อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 260 แค่เพียงลืมตา...
ตอนที่ 260
หลังจากที่ ซุน และ เหยาหมิง เฝ้ารอกันมาสักระยะ บนศาลารับรองในสวนนอกตำหนัก… ฉู่อ้ายเยว่ ก็เดินกลับมาพร้อมชายชราผู้หนึ่ง ที่แผ่รัศมียอดฝีมือออกมาอย่างชัดเจน ทั้งกลิ่นอายสัตว์อสูรยังรุนแรงมากยิ่งกว่าตัวหญิงสาวหลายเท่านัก จนชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าชายชราผู้นี่ คงไม่ใช่แค่เพียงร่างสถิตธรรมดา แต่น่าจะมีการปลูกถ่ายอวัยวะบางส่วนผ่านวิทยาการ เฉกเช่นเดียวกับ เฉียงตงฟาง แห่งพรรคมังกรฟ้าเสียด้วยซ้ำ
อสรพิษน้อย ยกศีรษะขึ้นมาในทันทีเช่นนั้น มันแผ่ขยายแผงคอออกกว้าง ราวกับพบเจอกลิ่นอายของศัตรูก็ไม่ปาน จนชายหนุ่มต้องลูบศีรษะเพื่อปลอบปละโลมให้มันสงบลง… เหยาหมิง นิ่งสงบไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้น ราวกับเป็นคนนอกที่จะไม่ขอมีส่วนร่วมในการเจรจาของ ซุน ตามที่ได้ตกลงไว้…
ม่อเหยียนฉุน เมื่อมาถึงที่นี่และเห็นอสรพิษเกล็ดมรกตริ้วสีทอง นัยน์ตาก็สั่นไหวในทันที… ชายชราพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ความตื่นเต้นมิให้เล็ดลอดผ่านสีหน้า หากแต่สายตากลับยากที่จะถอนออกจากอสรพิษน้อยตนนี้…
“คารวะท่านผู้อาวุโสม่อ...” ซุน เอ่ยพร้อมแสดงความเคารพนบนอบ
ม่อเหยียนฉุน จึงได้สติ กระแอมไอเบา ๆ พลางยกมือขึ้นปราม
“ตามสบาย ไม่ต้องมากพิธี… หลายเดือนมานี้ ได้ยินชื่อเสียงของ แมวสวรรค์อัจฉริยะคนใหม่ของทวีปมาไม่น้อย ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบเจอกัน… อวิ๋นหยางหลิ่ง สบายดีงั้นหรือ?! ไม่ได้พบกันเสีย 7-8 ปีได้แล้ว”
“ท่านเจ้าสำนักยังคงแข็งแรงดี… หากกลับไปถึงสำนักสายลมประจิม ผู้เยาว์จะแจ้งว่าผู้อาวุโสฝากความเป็นห่วงมาให้” ซุน กล่าวตอบวาจานอบน้อม รู้สิ่งใดควรส่งใดไม่ควร ใช่ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ ซุน เผชิญหน้ากับชนชั้นยอดฝีมืออาวุโส จึงไม่ได้มีความประหม่าอันใด
ม่อเหยียนฉุน เผยรอยยิ้มราวกับชายชราใจดี ผิดกับคำร่ำลือที่ว่าตระหนี่ถี่เหนียว เค็มยิ่งกว่าเกลือตามที่ ซุน รับรู้มา… ถึงกระนั้น ซุน กลับรู้สึกถึงกลิ่นของความเจ้าเล่ห์บางอย่างผ่านสัญชาตญาณ แต่ก็ต้องรอดูท่าทีอีกฝ่ายไปก่อน
ชายหนุ่ม และ ชายชรา เอ่ยปากพูดคุยกันเล็กน้อย ใช้วาจาเกรงอกเกรงใจกันอยู่… จวบจนกระทั่ง ม่อเหยียนฉุน มองไปยังอสรพิษน้อยอีกครั้ง สะกดกลั้นความต้องการไว้อย่างมิดชิด… “นี่หรือ?! สัตว์อสูรที่เจ้าอยากให้ข้าช่วย ลักษณะดีไม่เลวเลย ข้านั้นชื่นชอบสัตว์อสูรที่สง่างาม แต่น่าเสียดายที่ยังเป็นเพียงอสรพิษทะเลระดับต่ำ…”
