อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 236 ศาสตราที่สยบใต้หล้า
ตอนที่ 236
“เจ้ากล้ารึ?!”
เสียงของจิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต ทั้งเยือกเย็นและแน่นหนัก แฝงเร้นด้วยความรู้สึกที่กดดันราวกับทำให้จิตสำนึกของ ซุน สะท้านสั่นไหว หากแต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของ ซุน ก็หนักแน่นไม่แพ้กัน
“กล้าสิ!! สิ่งแรกที่ข้าจะทำหากถูกผลักดันให้ออกไปจากที่นี่ ก็คือการฉี่รดเจ้า!! เอาให้มันชุ่มเปียกและเหม็นโฉ่โดยไม่ล้างมันออกอีกเลยตลอดกาล!!” ชายหนุ่มกล่าวพลางปลดเปลื้องประคตรัดเอว พร้อมจะชักเอา ซุนน้อย ออกมาแสดงโดยไม่อับอาย
จิตวิญญาณดังกล่าวถลึงตาขึ้นมาทันที ร่างสั่นเยือกราวกับพยายามจะดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกจากเวทย์อาคมผนึกตรวนโลหิต หากสามารถลงมือผ่านสายตา คงจะฉีกร่างของ ซุน ออกเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว คำรามเสียอู้ด้วยความเดือดดาล
“เจ้าเด็กบ้า!! อยากให้ข้าฆ่าเจ้าให้ได้งั้นสินะ!! หากเจ้าทำเช่นนั้น เมื่อหลุดออกไปได้ข้าจะกวาดล้างสังหารทุกคนที่รู้จักนามของเจ้า ใช้เลือดคนเหล่านั้นมาล้างกระบี่!!”
ซุน ใจกระตุกวูบทันที หากแต่ภายนอกยังเผยความองอาจดุดันที่ไม่ยินยอม…
“เช่นนั้นเจ้าก็ฟังข้าบ้างสิ!! สำนึกบุญคุณที่ข้าพาเจ้าออกมาจากสุสานแห่งศาสตราเสียบ้าง ในฐานะกระบี่ เจ้าถูกสร้างมาเพื่ออะไร!! เพียงแค่ชำรุดเสียหายไปบางส่วน ก็จมดิ่งอยู่ในสุสานไม่อยากเห็นเดือนเห็นตะวันแล้วงั้นหรือ!!
ข้าไม่รู้หรอกว่าอดีตนายของเจ้าจะยิ่งใหญ่คับฟ้าเพียงใด และถึงแม้วันนี้ข้ายังไม่อาจเทียบเคียง แต่ในภายภาคหน้าในสักวัน ข้าเองก็จะต้องยิ่งใหญ่ไม่ด้อยไปกว่ากัน หรืออาจจะมากยิ่งกว่าด้วยซ้ำ!! เจ้าไม่อยากเจิดจรัสให้สมกับที่เป็นยอดศาสตรางั้นหรือ!! อยากจะจมปลักอยู่เพียงแค่ในห้วงมิติแห่งนี้งั้นหรือ
กว่าหลายหมื่นปีที่เจ้าถูกทิ้งไว้เช่นนั้น
มันยังไม่น่าโศกเศร้ามากพออย่างนั้นหรือ!!”
