อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 261 สองวิญญาณ และ กายาสะกด
ตอนที่ 261
เมื่อ ม่อเหยียนฉุน รับปากแล้ว ก็รีบดำเนินการทันที ด้วยการนำป้ายควบคุมสัตว์อสูรที่ยังว่างเปล่าออกมา มันเป็นป้ายที่ถูกสร้างจากแร่โลหะคงกระพันไม่ต่างจากแร่ที่ใช้อาวุธอักขระ ดังนั้นราคาย่อมไม่ธรรมดา…
ขั้นตอนนั้นการสะกดมิได้ยากเย็นนัก เพียงแค่ใช้วิชาควบคุมสัตว์อสูรซึ่งเป็นเวทย์อาคมในศาสตร์เฉพาะด้านอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้อาคมให้ตรงตามลักษณะ ประเภท และสายพันธุ์ของสัตว์อสูรตนนั้น ๆ เพื่อดึงเอาจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของสัตว์อสูร ออกมาสะกดไว้ภายในแผ่นป้ายนี้
ผลที่ได้คือสัตว์อสูรตนนั้นจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไปครึ่งหนึ่ง… แลกมากับการที่จะทำให้มันเชื่อง ไม่อาจทรยศต่อผู้เป็นนายที่ครอบครองป้าย ซึ่งผู้เป็นนายสามารถกระตุ้นป้ายที่มีจิตวิญญาณดังกล่าวเพื่อลงทัณฑ์สัตว์อสูรหากดื้อรั้น และยังสามารถดึงเอาร่างกายมาเก็บไว้ภายในป้ายนี้ไม่ต่างจาก แหวนมิติ…
หากเป็นสัตว์อสูรระดับสูงที่ทรงปัญญาก็จะยากในการจะสะกด จำเป็นต้องรู้รบไปจนกว่ามันจะยอมแพ้ จึงจะสามารถหาทางสะกดมันได้… แต่สำหรับสัตว์อสูรแรกเกิดที่ยังอ่อนแอเช่นนั้น นับเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก ขอเพียงมีพื้นฐานศาสตร์วิชาควบคุมสัตว์อสูรที่ศึกษามาเพียงพอ โอกาสสำเร็จก็แทบจะสิบส่วนเต็ม…
“เอาล่ะ ส่งอสรพิษตนนั้นมาให้ข้า…” ม่อเหยียนฉุน เป็นผู้ลงมือด้วยตนเอง เพราะอยู่ต่อหน้า เหยาหมิง จึงไม่อยากจะใช้ให้ศิษย์อย่าง ฉู่อ้ายเยว่ ทำหน้าที่นี้แทน…
ซุน ตั้งใจจะปลดคลายอสรพิษน้อยออกจากร่างที่รัดพัน ทว่าอสรพิษน้อยกลับรัดแน่นมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสั่นกลัวไม่หยุด… หากเทียบเป็นดั่งเด็กทารก ก็คงจะกำลังกระจองอแงด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งมันมากพอจะทำให้ ซุน รู้สึกฉุกใจ ว่าที่ตนกำลังทำนี้ มันถูกต้องแล้วจริง ๆ หรือ?!