“ผู้เยาว์ได้มันมาจากมหาสมุทรเสรีด้วยความบังเอิญ ตัวแม่ของมันตายในยามที่คลอดออกมา เป็นจังหวะที่ผู้เยาว์ไปพบเจอเข้าพอดีราวกับเป็นโชคชะตาเสริมส่ง คงทำให้มันคิดว่าตัวผู้เยาว์เป็นแม่ของมันกระมังจึงติดแจถึงเพียงนี้ และด้วยความเอ็นดูผู้เยาว์ก็ตั้งใจจะเลี้ยงดูมันเอาไว้… หวังว่าผู้อาวุโสม่อ จะไม่คิดค่าใช้จ่ายสูงล้ำไปนัก ถือว่าสงสารอสรพิษน้อยนี่ก็แล้วกัน…” ซุน เอ่ยวาจาโป้ปดกลั้วหัวเราะไปพลาง อย่างเป็นธรรมชาติ
ม่อเหยียนฉุน หรี่ตาแคบลงเล็กน้อย แน่นอนว่ามันไม่เชื่อคำพูดของ ซุน แต่ก็มิอาจเผยหางใต้พรม กลายเป็นการสนทนาที่ทั้งชายหนุ่มและชายชราสวมหน้ากากเข้าหากัน และดูท่าทีสำหรับหาช่องว่างและอ่านความคิดของอีกฝ่ายไปด้วย
“อืม… ที่มาก็น่าสนใจไม่เลว แต่ข้านั้นชอบลักษณะพิเศษของมันอยู่ไม่น้อยเลย… เอาแบบนี้ดีหรือไม่เล่า?! ข้าจะมอบสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งให้เจ้าหนึ่งตัวเป็นการแลกกับ อสรพิษน้อย ตัวนี้ ข้านั้นเพิ่งจะได้ พยัคฆ์เพลิงม่วง มาจากทวีปหงสาเพลิง
ความแข็งแกร่งของพยัคฆ์ตนนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก หากขายในท้องตลาดราคาคงไม่ต่ำกว่า 50-60 ล้านเหรียญทอง และดูจะเป็นสัตว์อสูรที่เหมาะสมเคียงคู่บารมี กับสมญานามแมวสวรรค์อย่างเจ้าด้วย… บอกตามตรงว่าหากมิใช่นายน้อย ซุน อัจฉริยะคนใหม่ของทวีป ข้าคงไม่มีทางยอมมอบสัตว์อสูรล้ำค่าเช่นนี้ให้เป็นแน่…” ชายชราเอ่ยปากขึ้นทั้งรอยยิ้มดุจดั่งคนใจกว้าง
สายตาของ ซุน เปลี่ยนไปในทันที… พร้อมกับความคิดที่ดังขึ้นในใจ…
“คิดไว้แล้วไม่ผิด!! เจ้าแก่นี่มันต้องการ อสรพิษน้อย ของข้า… มิหนำซ้ำยังกล้าเสนอเอาสัตว์อสูรที่ระดับสูงกว่ามาแลกเปลี่ยน แสดงว่ามันพอจะมองออกว่าเจ้าอสรพิษน้อยของข้ามีสายเลือดที่ไม่ธรรมดางั้นสินะ… ฝันไปเถอะ!!”
แม้ในใจจะก่นด่าเช่นนั้น ทว่าใบหน้าด้านนอกยังคงเปื้อนรอยยิ้ม เผยท่าทีเคารพนบนอบ... “โห… ผู้อาวุโสม่อ เอ่ยเช่นนี้ข้าก็ชักหนักใจเสียแล้วสิ ทว่าก็อย่างที่ท่านเห็นนั้นแหละ เจ้านี่มันติดข้ายิ่งกว่าอะไรดี ใช่ว่าข้าจะไม่อยากได้พยัคฆ์เพลิงม่วงของท่าน แต่ข้าก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ในวันที่ข้าได้อสรพิษน้อยนี้มา ข้าก็ให้สัตย์สาบานกับมันไปแล้วว่าข้าจะดูแลมันเอง ขออภัยจริง ๆ ที่ต้องปฏิเสธผู้อาวุโส…”
ม่อเหยียนฉุน หางคิ้วกระตุกเล็กน้อย ในใจก็แอบก่นด่า ซุน ไม่ได้ต่างกัน… หากมิใช่เพราะ ซุน มีตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ยุทธภพกำลังจับตามอง ผนวกกับเบื้องหลังที่เป็น อวิ๋นหยางหลิ่ง เจ้าสำนักสายลมประจิมที่ฝีมือแข็งแกร่งมาก
