อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 283 เรื่องราวของ เฉียงตงฟาง
ตอนที่ 283
“เฉียงตงฟาง?!” ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อคนที่มามิใช่ใครอื่น แต่เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับ 1 ของทวีปพยัคฆ์ขาวในปัจจุบัน… หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ ก็ตัดสินใจเปิดประตูถ้ำอาคม ซึ่งก็พบเจอกับ เฉียงตงฟาง ที่ยืนรออยู่เพียงลำพัง…
“รู้ได้ยังไงว่าข้าอยู่ที่นี่?!”
“หึหึ… ถึงคนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ข้าย่อมมีเส้นสายมากพอจะเห็นเจ้าเดินทางเข้าออกที่นี่อยู่บ่อยครั้ง วางใจเถอะข้าไม่ได้บอกเรื่องนี้กับผู้ใด…” เฉียงตงฟาง ยังคงมีรัศมีรอบกายที่เยือกเย็นเป็นเอกลักษณ์
ที่น่าประหลาดใจก็คือ ระดับพลังของ เฉียงตงฟาง ในเวลานี้ได้ก้าวกระโดดไปไกลอย่างมาก ทั้งที่ผ่านจากการพบเจอกันครั้งสุดท้ายได้เพียงแค่ราว ๆ 3 เดือน ที่หอคอยเทพอสูรพยัคฆ์ขาว ณ เวลานี้พื้นฐานลมปราณของ เฉียงตงฟาง แตะย่างเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 6 แล้ว ห่างอีกเพียงแค่เศษเสี้ยวก็น่าจะก้าวไปสู่ขั้นที่ 7 อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานที่มั่นคงอย่างถึงที่สุด เมื่อผนวกกับพลังของร่างสถิตมังกรขาวเนตรฟ้า ที่เป็นสัตว์อสูรระดับสูงสายเหมันต์ พลังในการต่อสู้ของ เฉียงตงฟาง อาจเทียบเคียงกับเหล่าผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำกลุ่มต่าง ๆ ก็เป็นได้…
ซุน นั้นพอจะได้ยินข่าวลือมาบ้าง ว่าก่อนหน้านี้ที่ เฉียงตงฟาง ไม่ได้อยู่ในพรรคมังกรฟ้า ก็เพราะเดินทางไปยังทวีปต่าง ๆ เพื่อปีนหอคอยเทพอสูรของทวีปอื่น ๆ นอกเหนือจากหอคอยเทพอสูรพยัคฆ์ขาว อาศัยความมั่งคั่งของตระกูลเฉียงและการเคลื่อนย้ายระยะไกลข้ามทวีป ผนวกกับความมุ่งมั่นทะเยอทะยานแรงกล้า โดยไม่สนใจค่าตอบแทนเพื่อให้ตนนั้นแข็งแกร่งให้ไวที่สุด…
ซุน ตระหนักดีถึงเหตุผล เพราะ เฉียงตงฟาง มุ่งมั่นที่จะจัดตั้งกลุ่มพิชิตมังกร เพื่อท้าทายบัลลังก์ราชันย์รุ่นเยาว์และเหล่ามังกรรุ่นเยาว์ของทวีปมังกรฟ้าให้ได้ โดยที่ตนเหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่นานก็จะอายุเกินขอบเขตท้าชิง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะใช้ทุกเวลาอย่างคุ้มค่า…
“เจ้ามีธุระอะไรก็ว่ามาเถอะ ข้าเข้าใจดีว่าเวลาของเจ้านั้นมีค่า…” ซุน กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม ในมุมมองของ ซุน แล้ว เฉียงตงฟาง ก็เหมือนเป็นสหายคนหนึ่ง แม้ทั้งสองจะไม่ได้ผูกพันกันมาก อาจจะเรียกได้ว่าอยู่ในฐานะคู่แข่งเสียด้วยซ้ำ
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่อ้อมค้อม… ในเดือนหน้าข้าตั้งใจแล้วว่าจะนำพากลุ่มพิชิตมังกรฟ้า เพื่อท้าชิงกับ ราชันย์รุ่นเยาว์และเหล่ามังกรรุ่นเยาว์ที่ทวีปมังกรฟ้า… ซึ่งข้าก็อยากได้กำลังของเจ้ามาช่วยเหลือ บอกตามตรงว่าข้ามองไม่เห็นใครอีกแล้วที่จะมีศักยภาพมากพอนอกจากเจ้า…” เฉียงตงฟาง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ซุน เผยสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย แม้ในใจจะตอบรับไปครึ่งก้าวแล้ว หากแต่ก็ยังอยากฟังแผนการและเค้าโครงที่ เฉียงตงฟาง วางเอาไว้… “เช่นนั้นไปคุยกันที่อื่นเถอะ ข้าไม่อยากให้ใครรู้ว่าข้าแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่”
