อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 240 ความจริงจาก เหยาหมิง
ตอนที่ 240
โม่เหยา สำลักโลหิตหลายคำต่อเนื่อง ใบหน้าซีดเผือดจากการสูญเสียโลหิตไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งอวัยวะภายในยังเสียหายและถูกทำลายไปเกือบทั้งหมด ซึ่งมันเกิดขึ้นจากแผนการชั่วช้าของ อู๋เมิ่นเตีย แกนนำคนสำคัญ ที่ได้สลับเอาลูกสมุนของตนไปตายแทนขัดขวาง จิวต้าว แล้วหลบหนีมายังทิศทางของ โม่เหยา ทำให้ต้องมาถูกโจมตีด้วยทักษะของชนชั้นราชันย์ที่โหดเหี้ยม ความแตกต่างของทั้งสองมีมากเกินไป จึงทำให้ โม่เหยา ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้…
จิวต้าว ใบหน้าเศร้าอาดูร ในฐานะยอดฝีมือ ต่อให้ไม่มีทักษะการแพทย์มากมายนัก แต่ก็พอจะทราบดีว่าอาการของ โม่เหยา หมดทางเยียวยาไปแล้ว การที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้ เป็นเพราะมีลมปราณค้ำจุนเท่านั้น แต่มันก็ค่อย ๆ แห้งเหือดลงไปตามลำดับ…
เหยาหมิง และ กังจื่อหราน สืบเท้าตรงเข้ามาด้วยใบหน้าที่เศร้าสลดเช่นกัน… ทันทีที่ โม่เหยา มองเห็น เหยาหมิง แน่นอนว่า โม่เหยา ที่เป็นสมุนคนสนิทของ จิวต้าว ในอดีตก็เคยติดสอยห้อยตาม เหยาหมิง และ จิวต้าว เช่นเดียวกัน จึงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนแรง…
“ยะ…อย่างน้อย ข้าและคนอื่น ๆ ก็มิได้ตายอย่างไร้ค่า”
เหยาหมิง รีบตรงเข้ามา จับคว้ามือที่ไร้กำลังของ โม่เหยา เอาไว้ สีหน้าของ เหยาหมิง เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เห็นคนอื่น ๆ ต้องมาตายไปเพราะพยายามจะมาช่วยเหลือตน…
“โม่เหยา… ข้าขอโทษ”
โม่เหยา ส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม…
“ข้าไม่เคยนึกเสียใจ…”
สิ้นเสียงสุดท้ายมือของ โม่เหยา ก็หล่นร่วงไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย… จิวต้าว อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา ก่อนเหลียวมอง เหยาหมิง ด้วยท่าทีไม่ยินดียินร้ายนัก แม้ทั้งสองจะไม่พบหน้ากันมาอย่างยาวนานหลายสิบปี…
“ความตายของสหายร่วมพรรค ข้าไม่อาจโทษว่าเป็นความผิดของเจ้า เพราะทุกคนล้วนสมัครใจที่จะมาที่นี่ด้วยตนเอง โดยไม่มีการบีบบังคับ… ทว่าข้าอยากให้เจ้าได้จดจำเอาไว้บ้าง ว่าสิ่งเดียวที่ไม่อาจหนีพ้น…นั่นก็คืออดีต
ข้าไม่โกรธที่เมื่อหลายสิบปีก่อน เจ้าเลือกที่จะไปจากพรรคเพื่อปกป้องภรรยาเจ้า เพราะตราบเท่าที่ข้าไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกันกับเจ้า ข้าย่อมไม่อาจตำหนิเส้นทางที่เจ้าเลือกเดินได้… หากแต่ในฐานะของสหายที่เคยร่วมรบกันมา จึงอยากพูดเพียงแค่ว่าข้านั้นเสียใจยิ่งนัก เสียใจที่เจ้าไม่คิดหวังพึงพาให้พวกเราช่วยเหลือ แต่เลือกที่จะแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพัง…”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้น รู้สึกราวกับจิตใจหล่นวูบจากที่สูง เผยใบหน้าที่ปั้นยากออกมา ไม่อาจหาคำใดกล่าวออกไปได้แม้แต่ครึ่งคำ… ทำได้เพียงก้นหน้าต่ำราวกับผู้โง่เขลาคนหนึ่ง
