อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 276 คนรู้จัก
ตอนที่ 276
ซุน ได้ขอแยกตัวจากทุกคนและมุ่งหน้าสู่สถานที่ซึ่งถูกเรียก ถ้ำอาคม… เป็นสถานที่ปิดทึบและมีอาคมโอบล้อมที่กล้าแกร่งเป็นอย่างยิ่ง มีความเป็นส่วนตัวสูง และจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนในการเช่ายืม…
ข่าวเรื่อง แมวสวรรค์ อาละวาดได้แพร่สะพัดไปทุกหย่อมหญ้าภายในพรรคมังกรฟ้า ดังนั้นตลอดเส้นทางที่ ซุน เดินผ่านหมู่ศิษย์ ล้วนเต็มไปด้วยสายตากริ่งเกรงและเสียงซุบซิบนินทาไม่ขาดสาย แปลกก็ตรงที่ ซุน ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้เลยสักนิดเดียว เพราะมันช่างเหมือนกันกับบรรยากาศยามที่อยู่ สำนักสายลมประจิม ไม่ผิดเพี้ยน...
ชายหนุ่ม เกาศีรษะเบา ๆ เอ่ยปากพึมพำกับตนเอง…
“ท่านพ่อบุญธรรม… ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ สถานการณ์มันบีบบังคับข้า…”
ซุน ไม่ได้รู้สึกแย่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะตนเองได้เป็นผู้เลือกเอง… หากแต่ที่น่ากังวลคงจะเป็นเรื่องกลุ่มมังกรทองที่คาดว่าจะแฝงตัวอยู่ในพรรคมังกรฟ้า น่าจะมีบางส่วนล่วงรู้ถึงการปรากฏตัวของ ซุน แล้ว ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่กล้าลงมืออุกอาจ
อย่างไรเสียสถานที่แห่งนี้ก็คือพรรคมังกรฟ้าที่ยิ่งใหญ่ หากถูกจับได้ว่าเป็นคนของกลุ่มมังกรทอง มีเพียงฐานะกบฏของแผ่นดินเท่านั้นที่จะถูกยัดเยียดให้ มีโทษถึงขั้นสังหารดับล้างตระกูล ต่อให้เป็นระดับ 5 ตระกูลใหญ่ที่ทรงอิทธิพล อย่างน้อยก็ต้องมีคำอธิบายที่มากพอว่าไม่เกี่ยวข้อง และอาจลุกลามไปถึงการตัดสิทธิ์เพื่อช่วงชิงอำนาจภายใน…
ซุน ยังคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงระมัดระวังตัวให้มากขึ้นไปก่อน... ไม่นานนักชายหนุ่มก็เดินทางมาถึง ถ้ำอาคม สถานที่แห่งนี้มีถ้ำไว้รองรับนับร้อยแห่ง ทั้งยังไม่ค่อยได้รับความนิยมนักจากราคาที่ไม่ธรรมดา โดยมากก็จะมีเพียงแค่กลุ่ม 5 ตระกูลใหญ่เท่านั้นที่พอจะมีกำลังทรัพย์เพื่อเช่ายืม ศิษย์ทั่ว ๆ ไปแทบจะหมดสิทธิ์
ยามที่ ซุน มาถึง เป็นจังหวะเดียวกับที่ เฒ่าชีเปลือย ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน… แน่นอนว่ามันมิใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ ซุน ได้ส่งเสียงผ่านห้วงสำนึกเพื่อเรียกหา… “มีเรื่องให้ช่วยอีกแล้วงั้นหรือ ถึงได้เรียกขานข้าผ่านห้วงจิตสำนัก… ไม่รู้หรือว่าข้ากำลังยุ่งอยู่…”
เฒ่าชีเปลือย เอ่ยปากขึ้นอย่างไม่สมอารมณ์
“เจ้าเนี่ยนะยุ่ง?! ใต้หล้านี้มีผู้ใดกันจะว่างมากไปกว่าเจ้า” ซุน เบ้ปากขึ้นทันที
