อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 279 ตราพันธะ (2)
ตอนที่ 279
“คุณหนูฉู่ลี่ถิง… หากหลังจากนี้ข้าต้องเข้าออกฐานที่มั่นของฝ่ายอื่น ๆ อยู่บ่อยครั้ง แล้วมีคนมาแจ้งบอกกับท่าน ข้าก็อยากอธิบายให้เข้าใจเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าข้าอาจจำต้องสร้างกลไกเพื่อปกป้องความปลอดภัยของตนเอง ให้ฝ่ายต่าง ๆ สับสนว่าข้านั้นเข้าร่วมกันฝ่ายได้กันแน่ แต่หากคุณหนูฉู่ลี่ถิง มีเรื่องที่ต้องการให้ข้ารับใช้ ก็สามารถติดต่อข้ามาได้ผ่านหยกสื่อสาร...” ทหารเงาแพทย์ กล่าวพร้อมยกมือประสานแต่มิได้โค้งตัวลง เผยความองอาจและแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ฉู่ลี่ถิง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่าย ยอมรับตราพันธะไปแล้ว ต่อให้ ซุน เข้าออกฐานที่มั่นของฝ่ายอื่น ๆ ก็ย่อมไม่นับเป็นปัญหา เพราะได้อย่างไรเสีย ซุน ก็เลือกเข้าร่วมกับฝ่ายตนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…
หญิงสาวเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ออกมา…
“หลังจากนี้หากคุณชายซุน ต้องการอะไรกับติดต่อ ฉู่หลิงฟาง ก็แล้วกัน… เพราะในปีหน้านางก็คงขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของข้าแล้ว ฉะนั้นปีนี้ข้าจึงพยายามลดบทบาทของตนเองลงให้มากที่สุด เพื่อให้หลิงฟางได้เรียนรู้…”
ฉู่หลิงฟาง ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เผยรอยยิ้มและย่อตัวลงคล้ายแนะนำตนเองเช่นกัน… ก่อนทั้งสองจะแลกเปลี่ยนสัญญาณหยกสื่อสารระหว่างกันให้สามารถติดต่อกันได้ทุกเมื่อ ระหว่างนั้นยังมองเห็นแววตาที่เย้ายวน ฉายออกมาผ่านจักษุกลมโตคู่นั้น แม้ ซุน ที่มองเห็นได้จากห้วงนิมิต ยังอดไม่ได้ที่จะจิตใจสั่นไหวพองโต…
“เสน่ห์ของอิสตรี อย่างไรเสียก็ยังเป็นอาวุธที่น่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าจะกับดินแดนแห่งใดงั้นสินะ…” ซุน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยพึมพำ พร้อมทอดถอนหายใจ เนื่องด้วยดินแดนที่ ซุน เคยจากมา ความน่ากลัวของหญิงสาวก็ยังอยู่ในระดับที่มิอาจประมาทได้…
ทหารเงาแพทย์ เอ่ยร่ำลาตามมารยาท ก่อนจะมุ่งหน้ากลับมายังถ้ำอาคมอีกครั้ง… ซุน มิได้รีรอที่จะปล่อยทหารเงาตนใหม่ออกไปตามแผนทันที!! เป็นทหารเงาตรวจการ หนึ่งในฝ่ายที่เป็นจุดเริ่มต้นของความบาดหมาง และสร้างตำนานแมวสวรรค์ภายในพรรคมังกรฟ้าแห่งนี้…
ณ หอตุลาการ
สายตาของทุกคนโดยรอบล้วนกับจ้องการมาของชายหนุ่มเส้นผมสีขาวที่ขยายยาว… อาจกล่าวได้เต็มปากว่า กลุ่มที่มีการพูดถึงเรื่องราวของ ซุน แมวสวรรค์มากที่สุดนั้น ก็คือฝ่ายตรวจการนี้เอง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด…
หนึ่งในผู้ที่เฝ้ามองด้วยท่าทีหวาดผวา จนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาก็คือ โจวชางเมิ่น ผู้ซึ่งได้รับรู้ถึงความน่ากลัวของ ซุน ด้วยร่างกายตนเองมาแล้ว แม้เวลาจะผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน ความหวาดกลัวก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในจิตใจของมันหยั่งรากฝังลึก บาดแผลทั่วร่างถึงจะหายดีแล้ว แต่ฟันปลอมในปากของมันก็ยังไม่แข็งแรงดีนัก…
