อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 275 เจ้าตำหนักลับ
ตอนที่ 275
ลั่วชิงเหอ ตรงมาที่นี่ด้วยความลนลาน หลังจากได้ยินเสียงการปะทะจากอีกฝั่งของทะเลสาบ แต่เพราะยังอยู่ในช่วงสำคัญในการรักษา จึงไม่อาจผละตัวมาได้ตั้งแต่แรก... ท่าทีของ ลั่วชิงเหอ ฮึดฮัดแค้นเสียงมาตลอดทาง ห้อทะยานเรือนกายเดือดดาล ปักใจว่าฝ่ายตรวจการจะต้องตามมาราวีเป็นแน่…
“ในเมื่อสาเหตุนั้นเริ่มจากข้า ต่อให้สู้จนตัวตายข้าก็จะ….”
ยังไม่ทันจะสบถได้ขาดคำ ดวงตาของ ลั่วชิงเหอ ก็เบิกโพลง… เพราะภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับมิใช่การต่อสู้รุนแรงอย่างที่คาดคิด แต่เป็น ซุน ที่กำลังจับมือของ ฉีลู่ชิง ยืนอยู่ด้วยกันสองคนในละแวกเท่านั้น หญิงสาวยังมีใบหน้าแดงปลั่งด้วยความทรงเสน่ห์ของสตรีแรกแย้ม มองดูอย่างไรก็มิต่างกับฉากบอกรักของคู่ชายหนุ่มหญิงสาว…
อันที่จริง ซุน และ ฉีลู่ชิง เพียงแค่กำลังส่งมอบลูกแก้วดวงจิต แต่เพราะมองจากระยะไกล ๆ และในทิศทางที่ไม่มีมุมชัดเจน ลั่วชิงเหอ จึงเข้าใจผิดเห็นเหมือนว่า ซุน กำลังดึงมือของนางมากุมเท่านั้นเอง…
ลั่วชิงเหอ จากเดิมที่โทสะท่วมท้นอยู่ก่อนแล้ว กลับยิ่งเดือดดาลขึ้นอีกระดับอย่างไร้เหตุผล!! แผดคำรามเสียงออกมาพร้อมกับระเบิดพลังเปลวเพลิงลูกใหญ่ใส่ทะเลสาบ เสียงดัง ตูม! ครั้งหนึ่ง มวลน้ำสาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทาง…
ซุน และ ฉีลู่ชิง หันมองการกระทำเช่นนั้นด้วยสีหน้าโง่งม… แม้แต่ เตียซวงซวง และ ซวงฉวี่ ที่ตามหลัง ลั่วชิงเหอ มาติด ๆ ก็เผยแววตาประหลาดใจด้วยเช่นกัน…
“สะ…ศิษย์พี่ลั่ว ท่านเป็นอะไรงั้นหรือ?!”
“หุบปาก!! เสียแรงยิ่งนักที่ข้านึกเป็นห่วงเจ้า รีบห้อตะบึงมาถึงนี่ แต่ที่ไหนได้เจ้ากลับ… เจ้ากลับ!!” ลั่วชิงเหอ เอ่ยทีละคำอย่างทิ้งระยะ จวบจนฮึดฮัดออกมาในตอนท้าย และยังไม่ทันพูดให้จบก็สะบัดร่างเดินย่ำเท้าหนัก ๆ กลับไป สร้างความงงงวยให้กับทุกคนเป็นอย่างยิ่ง…
ซุน หลังพินิจพิเคราะห์และมอง ฉีลู่ชิง ข้างกายตน ผนวกกับภาพเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายน่าจะเห็นก่อนหน้านี้ ก็ค่อย ๆ เข้าใจความรู้สึกของ ลั่วชิงเหอ มากยิ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้ง ๆ ออกมา พลางเกาศีรษะ… “ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ลั่วจะเป็นเอามาก เห็นทีข้าคงต้องสอนวิชาเกี้ยวพาราสีให้อย่างจริง ๆ จัง ๆ เสียแล้วกระมัง? จะได้ทำให้เปิดหูเปิดตาในเรื่องการเข้าหาอิสตรีเสียที…”
…………………………………………..
