อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 239 จบศึก
ตอนที่ 239
เมื่อ ซุน ประกาศกล้าว่าตนคือผู้สังการ หวงหลงเฟย… ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งงัน มองเซ่อไปชั่วขณะ มีเพียง เฒ่าชีเปลือย เท่านั้นที่แอบหัวเราะออกมาประหนึ่งว่าถูกใจยิ่งนัก… กังจื่อหราน แม้ไม่ทราบว่า หวงหลงเฟย ผู้นั้นเป็นใคร แต่เชื่อว่าคงมีสำคัญเป็นอย่างมากแน่นอน การที่ ซุน โพล่งวาจาไปเช่นนั้น ถึงจะดูห้าวหาญเกินใคร แต่ขณะเดียวกันก็ออกจะเป็นเรื่องที่โง่เขลาอยู่ไม่น้อย
ผิดกับ เหยาหมิง ที่เผยแววตาภาคภูมิใจยิ่งนัก หากเทียบกับสิ่งที่กลุ่มมังกรทองได้กระทำกับพ่อลูกบุญธรรมคู่นี้แล้ว การสังหารผู้สืบทอดของผู้นำเทวะ ก็นับเป็นเรื่องที่สาสมเป็นอย่างมาก อีกทั้ง เหยาหมิง ในเวลานี้ ก็ไม่หลงเหลือความกริ่งเกรงใด ๆ อีกแล้ว ตลอดหนึ่งปีที่ชายชราคิดทบทวนตอนที่ถูกจับ ก็กระจ่างชัดแล้วว่าควรจะก้าวเข้าสู่ยุทธภพอีกครั้งอย่างเกรียงไกร และจะไม่ยอมหลบซ่อนตัวอีกต่อไปแล้ว…
“ละ…เหลวไหล!! อย่างเจ้าน่ะหรือจะสามารถสังหาร หวงหลงเฟย ได้!! ความแข็งแกร่งของ หวงหลงเฟย แทบจะเทียบเคียงได้กับชนชั้นลมปราณสีส้มด้วยซ้ำ ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ให้กับ…..” ยังไม่ทันที่ ลู่เหรินฮ่าว จะกล่าวจบประโยค ก็มองเห็นว่า ซุน ได้นำเอา กงเล็บฉีกฟ้า ออกมาโยนเล่นราวกับวัตถุไร้ค่า
ร่างของ ลู่เหรินฮ่าว สั่นเยือกขึ้นทันที!! ไหนเลยที่ชายชราจะจดจำศาสตราประจำกายของ หวงหลงเฟย ไม่ได้ กงเล็บฉีกฟ้า ชิ้นนั่น ตัวของ ลู่เหรินฮ่าว เป็นคนที่สรรหามาให้ชายหนุ่มเองเสียด้วยซ้ำ…
ดวงตาของ ลู่เหรินฮ่าว แดงฉานขึ้นมาทันที เพราะแม้ว่าชายชราจะดุด่า หวงหลงเฟย อยู่บ่อยครั้ง คอยจ้ำจี้จ้ำไชตามนิสัยบุรุษผู้มีจิตใจของสตรี หากแต่ก็เป็นเพราะ ลู่เหรินฮ่าว เอ็นดูชายหนุ่มผู้นี้มาตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งยังเป็นคนเดียวที่ยอมถ่ายทอดเคล็ดวิชามีดบินไร้เทียนทานให้ นั่นก็แสดงถึงห่วงใยที่เปี่ยมล้น
“สารเลว!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!” ลู่เหรินฮ่าว ระเบิดพลังอันมหาศาลออกมา ทั้งยังขับขานก้นบึ้งแห่งพลังถึงขีดสุดจนเกือบจะเผาผลาญพลังชีวิต แสดงถึงโทสะที่มากยิ่งกว่าที่ผ่าน ๆ มา… เหยาหมิง กดหัวคิ้วต่ำลง แค่นเสียงย้ำเตือน… “จื่อหราน... คอยปกป้อง ซุน เอาไว้ให้ดี”
กล่าวจบ เหยาหมิง ก็นำมีดเล่มใหญ่ที่ ลู่เหรินฮ่าว ขว้างออกมาก่อนหน้านี้ค้ำกับพื้น และหักมันทิ้งด้วยการกระทืบลงไปเพียงครั้งเดียว จากนั้นตลอดร่างของ เหยาหมิง ก็เปล่งวาบไปด้วยรัศมีสีทองที่เจิดจรัสราวกับเทพเซียน บ่งบอกว่าจะลงมือสุดกำลังเช่นเดียวกัน…
“เทพเซียนสิงสู่… ร่างเซียนทองคำสมบูรณ์!!”
