อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 237 การคำนับครั้งที่สาม
ตอนที่ 237
ซุน ลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์ ยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าจับกระบี่สวรรค์โลหิตไว้ในมือ ช่วงเวลาที่จิตสำนึกของ ซุน หายเข้าไปในห้วงมิติโลหิต อาจรู้สึกเหมือนยาวนาน แต่แท้จริงแล้วได้หายเข้าไปเพียงแค่ชั่วเวลาราว ๆ สิบลมหายใจเข้าออกเท่านั้นเอง…
ตรงหน้า ซุน มองเห็นกระบี่สวรรค์โลหิตที่นิ่งสงบไม่สั่นไหวดื้อดึงเฉกเช่นก่อนหน้านี้ ยังคงมีผนึกตรวนโลหิตโอบล้อมพันธนาการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงส่งพลังออกมาได้อย่างท่วมทนภายใต้การยอมรับ จนปรากฏรังสีกระบี่แดงฉาน สาดประกายออกมาแจ่มชัด…
หากแต่ดูเหมือนว่า รังสีกระบี่จะยังคล้ายไม่มั่นคง เสมือนยังขาดบางสิ่งบางอย่าง… นั่นจึงทำให้ ซุน ฉุกคิดถึงถ้อยประโยคสุดท้ายที่ เทียนหง ได้กล่าวออกมา… “กระบี่สวรรค์โลหิต ทุกครั้งที่กวัดแกว่งจำเป็นต้องอาบโลหิตก่อนเสมอ หากมิใช่โลหิตของศัตรู ก็ต้องเป็นโลหิตของตนเอง!!”
ดวงตาของ ซุน เจิดจ้าทันที… ชายหนุ่มใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะไปที่บาดแผลช่วงท้อง ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังมีโลหิตที่อาบชุ่ม หลังจากดึงดูดโลหิตมาบางส่วนไว้ยังปลายนิ้ว ก็แตะและรูดยาวไปบนตัวกระบี่ สิ่งที่น่าตกใจคือกระบี่เล่มนี้ได้ดูดกลืนโลหิตเหล่านั้นเข้าไปจริง ๆ จนสามารถมองเห็นโลหิตที่เลือนหายไปได้ด้วยตาเปล่า…
จากนั้นความไม่มั่นคงก่อนนี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นเสถียรแน่นิ่ง แผ่ระลอกคลื่นพลังออกมาราวกับภูเขาไฟที่นิ่งสงบและรอการปะทุในคราเดียว พลังมหาศาลที่ถึงแม้ว่า ซุน จะดึงออกมาใช้ได้เพียงแค่ส่วนเดียว ก็ยังรู้สึกถึงความหนักอึ้งของกระบี่เล่มนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ เทียนหง จะกำชับว่าหาก ซุน อยากได้รับการยอมรับและกวัดแกว่งกระบี่ อย่างน้อยต้องบรรลุชนชั้นเทวะเสียก่อน เพื่อที่จะกวัดแกว่งกระบี่นี้ได้อย่างอิสระดังใจนึก…
ซุน กดฟันเพ่งจิตรวมลมปราณเป็นหนึ่งเดียว จดจ่ออยู่เพียงแค่กระบี่ที่ยกชูขึ้นมา และเป้าหมายอันเป็นห่วงโซ่หนึ่งชิ้นเท่านั้น… ตัวกระบี่หลังดื่มโลหิตก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉายตลอดทั้งเล่ม แดงยิ่งกว่าโลหะคงกระพันอันเป็นอาวุธอักขระเสียอีก เสมือนว่าเป็นสีของโลหิตที่แท้จริง แผ่รังสีศาสตราน่าหวาดหวั่น ตลอดทั้งโถงถ้ำสั่นไหวลุกลามไปจนตลอดทั้งหุบเขา…
จากนั้นจึงตวัดฟันด้วยพลังทั้งหมด เป็นหนึ่งกระบี่…
การฟันครั้งนี้ได้กรีดผ่าชั้นบรรยากาศ ราวกับตัดผ่านมิติและทุกสรรพสิ่ง แม้จะมองเป็นการฟาดฟันที่รุนแรงในความรู้สึก หากแต่แท้ที่จริงราวกับประกายแสงสีแดงที่วาบผ่านในชั่วพริบตาเท่านั้น ไม่มีแม้เสียงโลหะกระทบ ไม่มีแม้แรงที่สะท้อนกลับมายังข้อมือ ราวกับเป็นการไหลของกระแสพลังบางอย่าง ที่มิอาจยกสิ่งใดมาเปรียบเสมอเหมือน...