การกลับไปของเหล่าผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำทั้ง 5 กลุ่ม เพื่อรายงานผลของเรื่องราวที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเหล่าผู้นำในรุ่นนี้ ย่อมเชื่อมั่นในสายตาของบรรดาผู้สืบทอด ปฏิกิริยาของผู้นำสูงสุดในแต่ละกลุ่มล้วนแตกต่างกันออกไป… หากแต่สิ่งหนึ่งที่ทุกกลุ่มล้วนมีเหมือนกัน นั่นคือระลอกคลื่นข่าวลือที่แพร่สะพัดดุจดั่งลมพายุคลั่ง!!
ในวันเดียวกันนั้น เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในสำนักสายลมประจิม ได้มาบังเกิดขึ้นในพรรคมังกรฟ้าอย่างไม่ผิดเพี้ยน อีกทั้งด้วยจำนวนศิษย์ที่มีมากยิ่งกว่าหลายเท่า วงการสนทนาจึงยิ่งแผ่ขยายครอบคลุมประหนึ่งสายฟ้าที่กระจายผ่านผิวน้ำ ต่อให้มองไม่เห็นชัดเจนแต่มันมีอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย…
กระทั่งชนชั้นผู้ฝึกสอน และชนชั้นผู้อาวุโสใน เขตโลกา และ เขตดารา ก็เริ่มที่จะรับรู้กันทั่วในทุก ๆ คนแล้ว บางคนคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือ บางคนคิดว่าเกินกว่าจะเป็นเรื่องจริง หากแต่บางครั้งกลับมีสีหน้าที่แตกต่างออกไป เคร่งขรึมมืดดำอย่างเห็นได้ชัด…
‘หน่วยรบ’ ที่มีผู้นำเป็นทายาทตระกูลจูนั้น แม้จะอ้างตัวว่ามีความเป็นอิสระไม่ขึ้นตรง หรือทำตามคำสั่งของชนชั้นผู้ฝึกสอน และชนชั้นผู้อาวุโส ทว่านั่นก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่ทางตระกูลจู จงใจปล่อยให้ในระดับหมู่ศิษย์ในตระกูล มีอิสระโดยไม่สร้างระเบียบมาครอบงำเสียมากกว่า คอยเฝ้ามองดูอยู่ห่าง ๆ หากเกิดปัญญาก็พร้อมจะยื่นมือเข้าไปสะสาง…
และ ‘หน่วยรบ’ นั้น เบื้องหลังจริง ๆ ยังขึ้นตรงต่อ ‘ตำหนักลับ’ เป็นหนึ่งในฝ่ายที่มิได้เปิดเผยตำแหน่งหน้าที่ชัดเจน รู้แต่เพียงว่าคอยเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ ตามคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น แตกต่างไป หอตุลาการ หอเทพโอสถ ค่ายรักษาเขตแดน และ โรงปศุสัตว์อสูร ที่มีหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน สถานที่ทั้ง 5 แห่งนี้จะคอยดูแลเรื่องราวต่าง ๆ คอยอยู่เบื้องหลังขุมกำลังในหมู่ศิษย์ทั้งหมด…
ณ ตำหนักลับ…
ผู้ฝึกสอนคนหนึ่งที่เป็นถึงระดับยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้ม ก้าวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เปิดประตูเข้าสู่ตำหนักลับ ผ่านเบื้องหน้าคนหลายคนที่เหลียวมองด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่มีผู้ใดขัดขวาง… ก่อนจะตรงดิ่งเข้าหาห้องโถงด้านในสุดห้องหนึ่ง…
หลังผ่านประตูที่ถูกผนึกด้วยอาคม ผู้ที่อยู่ในห้องโถงนี้มีตำแหน่งเป็นถึง เจ้าตำหนักลับ ถูกมอบหมายจากเบื้องบนให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดภายในตำหนักแห่งนี้… เจ้าตำหนัก สวมอาภรณ์สีขาวขุ่น ยืนหันหลังพลางเปิดอ่านตำราในมืออย่างสงบเยือกเย็น… แต่เมื่อผู้ฝึกสอนคนดังกล่าวผ่านประตูเข้ามา ตำราในมือก็ปิดลงในทันที แค้นเสียงไม่สบอารมณ์นัก…
“จูเซี่ยวฉุน ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าต่อให้เจ้าเป็นศิษย์ของข้า แต่เจ้าก็ไม่อาจถือวิสาสะเปิดผนึกอาคม เพื่อเข้ามาหาข้าอย่างเสียมารยาทได้เช่นนี้!! อย่างไรข้าก็เป็นถึง เจ้าตำหนักลับ หนึ่งในห้าผู้อาวุโสที่มีสถานะสูงสุดใน เขตดารา หากจะพบข้าจำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า หรือขออนุญาตเสียก่อน!!”