ทั้งในปัจจุบัน อวิ๋นหยางหลิ่ง ก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเสนอชื่อกับสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ว่ามีโอกาสจะขึ้นเป็น เทพปรมาจารย์ ลำดับที่ 3 ของทวีปพยัคฆ์ขาว อันเป็นตำแหน่งที่ยังว่างอยู่… เพราะ เทพปรมาจารย์ ลำดับที่ 3 คนก่อนหน้านี้ ได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นลำดับที่ 2 เรียบร้อยแล้ว แทนที่มีดบินไร้เทียมทาน ลู่เหรินฮ่าว ที่เพิ่งจะถูกปลดตำแหน่งออกไปในฐานะกบฏ…
หาก ม่อเหยียนฉุน กล้าลงมือกับศิษย์เอกของสำนักสายลมประจิมในเวลาล่ะก็ เรียกได้ว่าแหย่ขาข้างหนึ่งเข้าไปประตูนรกเลยก็ว่าได้ ต่อให้อสรพิษริ้วสีทองจะมีสายเลือดราชันย์ที่แข็งแกร่ง แต่ไหนเลยที่จะสำคัญไปกว่าชีวิตตน… นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ชายชราพยายามอดทนอดกลั้นไม่ใช้กำลัง และพยายามยื่นข้อเสนอเพื่อต่อรองแทน…
กลายเป็นการพูดคุยด้วยรอยยิ้ม ที่ภายในใจเต็มไปด้วยเสียงก่นด่า… บรรยากาศเรียกได้ว่าน่าอึมครึม แม้แต่ ฉู่อ้ายเยว่ ก็ยังสัมผัสได้ สีหน้านางเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ มีเพียง เหยาหมิง ที่นั่งนิ่งสงบหลับตาโดยตลอด ยังไม่คิดแทรกแซง…
ม่อเหยียนฉุน ยังคงไม่ยอมแพ้ เสนอค่าต่อรองที่สูงขึ้นไปอีกหลายระดับ ทว่าชายหนุ่มก็ยังปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม แม้ใจจะระส่ำระสายนึกเสียดายเมื่อมูลค่าที่ถูกเสนอยื่นเกินเพดานร้อยล้านเหรียญทองไปแล้ว แต่ความอบอุ่นที่ อสรพิษน้อย ยังคอยโอบรัดก็ฉุดดึงสติมิให้หลงไปกับข้อเสนอมหาศาลเหล่านั้น…
ด้วยฐานะของยอดฝีมือชนชั้นราชันย์และมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทวีปแล้ว การที่ต้องมาเอ่ยวาจารักษาน้ำ ทั้งยังทุ่มกำลังทรัพย์อย่างสุดตัวถึงเพียงนี้ โดยอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้เยาว์คนหนึ่งและยังกล้าปฏิเสธ มันจึงได้ทำให้ชายชราอย่าง ม่อเหยียนฉุน เริ่มจะอึดอัดคับข้องใจจนเกินจะทานทน
สุดท้ายก็ไม่อาจอดกลั้น ฟาดฝ่ามือแรง ๆ ลงไปใส่โต๊ะศิลาเบื้องหน้าแหลกละเอียด!! เสียงดังสะท้านกัมปนาท จนทำให้ ฉู่อ้ายเยว่ อกสั่นขวัญแขวน เหล่ายอดฝีมือระดับจ้างที่จับตามองดูอยู่ห่าง ๆ ดิ่งทะยานเข้ามาโอบล้อม ศาลารับรองแห่งนี้ทันทีตามหน้าที่ หากมีคำสั่งคงพร้อมจะเข้าเล่นงาน ซุน และ เหยาหมิง…
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว!! เจ้าแมลงหวี่แมลงวันนี่ กล้าดียังไงกันห่ะ!!” ม่อเหยียนฉุน คำรามแผดดังจนชั้นบรรยากาศโดยรอบสั่นสะเทือน...