ก่อนที่ เฒ่าชีเปลือย จะกดคิ้วต่ำลง ลอยตรงเข้ามาจ้องใบหน้าของ ซุน ใกล้ ๆ แววตาของ เฒ่าชีเปลือย คล้ายจะมีประกายทะลุทะลวงบางอย่าง… “อะไรกัน?! ที่ข้าไปเที่ยวเล่นแค่ไม่นาน เจ้าเข้าถึงการรู้แจ้งบางอย่างมางั้นสินะ รังสีศาสตราดูจะสูงขึ้นอีกระดับ”
“มองออกด้วยงั้นหรือ?! ข้าก็ไม่แน่ใจนัก แต่หลังจากได้ยินเสียงของกระบี่รุ่งอรุณ ก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอยู่เช่นกัน” ซุน ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องระดับขั้นความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณแห่งศาสตราและผู้ถือครอง แต่อาศัยเพียงแต่สัญชาตญาณและโชควาสนาบรรลุถึงขั้นนี้ ตั้งใจว่าค่อยหาโอกาสพูดคุยเรื่องนี้กับ เตียมู่หยง อีกครั้งอย่างจริงจัง…
“แล้วตกลงมีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยกันแน่?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยถามอีกครั้ง
ซุน มีรอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้น…
“ตามมาเถอะ เดี๋ยวเจ้าก็รู้เองข้าจะอธิบายคร่าว ๆ ให้ฟัง”
ซุน ได้อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับข้อเสนอต่าง ๆ ที่ทางกลุ่มตระกูลทั้ง 5 พยายามจะยื่นเสนอภายในห้วงสำนึกที่เชื่อมโยง ขณะเดียวกันก็ได้ติดต่อขอเช่าถ้ำอาคม ซึ่งราคานั้นไม่ใช่ธรรมดาจริง ๆ มากถึงวันละหลายหมื่นเหรียญทอง ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกขูดเลือดขูดเนื้อออกไปอย่างไรอย่างนั้น แต่ก็กัดฟันกล้ำกลืนเช่าต่อเนื่องหนึ่งเดือนเต็ม หมดเงินไปนับล้านเหรียญทอง…
ซุน ปักใจว่าจะต้องเอาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เรียกคืนกับตระกูลใหญ่ทั้ง 5 กลุ่มให้จงได้… แต่พอชายหนุ่มได้มาเห็นถึงความโอ่อ่าหรูหราของถ้ำอาคม รวมไปถึงความแข็งแกร่งและปลอดภัยในระดับที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรบกวน ก็ทำให้ ซุน รู้สึกดีไปเปราะหนึ่ง สมกับราคามหาศาลที่ต้องจ่ายไปยิ่งนัก ถ้ำปิดด่านในสำนักสายลมประจิมนั้นดูเป็นถ้ำกลวงโบ๋ไปในทันที…
อย่างแรกที่ ซุน ทำอย่างไม่เร่งร้อน คือการนำสุราลมปราณมาเรียงกับนับร้อยไห เนื่องด้วยหากเก็บไว้ในแหวนมิติ ห้วงเวลาภายในแหวนมิติผกผันมากเกินไป ไม่อาจทำการบ่มสุราให้ได้ตามความเหมาะสม จึงจำเป็นต้องเอามาเก็บรักษาที่อุณหภูมิและห้วงเวลาสามัญที่ด้านนอกเท่านั้น…
เฒ่าชีเปลือย หลังจากได้ยิน ซุน เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามีอะไรต้องไหว้วานให้ตนช่วยเหลือ… “เอาล่ะ ข้าเข้าใจหมดแล้วว่าเจ้าจำต้องเลือกฝ่ายในการเข้าร่วมภายในหนึ่งเดือน… แล้วมันมีปัญหาอะไรงั้นหรือ?!”
“ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ หากเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่เหลือก็คงหันชี้เกาทัณฑ์ใส่ข้าอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งข้าแสดงความสามารถมากเท่าไหร่ หากไปอยู่ฝ่ายอื่นก็จะยิ่งอันตรายสำหรับฝ่ายตนมากขึ้นเท่านั้น การตัดไปแต่ต้นลมเป็นเรื่องที่ทำกันในยุทธภพ จนแทบจะเป็นเรื่องสามัญไปแล้ว…
ส่วนเรื่องที่บอกว่าห้ามมิให้แต่ละฝ่าย แพร่งพรายหลังจากที่ข้าเข้าร่วมไปแล้วนั้น ต่อให้ช่วงแรก ๆ จะสามารถกลบเกลื่อนได้ แต่ข้าเชื่อว่าก็คงทำได้ไม่นานนักสุดท้ายเรื่องก็คงต้องแดงออกมาอยู่ดี ข้านั้นจงใจตั้งเงื่อนไขเช่นนั้นออกมา ก็แค่เพื่อให้คนทั้ง 5 กลุ่ม ถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากเป้าหมายแท้จริงก็เท่านั้นเอง…”
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินมาจนถึงตอนนี้ ก็แสยะยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาทันที… การที่อยู่กับ ซุน มานานย่อมมองออกมาว่าถ้าดูเผิน ๆ แล้ว ซุน อาจจะดูไม่มีพิษมีภัยเท่าใดนัก แต่หากมองไปถึงเนื้อแท้จะพบว่า ซุน นั้น นับเป็นจอมเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่ต่างอะไรกับตนเอง… “หึหึ…อย่าบอกนะว่า เจ้าตั้งใจจะเข้าร่วมมันเสียทุกฝ่าย เพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากรในทุก ๆ ด้านมาไว้ในกำมือ…”
ซุน ปรากฏรอยยิ้มมืดดำมิต่างกัน…
“สมแล้วที่อยู่ร่วมกันมานานหลายปี ถือว่าศีลเสมอกัน… ในเมื่อพวกมันทั้ง 5 กลุ่มอยากให้ข้าไปเข้าร่วมกันนัก ข้าก็จะทำให้พวกมันทุกคนได้สมหวัง…”
หนึ่งชายหนุ่ม หนึ่งวิญญาณชรา ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กันราวกับเป็นเรื่องสนุก…
“ว่าแผนของเจ้ามา… ข้าล่ะชื่นชอบยิ่งนัก เรื่องน่าสนุกเช่นนี้”
ซุน วาดมือออกไปเพียงครั้ง เบื้องหน้าปรากฏร่างศพหลอม 5 ตน ที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันกับ ซุน แม้ไม่ถึงกับทุกกระเบียดนิ้ว แต่ก็มากพอจะทำให้คนที่ไม่ได้สนิทสนมมักคุ้น จำแนกแยกไม่ออก… “ข้าจะใช้ศพหลอมพวกนี้ ไปเข้าร่วมในแต่ละฝ่าย เป็นดั่งทหารเงาแทนที่ตัวข้า… วิธีนี้นอกจากข้าจะปลอดภัย โดยไม่ต้องเสี่ยงออกไปพบเจอกลุ่มมังกรทองแล้ว ยังทำให้ตัวข้าเองมีช่วงเวลาให้เคลื่อนไหวได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย…”
เฒ่าชีเปลือย ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลที่ ซุน เรียกตนมา… “อ่อ... เจ้าอยากให้ข้าใช้อาคมเปลี่ยนแปลงรูปโฉมศพหลอมพร้อมนี้ ให้มีใบหน้าที่ดูคล้ายกับเจ้างั้นสินะ”
ซุน พยักหน้าเบา ๆ “ทำได้หรือไม่เล่า?!”
“หึหึ…อย่าดูถูกกันนักสิ ไม่มีอะไรที่ข้าทำไม่ได้อยู่แล้ว… จริงอยู่ว่าการจะเปลี่ยนแปลงรูปโฉมไปอย่างถาวรด้วยเวทย์อาคมนั้น หากเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตจะสร้างความเจ็บปวดอย่างมหาศาล และจะไม่มีทางกลับคืนสู่รูปโฉมดั้งเดิมได้อีกเลย
ทว่าหากใช้กับการปลอมแปลงศพที่ไม่มีความรู้สึกรู้สาอันใด และไม่มีความจำเป็นต้องคืนรูปโฉมเดิม ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเหนือบ่ากว่าแรง นับจากนี้เจ้าก็แค่เคี่ยวกรำดวงวิญญาณที่จะเข้ามาสิงสู่ ให้ลอกเลียนแบบพฤติกรรมเจ้าให้แนบเนียน เท่านี้ก็เกือบจะสมบูรณ์พร้อม… แต่ติดก็ตรงที่ว่า รูปโฉมและกลิ่นอายนั้นปลอมแปลงได้ง่าย แต่พื้นฐานลมปราณต่างหากที่ปลอมแปลงไม่ได้ ศพหลอมเหล่านี้ไม่อาจแสดงพื้นฐานลมปราณสีเขียวออกมา เว้นเสียแต่ว่า….”