“!!!!!!!!!!” จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต เบิกตากว้าง ยามนี้ได้หันกลับมามองพิจารณา ซุน อย่างสมบูรณ์เต็มสายตา แน่นอนว่า ซุน ในวันนี้ถึงจะยังมีความแข็งแกร่งไม่มากพอ ทว่าก็เติบโตกว่าเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่อยู่ในสุสานแห่งศาสตรา
จิตสำนึกของ ซุน ได้เปลี่ยนความมุ่งมั่นให้ปรากฏเป็นเงาร่างของราชันย์พยัคฆ์ที่พร่าเลือนออกมา เสริมส่งอำนาจบารมีให้น่าเกรงขามขึ้นไปอีกหลายเท่า… ที่ผ่านมาแม้จะถูกผนึกสะกดเอาไว้ แต่จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต ก็ยังเต็มไปด้วยทิฐิดื้อรั้น ไม่คิดที่จะชำเลืองมองมายัง ซุน แม้สักนิด ดังนั้นเมื่อได้มาเจออีกครั้งในวันนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ…
แววตาของจิตวิญญาณร่างชายฉกรรจ์นั้น เริ่มที่เปลี่ยนแปลงไป…
“ก็ได้… หากคิดจะยืมพลังของข้าในครั้งนี้ ข้ามีข้อแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่ง”
ซุน สูดลมหายใจลึกทันที…
“ต้องการอะไร…”
“ด้วยพื้นฐานลมปราณชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นสูงสุดของเจ้าในเวลานี้ น่าจะมีอายุขัยอยู่ที่ราว ๆ 100 ปี เช่นนั้นข้าต้องการพลังชีวิตของเจ้าครึ่งหนึ่ง หรือก็คืออายุขัย 50 ปีของเจ้า!! หากเจ้ากล้ามอบให้ข้า เช่นนั้นข้าก็จะยอมให้เจ้าใช้พลังของข้าได้ครั้งหนึ่ง…” จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต กล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่มืดดำ
อายุขัย 50 ปี แลกกับการตวัดกระบี่ครั้งเดียว… เงื่อนไขอันแสนโหดร้ายที่ไม่ว่าใครได้ยินก็คงต้องเบือนหน้าหนีและหันหลังกลับโดยไม่ลังเล ซึ่งแน่นอนว่านี่มิใช่เพียงคำพูดเลื่อนลอย แต่จิตวิญญาณดวงนี้เผยความจริงจังออกมาอย่างชัดเจน...
ซุน ที่ได้ยินเช่นนั้น กลับพยักหน้าตอบรับโดยไม่ลังเลหรือฉุกคิด
“ตกลง… ข้ายินดีมอบให้เจ้า”
“!!!!!!!!!” จิตวิญญาณร่างชายฉกรรจ์เบิกตาตกตะลึงอีกครั้ง
“เจ้าแน่ใจหรือ?! 50 ปี สำหรับอายุขัยของมนุษย์ นั่นถือว่ามากมายเลยนะ ต่อให้เจ้ามีพื้นฐานลมปราณสูงถึงชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง อายุขัยของเจ้าก็จะมีได้อย่างมากแค่ราว ๆ 200 ปี เท่านั้น”
ซุน ยังคงพยักหน้าแน่นหนัก ห้อทะยานตรงไปเบื้องหน้าชายฉกรรจ์ พร้อมยื่นมือออกมาภายในฝ่ามือเปล่งแสงสว่างเจิดจรัสอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งชีวิตที่ ซุน ดึงออกมาอย่างไม่นึกเสียดาย… “เกิดเป็นลูกผู้ชาย กับผู้มีพระคุณดุจบิดา ตายแทนยังทำให้ได้… นับประสาอะไรกับอายุขัยบางส่วน…”
จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิตได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับอึ้งงัน… ทอดสายตามองออกไปไกล ๆ ก็ทำให้มองเห็นภาพนิมิตของโลกด้านนอกที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าสีแดงฉาน มองเห็น เหยาหมิง ในสภาพที่ยังไม่ได้สติ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล…
“ชายผู้นั้นสำคัญกับเจ้ามากเลยงั้นหรือ?! ไม่คิดจะเสียใจภายหลังงั้นหรือ?!”