ลู่เหรินฮ่าว ที่เกือบจะบ้าคลั่ง รีดเค้นลมปราณทั้งหมดออกมา ก่อนจะเปลี่ยนลมปราณมหาศาลเหล่านั้นให้กลายเป็นมีดบินลมปราณจำนวนนับไม่ท้วน แผ่ขยายเบ่งบานมิต่างดอกบัวยักษ์แห่งคมมีด ที่ในแต่ละกลีบประกอบไว้ด้วยมีดบินนับหมื่นนับแสนเล่ม เพียงแค่ผู้ใดได้มาพบเห็นกระบวนท่านี้ถึงจะดูเป็นภาพที่แสนงดงาม แต่กลับแฝงเร้นด้วยความน่ากริ่งเกรงที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน...
“บัวสวรรค์ ไร้เทียมทาน!!”
รัศมีพลังของสองจักรพรรดิในครั้งนี้ มีมากยิ่งกว่าการปะทะก่อน ๆ หลายเท่า… กังจื่อหราน เห็นท่าไม่ดี เกรงว่าแม้แต่พลังของตนเองในตอนนี้ ก็อาจจะปกป้อง ซุน ได้ไม่ดีนัก จึงกระชากร่างของชายหนุ่ม หลบหนีออกจากพื้นที่อย่างไม่ลังเล!!
เฒ่าชีเปลือย เองก็ไม่ต่างกัน ถึงเจ้าตัวจะอยากเฝ้ามองผลลัพธ์ของการต่อสู้ และมิได้กริ่งเกรงต่อพลังอำนาจระดับนี้ ทว่าอีกใจกลับนึกเสียดายร่างศพของอันเยาว์วัยหล่อเหลาที่ตนนั้นเลือกสรรมาอย่างถูกใจ จึงกัดฟันหลบหนีตาม กังจื่อหราน มาติด ๆ
มีดบินลมปราณจำนวนนับไม่ถ้วน กลายเป็นดอกบัวที่เบ่งบานหมุนวน ก่อนจะกระจัดกระจายไปตามกระแสความนึกคิดของ ลู่เหรินฮ่าว ก่อเกิดเป็นคลื่นคมมีดที่ซัดโถมเข้าหาร่างเซียนทองคำของ เหยาหมิง แต่เมื่อเข้าปะทะกับเรือนกายดังกล่าว ก็ราวกับมีดที่ไปปะทะเข้ากับทองคำโลหะที่กล้าแกร่งเหนือทองคำใด ๆ
จึงทำให้มีดลมปราณเหล่านั้นแตกสลายไปทีละส่วน ร่วงโรยดุจซากกิ่งไม้แห้ง เหยาหมิง ฝ่าทะลวงด้วยเรือนกายอันทรงพลัง พุ่งตรงเข้าหา ลู่เหรินฮ่าว ด้วยดวงตาที่เจิดจรัส แขนซ้ายสีทองได้กวาดทำลายคมมีดทั้งหมดให้แตกสลายดังแก้วกระจก เกิดเป็นระลอกคลื่นสีทองที่แหวกผ่าดอกบัวสวรรค์เปิดทางเป็นแนวยาว
เสียงคำรามอู้ของ เหยาหมิง ดังกัมปนาทสั่นคลอนฟ้าดิน เศษเสี้ยวพลังจากการปะทะ รุนแรงมากพอจะทำลายหุบเขาที่สูงตระหง่าน จนถล่มลงมาอย่างต่อเนื่อง
ตูม! ตูม! ตูม!