โจวชางเมิ่น เคยคิดที่จะให้ผู้อาวุโสในตระกูลไปเอาเรื่อง ซุน โทษฐานที่กล้าทำร้ายสายเลือดตระกูลโจว… แต่ภายใต้คำสั่งของ โจวต้ากวาน ที่เอ่ยแน่นหนักว่าคนผิดนั้นก็คือ โจวชางเมิ่น ที่เป็นผู้เริ่มก่อเรื่อง สุดท้ายแล้วต่อให้เป็นผู้อาวุโสของสายเลือดตระกูลรอง ก็จำต้องยอมรับฟัง โจวต้ากวาน ทายาทคนสำคัญของสายเลือดตระกูลหลัก…
บนยอดด้านบนของหอตุลากร โจวต้ากวาน ได้ทอดสายตามองลงมาจากหน้าต่าง ในช่วงขณะที่ ซุน ได้เดินทางเข้ามาที่นี่ ชายหนุ่มแซ่โจวได้ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างคาดหวัง แต่ยังนึกสงสัยอยู่ว่าก่อนหน้านี้ที่มีคนของฝ่ายตรวจการรายงานเข้ามาว่า ซุน เพิ่งจะเดินทางไปที่ หอเทพโอสถ ก็ยังค้างคาใจ โจวต้ากวาน อยู่ไม่น้อย
ทหารเงาตรวจการ ได้รับคำเชื้อเชิญและการตอบรับเป็นอย่างดี ผู้ที่นำทางขึ้นไปบนโถงใหญ่ที่ โจวต้ากวาน เฝ้ารออยู่ ก็คือ โจวหยิน… ท่ามกลางสายตาของทุกคนในฝ่ายตรวจการ ล้วนไม่มีใครพูดอะไรมากนัก เรื่องที่ ซุน สามารถต่อสู้กับ โจวหยิน ที่ใช้พลัง 5 ส่วนแล้วมีผลเสมอได้นั้น ทุกคนรับรู้เรื่องนี้กันเป็นอย่างดี ซึ่งแม้แต่สมาชิกฝ่ายตรวจการระดับสูงหลายคน ที่ได้บรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นกลาง ก็ยังไม่สามารถต่อสู้กับอัจฉริยะอย่าง โจวหยิน ที่ใช้พลัง 5 ส่วนได้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ แมวสวรรค์ ที่ทุกคนต้องน้อมยอมรับ…
จากข้อตกลงอันเป็นความลับ ดังนั้นฝ่ายตรวจการก็ปฏิบัติมิต่างจาก หน่วยแพทย์… ผู้ที่อยู่ในโถงและจะรับฟังข้อตกลงทั้งหมดในครั้งนี้ จึงมีเพียงแค่ โจวต้ากวาน ผู้นำคนปัจจุบัน และ โจวหยิน ผู้สืบทอดรุ่นต่อไปเท่านั้นเอง…
“น่าตกใจยิ่งนักที่เจ้ามายังฝ่ายตรวจการของเรา… ข้านั้นดีใจที่เจ้ารู้จักแยกแยะเรื่องความบาดหมางที่เกิดขึ้น กับผลประโยชน์ที่จะได้รับตรงหน้า… บางคนยึดถือทิฐิความแค้นจนยากที่จะเติบโตพัฒนา มีไม่น้อยที่ชีวิตไม่อาจไปต่อเพียงแค่เรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น…” โจวต้ากวาน เอ่ยปากแฝงเร้นด้วยถ้อยวาจาซึ่งเต็มไปด้วยเค้าโครงของคนที่ฉลาดพูด สมกับที่หลาย ๆ ฝ่าย ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกับว่า โจวต้ากวาน มีความหลักแหลมที่สุดในกลุ่มผู้นำทั้งหมดก็ว่าได้…
ซุน ซึ่งเฝ้าจับตามองอากัปกิริยาของอีกฝ่ายอยู่ภายในถ้ำอาคม ยังรู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย กำชับกับทาง ทหารเงาตรวจการ ว่าห้ามแสดงพิรุธใด ๆ ออกมาต่อหน้า โจวต้ากวาน โดยเด็ดขาด... ฝ่ายนั่นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า ซุน เดินทางไปยัง หอเทพโอสถ ก่อนจะมาที่ หอตุลาการ แต่ก็เลือกที่จะไม่เอ่ยถามเรื่องนั้นขึ้นมา ทั้งที่ควรจะกล่าวทักเป็นสิ่งแรกเสียด้วยซ้ำ…
นี่แสดงให้เห็นถึงความนิ่งสงบ และแยบยลในแนวความคิด มิใช่คนที่จะหวาดระแวงหรือถูกชักจูงจากสภาพแวดล้อมได้ง่าย ๆ ดวงตาของ โจวต้ากวาน คมกริบยิ่งกว่ารังสีกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาเสียอีก...