เจ้าตำหนักลับ เอ่ยตำหนิขึ้นกับศิษย์ของตน… ชายชราผู้นี้มีเส้นผมที่ขาวโพลน ทว่ายังมองเห็นได้ว่าบนหนังศีรษะกลับมีพื้นเป็นกระจุกหย่อม ๆ ที่เส้นผมหลุดร่วงไปจนเบาบาง เชื่อว่าคงเกิดจากการพบเจอเรื่องน่ากลัวบางอย่าง เหนือหว่างคิ้วยังมองเห็นจุดสีแดงกลางหน้าผาก... ชายชราผู้นี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวิญญาณและความตายที่รุนแรง เงยหน้าสูงขึ้นจดจ้องไปยังศิษย์ของตน…
ผู้ฝึกสอน จูเซี่ยวฉุน หันมองตรวจสอบประตูอีกครั้งยังด้านหลัง รวมถึงพิจารณาค่ายกลว่าปิดกั้นว่าสมบูรณ์แล้วหรือยัง… เพราะเรื่องนี้ใช่ว่าสมาชิกตระกูลจู หรือคนอื่น ๆ ทั้ง ตำหนักลับ จะมีส่วนรู้เห็น มีเพียง เจ้าตำหนักลับ และ จูเซี่ยวฉุน ที่เป็นศิษย์เท่านั้นที่เก็บงำ…
เจ้าตำหนักลับ เห็นท่าทีเช่นนั้นของศิษย์ ก็ตระหนักทันทีว่ามิใช่เรื่องสามัญ…
“มีอะไรงั้นหรือ?!”
“ท่านอาจารย์… เจ้าเด็กที่ชื่อ ซุน ได้เข้ามาในเขตดาราแห่งนี้แล้ว…” จูเซี่ยวฉุน ประสานมือกล่าวขึ้น
“!!!!!!!!!” ดวงตาของ เจ้าตำหนักลับ เบิกกว้างขึ้นทันที
“อะไรนะ!! เจ้านั้นเข้ามาในพรรคมังกรฟ้าแล้วงั้นหรือ!!”
จูเซี่ยวฉุน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“จากที่ศิษย์ได้ข่าวมา… เจ้าเด็กนั่นเพิ่งจะเข้ามาเมื่อวันก่อนนี้เอง ต้องโทษที่ศิษย์ติดธุระวุ่นวายจึงทำให้กว่าที่จะรับรู้เรื่องราวการมาถึงของเจ้าเด็กนั่น ก็เสียเวลาล่าช้าไปหนึ่งวัน… คาดไม่ถึงว่าพอเข้ามาในพรรคได้เพียงแค่วันที่สอง เจ้านั่นก็ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมา ทำให้ผู้นำหมู่ศิษย์ทั้ง 5 กลุ่มต้องเคลื่อนไหว จนเวลานี้เจ้าเด็กนั่นได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งพรรคมังกรฟ้าแล้ว ถูกจับตามองจากทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ เจ้าตำหนักและเจ้าหอสูงคนอื่น ๆ”
เจ้าตำหนักลับ ได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดแนบแน่น...