ลู่เหรินฮ่าว โลหิตไหลรินที่มุมปาก ดวงตาแดงฉานอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน ทว่าถึงแม้จะใช้ทักษะลับและพลังทั้งหมดออกมา แต่ก็ยังด้อยกว่า เหยาหมิง ทำได้เพียงสร้างบาดแผลตื่นเขินให้กับร่างเซียนทองคำได้เท่านั้น…
“ตำแหน่งอดีตเทพปรมาจารย์อันดับ 1 แห่งทวีปเต่าทมิฬ ไม่ใช่แค่ไม้ประดับงั้นสินะ ครั้งนี้ถือว่าข้าแพ้ แต่เจ้าไม่มีทางสังหารข้าได้!!” ลู่เหรินฮ่าว แค่นเสียงออกมา ใช้มีดบินที่ยังเหลืออีกหลายหมื่นเล่ม พุ่งเข้าสกัดการทะลวงของ เหยาหมิง ส่วนตนเองนั้น แม้จะเสียใจกับเรื่องของ หวงหลงเฟย แต่ก็ไม่โง่พอที่จะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ ทั้งเวลานี้อาคมเคลื่อนย้ายฐานลับ ก็เสร็จสิ้นกระบวนการพร้อมใช้งานแล้ว จึงอาศัยช่วงเวลาดังกล่าว เผาผลาญพลังชีวิตอีกระลอก ก่อนจะระเบิดท่าร่างทะยานดิ่งหลบหนีไปในทันที
ทว่า พริบตานั้นเอง ลู่เหรินฮ่าว ก็สัมผัสได้เกิดความผิดปกติที่แขนขวาของตน… ปลายนิ้วกำลังถูกเปลี่ยนเป็นทองคำ ทั้งยังลุกลามมาเรื่อย ๆ เพียงหนึ่งช่วงที่ลมหายใจเข้าออก ยังทำให้มือขวาทั้งหมดกลายเป็นทองคำอย่างสมบูรณ์ และกำลังไต่ระดับลุกลามมิต่างจากพิษร้าย คืบคลานสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ยังข้อมือ… ท่อนแขน... ข้อศอก...
ชายชราสัมผัสได้ถึงวิกฤตอย่างแท้จริง ก่อนจะพบว่าสาเหตุนั้นเกิดจากดวงตาสีทองของ เหยาหมิง ที่แผ่ซ่านพลังอำนาจน่าครั่นครามบางอย่าง เป็นทักษะลับที่สามารถแปรเปลี่ยนองค์ประกอบของทุกสรรพสิ่ง ให้กลายเป็นทองคำเพียงแต่จ้องมอง…
“เนตรเซียนทองคำ!!”
ลู่เหรินฮ่าว ร่างสั่นยะเยือกขึ้นอย่างอดไม่ได้ รู้ดีว่าพลังของตนในตอนนี้ มีไม่มากพอจะต่อต้านทักษะที่น่าสะพรึงกลัวและฉีกกฎเกณฑ์เช่นนี้ จดจำได้ทันทีว่านี่เป็นทักษะระดับตำนานของตระกูลจี้ หนึ่งในตระกูลที่เคยแข็งแกร่งทัดเทียมกับ ตระกูลเล้ง เมื่อหลายหมื่นปีก่อน!!
“เหยาหมิง!! ความแค้นครั้งนี้ สักวันข้าต้องชำระแน่นอน!!” ลู่เหรินฮ่าว ตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยว ตัดแขนขวาของตนเองทิ้งในทันที!! ยินยอมกลายเป็นคนพิการเพื่อรักษาชีวิตตนเองเอาไว้ ก่อนจะหายเข้าไปในฐานลับ และกลายเป็นลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งเกิดจากอำนาจอาคมลับเคลื่อนย้ายระยะไกลของ กลุ่มมังกรทอง…
เหยาหมิง รู้ดีว่าไม่อาจติดตามต่อไปได้ ถึงแม้จะรู้สึกเสียดายในโอกาสที่จะสังหาร ลู่เหรินฮ่าว ยอดฝีมืออันดับ 2 ของกลุ่มมังกรทอง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้มาก็ไม่ถือว่าย่ำแย่นัก เนื่องด้วยแขนขวาของ ลู่เหรินฮ่าว เป็นแขนข้างที่สวมใส่แหวนมิติ ซึ่งมากพอจะใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ในการปลด ลู่เหรินฮ่าว ให้หลุดจากตำแหน่ง เทพปรมาจารย์ ของทวีปพยัคฆ์ขาว