ซุน แม้จะอึ้งงันแต่ยังแฝงไว้ด้วยอากัปกิริยาที่ไม่ร้อนรน ดวงตาหดแคบ ขบวดคิ้วมุ่น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนมาใช้ไม้แข็งเร็วถึงเพียงนี้… อสรพิษน้อยขดตัวรัดแน่นยิ่งขึ้น ประหนึ่งว่ามันมีท่าทีหวาดกลัว… ดวงตาของ ม่อเหยียนฉุน แดงก่ำทั้งยังมีนัยน์ตาที่หดแคบจนผิดแปลกไปจากดวงตาของมนุษย์ บ่งบอกถึงพลังร่างสถิตที่แผ่ล้นออกมา…
ทว่าในตอนนั้นเอง…
เหยาหมิง ที่หลับตานิ่งมาโดยตลอด เวลานี้ก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นช้า… เป็นช่วงเวลาเพียงเสี้ยวอึดใจ ที่ ม่อเหยียนฉุน ได้เผลอไปสบสายตากับ เหยาหมิง เข้า… ก่อนหน้านี้ใช่ว่า ม่อเหยียนฉุน จะไม่สังเกตเห็นชายชราแขนพิการ แต่หลังจากสัมผัสได้ว่ามีพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเหลือง ม่อเหยียนฉุน ก็แทบไม่ได้ให้ความสนใจอีกเลย ส่วนหนึ่งเพราะถูกดึงดูดความสนใจ ด้วยความปรารถนาในอสรพิษตัวน้อย
ครั้งนี้จึงเป็นชั่วเวลาที่ ม่อเหยียนฉุน ได้สบตาอีกฝ่ายอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก… ในตอนนั้นเอง เรือนกายของ ม่อเหยียนฉุน พลันสั่นเยือกจากข้างใน กระดูกและกล้ามเนื้อลั่นเปรี๊ยะ ๆ จิตวิญญาณกู่ร้องถึงวิกฤตแห่งอันตรายที่อยากจะหลบหนีให้ไกล... จริงอยู่ที่ เหยาหมิง และ ม่อเหยียนฉุน จะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว และ เหยาหมิง เองก็รู้สึกว่าตนเคยเห็นหน้าอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก
ทว่าสำหรับ ม่อเหยียนฉุน กลับไม่ใช่!!
ม่อเหยียนฉุน เป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ควบคุมสัตว์อสูร และต้นกำเนิดของวิชานี้ก็มาจากทวีปเต่าทมิฬ จึงทำให้ ม่อเหยียนฉุน เดินทางไปทวีปเต่าทมิฬอยู่บ่อยครั้ง เพื่อศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ภายในทวีปเต่าทมิฬแห่งนั้น…
มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน ในตอนที่ ม่อเหยียนฉุน ได้บังเอิญไปเห็นการต่อสู้ที่รุนแรงของ เทพปรมาจารย์ ที่เผชิญหน้ากัน มันเป็นการประลองเพื่อกระชับความสัมพันธ์เท่านั้น หากแต่การปะทะของชนชั้นจักรพรรดิย่อมห่างไกลจากคำว่าสามัญ!!
การต่อสู้ในครั้งนั้นสะท้านฟ้าสะเทือนดินราวกับสวรรค์จะถล่มลงมา ขุนเขาพังทลายแผ่นดินถูกแบ่งแยก และผู้ที่แสดงความสามารถในตอนนั้นก็คือ เทพปรมาจารย์ ลำดับที่ 1 แห่งทวีปเต่าทมิฬในอดีต เซียนเมรัย เหยาหมิง แห่งพรรคเซียนประทาน!!
แม้วันเวลาจะผ่านไปหลายสิบปี และนามของ เหยาหมิง จะเลือนหายไปแล้วจากยุทธภพ ทว่าไหนเลยที่ ม่อเหยียนฉุน จะสามารถลืมภาพจำในวันนั้นได้… อึดใจเดียวที่สายตาสองชายชราประสานกัน ภาพความทรงจำทั้งหมดในตอนนั้นราวกับแวบผ่านอย่างชัดเจน...
หากมีเรื่องกับ อวิ๋นหยางหลิ่ง เจ้าสำนักสายลมประจิม ม่อเหยียบฉุน อาจได้ก้าวลงนรก... แต่หากมีเรื่องกับ เหยาหมิง แล้วล่ะก็ เกรงว่ากระทั่งศพของตนก็อาจถูกนำไปป้อนให้สัตว์อสูรที่ตนเลี้ยงดูในสวน!! ยอดฝีมือรับจ้างทั้งหมดในตำหนัก เมื่ออยู่ต่อหน้า เหยาหมิง จะต่างอะไรกับมดปลวก!!
ม่อเหยียนฉุน ลมหายใจถี่ระรัวอย่างอดไม่ได้…
ซุน ที่เห็นชายชราระเบิดอารมณ์ออกมาในตอนแรก ก็คิดว่าการเจรจาคงหมดหนทางแล้ว หากอีกฝ่ายคิดจะใช้กำลังกับตนขึ้นมาจริง ๆ ไหนเลยที่ ซุน จะต่อกรได้… “ผู้อาวุโสม่อ นี่ท่านคิดจะฆ่าคนชิงทรัพย์เชียวหรือ?!”
