อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 280 ข้าไม่ได้ถ่อมาเพื่อเจรจา!!
ตอนที่ 280
‘หน่วยรบ’ แม้เบื้องหลังจะอยู่ใต้สังกัดของ ตำหนักลับ ที่ถูกดูแลโดยตระกูลจู แต่เพราะหน่วยรบได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนพร้อมประกาศกล้า ว่าจะมีรูปแบบการปกครองเป็นของตนเอง จึงได้ทำการปักหลักสร้างเป็นค่ายกระโจมขึ้นมา ครอบคลุมพื้นที่ปักกระโจมในลานกว้าง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวร…
ที่ผ่านมา หน่วยรบ เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดในทุก ๆ รุ่น โดยที่ทาง ตำหนักลับ จะส่งชนชั้นผู้ฝึกสอน และชนชั้นผู้อาวุโส มาทำการชี้แนะศิษย์หลักเหล่านี้อยู่เป็นประจำ นั่นจึงทำให้ หน่วยรบ ไม่ได้ด้อยหรือเป็นรองไปกว่าฝ่ายอื่น ๆ อีกทั้งยังกล่าวได้ว่า แข็งแกร่งและน่ากลัวว่าในบางแง่มุมเสียด้วยซ้ำ…
สถานที่ลงหลักปักฐานของค่ายหน่วยรบนั้น เป็นทิศเหนือสุดของม่านพลังเขตจันทรา แทบจะเรียกได้ว่าด้านหลังค่ายกระโจม ก็คือม่านพลังเขตจันทราเลยก็ว่าได้… ห่างจากเขตฝึกฝนอื่น ๆ มากพอสมควร รวมไปถึงไม่ค่อยจะมีฝ่ายอื่น ๆ เข้ามาในบริเวณนี้ เพราะเกรงว่าจะมีเรื่องกับกลุ่มหน่วยรบ เนื่องด้วยหน่วยรบนั้นไม่ต่างอะไรจากกลุ่มอันธพาลในหมู่ศิษย์พรรคมังกรฟ้า…
เฒ่าชีเปลือย ในร่างทหารเงาซึ่งใบหน้าของ ซุน ได้ก้าวเดินมุ่งหน้ามาที่นี่อย่างไรเร่งร้อน หันมองสำรวจไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดรวมสายตาแน่ชัดนัก… บางครั้งในขณะที่เดินมาตามทางยังถึงกับเดินเอามือลูบไปบนม่านพลัง เขตจันทรา ซึ่งปกติแล้วจะไม่มีใครทำกัน เพราะมันมีพลังงานบางอย่างที่คอยดีดกระแทกผู้ที่แตะสัมผัสม่านพลัง ราวกับเป็นม่านพลังที่มีกระแสอัสนีที่อันตราย ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา…
เสียงที่ดัง เปี๊ยะ! เปี๊ยะ! ตลอดเวลาเมื่อมือนั้นลากไปบนม่านพลัง ได้ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมายให้ต้องจับจ้อง รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าของบุรุษผมสีขาวที่ปลิวสยายออก แผ่ล้นไปด้วยความมืดดำบางอย่าง ทำให้สมาชิก หน่วยรบ ที่กล่าวได้ว่าบ้าคลั่งที่สุดในหมู่ศิษย์ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกชูชันโดยไม่ทราบสาเหตุ…
แม้กระทั่ง ซุน ที่จับจ้องเหตุการณ์นี้ผ่านห้วงนิมิต ก็ยังมีสีหน้าตื่นตะลึง…
“จะ…เจ้าบ้านั่น มันคิดจะทำอะไรกันแน่นะ!!”