“บัดซบ!! พวกแกนนำคนอื่น ๆ ที่เหลือ ก็แทรกซึมเข้าไปในเขตจันทรากันหมดแล้ว เหลือแต่เพียงข้าที่ประจำการในเขตดาราแห่งนี้… บอกตามตรงว่าหากว่านี่ไม่ใช่คำสั่งที่ท่านผู้นำเทวะ ขอให้ข้าคอยจับตามองเจ้าเด็กคนนั้น… ข้าจะไม่เฉียดเข้าไปยุ่งกับมันเลยสักนิดเดียว!!
ครั้งแรกที่เจอเจ้าเด็กนั่น ข้าสูญเสียทั้งทรัพยากรศพหลอมนับพัน สูญเสียทั้งศิษย์มีพรสวรรค์คนหนึ่ง และยังต้องมาดวงซวยไปพบเจอปีศาจน่าสะพรึงตนหนึ่ง ที่ช่วงชิงเอาตำราโบราณศพหุ่นเชิดที่ล้ำค่าไป โชคยังดีที่ข้ามีฉบับที่ตัดลอกเก็บเอาไว้…
ยังมีอีกครั้งที่เจ้า ลู่เหรินฮ่าว ไหว้วานให้ข้าช่วยเหลือในการบุกสำนักสายลมประจิม เพื่อจับตัวเจ้าเด็กคนนี้ แต่สุดท้ายกลับได้ไปพบเจอ จิตวิญญาณแห่งผู้พิทักษ์สำนักในตำนานนั่นอีก!! ทำเอาข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดกลับมา…
เมื่อเดือนก่อน ตอนที่เจ้าเด็กนี่นำพาพรรคเซียนประทาน ยังบุกฐานลับหุบเขาสายลมสวรรค์ มันยังลงมือสังหารศิษย์เอกท่านผู้นำเทวะ สามารถช่วยเหลือ เหยาหมิง… แม้แต่สองแกนนำกลุ่มอย่าง เทียนหนานจง และ ซือปาหลง ยังถูกฆ่าตายไปด้วย…
เทพปรมาจารย์อย่าง ลู่เหรินฮ่าว และ ผู้นำลัทธิฟ้าดินอย่าง อู๋เมิ่นเตีย ที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจอิทธิพล ยังถูกปลดจากตำแหน่งกลายเป็นกบฏของแผ่นดิน จนทำให้ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนถึงตอนนี้… เหตุการณ์ทั้งหมดมันบ่งชี้ชัดเจน ว่าเจ้าเด็กนามว่า ซุน ผู้นี้ มันมีดวงชะตาเป็นดาวพิฆาตกลุ่มมังกรทองชัด ๆ ไม่รู้ว่าทำไม ยังต้องให้มาใช้ให้ข้าไปจัดการมันกันนะ!!”
เจ้าตำหนักลับ เผยท่าทีลนลาน... แท้จริงแล้วชายชราผู้นี้ก็คือ เฒ่าวิญญาณ เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มมังกรทองเช่นเดียวกัน นามแท้จริงว่า จูห้าวชง แม้มีสายเลือดตระกูลจู แต่ก็เป็นเพียงสายเลือดตระกูลรองเท่านั้น โอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นใหญ่ในตระกูลจูล้ำหน้าสายเลือดตระกูลหลัก จึงแทบเป็นไปไม่ได้
สุดท้าย จูห้าวชง ผู้นี้ ก็ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มมังกรทอง รับใช้ผู้นำเทวะเมื่อหลายสิบปีก่อน อาศัยอำนาจอย่างลับ ๆ ของกลุ่มมังกรทอง ผลักดันตนเองจนขึ้นมาเป็นเจ้าตำหนักลับแห่งนี้ได้สำเร็จ ทั้งที่มันควรจะเป็นตำแหน่งของสายเลือดตระกูลหลักมากกว่า…