ห่วงโซ่ชิ้นนั้น ขาดสะบั้นลงในทันที!! ก่อนที่จะเกิดระลอกคลื่นรังสีศาสตราหลังการฟัน ผ่าแยกถ้ำแห่งนี้เป็นรอยกระบี่ที่กินลึกเข้าไปจนไม่อาจมองเห็นปลายทาง แม้จะเป็นภาพที่น่าตกตะลึงหวาดหวั่น…
ทว่า ซุน ก็ไม่ได้คิดจะมีกะจิตกะใจให้ความสำคัญ เนื่องด้วยเวลานี้ ซุน รู้สึกราวกับร่างกายนั้นซูบผอมลง พลังชีวิตหลั่งไหลออกมาจนสั่นไหวไม่มั่นคง ลมปราณในร่างก็ยังถูกสูบออกไปจนเหือดแห้งอย่างน่าตกใจ ราวกับว่าการตวัดกระบี่ครั้งเดียวครั้งนี้ จำเป็นต้องรีดใช้พลังทั้งหมดในร่างออกมาในพริบตา…
แสงสีแดงของกระบี่สวรรค์โลหิตมืดดับลง เวลานี้มันมิได้เปล่งประกายพลังใด ๆ ออกมาอีกแล้ว เพราะมันยอมให้ ซุน ใช้พลังได้แค่เพียงครั้งเดียวตามที่ตกลงไว้เท่านั้น… หลังการขาดของห่วงโซ่ ทำให้กระบวนการทำงานทั้งหมดของอักขระ รวมไปถึงกระแสพลังชนชั้นเทวะที่ไหลเวียนก่อนหน้านี้ ถูกทำลายความเสถียรของการหมุนวนกระบวนการ มันจึงค่อย ๆ เกิดการพังทลายขยายออกไปตามโซ่เส้นต่าง ๆ อย่างชัดเจน...
ซุน ถึงกับทรุดตัวลงหอบหนัก ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความปิติยินดียิ่ง รีบลุกตะเกียกตะกายฝืนสังขาร ตรงไปยังตำแหน่งที่ เหยาหมิง ถูกตรึงเอาไว้ โซ่ตรวนแต่ละเส้นเริ่มที่จะเสื่อมสลาย จวนจนกระทั่ง โซ่เส้นบนที่ห้อยร่างของ เหยาหมิง ได้สลายลง ทำให้ร่างของชายชราพิการบาดเจ็บ ตกล่วงลงมาทันที…
ซุน กัดฟันห้อทะยานตรงไปรับร่างของ เหยาหมิง มิให้กระแทกใส่พื้นศิลา… ถึงจะดูเป็นเรื่องที่แสนเล็กน้อย ด้วยระดับของ เหยาหมิง ไม่มีทางสะเทือนกับแรงกระแทกเช่นนี้ ทว่าในฐานะศิษย์อย่าง ซุน แล้ว หากสามารถลดความเจ็บปวดให้กับ เหล่าซือ ได้เพียงน้อยนิด ก็ไม่ลังเลที่จะกระทำ…
สิ่งแรกที่ ซุน รู้สึก…
ก็คือร่างที่เบาลงอย่างมากของ เหยาหมิง…
ในช่วงสองปีที่ เหยาหมิง อยู่กับ ซุน เพื่อปกปิดพื้นฐานลมปราณให้สมบูรณ์ เหยาหมิง จึงแทบไม่เคยไหลเวียนลมปราณในร่างตนเองเลย ทั้งยังสะกดจุดตันเถียนของตนเองเอาไว้ จึงเป็นเหตุผลที่ร่างกายของ เหยาหมิง มิได้แข็งแกร่งเฉกเช่นยอดฝีมือ เดินเหินดูอ่อนแรงราวกับชายชราชาวบ้านทั่วไป จึงมีบ่อยครั้งที่ ซุน มักเข้าไปประคอง จึงจดจำน้ำหนักมือ น้ำหนักร่างของอาจารย์ตนเองได้เป็นอย่างดี
ทว่าครั้งนี้ มันกลับเบาเหลือเกิน…
ซูบผอมเหลือเกิน…
แก่ชราลงมากเหลือเกิน…
ซุน เจ็บปวดไปถึงข้างใน อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา…
“เหล่าซือ… ข้าขอโทษที่ข้ามาช้า…”
เสียงที่แผ่วเบา เอ่ยช้าของ ซุน… มันกลับแล่นตรงเข้าไปยังร่างกายที่หลบไหลแน่นิ่งของชายชรา ผนวกกับอาคมสะกดจากโซ่ตรวนที่หมดสิ้นไปแล้ว กระแสจิตที่นิ่งสงบดุจดั่งต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ดุจดั่งทะเลสาบที่ไร้ลมไร้คลื่น ทั้งหมดก็เพื่อรักษาสภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรงขึ้น
ทว่าบัดนี้ราวกับมีหินก้อนหนึ่งตกลงใจกลางทะเลสาบที่ผิวน้ำนิ่งสงบ... ละลอกคลื่นเล็ก ๆ ขยายตัวตั้งแต่ใจกลางทะเลสาบ สะท้านกว้างออกไปจนกระทบชายขอบ... จิตสำนึกที่แน่นิ่งมาตลอดของชายชรา จึงเริ่มเกิดการสั่นคลอน…