ซุน พยักหน้าแน่นหนัก… “เพื่อช่วยเหลือ เหล่าซือ ข้ายอมแลกเปลี่ยนกับทุกสิ่ง แม้ว่าข้าจะคาดหวังกับอนาคต แต่ข้าจะไม่ยอมละทิ้งอดีตเป็นอันขาด นั่นคือสิ่งที่ข้าถูกสอนสั่งและเชื่อมั่นมาโดยตลอด…
เมื่อในอดีตตัวเจ้าเองที่ยอมแตกหักชำรุด ก็เพราะปกป้องนายของตนเองมิใช่หรือ?! แล้วมาถึงวันนี้เจ้าได้เคยนึกเสียใจกับสิ่งที่ทำหรือไม่เล่า?! แน่นอนว่าไม่ เพราะเจ้ารู้สึกว่านั่นคือหน้าที่ของเจ้า… ตัวข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ หน้าที่ของข้าในฐานะศิษย์คือทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนบุญคุณของ เหล่าซือ ผู้ที่เสมือนเป็นบิดา ดังนั้นข้าจะไม่มีวันเสียใจในสิ่งที่เลือก…”
จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต เพ่งมองมายัง ซุน ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทั้งยังมองเห็นภาพทับซ้อนของชายผู้ที่เคยถือครองมันเมื่อหลายหมื่นปีก่อน จนตนนั้นยินยอมที่จะพังทลายเพื่อชายผู้นั้นอย่างไม่นึกเสียใจ กลับภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ ที่ตนสามารถทำประโยชน์ได้จนถึงช่วงเวลาสุดท้าย…
หยดน้ำตาที่ไม่ควรจะมีได้ปรากฏขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมา… และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็ได้มีลำแสงสามพวยพุ่งมาจากในแต่ละทิศทางของห้วงมิติโลหิตแห่งนี้ จวบจนลำแสงเหล่านั้นได้ก่อรูปลักษณ์แห่งจิตวิญญาณขึ้นมาอย่างเด่นชัด…
ตนแรกเป็นชายร่างสูงใหญ่กำยำราวกับหมี ดวงตาทั้งสองข้างมืดบอดตลอดทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลที่ไม่เว้นว่าง… ตนที่สองเป็นเงาร่างของชายชราที่สวบชุดนักรบโบราณสภาพทรุดโทรมตลอดทั้งเรือนกายเป็นสีแดง… และตนสุดท้าย เป็นหญิงสาวที่สวมชุดเกราะสีทองที่ชำรุดไม่สมประกอบนัก บ้างก็แตกหัก บ้างก็ขาดวิ่น หากแต่เรือนกายของนางยังเปล่งปลั่งเจิดจรัส…
ซุน เมื่อเห็นเงาร่างของทั้งสาม ก็แทบจะสำลักลมหายใจออกมา แม้ว่านี่จะเป็นการพบเจอครั้งแรก แต่ ซุน ก็รับรู้ได้จากสายสัมพันธ์ว่าทั้งสามมิใช่ใครอื่น แต่เป็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราต้องสาปทั้งสามดวง ที่ ซุน ถือครอง…
ชายร่างสูงนั่นคือจิตวิญญาณแห่งขวานสองคม ชายชราคือจิตวิญญาณของทวนจอมทัพ และหญิงสาวคนสุดท้าย ก็คือจิตวิญญาณแห่งกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์!! ทั้งสามนำพาจิตวิญญาณของตนเอง แทรกแซงเข้ามาที่นี่ด้วยความนึกคิดของตนเอง…
จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต เพ่งมองทั้งสามด้วยความประหลาดใจ…
“พวกเจ้าเข้ามาทำไม?! ถึงแม้ว่าในอดีตพวกเจ้าจะเป็นสหายร่วมรบของข้า แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว คิดว่าข้าไม่กล้าทำลายพวกเจ้าทิ้งงั้นหรือ”