“จิวต้าว… ข้าขอโทษ”
“เก็บคำขอโทษของเจ้าไว้ และเอาเวลาต่อจากนี้ทำประโยชน์ให้กับพรรคเซียนประทานจะดีกว่า… ถึงเจ้าจะก้าวเดินออกไปจากพรรค ทว่าเจ้าก็ยังไม่ได้รับอนุญาตในการตัดสินจากท่านผู้นำรุ่นก่อนที่ล่วงลับไปแล้ว พรรคเซียนประทานแม้เข้าง่ายแต่ไม่อาจเดินออกจากพรรค หากไม่ได้รับซึ่งการรับรอง…” จิวต้าว เค้นเสียงออกมาอย่างดุดัน
เหยาหมิง ถึงกับใบหน้าด้านชาไปในทันที… ก่อนจะหันมองไปยัง กังจื่อหราน ผู้ซึ่งเป็นผู้นำคนปัจจุบัน กังจื่อหราน ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง เอ่ยเอื้อนเสียงแผ่วเบา… “แม้แต่ในชั่วลมหายใจสุดท้าย อาจารย์ก็ยังเอ่ยนามของท่านออกมา หากแต่มิใช่การเอ่ยขึ้นเพราะความเสียใจ แต่เป็นความห่วงใย ข้านั้นสัมผัสได้เป็นอย่างดี…
ถูกอย่างที่ราชันย์ยาจกได้พูด… พี่ใหญ่ในตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องขอกลับเข้าสู่พรรค เพราะท่านยังเป็นสมาชิกพรรคเซียนประทาน มาโดยตลอดทั้งก่อนหน้านี้ ในตอนนี้ และต่อจากนี้ เมื่อเลือกที่จะเข้าพรรคเพื่อเป็นขอทานแล้ว ต่อให้ตายก็ไม่อาจสูงส่งเกินกว่าขอทาน ลืมคำสัตย์สาบานไปแล้วงั้นหรือ?!”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้น ก็น้ำตาอาบไหลในทันที…
“ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสองคน… ขอบคุณพี่น้องในพรรคทุกคน…”
ซุน ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในพรรคเซียนประทาน หรือการตัดสินใจใด ๆ ของ เหยาหมิง ต่อให้ ซุน เป็นผู้สืบทอด และเป็นบุตรบุญธรรมของ เหยาหมิง แต่ก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ซุน ไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคเซียนประทาน เพียงแต่มีบิดาบุญธรรมเป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น…
ชายหนุ่ม หันมองไปรอบ ๆ ตรวจสอบศพร่างต่าง ๆ หลายสิบร่างที่นอนไร้ลมหายใจ และแน่นอนว่าสัมผัสได้ถึงอณูวิญญาณจำนวนมากที่ยังล่องลอยวนเวียน แต่ยังมิได้ก่อตัวเป็นรูปลักษณ์วิญญาณอันสมบูรณ์
ริมฝีปากของชายหนุ่มพึมพำบริกรรมอาคมไสยเวทย์ ส่งผลให้อณูวิญญาณเหล่านั้นถูกเร่งกระบวนการให้ผนึกรวมกันเป็นดวงวิญญาณอาฆาตหลายสิบดวงวิญญาณ… ภาพเหล่านี้ทำให้สามยอดฝีมืออย่าง เหยาหมิง กังจื่อหราน และ จิวต้าว ที่มีสัมผัสลมปราณอันสูงล้ำ สามารถมองเห็นดวงวิญญาณต่าง ๆ ที่ล่องลอยวนเวียนอยู่รอบกายของ ซุน อย่างแจ่มชัด
“!!!!!!!!!!!” ทั้งสามเผยสีหน้าอึ้งตะลึงงัน เพราะโดยปกติแล้ว ผู้ที่จะสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ อย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่มีพลังวิญญาณและอาคมอันแก่กล้า และคนเหล่านั้นต่างก็เป็นยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ขึ้นไปเสียเป็นส่วนใหญ่