แน่นอนว่าทางสมาชิกระดับสูงของ ‘หน่วยรบ’ ย่อมทราบดีแล้ว ว่าแมวสวรรค์ได้เข้าไปเยี่ยมเยือนในขุมกำลังทุกฝ่าย แต่ก็ไม่ทราบแน่ชัดนักว่าชายหนุ่มผู้นี้ได้ทำข้อตกลงเข้าร่วมสังกัดฝ่ายใดไปแล้วหรือยัง เนื่องด้วยการเจรจานั้นผู้ที่รู้มีเพียงแต่ระดับผู้นำและผู้สืบทอดเท่านั้น… ต่อให้จะมีสายลับเป็นถึงชนชั้นผู้ฝึกสอนหรือจะเป็นชนชั้นผู้อาวุโสก็ตามที ย่อมไม่มีใครทราบเนื้อความของการเจรจาทั้งหมด…
จูฟงเฟย หนึ่งในคนที่เคยประมือกับ ซุน มาแล้ว ได้ออกมาจากกระโจมใหญ่ จับจ้องไปยังทิศทางที่บุรุษผมขาวก้าวเดินตรงเข้ามา ดวงตาของ จูฟงเฟย เผยถึงความไม่อยากจะเชื่อ บุรุษตรงหน้าผู้นี้ แผ่รัศมีอันน่าครั่นครามมากกว่าที่ตนได้เจอเมื่อหนึ่งเดือนก่อนนับสิบเท่า…
“นะ…นั่นมันอะไรกัน?! การแตะต้องม่านพลังเช่นนั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ยังหลีกเลี่ยงเลยมิใช่หรือ เพราะมันจะสร้างความเจ็บปวดให้แทรกซึมเข้ามาร่างมิต่างถูกอัสนีฟาดผ่า แล้วทำไมเจ้านั่นถึงเดินด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นเช่นนั้นได้?!” จูฟงเฟย สูดลมหายใจลึกด้วยความตกตะลึง
ทันใดนั้นเองก็ได้มีเงาร่างของคนอีกคนก้าวตามออกมาจากในกระโจมใหญ่ แผ่ล้นกลิ่นอายแห่งความตายอันน่ากลัว รอบ ๆ เรือนกายยังมีดวงวิญญาณอาฆาตที่หมุนไปมา… ในหมู่ศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้ารุ่นปัจจุบันนั้น มีศิษย์หลักที่บรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มขึ้นไปเพียงแค่ 6 คน!! นอกจากระดับผู้นำทั้ง 5 กลุ่มแล้ว ก็เป็น จูฟงเฟย ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำของ หน่วยรบ...
และในจำนวนของคนทั้ง 6 นี้เอง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือผู้นำหน่วยรบ ซึ่งบรรลุไปถึงชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 3 เหนือไปกว่า โจวต้ากวาน ไปอีก 1 ขั้น!! และคนผู้นี้ยังมีความสามารถพิเศษอีกมากมาย จนถูกทาบทามจากระดับสูงของพรรคมังกรฟ้า ว่าเมื่อหลุดจากสถานะของศิษย์หลัก ก็จะได้ก้าวขึ้นเป็นระดับผู้อาวุโสพรรคมังกรฟ้าได้ในทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านระดับของชนชั้นผู้ฝึกสอน...
ศิษย์หลักที่แข็งแกร่งที่สุดในพรรคมังกรฟ้า…
ผู้นำหน่วยรบอันเกรียงไกร... จูเหลียนเก๋อ
“นั่นน่ะหรือ… แมวสวรรค์ ที่กำลังถูกพูดถึง?!” จูเหลียนเก๋อ กล่าวขึ้นพร้อมนัยน์ตาที่หดแคบลง ขณะที่เพ่งมองยังสัมผัสได้ถึงความอันตรายจากอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน...