ทั้งสามจิตวิญญาณได้เข้ามายืนเคียงข้าง ซุน มองตรงไปยังจิตวิญญาณรูปลักษณ์ชายฉกรรจ์ตรงหน้า โดยที่หญิงสาวเป็นคนที่เอ่ยปากขึ้นคนแรก... “เทียนหง… ท่านให้เด็กคนนี้หยิบยืมพลังด้วยเถอะ เห็นแก่ที่พวกเราเคยร่วมรบกันมา ข้าอยากจะขอร้องด้วยอีกแรง”
“ถูกต้อง… ข้าเองก็เช่นกัน อายุขัย 50 ปี มันมากเกินไป อีกทั้งเจ้าก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการดูดกลืนอายุขัยเหล่านั้น เพราะพวกเราเป็นศาสตรามิใช่มนุษย์ พลังชีวิตไม่ได้มีผลอะไรกับพวกเราสักนิด…” ชายชราจอมทัพเอ่ยเสริมขึ้นอีกแรง
“ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่เลือกติดตามชายหนุ่มผู้เป็นนายเหนือคนใหม่ผู้นี้… ซุน มีความทะนุถนอมศาสตราที่พังชำรุดอย่างพวกเรามาก ทุกครั้งที่หยิบออกมาใช้ก็จะทำความสะอาดอยู่เสมอ พวกเราเสียอีกที่ชำรุดจนไม่อาจตอบสนองความต้องการต่อผู้เป็นนายได้ถึงขีดสุด… หากเจ้าอยากได้พลังนัก เอาจิตวิญญาณของข้าไปแทนก็ยังได้…” ชายร่างสูงใหญ่เอ่ยขึ้น
ซุน ที่ยืนอยู่ตรงนั้น ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ก็เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจถึงขีดสุด ไม่คิดว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งสามจะให้การยอมรับกับตนถึงเพียงนี้… แม้ ซุน จะแทบไม่เคยหยิบขวานสองคม และทวนจอมทัพออกมาใช้งานเลยก็ตามที…
จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิต ที่ถูกเรียกขานในนาม เทียนหง เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็พลันนิ่งเงียบไปชั่วครู่ใหญ่ ก่อนจะชำเลืองมอง ซุน อีกเล็กน้อย พลางทอดถอนหายใจออกมา… “น่ารำคาญเสียจริง!! จิตวิญญาณของพวกเจ้าอ่อนแอกว่าข้ามากมายนัก ข้าจะต้องการจิตวิญญาณของพวกเจ้าไปทำไมกัน… รีบไสหัวออกไปจากห้วงมิติของข้าได้แล้ว!!”
เทียนหง สะบัดแขนออกไปเพียงครั้ง ทะเลแห่งโลหิตก็เกิดระลอกคลื่นโลหิต ซัดตลบไปยังร่างจิตวิญญาณของทั้งสาม ผลักดันให้หายไปจากห้วงมิติแห่งนี้จนเหลือเพียงแค่ ซุน ที่ยืนอึ้งงันตกตะลึง…
เทียนหง ก้าวเดินเข้ามาใกล้ ชำเลืองมองกลุ่มก้อนพลังชีวิตที่ ซุน หยิบยื่นออกมาตรงหน้า ก่อนจะสะบัดมือออกไปอีกครั้งผลักดันให้พลังชีวิตดังกล่าวกลับเข้าไปในร่างจิตสำนึกของ ซุน มิได้ยอมรับมัน…
“เก็บพลังชีวิตอันริบหรี่นั่นกลับไป ข้ายังไม่ต้องการมันในตอนนี้… แต่ข้ามีเงื่อนไขใหม่ให้กับเจ้า หากไม่สามารถทำมันได้ ข้าจะขอรับเอาพลังชีวิตเหล่านั่นกลับมาอีกครั้ง…”
ซุน สูดลมหายใจเฮือก ๆ
“เงื่อนไขอะไร…”
“ผู้ที่ก่อจิตวิญญาณสร้างตัวข้าขึ้นมาเมื่อแปดหมื่นปีก่อนก็คือ เนี่ยเทียนหง ดังนั้นนามของข้าจึงถูกตั้งตามชื่อผู้เป็นนายว่า เทียนหง นายข้าคือผู้ที่สยบใต้หล้าได้สำเร็จ เป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงของแดนมนุษย์แห่งนี้… และเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ข้าก็ได้พบเจอผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งนามว่า เล้งซาน เป็นที่สืบทอดความทรงจำและเจตนารมณ์จากนายคนก่อนของข้า น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีวาสนาร่วมกัน ซึ่งข้าก็ไม่อาจเอื้อมไปขอเป็นอาวุธประจำกายของ เล้งซาน ในสภาพที่ชำรุดผุพังเช่นนี้ได้…