“ซุน… นี่เจ้า?!” เหยาหมิง แม้พอจะประเมินได้ว่า ซุน น่าจะมีทักษะในด้านพลังวิญญาณ เหลือล้ำกว่าทักษะในด้านลมปราณ แต่พอได้มาเห็นกับตา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสะท้านสะเทือน ไม่ต้องกล่าวถึงชายชราอีกสองคน ที่แทบจะสำลักลมหายใจ… ในจำนวนดวงวิญญาณเหล่านั้น กว่าครึ่งยังเป็นสมาชิกพรรคเซียนประทานที่ตายไปในการต่อสู้อีกด้วย
ซุน เผยสีหน้านิ่งสงบ หันมองมายังชายชราทั้งสามก่อนจะเอ่ยปากตามตรงอย่างไม่ปิดบัง…
“ท่านพ่อบุญธรรม… ท่านอากัง… ผู้อาวุโสจิว… เรื่องนี้ข้าอาจจะต้องขออนุญาตพวกท่านก่อนตามมารยาทสมควร เพราะดวงวิญญาณเหล่านี้บางส่วน เป็นสมาชิกพรรคเซียนประทาน และเป็นสหายร่วมรบของพวกท่านทั้งสาม
ตัวผู้เยาว์ มีทักษะพิเศษในด้านนี้ สามารถสร้างพันธสัญญากับดวงวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วได้ ฉะนั้นหากดวงวิญญาณของสมาชิกพรรคเซียนประทาน ให้การยอมรับในตัวข้าและเลือกติดตามข้าอย่างสมัครใจ พวกท่านจะว่าอะไรข้าหรือไม่…”
“!!!!!!!!” ทั้งสามคน ถึงกับสูดหายใจลึกขึ้นพร้อม ๆ กัน และมองหน้ากันไปมา แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากมายจากช่วงวัยวุฒิ เพียงแค่ได้เห็นก็พอจะเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ต้องฟังรายละเอียดที่มากมายนัก…
เหยาหมิง และ จิวต้าว มองไปยัง กังจื่อหราน... อย่างไรเสีย กังจื่อหราน ก็เป็นผู้นำพรรคอย่างถูกต้อง การตัดสินใจเช่นนี้คงขึ้นต้องให้ กังจื่อหราน ออกความเห็น… หลังจากแสดงสีหน้าครุ่นคิดอยู่หลายชั่วครู่ กังจื่อหราน ก็พยักหน้าเบา ๆ
“ขอพวกเราเป็นสักขีพยาน… หากดวงวิญญาณของสหายเหล่านั้น ยอมติดตามเจ้าโดยมิใช่การบีบบังคง พวกเราก็ไม่อาจก้าวก่ายได้…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น จึงประสานมือทำความเคารพอย่างสุภาพ… จากนั้นจึงกำมือหลวม ๆ บริกรรมอาคาเป่ามนตรา กวาดมือไปตรงหน้าพันบังเกิดอักขระไสยเวทย์ซึ่งเป็นพลังที่จากตบะพลังวิญญาณ กลายเป็นเส้นใยสีดำตรงเข้าไปรัดพันธนาการดวงวิญญาณส่วนหนึ่งของ กลุ่มมังกรทอง ที่เป็นศัตรู เสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงวิญญาณดังขึ้นระงม…
“สำหรับพวกเจ้า… ข้าไม่อาจปราณี!! พวกเจ้าจะต้องเป็นวิญญาณใต้อาณัติของข้า นับจากนี้ไป โดยไม่อาจปฏิเสธ!! หากขัดขืน นั่นหมายถึงการแตกดับสูญสลาย!!” ดวงตาของ ซุน ฉายแววดุดันห้าวหาญ ดวงวิญญาณเหล่านั้นต่างก็สั่นงันงก เผยแววตาเศร้าอาดูรที่แม้ตายไปแล้วก็ยังมิอาจหลีกหนีความทุกข์ทรมาน
แต่เมื่อชายหันไปยังดวงวิญญาณของ สมาชิกพรรคเซียนประทาน ท่าทีกลับเปลี่ยนเป็นนอบน้อม ประสานมืออย่างสุภาพทำความเคารพ และเอื้อนเอ่ยยื่นข้อเสนอ ว่าหากดวงวิญญาณเหล่านั้น ยังไม่อยากไปยังปรโลกที่มืดมิด ก็สามารถเข้ามาอยู่ร่วมกับโลกวิญญาณใบเล็กของ ซุน ได้ โดยจะไม่ถูกบีบบังคับใด ๆ อีกทั้งยังมีอิสระที่จะสามารถแตกดับสู่นิพพานได้ทุกเมื่อหากมีความต้องการ ซึ่ง ซุน จะเป็นผู้ปลดปล่อยและสวดส่งวิญญาณของทุกคนให้จากไปอย่างสงบ...