การที่จะทำลายสติสัมปชัญญะของเจ้าตัวน้อย ทั้งที่มันยังไม่รู้ความรู้ประสา มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องงั้นหรือ?! การที่ไม่ปล่อยให้อสรพิษตัวนี้ มีเส้นทางและตัวเลือกในการใช้ชีวิต แต่ต้องมาจมปลักอยู่กันตนโดยทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับฟัง แบบนี้จะต่างอะไรกับการปิดกั้นอิสรภาพของผู้อื่น…
ซุน ถูกสั่งสอนเลี้ยงดูมาบนเส้นทางของนักบวชชราที่เคร่งในศีลธรรม ดังนั้นพื้นฐานจิตใจของ ซุน จึงมิใช่คนที่จะทำเรื่องโหดเหี้ยม โดยคำนึงถึงแค่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวเฉกเช่นผู้คนในยุทธภพ… ความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของ ซุน ไม่เคยอยู่นอกเหนือกรอบกติกาที่ตนเองตั้งไว้ จะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ จะไม่ลงมือกับผู้ที่มิใช่ศัตรู จะสังหารเพียงผู้ที่คิดปองร้ายต่อตน นั่นคือความยึดมั่นถือมั่นที่ ซุน บอกกับตนเอง แม้ในวันที่ต้องเป็นฆาตกร…
“เร็วสิรีบส่งมา ข้าใช้เวลาไม่นานนักหรอก ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะแย่งมันไป…” ม่อเหยียนฉุน เอ่ยเร่งขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก เพราะงานนี้รู้สึกว่าตนเหนื่อยเปล่าขาดทุนยับเยิน
ความนิ่งเงียบของ ซุน ที่ไม่ยอมส่งอสรพิษน้อยให้ไปเสียที แม้แต่ เหยาหมิง ยังต้องลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง ทางด้าน ฉู่อ้ายเยว่ นางก็เผยความฉงนสงสัย… จากนั้น ซุน ก็ค่อย ๆ เงยหน้าพร้อมกับคำถามประโยคหนึ่ง…
“มีวิธีการอื่น…ที่ไม่ต้องทำให้อสรพิษน้อยตนนี้ถูกควบคุม แต่ยังทำให้อสรพิษน้อยสามารถเก็บซ่อนรูปลักษณ์ในตอนนี้ ได้หรือไม่?!” ซุน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาฉายความสงสาร
“!!!!!!!!!!” ครั้งนี้ เหยาหมิง ถึงกับสะบัดหน้าหันมองมา
“ซุน… นั่นเจ้าคิดจะทำอะไร?!”
ชายหนุ่มก้มหน้าลงอย่างคนรู้สึกผิด…
“ท่านพ่อบุญธรรม… ข้าทนเห็นเจ้านี่ถูกจองจำด้วยวิชาควบคุมสัตว์อสูรไม่ได้จริง ๆ อย่างน้อยก็อยากให้มันมีโอกาสได้เลือกเส้นทางเดินมากกว่าตัวข้าในตอนแรกเกิด หากใช้วิชาควบคุมสัตว์อสูรจะกลายเป็นบ่วงที่พันธนาการเจ้านี่ไปตลอดชีวิต ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้จริง ๆ”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้น ก็เผยสีหน้าปลดปลง การที่เคยเลี้ยงดูกันมา ชายชราย่อมทราบดีว่า ซุน มีนิสัยอย่างไรเป็นพื้นฐาน ต่อให้เติบโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มุ่งมั่นขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนรากฐานของจิตใจได้…
ดุจดั่งหยกที่แม้จะแตกหัก ก็ไม่อาจถูกเปลี่ยนเป็นกระเบื้อง…
ม่อเหยียนฉุน เห็นการพูดคุยของบุตรบิดาคู่นี้ซึ่งบ่งชี้ในความสัมพันธ์อันชัดเจน ชายชราก็ยิ่งมีลมหายใจที่ติดขัด อดไม่ได้ที่จะหวนนึกในใจ… “บัดซบเอ้ย!! มันมิใช่แค่ศิษย์ของ เหยาหมิง แต่เป็นบุตรของ เหยาหมิง เชียวหรือ!! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ หากพลาดลงมือกับมันไปเมื่อครู่ ทั้งตำหนักและชีวิตของข้าคงจบสิ้นกันพอดี”
ซุน หันมองมายัง ม่อเหยียนฉุน อีกครั้งด้วยสายตาที่คาดหวัง
“ว่ายังไงผู้อาวุโสม่อ… พอจะมีหนทางอย่างที่ว่ามาหรือไม่?!”
ม่อเหยียนฉุน เมื่อถูกรีดเค้นคำตอบก็สะอึกไปเล็กน้อย… แสดงสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ และกล่าวออกไป “ไม่มีหรอกวิธีการเช่นนั้น… ข้าก็รู้แค่เพียงวิชาควบคุมและสะกดสัตว์อสูรเท่านั้นแหละ เว้นเสียแต่เจ้าจะไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ก็อาจจะพอหาหนทางได้…”
เมื่อ ม่อเหยียนฉุน ที่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เอ่ยปฏิเสธออกมาตรง ๆ เช่นนี้ ใบหน้าของ ซุน ก็ถึงกับแสดงแววตาหมดสิ้นความหวัง… จวบจนกระทั่ง หญิงสาวข้างกาย ม่อเหยียนฉุน อย่างแม่นางฉู่ เผยดวงตาคล้ายสงสัย แล้วเอ่ยถามกับอาจารย์ของนาง…
“ท่านอาจารย์… จริง ๆ แล้วยังมีวิธีการ ‘สองจิตวิญญาณ’ และ ‘กายาสะกด’ อยู่อีกมิใช่หรือเจ้าค่ะ?! เหตุใดท่านอาจารย์จึงไม่กล่าวถึง…” นางเอ่ยถามด้วยความไม่รู้ ทว่า ม่อเหยียนฉุน กลับเผยดวงตาดุร้ายมองมายังศิษย์สาว
“หุบปาก!! อย่าพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องน่า!!” ชายชราตวาดเสียงใส่นางด้วยใบหน้าที่มืดคล้ำ
ซุน นั้นจับสังเกตถึงความผิดปกติได้ในทันที จึงหรี่ตาแคบลง หันมองไปยังหญิงสาวที่เพิ่งถูกตำหนิ โดยไม่สนใจท่าทีลนลานของ ม่อเหยียนฉุน... “สองจิตวิญญาณ และ กายาสะกด คืออะไรงั้นหรือ?!”