ซุน ไม่ไว้วางใจว่าทหารเงาตรวจการ จะมีไหวพริบความสามารถมากพอต่อการรับมือโต้ตอบกับฝ่ายนั้น จึงเลือกใช้แผนให้ทหารเงาเป็นเพียงกระบอกเสียง เป็นผู้ถ่ายทอดคำพูดจากตนเองออกไปเท่านั้น โดยมี ซุน เป็นผู้ที่จะพูดคุยกับ โจวต้ากวาน จากระยะไกลแทน…
ทั้งสองใช้วาจาพูดคุย ที่ราวมีแฝงเร้นนัยยะไว้ในทุกถ้อยประโยค แม้แต่ โจวหยิน ที่อยู่ในห้องโถงนี้ด้วย ยังเผยถึงความงุนงงไม่เข้าความหมายที่ทั้งคู่พูดคุยกันอยู่หลายครั้งหลายครา… บางครั้งทั้งสองก็กล่าวถึงท้องฟ้าเพื่อเปรียบเปรยหมู่เมฆตามแต่ฤดู บางครั้งก็เรื่องของมหาสมุทรที่มีวงจรน้ำขึ้นน้ำลงไร้แก่นสาร... ซึ่งแทบไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้อตกลงที่จะต้องคุยกันในวันนี้เลย…
หากแต่นั่นเป็นการสนทนาในหลักเชิงปรัชญา ที่ โจวต้ากวาน พยายามจะเจาะอ่านแนวความคิดของฝ่ายตรงข้าม เพื่อประเมินการตัดสินใจและเจตนารมณ์แท้จริงของ ซุน ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นเป็นแค่ความบังเอิญ หรือ ซุน มีเป้าหมายในเรื่องอะไร…
ซึ่งแน่นอนว่า ซุน ที่เคยอยู่ในสถานศึกษาศาสตร์อักษรมาหลายปี ศึกษาร่ำเรียนโดยตั้งเป้าหมายเพื่อจะสอบเป็นขุนนางในคราแรกด้วยซ้ำ เพราะ เหยาหมิง ในช่วงเวลานั้นไม่มีประสงค์จะให้ ซุน ก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยุทธภพ… ทำให้ ซุน มีพื้นฐานในด้านนี้ติดตัวมาอย่างไม่ธรรมดา ผนวกกับการอ่านตำรามานับไม่ถ้วน ต่อให้เป็น โจวต้ากวาน ก็ไม่มีทางที่จะคลำเจอหางที่แอบซ่อนใต้พรมของแมวสวรรค์ตนนี้ได้ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
นั่นจึงทำให้ โจวต้ากวาน ต้องขมวดคิ้วเป็นปมอยู่หลายครั้งหลายครา ราวกับว่าตนเองเสียอีก ที่กำลังถูกดึงเข้าสู่เส้นทางแห่งวงกตในแนวความคิดที่พิสดารอย่างเหนือล้ำจากอีกฝ่าย… ทหารเงายิ้มออกมาน้อย ๆ เป็นอากัปกิริยาที่ ซุน สั่งการให้แสดง…
“ศิษย์พี่ต้ากวาน... ข้าว่าพอได้แล้วกระมัง?! ไม่ว่าท่านพยายามค้นหาสิ่งใดในความคิดของข้า หรือพยายามจะปฏิเสธสิ่งใดในวิถีเส้นทางของข้า ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียท่านก็ไม่มีวันเข้าถึงเจตนารมณ์ของข้าได้… เพราะพื้นฐานความนึกคิดของข้า ล้วนแตกต่างไปจากทุกคนในยุทธภพ… หรืออาจจะต่างไปจากทุกคนในดวงดาวดวงนี้เสียด้วยซ้ำ…”
“!!!!!!!!!” โจวต้ากวาน นัยน์ตาหดเล็กลงไปโดยพลัน เพียงแค่ถ้อยประโยคนี้ก็ราวกับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความแตกต่างจริง ๆ ของบุรุษหนุ่มตรงหน้า… “ดูเหมือนว่าขอบเขตทั้งหมดที่ข้าตั้งไว้สำหรับเพื่อใช้ประเมินเจ้า ล้วนแล้วแต่ต่ำเกินไปงั้นสินะ… หึหึ เช่นนั้นเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เจ้าได้รับ ตราพันธะ จากหน่วยแพทย์มาแล้วหรือยัง?!”