ทั้งยังสามารถทำให้ ลู่เหรินฮ่าว กลายเป็นกบฏต่อหน่วยราชการแผ่นดิน อย่างราชวงศ์ไป๋หู่อีกด้วย นับจากนี้ไป ลู่เหรินฮ่าว คงต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่อาจเปิดเผยตัวออกมาในยุทธภพได้อีกแล้ว ผลการต่อสู้นี้นอกจากจะทำให้ ลู่เหรินฮ่าว กลายเป็นคนพิการ ยังดับทำลายเส้นทางของผู้ยิ่งใหญ่ไปอย่างสมบูรณ์
“อีกไม่นาน กลุ่มมังกรทอง ก็คงจะต้องถูกล้มล้าง ตอนนี้เหลือก็แต่ผู้นำเทวะของมันที่ยังคงมีตัวตนเป็นปริศนา ทว่ายอดฝีมือระดับนั้น ในยุทธภพจากทั้ง 4 ทวีปก็มีแค่เพียง 5 คน เชื่อว่าอีกไม่นานตัวจริงของมัน คงจะต้องถูกเปิดเผยออกมาในไม่ช้า…” เหยาหมิง กล่าวพึมพำกับตนเอง ท่ามกลางสมรภูมิ หุบเขาสายลมสวรรค์ในเวลานี้ได้ถล่มลงมากว่าครึ่งแล้ว และอีกครึ่งก็จวนจะพังทลายเต็มที ดังนั้นหากอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ใช่เรื่องดีนัก…
“ท่านพ่อบุญธรรม… ปลอดภัยดีหรือไม่?!” ซุน เอ่ยทักขึ้นด้วยความเป็นห่วง หลังจากที่ได้รีบกลับมาเมื่อผลการปะทะจบสิ้นลง… เหยาหมิง พยักหน้าตอบรับเบา ๆ “น่าเสียดายที่ ลู่เหรินฮ่าว มันหลบหนีไปได้ แต่ชื่อเสียงของมันก็คงจบสิ้นลงแล้ว”
กังจื่อหราน ก้าวเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความปิติยินดี ก่อนจะตรงเข้าไปกอด เหยาหมิง ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย… “พี่ใหญ่… ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้ข้าได้เจอท่านอีกครั้ง”
“จื่อหราน... ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าเป็นห่วงมาหลายสิบปี แต่จากนี้ไปข้าตั้งใจจะกลับเข้าสู่ยุทธภพอีกครั้ง เพื่อสะสางเรื่องที่ข้าเคยพยายามหลีกหนีมาตลอด ถึงแม้จะผิดต่อคำมั่นสัญญาที่มอบให้กับ เล้งซิ่วอิง ภรรยาที่ตายไป แต่ข้าก็ตระหนักดีแล้ว ว่าข้าไม่อาจหนีเส้นทางเหล่านี้ได้พ้น ต่อให้ต้องตายข้าก็จะไม่นึกเสียดาย…” เหยาหมิง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แน่นหนัก
กังจื่อหราน ยิ้มรับ…
“สุดแล้วแต่ท่านจะตัดสินใจ ข้านั้นเคารพการตัดสินใจของท่านเสมอ… ตลอดเวลาหลายสิบปีมานี้จึงไม่เคยคิดที่จะเข้ามาวุ่นวายกับเส้นทางที่ท่านเลือกเดิน ทว่าเมื่อใดที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ ก็อย่างหลงลืมว่า ยังมีข้าเป็นน้องชายอีกคน...”
สองพี่น้อง กำหมัดชนกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ทั้งสองมีให้กันตั้งแต่เมื่อในอดีต… ก่อนที่ กังจื่อหราน จะกล่าวถึงสมรภูมิในอีกฝากฝั่ง ซึ่งเป็นการต่อสู้ของ จิวต้าว สหายรักอีกคนของ เหยาหมิง กับหนึ่งในแกนนำอีกคนของกลุ่มมังกรทอง
ตำแหน่งในส่วนนี้ ก็ไม่ปลอดภัยมากพอจะให้ทุกคนได้พัก เหยาหมิง ซุน และ กังจื่อหราน ทั้งสามจึงมุ่งหน้าไปยังสมรภูมิด้านทิศตะวันตกทันที… ทางด้าน เฒ่าชีเปลือย บ่นอิดออดอย่างเสียดาย เอ่ยค่อนแคะ เหยาหมิง เรื่องที่ปล่อยให้ทรัพยากรชั้นดีอย่าง ลู่เหรินฮ่าว หลบหนีไปได้ ก่อนที่จะเกิดความเบื่อหน่าย และถอนวิญญาณออกจากร่างศพหลอมให้ ซุน เก็บคืนกลับไป