ซุน และ เฒ่าชีเปลือย หันมองสบตาและกล่าวพร้อมกัน…
“ศพหลอมระดับ 4”
จากนั้น ชายหนุ่ม ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง…
“ศพหลอมระดับ 4 คือสิ่งเดียวที่ทำให้ศพหลอม ที่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเขียวปรากฏขึ้นมา… และนั่นยังเหตุผลหลักที่ข้าฉุดยื้อเวลาไปอีกหนึ่งเดือน และได้ไหว้วานให้ ฉีลู่ชิง เสาะหาทรัพยากรสำหรับหลอมศพมาแล้ว อีกไม่เกิน 10 วัน นางก็น่าจะนำมาให้ข้า… ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ตัวข้าไม่สามารถเข้าใจวิธีการหลอมศพระดับ 4 จากตำราโบราณได้นี่สิ…
ดวงวิญญาณของเจ้า สู่เหยียนกุ่ย(ตอนที่ 119) มันล่วงรู้ขั้นตอนเพียงแต่การหลอมศพระดับ 2 เท่านั้น… ในตอนที่ข้าพยายามแกะเนื้อความในการหลอมศพระดับ 3 ที่ยังพอมีเค้าโครงอ้างอิงจากการหลอมศพระดับ 2 ได้บางส่วนนั้น มันคือความหายนะอย่างแท้จริง ทำเอาข้าลองผิดลองถูกจนสูญเสียศพหลอมระดับ 2 ไปหลายสิบร่างอย่างน่าเสียดาย
การจะไปให้ถึงยังศพหลอมระดับ 4 ได้ในเวลานี้นั้น จึงแทบจะมืดแปดด้าน ไม่อาจนำเค้าโครงของการหลอมระดับ 3 ที่ไม่สมบูรณ์ไปใช้อ้างอิงได้เลย นี่จึงเป็นปัญหาที่ข้ายังคงคิดไม่ตก… ต่อให้ข้าเริ่มศึกษาภาษาโบราณอย่างจริงจัง ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่เดือนกี่ปีกว่านี้จะแปลเนื้อความในตำราโบราณเหล่านั้นได้…”
ซุน รู้สึกจนตรอกในเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย กำลังครุ่นคิดว่าจะเสี่ยงลองผิดลองถูกต่อไปดีหรือไม่ แต่การทำเช่นนั้นย่อมแลกมาด้วยศพหลอมอีกจำนวนมากที่อาจต้องสูญเสียไป และทรัพยากรในแต่ละขั้นตอนก็คงต้องมีมากมายเกินจะคาดเดา…
ทว่าในเวลานั้นเอง ทั้งที่ ซุน กำลังวิตกครุ่นคิดอย่างหนัก… จู่ ๆ กลับได้ยินเสียงหัวเราะของ เฒ่าชีเปลือย ที่ดังกังวานไปทั่วถ้ำอย่างไร้เหตุผล สร้างความประหลาดใจให้กับชายหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง… “มีเรื่องอะไรน่าขำงั้นหรือ?!”