ทหารเงา ถลกเสื้อขึ้นเผยให้เห็นต้นแขนที่ยังว่าเปล่าไร้ร่องรอยตรา…
“ข้าไปที่ หน่วยแพทย์ ก่อนหน้านี้ก็จริง แต่เป็นการไปเพื่อปฏิเสธอย่างมีมารยาทกับทาง คุณหนูฉู่ลี่ถิง… แล้วก็ไม่ว่าข้าจะเข้าร่วมกับฝ่ายใด ก็ตั้งใจจะว่าแวะไปเยี่ยมเยือนในทุก ๆ ฝ่ายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ข้อเสนอของฝ่ายตรวจการ...”
โจวต้ากว้าน กดคิ้วลงต่ำ เผยใบหน้าที่ดำคล้ำ… ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ค้างคาฝังแน่นในใจ หากแต่ต้นแขนที่ไร้ตราพันธะ มันได้เป็นหลักฐานที่แน่ชัดในตัวของมันอยู่แล้ว ว่า ซุน มิได้ตอบรับการเข้าร่วมกับทาง หน่วยแพทย์…
หาก ซุน แสดงท่าทีฮึดฮัด ไม่ยินยอมจะเปิดเผยตำแหน่งของ ตราพันธะ ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่อีกฝ่ายกลับจงจับเปิดเผยให้เห็น โดยที่ยังไม่ถูกร้องขอด้วยซ้ำ… หลายความเป็นไปได้ในสมมุติฐานความคิดของ โจวต้าหวาน ล้วนพังไม่เป็น… “นี่มันยังไงกันแน่นะ…”
สุดท้ายการเจรจาก็จบลงที่เงื่อนไขเดียวกันกับทาง หน่วยแพทย์… ทหารเงาได้ทำ พันธสัญญาอาคม จนปรากฏตราพันธะฝ่ายตรวจการขึ้นที่ต้นแขนเป็นสัญลักษณ์ จวบจนถึงตอนนี้ โจวต้าหวาน ก็ยังปรากฏความสับสนอยู่ในแววตา…
โจวต้ากวาน ยังคงยืนอยู่ที่ยอดหอตุลากร จับตามองเงาร่างของ ซุน เดินจากไป ไม่ต่างจากตอนที่ได้จับจ้อง ซุน ยามเดินทางมาที่นี่… โจวหยิน เป็นเพียงคนเดียวที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ทั้งหมด จึงเผยความสงสัย และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป…
“พี่ต้ากวาน มีอะไรผิดแปลกงั้นหรือ?!”
โจวต้ากวาน พยักหน้าเบา ๆ “มีหลายอย่างที่ข้าไม่เข้าใจ… เงื่อนไขที่ตกลงกันถึงจะเรียกได้ว่าไม่ธรรมดา หากแต่ทางฝ่ายอื่น ๆ ก็คงสามารถยอมรับข้อเสนอระดับนั้นได้พอ ๆ กับพวกเรา แล้วแบบนี้ยังมีเหตุผลอะไรที่ แมวสวรรค์ ต้องเลือกเข้า ฝ่ายตรวจการ?!