ฉู่อ้ายเยว่ เผยท่าทีอ้ำอึ้งเพราะเพิ่งถูกตำหนิมา… แต่เมื่อนางเห็นแววตาคาดหวังของ ซุน รวมไปถึงอสรพิษน้อยที่กะพริบตาปริบ ๆ นางก็อดไม่ได้ที่จะอ่อนใจ… ฉู่อ้ายเยว่ แม้จะฝากตัวเป็นศิษย์ของ ม่อเหยียนฉุน แต่เบื้องหลังของนางนั้น ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด…
ตระกูลฉู่ คือ 1 ใน 5 ตระกูลใหญ่ ที่กุมบังเหียนของพรรคมังกรฟ้าในปัจจุบัน ดังนั้นความสำคัญของนางอาจจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า เฉียงตงฟาง ที่เป็นทายาทจงตระกูลเฉียง เสียด้วยซ้ำ… ทว่าแม้ ฉู่อ้ายเยว่ จะเคยเป็นอดีตอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปนี้เมื่อสองปีก่อน แต่ในด้านความแข็งแกร่งนางกลับไม่อาจเปรียบเทียบ เฉียงตงฟาง ที่อายุน้อยกว่าได้เลย…
นางจึงเลือกที่จะหันมาเอาดีในด้านศาสตร์วิชาควบคุมสัตว์อสูรแทน… นางได้มาเป็นศิษย์ของ ม่อเหยียนฉุน ได้เพราะอิทธิพลของตระกูลฉู่ ซึ่งคนรักตัวกลัวตายอย่าง ม่อเหยียนฉุน ย่อมไม่กล้าปฏิเสธ… ดังนั้นหากนางคิดจะขัดคำสั่งของ ม่อเหยียนฉุน อย่างมากนางก็ถูกตำหนิเล็กน้อยเท่านั้น อาจารย์ของนางไม่กล้าลงมือหรือแตะต้องนางอย่างแน่นอน...
“ข้าขอร้องล่ะ แม่นางฉู่ หากมีหนทางจริง ๆ ข้าก็อยากจะพยายามให้ถึงที่สุด…” ซุน เดินตรงเข้ามาจนถึงกับยอมเสียมารยาท จับแขนของนางเพื่อร้องขอ… อสรพิษน้อย ก็ราวกับรู้ภาษา นอกจากจะไม่ข่มขู่หญิงสาวแล้ว ยังเอาศีรษะไปถูกับแขนของนางราวกับออดอ้อน
ฉู่อ้ายเยว่ ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้น ก่อนนางจะรีบดึงแขนตนเอง กลับเข้ามาทาบบนอก...
“เข้าใจแล้ว… เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้า…”
ม่อเหยียนฉุน ได้ยินคำตอบของนางเช่นนั้น ใบหน้าก็บิดงอจนแทบจะโหยไห้… เหตุผลเดียวที่ชายชราไม่ยอมเอ่ยถึงวิธีการทั้งสองให้ ซุน ได้รับรู้ ก็เพราะวิธีการทั้งสองนั้นอันตรายเกินไป… ต่อให้มีผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลก็ยังมีความเสี่ยงอยู่หลายส่วนที่ต้องแบกรับ หากเกิดความผิดพลาดจนทำให้ ซุน พิการหรือตกตายขึ้นมา ชายชราก็จำต้องแบกรับโทสะของ เหยาหมิง ที่สูญเสียบุตรชาย!!