เฒ่าชีเปลือย เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าเพียงคิดว่าช่างเป็นเรื่องน่าบังเอิญเสียจริง… ในตอนที่ข้ากำลังสำรวจพื้นที่รอบ ๆ เขตดารา เพื่อหาวิธีเปิดม่านพลังเข้าไปใน เขตจันทรา อยู่นั้น… ข้าได้ไปบังเอิญพบเจอคนรู้จักอยู่คนหนึ่ง ซึ่งข้าเองก็ไม่คิดว่าจะเจอมันที่นี่หลังจากที่ไม่ได้พบเจอมาเสียหลายเดือน…”
ซุน เอียงคอฉงนโดยพลัน…
“คนรู้จัก?! มีผู้ที่เจ้ารู้จักแต่ข้าไม่รู้ด้วยงั้นหรือ?! แล้วมันจะเกี่ยวข้องอะไรกับแผนการของข้า”
เฒ่าชีเปลือย แสยะยิ้มชั่วร้ายอีกครั้ง…
“เกี่ยวสิ… เกี่ยวมากด้วย เพราะเจ้าคนที่ข้ารู้จักนั่น มันก็คือคนเดียวกับที่ข้าไปชิง ตำราโบราณหลอมศพเล่มนี้จากมันมานั่นแหละ… ข้าไม่รู้หรอกว่าแกนในกลุ่มมังกรที่แฝงตัวอยู่ในพรรคมังกรฟ้าจะมีใครบ้างและมีกี่คน แต่ที่แน่ ๆ ข้าคิดว่าข้าได้เจอพวกมันคนหนึ่งแล้ว…”
“!!!!!!!!!!” ซุน ดวงตาเบิกโพลงขึ้นทันที
“จะ…เจ้าว่าอะไรนะ!! มันเป็นใครกัน!!”
เฒ่าชีเปลือย ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ… “ไว้ข้าจะกลับมาเล่าให้ฟัง ตอนนี้เจ้านั่งรอข้าที่นี่แหละ ข้าขอแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนเจ้านั่นสักครู่…”
กล่าวจบร่างของ เฒ่าชีเปลือย ก็พลันสลายหายวับไป
สร้างความฉงนสนเท่ให้กับ ซุน เป็นอย่างยิ่ง…
……………………………………..
ณ ตำหนักลับ…
หลังจากที่ จูห้าวชง ได้ออกคำสั่งกับลูกศิษย์ของตนเองไปแล้ว ชายชราก็สบายใจขึ้นไปอีกเปราะใหญ่ อันที่จริงด้วยสถานะเจ้าตำหนักลับของ จูห้าวชง ย่อมมีวิธีมากมายนับไม่ถ้วนในการจะกดดันศิษย์ตามธรรมเนียมผู้หนึ่งอย่าง ซุน โดยไม่ต้องสนใจในผลกระทบที่จะตามมาถึงตัว… ต่อให้ผู้คุ้มกันของอีกฝ่ายเป็น เตียมู่หยง ที่พื้นฐานแข็งแกร่งกว่าตน แต่ไหนเลยที่ เตียมู่หยง จะสามารถแตะต้อง เจ้าตำหนักลับ ภายในเขตพื้นที่พรรคมังกรฟ้าแห่งนี้ได้?!
ดังนั้นที่ จูห้าวชง พยายามกล่าวอ้างเหตุผลมากมายกับศิษย์ของตน เพื่อใช้ให้ไปเล่นงาน ซุน นั้น เหตุผลแท้จริงของทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเพียงเพราะ จูห้าวชง นั้นขลาดเขลาหวาดกลัว!! ไม่อยากนำพาชีวิตตนเอง ให้เข้าไปเสี่ยงกับดวงชะตาของดาวพิฆาตของเด็กหนุ่มผู้นั้น…
ตามความคิดของ จูห้าวชง อย่างไรเสียศิษย์ของตน จูเซี่ยวฉุน ก็เป็นถึงระดับผู้ฝึกสอน มีพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้น การจะลงมือจัดการ ซุน ถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ หรือต่อให้แผนการครั้งนี้พลาดไปท่าไปจนถูกจับได้ ตนเองก็แค่ปฏิเสธการมีส่วนรู้เห็นทั้งหมด โยนความผิดให้กับ จูเซี่ยวฉุน เพียงผู้เดียว… คอยรอฟังข่าวดีอยู่ที่ปลอดภัย ก็นับว่าเพียงพอ…
“เป็นถึงเจ้าคนนายคน งานเสี่ยง ๆ ไยต้องเปื้อนมือตนเอง?! หึหึ…รอรับความดีความชอบจากท่านผู้นำเทวะ ก็เกินพอแล้ว…” รอยยิ้มของชายชราประดับใบหน้า ยกถ้วยชาชั้นเลิศขึ้นมาดื่ม รื่นอารมณ์ใจ… โดยหารู้ไม่ว่าที่ด้านหลังของมันในเวลานี้ กำลังปรากฏเงามืดดำที่น่าครั่นคราม…
………………………………………