ซุน ที่เห็น เหล่าซือ ยังไม่ได้สติ แม้ตนเองจะบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว แต่ก็ยังกัดฟันถ่ายทอดพลังชีวิต รวมไปถึงลมปราณที่แทบจะไม่เหลือของตนเอง ส่งเข้าไปในร่างที่ไร้สติของชายชรา สุราฟื้นฟูและสุราลมปราณที่ดีที่สุด ถูกนำออกมาใช้อย่างไม่นึกเสียดายค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งหมดก็เพื่อชายชราผู้ที่เป็นเสมือนบิดาผู้นี้…
คลื่นพลังและความอบอุ่นเหล่านั้น แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณที่นิ่งสงบซ้ำแล้วซ้ำเล่า… แม้จะกระอักเลือดออกมา แม้บาดแผลจะเปิดออก แต่ ซุน ก็มิได้หยุดมือ ดวงตาเผยให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยว และมุ่งมั่นตัดสินใจทำทุกอย่างเพื่อให้ เหยาหมิง ฟื้นตื่นขึ้นมาพบหน้าตนอีกครั้ง
เหยาหมิง ตั้งแต่ถูกจับตัวมา ก็เคยคิดว่าอยากจะตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด… หากแต่ยังมีภาพ ๆ หนึ่งที่ตราตรึงใจและคอยประคับประคอง ให้รักษาลมหายใจมาอย่างยาวนานโดยไม่หมดสิ้นความหวัง… มันเป็นภาพของเด็กหนุ่มประหลาดคนหนึ่ง ที่คราแรกที่พบเจอในสลัม หลงนึกว่าเป็นคนพิการหูหนวกเป็นใบ้ แต่กลับมีจิตใจที่ดีงามเป็นรากฐาน…
ภาพการคำนับครั้งที่ 1 ในฐานะศิษย์ เพื่อขอศึกษาเล่าเรียนวิชา เรียนรู้ภาษา ตัวอักษรและการใช้ชีวิตภายในดินแดนแห่งนี้ เป็นเด็กหนุ่มที่อยู่ในสถานศึกษาอักษรศาสตร์กับตนมาตลอดสองปี โดยที่ไม่เคยห่างจากกัน เปรียบดังผู้ที่ต้องเลี้ยงดูสอนสั่ง
จวบจนปรากฏการคำนับครั้งที่ 2 มันคือการคำนับในฐานะผู้สืบทอด(ตอนที่ 11) การคำนับเพื่อรับมอบทุกสิ่งต่อจาก เหยาหมิง… แต่ก็ช่างน่าเสียดาย หลังการคำนับครั้งที่ 2 เพียงแค่วันเดียว กลับต้องมาพบเจอชะตากรรมอันโหดร้าย เหยาหมิง ถูกศัตรูจับตัว ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้สั่งเสียหรือส่งมอบสิ่งใดให้กับผู้สืบทอดคนนี้
อีกทั้งยังไม่ทราบข่าวคราวใด ๆ แม้แต่น้อย ว่าเด็กหนุ่มในภาพความทรงจำผู้นั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร จะเติบโตอย่างไร จะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร… ยิ่งพอได้ยินว่า ซุน กำลังถูกกลุ่มมังกรทองออกตามล่าตัวก็เพราะตนด้วยแล้ว ยิ่งเกิดความเจ็บปวดในใจอย่างที่มิอาจหาคำบรรยาย นั่นจึงเป็นสิ่งที่ติดค้างในใจของ เหยาหมิง อย่างถึงที่สุด ทำให้พยายามประคับประคองตนเอง ยอมที่จะปิดกั้นจิตใจทั้งหมดสู่สภาวะหลับลึก รักษาชีวิตนี้ไว้รอโอกาสที่จะออกไปได้ในสักวัน เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น…
ทว่าความอบอุ่นที่แทรกซึมเข้ามาตลอดเวลานั้น ราวกับเสียงเคาะประตูของห้องที่ปิดตาย… เหยาหมิง ถูกฉุดดึงขึ้นมาจากส่วนที่ลึกสุดของทะเลสาบ ด้วยมือที่แสนอบอุ่น… ทำให้ดวงตาที่หลับสนิทค่อย ๆ ถูกแง่มออก สติสัมปชัญญะเริ่มกระจ่างใสขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