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ ม่อเหยียนฉุน หวาดกลัว…
ชายชราจึงตั้งใจจะปฏิเสธเรื่องนี้ไปให้พ้นตัวไม่แบกรับความเสี่ยง ปล่อยให้สองพ่อลูกคู่นี้ไปตามหาผู้เชี่ยวชาญคนอื่นเอาข้างหน้า ย่อมเป็นทางที่ดีกว่า… แต่สุดท้าย ฉู่อ้ายเยว่ กลับพลั้งปากกล่าวออกมาเสียจนได้…
ฉู่อ้ายเยว่ นางก็มิได้มีความรู้มากนัก จึงหยิบเอาบันทึกตำราออกมาเปิดหา…
“นี่ยังไงล่ะ วิธีการสองวิญญาณ… วิธีการนี้คือการหาดวงวิญญาณของสัตว์อสูรที่เทียบเคียงกัน มาผสานหลอมรวมจนกลายเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นพอใช้วิชาควบคุมสัตว์อสูร เราก็จะดึงเอาดวงวิญญาณที่มาผสานนั้น แทนดวงวิญญาณหลัก เท่านี้สัตว์อสูรของเราก็จะไม่สูญเสียสติสัมปชัญญะ เนื่องด้วยมีวิญญาณอีกดวงคอยแบ่งรับการสูญเสีย…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ในฐานะที่เป็นผู้ใช้และควบคุมดวงวิญญาณ จึงกระจ่างแจ้งได้ทันที… มันคล้ายเป็นการใช้ดวงวิญญาณอีกดวงมาแบ่งรับความเสียหาย จึงทำให้ดวงวิญญาณหลักของ อสรพิษน้อย ได้รับผลกระทบแค่เพียงบางส่วน ไม่ได้สูญเสียไปถึงครึ่งหนึ่งเฉกเช่นวิธีปกติ
จากนั้น ฉู่อ้ายเยว่ ก็แสดงใบหน้าที่เคร่งขรึมขึ้นมาอีกระดับ…
“ทว่าวิธีการสองวิญญาณนั้น มีจุดอ่อนสำคัญอยู่… นั่นก็คือสัตว์อสูรจะไม่มีจิตวิญญาณที่ชัดเจนมากพอ เนื่องด้วยพลังวิญญาณทั้งหมดจะถูกเก็บซ่อนไว้ในลูกแก้วดวงจิตเป็นหลัก ดังนั้นโอกาสที่จะสำเร็จจึงมีต่ำมาก จากที่พยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียสติสัมปชัญญะ ก็อาจได้ผลที่ตรงกันข้าม ถึงขั้นจิตวิญญาณแตกสลายเพราะมิอาจทนรับได้…
จึงจำเป็นต้องมีวิธีการเสริมพิเศษที่เรียกว่า… กายาสะกด
วิธีการนี้จะไม่ใช้แผ่นป้ายโลหะควบคุมสัตว์อสูร แต่จะใช้ร่างกายของเราแทนที่แผ่นป้ายโลหะเพื่อบรรจุวิญญาณของสัตว์อสูรเสียเอง!! จะทำให้เราควบคุมการผสานวิญญาณได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสสำเร็จที่มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกับเราจำเป็นที่จะต้องเอาดวงวิญญาณและร่างกายของตนเองเข้าไปเสี่ยงด้วยเช่นกัน…”
หญิงสาวอธิบายด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ราวกับนางเองก็ไม่อยากให้ ซุน ใช้วิธีการที่เสี่ยงเช่นนี้… แม้แต่ ม่อเหยียนฉุน เองก็ส่ายหน้าเบา ๆ ไม่กล้ายืนยันความปลอดภัย ทางด้าน เหยาหมิง ก็แสดงสายตาแห่งความเป็นห่วงเป็นใยออกมาอย่างชัดเจน...
ทว่า… ซุน กลับยิ้มร่า และหัวเราะออกมา
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ก็แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ว่ามีวิธีการเช่นนี้!!”