และเป็นไปตามคาดการณ์ ดวงวิญญาณของผู้ที่เพิ่งตายไป ล้วนไม่มีใครสามารถตัดขาดจากโลกใบนี้ได้ในทันที ทุกดวงวิญญาณล้วนมีความปรารถนาที่ยังไม่บรรลุผล จึงตัดสินใจรับข้อเสนอของชายหนุ่ม โดยที่ ซุน ยังขออนุญาตรับศพร่างของทุกคนไปด้วยเช่นกัน เพื่อนำไปหลอมให้กลับมาใช้งานสำหรับการสิงสู่…
โดยเฉพาะ โม่เหยา… ซุน ได้ยินข้อเสนอให้ โม่เหยา เป็นดวงวิญญาณอารักษ์ที่มีสถานะสูงกว่าดวงวิญญาณอื่น ๆ ในภายภาคหน้าจะเป็นผู้นำกองทัพศพหุ่นเชิด… ตัวของ โม่เหยา มีจิตใจแห่งนักรบที่ยังไม่มอดดับ แสวงหาการต่อสู้เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีต่อไป จึงรับขอเสนอของ ซุน ด้วยเช่นเดียวกัน…
เหยาหมิง กังจื่อหราน และ จิวต้าว ในฐานะสักขีพยาน ยังถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก ๆ อยู่หลายครั้งหลายคราตลอดการเจรจา ด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น และยิ่งได้รู้เรื่องที่ ซุน นำพากองทัพศพหุ่นเชิดของตน ฝ่าเข้าไปในฐานลับจนช่วย เหยาหมิง ออกมาได้สำเร็จ ก็ยิ่งทำให้ทุกคนเผยแววตาประหลาดเมื่อมองมายังเด็กหนุ่มผู้นี้
เหยาหมิง หัวเราะออกมาด้วยความปิติยินดี รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และมองออกได้ทันทีว่าอนาคตของ ซุน ดูคล้ายจะไร้ขีดจำกัด… เมื่อจบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ทุกคนจึงพากันกลับไปตั้งหลักและพักฟื้นที่ เมืองใต้สวรรค์ กันอีกครั้ง ทำการติดต่อกลับไปยัง เตียมู่หยง น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความปิติยินดียิ่งนัก และเป็นอีกคนที่ภาคภูมิใจในตัว ซุน อย่างถึงที่สุด…
ในขณะที่เดินทางกลับ… ซุน และ เหยาหมิง ได้รั้งท้ายคนอื่น ๆ กล่าวพูดคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กันตามประสาศิษย์และอาจารย์ในอดีต ทั้งยังเป็นบุตรบิดากันในปัจจุบัน… เรื่องราวการเดินทางของ ซุน สร้างความตกตะลึงใน เหยาหมิง อยู่หลายครั้งหลายครา จนรู้สึกราวกับมันเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่ ซุน ได้กลายเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป ทั้งที่เพิ่งจะเหยียบย่างเข้าสู่ยุทธภพได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือเรื่องที่ ซุน ได้กลายผู้ที่พิชิตหอคอยได้เป็นผลสำเร็จในรอบหมื่นปี… หากแต่ ซุน ก็มิได้เล่าในทุกอย่าง เกี่ยวกับเรื่องที่ได้เป็นร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว เพราะเกรงว่าหาก เหยาหมิง ยิ่งทราบเรื่องนี้ ก็อาจจะยิ่งเป็นอันตรายทั้งกับตัว ซุน และ ตัวของ เหยาหมิง มากไปกว่าเดิม จึงกล่าวออกไปเพียงแค่ตนนั้นได้โชควาสนาจากหอคอย ในการเป็นร่างสถิตของ พยัคฆ์สายลม ที่ยากตนหนึ่งเท่านั้น…