ม่อเหยียนฉุน สำลักลมหายอีกครั้งในทันที ก่อนจะกระแอมไอด้วยมือที่สั่นเทา… “พะ…พูดอะไรเช่นนั้นเล่า ไหนเลยข้าผู้อาวุโสจะรังแกผู้เยาว์คนหนึ่งได้…”
ซุน กดคิ้วต่ำลง… “เมื่อครู่ท่านบอกว่าทนไม่ไหว?! และยังเรียกข้าว่าแมลงหวี่แมลงวัน?!”
ม่อเหยียนฉุน ส่ายหน้าสั่นระรัวจนหัวหมุน… “บะ…บ้า! ข้าพูดถึงแมลงหวี่แมลงวันที่เกาโต๊ะศิลา เมื่อครู่ต่างหาก!! ข้าเห็นว่ามันบินโฉบไปเฉี่ยวมาจนน่ารำคาญ จึงจัดการมันทิ้งไปมิให้รบกวนพวกเรา…”
“จัดการแมลง?! จนถึงขั้นทำลายโต๊ะศิลาทิ้งเนี่ยนะ?!”
“กะ…ก็ใช่น่ะสิ มา ๆ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้เจ้าตกใจ เช่นนั้นข้าจะทำป้ายควบคุมสัตว์อสูรให้เจ้า โดยไม่คิดค่าตอบแทนก็แล้วกัน…” ม่อเหยียนฉุน กล่าวเสียงสั่นด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ สายตาชำเรืองมองไปยัง เหยาหมิง ด้วยความหวาดระแวง ยังดีที่ เหยาหมิง หลับตากลับลงไปเช่นเดิมแล้ว จึงทำให้ชายชราถอยหายใจอย่างปลดปลง
ซุน เองก็ไม่ได้โง่เขลาแม้จะไม่เห็นตอนที่ เหยาหมิง ลืมตาขึ้นมาในพริบตาเดียวนั้น แต่พอจะเห็นสายตาที่หวาดกลัวของ ม่อเหยียนฉุน เมื่อครู่… การเปลี่ยนแปลงท่าทีของ ม่อเหยียนฉุน จากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้ คงเดาได้ไม่ยากว่า ม่อเหยียนฉุน คงจะรู้ถึงที่มาบิดาตนเอง แม้จะนึกดีใจที่การเจรจาจบลงลุล่วงในทันที แต่อีกใจก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิตนเองว่าสุดท้ายก็ยังเป็นเพราะบิดาของตนอยู่ดีที่จบเรื่องราว มิใช่ความสามารถของตนเพียงลำพัง…
เฒ่าชีเปลือย สวมกอดอกหลังจากเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด…
“อย่าทำหน้าเช่นนั้นสิ… บิดาของเจ้าก็แค่แกล้งพูดไปเช่นนั้นแหละว่าจะให้เจ้าจบการเจรจาด้วยตนเอง อย่างไรเสียอีกฝ่ายเป็นถึงยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ ไม่มีช่องว่างให้เจ้าต่อรองมาตั้งแต่แรกแล้ว บิดาเจ้าน่าจะแต่ต้องการให้เจ้าได้รับประสบการณ์ระหว่างเผชิญหน้าเท่านั้นเอง แต่จงใจตั้งเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ให้กับเจ้าอย่างชาญฉลาด…
ทว่าในท้ายที่สุด บิดาของเจ้าก็ได้แสดงให้เห็นแล้วนี่… ว่าอะไรคืออำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในการเจรจา บิดาเจ้าลืมตาขึ้นเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ความลำบากทั้งหมดก่อนหน้านี้ของเจ้าจบสิ้นลง… มันไม่ใช่ว่าเจ้าอ่อนแอ แต่เจ้าแค่ยังเปรียบเทียบไม่ได้ก็เท่านั้น
การเจรจานั้นมีขอบเขต หากผลประโยชน์ลงตัวแน่นอนว่าย่อมจบลงได้ไม่ยาก แต่เมื่อใดที่ไม่ลงตัว สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนมาชี้วัดว่าหมัดใครจะหนักกว่ากัน… ผู้ที่แข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากอะไร ก็มากพอจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง จงจดจำความรู้สึกเช่นนี้เอาไว้ เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันและรีบไต่เต้าขึ้นมา…
บอกตามตรงว่าข้ารู้สึกชื่นชมบิดาเจ้าไม่น้อยเลย สมแล้วที่มันเคยเป็น เหล่าซือ สั่งสอนผู้เยาว์มาหลายสิบปี มีรูปแบบการชี้แนะที่แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ทว่าในทุกการฝึกและบทเรียนที่มอบให้ ล้วนเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงทั้งสิ้น… ไม่เลว ไม่เลว…”
………………………………………….