จูฟงเฟย ข้างกายจึงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“เจ้านี่แหละ ซุน แมวสวรรค์… แต่มันดูแตกต่างไปจากเดิมอยู่ไม่น้อยเลย…”
จูเหลียนเก๋อ หันมองสมาชิกหน่วยรบที่อยู่รอบ ๆ แน่นอนว่าค่ายแห่งนี้มิใช่สถานที่ปลูกสร้างมิดชิดเฉกเช่นหอสูงหรือตำหนักต่าง ๆ ดังนั้นในแง่ของการเจรจาเรื่องสำคัญ จึงยากที่จะปิดกั้นความเป็นส่วนตัว…
“พวกเจ้าไปนำเสาโลหะ สำหรับสร้างพื้นอักขระออกมา… การเจรจาครั้งนี้ จะมีเพียงแค่ตัวข้าและ จูฟงเฟย เท่านั้น…” เมื่อผู้นำสั่งการ สมาชิกหน่วยรบก็เร่งเคลื่อนไหวในทันที…
ไม่นานก็มีคนร่างใหญ่ แบกเสาโลหะ 4 ต้นออกมา… จากสีหน้าของผู้แบกเสาโลหะที่แดงก่ำ กล้ามเนื้อขึ้นเส้นปูดบวม ชัดเจนว่าน้ำหนักของเสาโลหะคงมิใช่สามัญ อาจจะหนักถึงหลายร้อยชั่งในแต่ละต้น… ทว่า จูเหลียนเก๋อ กลับสะบัดเท้าเพียงครั้ง เตะเสาโลหะทั้ง 4 ต้น ให้ลอยสูงขึ้นไป ก่อนจะขับขานลมปราณชักนำให้ภูติวิญญาณอสูรร่างแดงขนาดใหญ่ ปรากฏออกมาพร้อมกันถึง 4 ตน จากนั้นแต่ละตน ก็จับเสาโลหะ ปักลงยังมุมต่าง ๆ ทั้ง 4 ด้าน…
พริบตาเดียวอักขระจากเสาโลหะ ก็เปล่งแสงวาบขึ้นมา… เหลือเพียงแค่ จูเหลียนเก๋อ กระตุ้นพลังบางส่วนออกมา เสาโลหะทั้ง 4 ก็สามารถสร้างพื้นที่อักขระขนาดใหญ่ที่ปกคลุมผ่านเสาที่เชื่อมโยง มากพอจะปิดกั้นการมองเห็น การได้ยิน และสร้างม่านพลังป้องกันได้ในระดับหนึ่ง นี่ถือเป็นการแสดงศักยภาพความมั่งคั่งของ หน่วยรบ ออกมาได้อย่างน่าดูชม…
เฒ่าชีเปลือย ที่มองเห็นเช่นนั้น ยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียง หึหึ ในลำคอ… ก่อนจะละมือจากม่านพลัง ห้อทะยานดิ่งราวกับเป็นประกายแสง พวยพุ่งเข้ามาจากระยะห่างหลายร้อยก้าวในชั่วพริบตา มาหยุดยืนอีกครั้งเบื้องหน้า จูเหลียนเก๋อ และ จูฟงเฟย แผ่พลานุภาพสยบที่ทำให้ชั้นบรรยากาศรอบ ๆ กาย เกิดเป็นความพร่าเลือนที่เด่นชัด…
จูเหลียนเก๋อ ไม่เคยรู้สึกจิตใจสั่นไหวยามที่พบเจอผู้เยาว์เช่นนี้ก่อน รู้สึกถึงความไม่ปกติอย่างที่สุด จนต้องพยายามพิจารณาร่างกายของอีกฝ่ายว่าทำไมถึงมีกลิ่นอายและพลังเช่นนี้ได้… ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจมองผ่านเวทย์คาถา ที่เฒ่าชีเปลือยสร้างครอบคลุมขึ้นมา ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่านี้ มีความเชี่ยวชาญมากกว่านี้ ก็ไม่มีทางมองออกว่าร่างที่อยู่ตรงหน้า แท้จริงแล้วเป็นเพียงร่างศพหลอมระดับ 4 (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ขณะที่ จูเหลียนเก๋อ เผยแววตาสับสน และกำลังจะเปิดใช้พลังอักขระของเสาโลหะทั้ง 4 ต้น… ในตอนนั้นเอง ก็ได้มีเงาร่างที่ห้อตะบึงมาจากในอีกทิศทาง ความเร็วและเครื่องแบบอาภรณ์ที่ปรากฏให้เห็น บ่งบอกสถานะว่าเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอน...
คนผู้นี้ก็คือ จูเซี่ยวฉุน...
ศิษย์เอกของ เจ้าตำหนักลับ!!