ชายหนุ่ม ให้อสรพิษน้อยขยับมารัดพันที่แขนซ้าย ก่อนจะปลดอาภรณ์ของตนเองต่อหน้าหญิงสาว เผยให้เห็นเรือยกายท่อนบนที่เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยสักอักขระมากมาย… หลายคนอาจรู้สึกว่าวิธีการนี้ช่างอันตรายยิ่งนัก แต่สำหรับ ซุน ที่ใช้ รอยสักเบญจสารสัตว์ อีกทั้งยังมีดวงวิญญาณของสัตว์ร้ายสะกดไว้บนเรือนกายถึง 5 ดวง ย่อมมองว่าวิธีการนี้มิใช่เรื่องยากเย็น…
หญิงสาวเมื่อเห็นรูปร่างที่องอาจ แม้มิได้เกลี้ยงเกลา ทว่ามันเต็มไปด้วยบาดแผลที่แสดงถึงความกล้าและความห้าวหาญผ่านศึกสมรภูมินับครั้งไม่ถ้วน ฉู่อ้ายเยว่ ยกชายแขนเสื้อขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่แดงเปล่งปลั่ง พร้อมกับเบือนหน้าหนี นางใจเต้นแรงขึ้นมาน้อย ๆ อย่างน่าประหลาดใจ
“ขะ…คุณชาย คิดจะทำอะไร?!”
ซุน ตบอกตนเองแน่นหนัก เชิดปลายคางน้อย ๆ
“ข้าเลือกวิธีนี้แหละ ร่างกายข้านั้นพร้อมยิ่งกว่าพร้อม… ต้องรบกวนท่านด้วย ผู้อาวุโสม่อ...”
ม่อเหยียนฉุน หางคิ้วกระตุก กัดฟันดังกรอด ตนยังมิได้บอกสักคำมาว่าจะช่วย กลับถูกยัดเยียดหน้าที่ให้เสียแล้ว… ทว่าครั้งนี้ เหยาหมิง ได้ลุกยืนขึ้นเช่นกัน โค้งตัวลงน้อย ๆ อย่างมีมารยาท… “บุตรชายข้าค่อนข้างเอาแต่ใจ อย่างไรก็ขอฝากท่านช่วยเหลือสักครา…”
ม่อเหยียนฉุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสูดหายใจลึกขึ้น การที่ชนชั้นจักรพรรดิขั้นสูงสุดอย่าง เหยาหมิง ยอมก้มหัวให้ตนอย่างมีมารยาทเช่นนี้ มันเป็นสิ่งที่ชายชราไม่กล้าคาดคิดมาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะมีใจฮึกเหิมขึ้นมาอีกหลายระดับ…
“ตกลง!! เช่นนั้นข้าก็จะพยายามอย่างเต็มที่ก็แล้วกัน…”
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ม่อเหยียนฉุน ก็ทำได้เพียงพายเรือตามน้ำ รีบเปิดตำราโบราณจำนวนมาก เพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดพลาดใด ๆ วิธีการถือว่ามีความเสี่ยงและความอันตรายอย่างถึงที่สุด ก่อนจะฉุกคิด นึกถึงวัตถุดิบสำคัญ…
“ว่าแต่เจ้ามีดวงวิญญาณ ที่เทียบเคียงกับอสรพิษตนนี้แล้วใช่หรือไม่?!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหยิบเอาลูกแก้วดวงจิตชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงทั้ง 11 เม็ดที่เพิ่งได้มา วางลงตรงหน้าในทันที… “ดวงวิญญาณของสัตว์อสูร จะอยู่ภายในลูกแก้วดวงจิตงั้นสินะ ข้าไม่รู้หรอกว่าจิตวิญญาณใดจะเหมาะสม ท่านเลือกดูเองจากจำนวนนี้ก็แล้วกัน…”
“!!!!!!!!!!” ม่อเหยียนฉุน หรือแม้แต่ ฉู่อ้ายเยว่ ถึงกับเบิกตาโพลง แม้ทั้งสองจะเคยเห็นลูกแก้วดวงจิตระดับสูงกันมาบ้าง แต่กลับไม่เคยพบว่าจะมีใครครอบครองจำนวนร่วมสิบกว่าเม็ดเช่นนี้!! หากให้ประเมิณเป็นมูลค่า เกรงว่าพันล้านเหรียญทองยังเรียกว่าน้อยไป…
“เจ้าบ้าเอ้ย!! นี่เจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้ แล้วทำไมต้องเสแสร้งแกล้งเป็นยาจก มาต่อรองราคากับข้าด้วยห่ะ!!” ชายชราอดไม่ได้ที่จะตวาดเสียงขึ้นด้วยความหลงลืมตัว…
……………………………………………