สำหรับเจ้า… ถึงแม้ว่าพลังฝีมือยังห่างไกลจากทั้งสองคนนั้น แต่ก็ใช่จะไร้ความสามารถเสียทีเดียว ขั้นต่ำสุดที่จะสามารถดึงพลังของข้าออกมาใช้ได้ ก็คือชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ดังนั้นข้าจะให้เวลาเจ้า 5 ปี เพื่อแตะย่างไปให้ถึงชนชั้นเทวะ หากเจ้าทำได้สำเร็จข้าก็จะยอมรับเจ้า แต่หากไม่สามารถทำได้สำเร็จ วันนี้ในอีก 5 ปี ข้าจะมาขอรับอายุขัย 50 ปีของเจ้า ตกลงหรือไม่…” เทียนหง เอ่ยเงื่อนไขขึ้น
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับจิตใจสะท้านสั่นไหว แน่นอนว่าหากเป็นการฝึกฝนโดยสามัญ ไม่มีทางเหยียบย่างเข้าสู่ชนชั้นเทวะใน 5 ปีได้แน่นอน เนื่องด้วยชนชั้นเทวะเปรียบดังจุดสูงสุดของโลกมนุษย์แห่งนี้… หากแต่เมื่อเทียบกันแล้ว นี่คือเป็นเงื่อนไขที่ดีกว่าการเสียอายุขัย 50 ปี โดยไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ตนเอง
ดังนั้นชายหนุ่มจึงพยักหน้าตอบรับแน่นหนัก…
“ตกลง… ข้ายอมรับเงื่อนไขนั่น!!”
เทียนหง ได้ยินเช่นนั้นก็สะบัดร่างหันหลังกลับทันที…
“กระบี่สวรรค์โลหิต… ทุกครั้งที่กวัดแกว่งจำเป็นต้องอาบโลหิตก่อนเสมอ หากมิใช่โลหิตของศัตรู ก็ต้องเป็นโลหิตของตัวเจ้าเอง… โอกาสที่ข้ามอบให้มีเพียงครั้งเดียว รีบไสหัวไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ…”
ซุน ดวงตาเปล่งประกายขึ้น ก่อนจะประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ…
“ขอบคุณสำหรับโอกาส… ข้าจะพยายาม ไม่สิ!! ข้าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นข้าจะสยบใต้หล้า โดยมีท่านเป็นสหายร่วมรบของข้า…”
จิตสำนึกของ ซุน ค่อย ๆ แตกสลายหายไปจากห้วงมิติโลหิตแห่งนี้… ดวงตาของ เทียนหง อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งที่ทำให้ เทียนหง ตัดสินใจสร้างเงื่อนไขใหม่เช่นนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคำพูดของจิตวิญญาณศาสตราทั้งสามด้วยซ้ำ… ทั้งหมดล้วนมากจากคำพูดที่ ซุน เอ่ยออกมา ซึ่งมันได้สั่นคลอนจิตวิญญาณแห่งศาสตรา ที่เคยหลับใหลมาหลายหมื่นปีดวงนี้
เทียนหง ทอดสายตามองออกไปยาวไกล พร้อมเอ่ยพึมพำกับตนเอง…
“นั่นสินะ… ทั้งที่ข้าควรจะหลับใหลไปนานแล้ว ควรจะยอมรับการชำรุดพังทลายไปนานแล้ว แต่แล้วทำไม? แต่แล้วเพราะอะไร? ทำไมข้าถึงยังมีความใฝ่ฝัน ที่จะกลับมาเจิดจรัสในการต่อสู้เฉกเช่นในอดีตอีกครั้ง… ทำไมเจ้าต้องมาหยิบยื่นความใฝ่ฝันที่ข้าพยายามสะกดกั้นมาโดยตลอด
ข้ายังเป็นได้อยู่จริง ๆ งั้นหรือ?!
ศาสตราที่จะสยบใต้หล้า เฉกเช่นในอดีต…”