สำหรับพรรคมังกรฟ้าแล้ว ตำแหน่งเจ้าตำหนักหรือเจ้าหอสูงในเขตดาราแห่งนี้ ไม่ถือว่าสูงส่งอะไรมาก เนื่องด้วยมีหน้าที่มิต่างผู้อำนวยการที่คอยดูแลหมู่ศิษย์ มิให้ออกนอกลู่นอกทางเกินขอบเขต ตำแหน่งที่สูงล้ำจริง ๆ ในพรรคมังกรฟ้านั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ใน ‘เขตจันทรา’ ทั้งสิ้น…
แต่ก็เรียกว่าได้ เจ้าตำหนักหรือเจ้าหอสูงนั้นมีอิทธิพลอย่างมากในหมู่ศิษย์ มากพอจะชี้เป็นชี้ตายได้เลย…
จูห้าวชง แต่เดิมนั้นมิได้เป็นคนที่ขลาดเขลาเท่าใดนัก มีความเหี้ยมหาญกล้าได้กล้าเสียเป็นที่ตั้ง มิเช่นนั้นคงไม่ก่อเหตุอุกอาจถึงขั้นสังหารชาวบ้านนับพัน และนำมาเป็นศพหลอมหุ่นเชิดที่เทือกเขาหมิงซาน(ตอนที่ 112) ทว่าหลังจากที่ถูกพลังอำนาจสยบฟ้าดินของ เฒ่าชีเปลือย ข่มขู่ในวันนั้น ทำให้ขวัญของชายผู้นี้กระเจิดกระเจิง ความกลัวหยั่งรากลึก จนกลายเป็นคนเขลาขลาดหวาดกลัวไปในทันที…
ยิ่งพอเป็นเรื่องที่มี ซุน เข้ามาเกี่ยวข้อง… จูห้าวชง เคยศึกษาวิชาโหราศาสตร์มาในระดับหนึ่ง ได้ลองตรวจสอบดวงชะตาของตนเอง ว่าเพราะอะไรถึงโชคร้ายเพียงนี้… ซึ่งนับจากตอนนั้น จูห้าวชง ปักใจเชื่อสนิทใจว่าเด็กคนนี้ ได้ถือครองโชคชะตาเป็นดาวพิฆาตกลุ่มมังกรทอง ที่ไม่อาจเข้าไปใกล้ได้… แต่ในยุทธภพ โหราศาสตร์ ไม่ได้การยอมรับถึงเพียงนั้น แม้ จูห้าวชง จะพยายามบอกเรื่องนี้กับแกนนำคนอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่ไม่มีใครเชื่อ จนต้องมาพบเจอจุดจบมากมาย…
“อาจารย์… ท่านจะเอายังไง?!” จูเซี่ยวฉุน ผู้นี้เป็นสายเลือดรองของตระกูลจูเช่นกัน มีฐานะเป็นเหมือนหลานชายจึงเข้ามาเป็นศิษย์ของ จูห้าวชง และยังเป็นศิษย์เอกคนแรก จึงได้เข้าร่วมกับกลุ่มมังกรทองเช่นเดียวกัน…
จูห้าวชง เผยสีหน้าครุ่นคิดหนัก…
“เวลานี้เจ้าเด็กนั่นเป็นที่รู้จักโดยทั่วกันแล้ว การจะลงมือกับผู้ที่กำลังถูกจับตามอง นับว่าอันตรายเกินไป… อีกทั้งเจ้านั่นยังมี เทพกระบี่เตียมู่หยง คอยปกป้องอยู่ห่าง ๆ ฝีมือของ เตียมู่หยง มันเหนือกว่าข้าเสียอีก ดังนั้นข้าจึงไม่อาจเคลื่อนไหวด้วยตนเองได้ตรง ๆ
จูเซี่ยวฉุน เจ้าเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอน สามารถเข้าถึงตัวระดับศิษย์ได้ง่าย และแนบเนียนกว่าข้า… ดังนั้นเจ้าค่อย ๆ หาทางเข้าไปใกล้เจ้าเด็กคนนั้น หากมีโอกาสก็ลับหูลับตาก็จับตัวมันมาให้ได้ ท่านผู้นำเทวะ อยากได้ชีวิตเจ้านั่นทั้งเป็น…”
จูเซี่ยวฉุน ประสานมือรับคำสั่งทันที…
……………………………………………….