แน่นอนว่ากระบวนการทั้งหมด เกี่ยวกับศพหุ่นเชิดและดวงวิญญาณที่สิงสู่ ย่อมทำให้ เหยาหมิง และ กังจื่อหราน ตกตะลึงเป็นอย่างมาก... ซุน ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ และกล่าวว่าตอนนี้ไม่มีเวลามาอธิบาย ควรจะรีบไปช่วยเหลือทางฝั่งของ จิวต้าว เสียก่อน สองชายชราก็มิได้คาดคั้น รู้ดีว่าแต่ละคนย่อมมีความลับ เกี่ยวเกี่ยวกับพลังเป็นของตนเอง ขอเพียงมันช่วยให้ ซุน แข็งแกร่งมากขึ้นและไม่มีผลร้ายกลับมา ทั้งหมดก็ล้วนเรียกได้เต็มปากว่าเป็นโชควาสนา…
สมรภูมิ ฝั่งทิศตะวันตก…
เมื่อทั้งสามคนได้มาถึง การต่อสู้ก็จบสิ้นลงไปแล้ว… ฝ่ายกลุ่มมังกรทองได้พ่ายแพ้ต่อ จิวต้าว และกำลังพลของพรรคเซียนประทาน หากแต่ชัยชนะที่ได้รับมาก็มิได้สมบูรณ์แบบนัก พรรคเซียนประทานสูญเสียยอดฝีมือกำลังหลักของพรรคไปถึง 13 คน เหลือแค่เพียงสมาชิกจำนวนประปลายที่รอดชีวิตมาอย่างหวุดหวิด…
จิวต้าว ใช้ทักษะเงาภูติพเนจร จนสามารถเอาชนะ อู๋เมิ่นเตีย ได้ในการต่อสู้ตัวต่อตัว ทว่า อู๋เมิ่นเตีย ก็สมกับที่เป็นผู้นำลัทธิฟ้าดิน นอกจากจะมีแข็งแกร่งอย่างมากแล้ว ยังเต็มไปด้วยทักษะที่น่าอัศจรรย์ สำคัญกว่านั้นคือชายชราผู้นี้เปรียบดังจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ เมื่อประเมินแล้วว่าตนเองสู้ไม่ได้ ก็ชิงจังหวะหลบหนีไปในทันที โดยใช้เหล่าลูกสมุนเป็นโล่กำบังด้วยวิธีการที่น่ารังเกียจ…
จึงทำให้ อู๋เมิ่นเตีย เป็นแกนนำอีกคนที่หนีรอดไปได้ เช่นเดียวกับ ลู่เหรินฮ่าว แต่เชื่อว่าไม่อาจกลับไปที่ลัทธิฟ้าดินของตนได้อีกแล้ว จากนี้คงถูกขึ้นบัญชีเป็นกบฏของหน่วยงานราชการแผ่นดินเช่นเดียวกัน ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนในเงามืดมิต่าง ลู่เหรินฮ่าว…
ภาพที่ ซุน ได้เห็นมาถึงที่นี่ คือภาพของ จิวต้าว ที่กำลังประคองสมุนมือขวาคนสำคัญอย่าง โม่เหยา ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผู้เป็นร่างสถิตหมีภูเขา ซึ่งเวลานี้บาดเจ็บหนักเกินกว่าจะเยียวยา และหลงเหลือลมหายใจที่โรยรา กำลังเอ่ยร่ำลาสั่งเสีย กลายเป็นภาพที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง…
ทว่าในความเศร้าสลด ซุน กลับได้ยินเสียงหัวเราะที่เยือกเย็น จากผู้ที่มองทุกอย่างเป็นเพียงทรัพยากรและผลประโยชน์ ซึ่งนั่นก็คือดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ที่ได้แอบมากระซิบข้างหูของ ซุน หลังพิจารณาดูรอบ ๆ รวมไปถึง โม่เหยา ที่กำลังจะสิ้นใจ…
“ไอหนู… เจ้ากำลังมองหา วิญญาณอารักษ์ตนใหม่ ที่จะให้มาเป็นแม่ทัพนำกองกำลังศพหุ่นเชิดอยู่มิใช่หรือ?! ยังมีจะใครน่าไว้วางใจ และเหมาะสมไปกว่าเจ้าคนนี้ผู้นั้นอีก?!”
“!!!!!!!!!!!” ซุน ซึ่งเป็นผู้เดียวที่ได้ยินเสียงนี้ ถึงกับเบิกตาโพลง และเข้าใจความหมายของ เฒ่าชีเปลือย ได้ในทันที….