จูเหลียนเก๋อ และ จูฟงเฟย ล้วนขมวดคิ้วฉับในทันที เมื่อจู่ ๆ จูเซี่ยวฉุน ก็เข้ามาในรัศมีโอบล้อมของเสาโลหะทั้ง 4 และจงใจที่จะไม่ออกไป… “ข้าขอเข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ด้วย นี่เป็นคำสั่งพิเศษจากท่านเจ้าตำหนักลับ” จูเซี่ยวฉุน กล่าวแสดงเจตนาโดยไม่ยืดเยื้อ พร้อมกับส่งสายตา เพ่งมองมายังร่างของ เฒ่าชีเปลือย ครั้งหนึ่ง…
“ก็เอาสิ… หากเจ้าอยากเข้ามาด้วย ข้าก็ไม่ว่าอะไร” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางสวมกอดอก เผยท่าทีว่าเป็นคนง่าย ๆ ไม่ได้ทุกข์ร้อน… จูเหลียนเก๋อ เมื่อเห็นว่าแมวสวรรค์ไม่ขัดข้อง ทั้งยังเป็นคำสั่งของ เจ้าตำหนักลับ จึงปล่อยให้ จูเซี่ยวฉุน เข้าร่วมการเจรจา… จากนั้นก็กระตุ้นพลังอักขระสร้างขอบเขตปิดกั้น ทำให้หลังจากนี้จะไม่มีคนภายนอกสัมผัสรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นของคนทั้ง 4 ภายในนั้นได้อีก...
ด้านในพื้นที่อักขระปิดกั้น เกิดเป็นบรรยากาศแสนอึมครึมปกคลุม… คนทั้ง 4 ล้วนจดจ้องกันสลับไปมา ในด้านความแข็งแกร่งของ จูเซี่ยวฉุน ผู้เป็นศิษย์เอกของเจ้าตำหนักลับนั้น แม้จะมีอายุมากกว่า จูเหลียนเก๋อ ร่วม 10 ปี แต่ก็เรียกได้ว่าพื้นฐานสูสีกันในชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 3
“ท่านผู้ฝึกสอน จูเซี่ยวฉุน... ทำไมจู่ ๆ ท่านเจ้าตำหนักลับ ถึงได้ให้ความสนใจในการเจรจาครั้งนี้ด้วยเล่า?!” จูฟงเฟย เอ่ยถามขึ้น เพื่อให้บรรยากาศภายในนี้ลดความอึมครึมลง…
“ก็ไม่มีอะไรมาก... ข้าแค่มีธุระกับ ซุน ศิษย์ตามธรรมเนียมผู้นี้ หลังการเจรจาครั้งนี้จบสิ้น ข้าจะพาเจ้านี่กลับไปพบกับท่านเจ้าตำหนักลับตามคำสั่ง…” จูเซี่ยวฉุน กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ ต่อให้อีก จูฟงเฟย และ จูเหลียนเก๋อ จะเป็นสายเลือดตระกูลหลักที่ฐานะไม่ธรรมดา ทว่าเจ้าตัวก็มิได้ให้ความเคารพยำเกรงอะไรนัก เนื่องด้วยมีสถานะเป็นผู้ฝึกสอน และเชื่อมั่นในกลุ่มมังกรทองที่หนุนหลัง…
“แต่การเจรจาครั้งนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องเป็นความลับ… หากเจ้ารับปากพวกเราไม่ได้ว่าจะเก็บเรื่องนี้ไม่แพร่งพรายออกไป เกรงว่าพวกเราจะไม่อาจปล่อยให้เจ้ารับฟังการเจรจาร่วมกัน…” จูเหลียนเก๋อ แค่นเสียงเย็น เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่ายไม่ให้เกียรติ ตนก็ไม่คิดจะให้เกียรติด้วยเช่นกัน…
กลายเป็นการประสานสายตาที่ดุร้ายของ จูเซี่ยวฉุน และ จูเหลียนเก๋อ... ส่งผลให้บรรยากาศยิ่งมืดดำลงไปอีกระดับ!! ความเงียบงันเข้าคืบคลานปกคลุม ทั้งสองแผ่รัศมีแรงกดดันพื้นฐานลมปราณ ออกมาปะทะซึ่งกันและกันด้วยความไม่ยินยอม…
จวบจนกระทั่ง…
“เฮ้ย! เฮ้ย! เฮ้ย! ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะเข้าใจบทบาท และเจตนาของข้าผิดกันไปใหญ่แล้ว…” เสียงของบุรุษผมขาว เย็นชาและไม่สบอารมณ์ที่บทบาทของตนกำลังถูกลืมเลือน…
ทำให้เวลานี้สายตาของ จูเหลียนเก๋อ จูเซี่ยวฉุน และ จูฟงเฟย เริ่มกลับมาจับจ้องอีกครั้งเมื่อแมวสวรรค์กล่าวขึ้น… “เจ้าหมายความว่ายังไง?!”