คนผู้นี้ราวกับมีขอบเขตบางอย่าง ปกปิดตัวตนแท้จริงเอาไว้… ไม่ว่าข้าจะพยายามหลอกล่อมันอย่างไรก็ไร้ความหมาย เจ้านั้นมีไหวพริบเกินกว่าที่จะยอมให้ใครมองเห็นเขี้ยวเล็บที่มันซ่อนไว้ใต้อุ้มเท้า… นี่สินะ มันถึงได้สมญาว่า แมวสวรรค์ ช่างสมคำร่ำลือจริง ๆ”
โจวหยิน ได้แต่เกาศีรษะเบา ๆ เพราะมิได้มีสายตาที่มองเห็นได้ถึงระดับนั้น… สำหรับ โจวหยิน มองเห็นว่า ซุน เป็นเพียงอัจฉริยะในการต่อสู้คนหนึ่งในยุคนี้เท่านั้นเอง…
ทหารเงากลับไปที่ถ้ำอาคมเช่นเคย… หลังจากผ่านการเจรจาไปสองกลุ่มอำนาจ ที่ ซุน มองว่าน่าจะยากเย็นที่สุดนี้ไปแล้ว ประสบการณ์ได้ทำให้ ซุน มีความมั่นใจและความเฉียบคมมากยิ่งขึ้นอีกขั้น… นั่นจึงทำให้การส่งทหารเงาไปเจรจากับ ฝ่ายรักษาเขตแดน และ ฝ่ายวิจัย ล้วนเป็นไปได้อย่างราบเรียบ มิใช่ว่าสองผู้นำกลุ่มอย่าง โอหยางมู่ และ เฉียงจุนซี จะจัดการง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเท่ากับ โจวต้ากวาน ที่ดูจะหลักแหลมมากกว่า…
ส่วนเรื่องของเงื่อนไขของค่าตอบแทนนั้น ทั้ง 4 ขุมกำลังล้วนมิได้แตกต่างกัน ในส่วนนี้ ซุน ก็มิได้ต้องการจะเรียกร้องถึงขั้นให้กลุ่มต่าง ๆ ปฏิเสธ แต่การที่มีหลายฝ่ายช่วยกันเสาะหาทรัพยากรนั้น ย่อมทำให้ใช้เวลาที่สั้นกว่าการไหว้วานเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง…
ทำให้ตอนที่ทหารเงาทั้ง 4 ล้วนมีตราพันธะกันอย่างครบถ้วน เหลือก็แต่เพียงตนสุดท้าย… ทหารเงา ร่างที่ถูกควบคุมโดย เฒ่าชีเปลือย!! ซุน ในตอนนี้ได้ทำการจับตามองการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดของ เฒ่าชีเปลือย ดูเหมือนว่าเฒ่าชราจะมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการที่จะทำลายม่านพลังป้องกันเขตจันทรา…
และเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง เฒ่าชีเปลือย ก็ได้ทำการสลายอาคมที่กำบังปกปิดร่างกายเอาไว้ เผยให้เห็นถึงใบหน้าที่ดูจะขมวดคิ้วมุ่น… “ช่างน่าตกใจจริง ๆ ดูเหมือนว่าตำแหน่งที่ หน่วยรบ ทำการสร้างค่ายปักหลักฐานที่มั่นเพื่อรวมกลุ่ม จะเป็นตำแหน่งจุดศูนย์กลางของพลังที่เชื่อมโยงม่านพลังเหล่านี้เอาไว้…
ทั้งหมดมันเป็นความบังเอิญงั้นหรือ?! ไม่สิ! ไม่น่าจะใช่… นี่อาจเป็นคำสั่งที่ทางระดับสูงของตระกูลจู จงใจให้หมู่ศิษย์มาตั้งฐานที่มั่นบริเวณนี้เสียมากกว่า คงแอบแฝงความหมายบางอย่างไม่เป็นแน่แท้…
เห็นที่ข้าคงต้องยอมดำเนินแผนการตามวิธีเจ้าเด็กนั่น อย่างจริงจังเสียแล้ว…” เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา…
……………………..……………………..