เหยาหมิง ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสับสน หันมองแขนซ้ายที่แห้งเหี่ยวอย่างงุนงง เบื้องหน้ามองเห็นเศษซากของโซ่ตรวนที่เคยล่ามพันธนาการตนเองมานานนับปี ความแข็งแกร่งของโซ่ตรวนเหล่านี้ เหยาหมิง ย่อมรู้ดียิ่งกว่าใคร…
และที่สำคัญ… ความอบอุ่นและพลังชีวิตที่ถูกส่งมาจากแผ่นหลัง ทำให้ เหยาหมิง จิตใจสะท้านสะเทือน ค่อย ๆ หันมองกลับไปด้วยแววตาที่อยากขอบคุณด้วยใจ รู้ดีว่าคนที่กำลังอยู่ด้านหลังนี้ คือคนที่ช่วยชีวิตตน คือคนที่เปิดโอกาสให้กับตนอีกครั้ง คือคนที่มอบสิ่งสำคัญและความหมายของชีวิตให้กับตนอีกครั้ง…
และสิ่งที่ เหยาหมิง ได้เจอ ก็คือ รอยยิ้ม…
“เหล่าซือ… ท่านฟื้นแล้วงั้นหรือ?” เสียงที่แหบแห้งอ่อนแรง แต่กลับเปี่ยมไปด้วยละลอกคลื่นแห่งความอบอุ่น ซัดโถมเข้าสู่จิตใจของชายชรา ดวงตาของ เหยาหมิง สั่นไหวเผยถึงความไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่หยดน้ำตาจะค่อย ๆ หล่นร่วงลงอย่างมิอาจหักห้าม…
ชายหนุ่มผมขาวโพลนตรงหน้า เรือนกายและอาภรณ์สีขาว ถูกอาบย้อมไปด้วยโลหิต ชนิดที่ว่าบาดแผลบนร่างของ เหยาหมิง คล้ายจะตื้นเขินไปเลย เมื่อเทียบกับชายหนุ่มในเวลานี้… หากแต่กลับมีรอยยิ้มยินดีที่ไร้การเสแสร้ง วาจาที่นุ่มนวลอ่อนน้อม กลายเป็นภาพย้อนความทรงจำที่ผ่านมาอย่างไม่ลืมเลือน…
“ซุน… นั่นเจ้างั้นหรือ…” เสียงของ เหยาหมิง สั่นเครือขึ้น
“เป็นข้าเอง เหล่าซือ… ขอโทษที่ปล่อยให้ท่านรอเสียเนิ่นนาน แต่ข้าก็มาช่วยท่านแล้ว…” น้ำเสียงของ ซุน ก็สั่นเครือเช่นกัน
น้ำตาของสองศิษย์อาจารย์ หลั่งออกมาอย่างที่ไม่นึกอับอาย มันเป็นความผูกพันที่ทั้งสองให้ความสำคัญ มิต่างจากบิดาและบุตร อาจจะมากกว่าสายสัมพันธ์ของบิดาและบุตรที่แท้จริงบางคู่เสียด้วยซ้ำ
ซุน ฝืนร่างกายชันเข่าลุกขึ้น ก่อนจะโขกศีรษะคำนับลงตรงหน้า… แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่ท่วงท่ากลับมั่นคงไม่สั่นคลอน แสดงความนอบน้อมและองอาจถึงขีดสุด… เหยาหมิง จิตใจสะท้านสะเทือน การคำนับครั้งนี้มีความแตกต่างไปจากสองครั้งแรก ทั้งสองครั้งก่อนหน้านี้เป็นการคำนับเพราะ เหยาหมิง เอื้อนเอ่ยออกมา
แต่ครั้งนี้ มันคือการคำนับด้วยเจตนาของ ซุน… เป็นการคำนับที่ทำให้ เหยาหมิง รู้สึกได้ว่าจากนี้ไปตนจะมิใช่อาจารย์ของ ซุน อีกต่อไป หากแต่มันมากมาย และแน่นหนักยิ่งไปกว่า… ซุน เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สะท้านความตั้งใจอย่างมั่นคง…
“ข้าคิดเรื่องนี้และไตร่ตรองมานานมากแล้ว โปรดรับการคารวะครั้งนี้ด้วย… ท่านพ่อบุญธรรม”
เหยาหมิง อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาอีกครั้ง รอยยิ้มชราที่แสนตื้นตันบังเกิดขึ้น ก่อนจะวางมือบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ “เจ้าเติบโตขึ้นมาก... มากมายจริง ๆ ศิษย์ของข้า ผู้สืบทอดของข้า และนับจากนี้เจ้าก็คือบุตรของข้า…”
……………………………………………………