เฒ่าชีเปลือย แสยะรอยยิ้มอันมืดดำ ก่อนจะแผดคำรามเสียงหัวเราะดังกึกก้อง… “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าได้ถ่อมาถึงที่นี่แล้ว คิดหรือว่าข้าจะมาเพื่อเจรจาเป็นลูกสมุนของเจ้า?! เปล่าเลย…ข้ามาที่นี่ก็เพื่อยึดครองหน่วยรบแห่งนี้ และจะขอขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มเสียเอง!! พวกเจ้าต่างหากที่จะต้องมาเป็นลูกสมุนของข้า!!
และข้าก็ไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งของผู้ใดทั้งนั้น… เจ้าตำหนักลับเรียกตัวข้าไปพบงั้นหรือ… ถุย!! หากมันอยากพบข้า ก็ให้มันมาหาข้าเองสิฟะ!! เรื่องอะไรข้าต้องถ่อลำบากเพื่อไปหามันด้วย?! แล้วหากจะมาพบข้าก็อย่าลืมนัดหมายวันเวลามาให้ดี ๆ รวมถึงนำของกำนัลมามอบให้ข้าด้วย มิเช่นนั้นข้าอาจจะไม่อยากเสียเวลาไปพบเจอกับมัน…”
“!!!!!!!!!!!” สามคนจากตระกูลจู เบิกตาโพลงขึ้นมาโดยพลัน
“สะ…สามห้าวยิ่งนัก!! เจ้าถือดียังไงมาเอ่ยวาจา….”
ตูม!!
ยังไม่ทันที่ จูฟงเฟย จะกล่าวจบ ศีรษะของมันก็ถูกมือที่แข็งแกร่งดุจปีศาจคร่ากุม ก่อนจะจับกดกระแทกลงสู่พื้นดินอย่างรุนแรง จนเสียงนั้นดังกัมปนาท และเกิดเป็นรอยแยกแตกระแหงออกไปบนพื้น การเคลื่อนไหวของ เฒ่าชีเปลือย นั้นรวดเร็วและอยู่เหนือการคาดเดาของทุกคน จูฟงเฟย ยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1 จึงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะแสดงพลังออกมาเพื่อรับมือ…
ก่อนที่ เฒ่าชีเปลือย จะวางเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนศีรษะของ จูฟงเฟย ในสภาพเช่นนั้น เผยรอยยิ้มที่มืดมน พร้อมกับระเบิดกลิ่นอายแห่งความตายที่เหลือล้ำกว่าทุกคนภายในพื้นที่อักขระปิดกั้นแห่งนี้
จูเหลียนเก๋อ และ จูเซี่ยวฉุน รู้สึกราวกับจะสูดลมหายใจเข้าไปในร่างไม่ได้ แข็งค้างประหนึ่งถูกสะกดเรือนกาย จิตใจสะท้านสะเทือนจนปากนั้นเงียบงันพูดไม่ออก... สัญชาตญาณของทั้งคู่กำลังกรีดร้อง ว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเป็นตายที่แสนอันตราย…
“ยังคิดว่าข้าพูดเล่นอยู่อีกงั้นหรือ?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยด้วยเสียงที่เย็นเยือก...
……………………..……………………..