ส่วนเรื่องของ เฒ่าชีเปลือย ซุน ก็มิได้ลงรายละเอียดอะไรมากมาย เพราะลำพังตัวของ ซุน เองก็ใช่ว่าจะรู้เรื่องราวของดวงวิญญาณชราดวงนี้เท่าใดนัก อีกทั้งในระหว่างที่พูดคุย เฒ่าชีเปลือย ยังกระแอมไออยู่บ่อย ๆ ประหนึ่งไม่อยากให้ที่มาของตนถูกแพร่งพราย ซุน ก็เข้าใจดีจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นอื่น…
ซุน เล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับที่มาของ ฉายาแมวสวรรค์ที่ถูกตั้งขึ้นในสำนักสายลมประจิม จึงเรียกเสียงหัวเราะให้กับ เหยาหมิง อย่างอดไม่ได้ เกิดเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ ซุน ขาดหายไปมาตลอดหนึ่งปี ทำให้สีหน้าของ ซุน ในเวลานี้ดูจะเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็นมาก่อน
“ท่านพ่อบุญธรรม… ถึงศัตรูจะเป็นกลุ่มมังกรทอง ทว่าด้วยความแข็งแกร่งของท่านและพรรคเซียนประทาน ไหนจะยังมีสำนักสายลมประจิม และราชวงศ์ไป๋หู่ คอยหนุนหลังอีก ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานพวกเราก็คงจะได้กลับไปมีชีวิตอย่างสงบกันอีกครั้งแน่นอน...” ซุน เอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างไม่คิดอะไร
ทว่า… ฝีเท้าของ เหมาหยิง กลับหยุดชะงักในทันที พร้อมกับสีหน้าที่ดำคล้ำเคร่งขรึมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ ซุน ต้องหยุดเดินไปด้วยเช่นกัน และหันมองกลับไปด้วยสีหน้าที่ฉงนใจ… “ข้าพูดอะไรผิดไปงั้นหรือ?!”
เหยาหมิง อึ้งงันไป มีท่าทีคล้ายลังเลว่าควรจะพูดดีหรือไม่…
“ซุน เอ้ย… เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า เหตุผลที่บิดาแอบซ่อนตัวมาโดยตลอด ทั้งหมดเป็นเพราะว่ามีศัตรูอย่างกลุ่มมังกรทอง?! เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าบิดาของเจ้าผู้นี้ จะหวาดกลัวต่อผู้นำเทวะของกลุ่มมังกรทองมากถึงเพียงนั้น…
เปล่าเลย… ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดเลยสักนิด หากกล่าวให้ถูกต้องก็คือ บิดาของเจ้าผู้นี้เคยเป็นหนึ่งในพันธมิตรระดับพิเศษ และได้ร่วมมือกับกลุ่มมังกรทองอย่างลับ ๆ ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนเสียด้วยซ้ำไป เพราะพวกเรามีเป้าหมายร่วมกัน…”
“!!!!!!!!!!” ซุน ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
………………………………………………………