสั่นครอนห้วงมิติแห่งนี้เพิ่มความรุนแรง จนทำให้ ซุน เต็มไปด้วยความอึดอัดจากแรงกดดัน แม้แต่ร่างกายแท้จริงด้านนอกที่อยู่ในท่ายืนหลับตาถือประคองกระบี่ ก็ยังมีเลือดสดไหลออกมาจากมุมปาก เส้นโลหิตปูดบวมไปทั่วร่าง
ซุน เห็นว่าการร้องขอความเห็นใจ ดูจะไร้ผลกับอีกฝ่าย ไม่ว่าจะพยายามอ้อนวอนเพียงใดก็ไร้การตอบสนองหรือยอมรับ… ซึ่งตัวของ ซุน เวลานี้ที่ร้อนรนใจในการช่วยเหลือ เหยาหมิง เมื่ออีกฝ่ายไร้การตอบมาเป็นเช่นนี้ จากความรู้สึกอ้อนวอนจึงแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคือง!!
ซุน กัดฟันเผยแววตาเดือดดาล และพ่นเสียงคำรามอู้…
“เจ้ากระบี่พิการเอ้ย!! แก่คร่ำครึจนจะกลายเป็นเศษเหล็กอยู่รอมร่อแล้ว ยังดื้อด้านหัวรั้นไร้เหตุผล หากเจ้ายังกล้าขับไล่ข้าออกไปจากมิติแห่งนี้อีกครั้ง… ข้าจะเอาเจ้าไปทิ่มลงอาจม ชโลมกระบี่ด้วยมูลอึของสุนัข!!”
สิ้นเสียงของ ซุน ที่ประกาศกล้าด้วยความเดือดดาลออกไป
ความปรวนแปรของห้วงมิติโลหิตโดยรอบก็เกิดการเปลี่ยนแปลง… ทั้งทะเลแห่งโลหิต และเมฆแดงฉานที่บ้าคลั่งก่อนหน้านี้ พลันเงียบสงบลงราวกับไม่เคยเกิดขึ้น… แม้แต่ร่างจิตวิญญาณของชายฉกรรจ์จากที่หันหลังให้ ซุน มาตลอด เวลาก็เริ่มเอนเอียงศีรษะมาเป็นครั้งแรก เผยให้เห็นถึงแววตาที่ดุร้ายแห่งความดึกดำบรรพ์…
“เจ้ากล้ารึ?!”
…………………………………….