สองผู้เยาว์ ห้อทะยานมุ่งหน้าออกจากเขตถ้ำอาคม… เฉียงตงฟาง ได้เป็นผู้นำทาง เพราะรู้จักพื้นที่ในเขตดารานี้เป็นอย่างดี เทียบกับ ซุน ที่เคยเข้าถึงพื้นที่ไม่เกิน 1 ใน 10 ส่วนแล้ว ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างยิ่ง ตลอดเส้นทางได้เห็นสถานที่ฝึกฝนมากมายที่เหมาะสมกับทั้งวรยุทธปราณธาตุและวรยุทธดั้งเดิมในสายศาสตรา…
เฉียงตงฟาง ได้พา ซุน มุ่งหน้าขึ้นมายังหนึ่งในยอดเขา ที่เรียกได้ว่าสูงที่สุดในเขตดารา อากาศด้านบนนั้นเบาบาง แต่ขณะเดียวกันเปี่ยมล้นไปด้วยปราณธรรมชาติที่หนาแน่น... จวบจนทั้งสองได้มาถึงยอดเขาที่แทบทะลุชั้นเมฆ สามารถมองเห็นพื้นที่ของเขตดาราได้อย่างกว้างไกล จนเห็นถึงความสวยงามที่แอบซ่อนอยู่ของพรรคมังกรฟ้า…
สองชายหนุ่ม ยืนบนยอดเขา ทอดสายตามองลงมาเบื้องล่างผ่านชั้นเมฆ มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่แสนงดงามของธรรมชาติ… น่าแปลกที่มันให้ทำให้ ซุน รู้สึกโล่งและสบายใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จากในรอบหลายเดือนที่เอาแต่ทุ่มเทเวลาไปกับการฝึกฝน จนไม่มีเวลามองความงดงามของดินแดนแห่งนี้…
เฉียงตงฟาง ก็เช่นเดียวกัน ทุ่มเทให้กับเป้าหมายของตนอย่างบ้าคลั่ง การได้มายืนอยู่บนจุดนี้ก็ทำให้รู้สึกถึงความเล็กจ้อยของมนุษย์คนหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับธรรมชาติและดินแดนอันยิ่งใหญ่… เสียงถอนหายใจของชายหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นทั้งสองคน ดังขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างปลดปลง…
“บอกเหตุผลได้หรือไม่?! ว่าเพราะอะไรเจ้าถึงยึดติดกับตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์ถึงเพียงนั้น อย่าบอกนะว่าในอดีต เจ้าเคยถูกราชันย์รุ่นเยาว์เล่นงานให้อับอาย จึงอยากกลับไปแก้แค้น?!” ซุน เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เพราะการที่คน ๆ หนึ่งจะมุ่งมั่นได้ถึงระดับของ เฉียงตงฟาง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ซุน เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เข้าใจเรื่องนี้ และเคยได้เห็นเหตุการณ์ชัดเจนที่สุด สามารถจดจำสีหน้าของ เฉียงตงฟาง ที่พยายามจะอดทนในหอคอยชั้นที่ 99 ภาพในตอนนั้นยังทำให้ ซุน อดเลื่อมใสความมุ่งมั่นของคนผู้นี้ไม่ได้จนถึงตอนนี้(ตอนที่ 199)…
เฉียงตงฟาง ได้ยินเช่นนั้นก็หันมอง ซุน เล็กน้อย หากเป็นคนอื่นเอ่ยถาม เฉียงตงฟาง คงไม่คิดจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะอะไร ถึงตัดสินใจกล่าวตอบ... “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เหตุผลจริง ๆ นั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบัน นอกจากจะไม่ได้มีความแค้นอะไรกับข้าแล้ว ยังเป็นผู้มีบุญคุณเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ และเป็นผู้ชี้นำเส้นทางที่ถูกต้องให้กับข้าอีกด้วย…”
“!!!!!!!!” ซุน เผยสีหน้าที่ตกใจยิ่ง
เฉียงตงฟาง จึงย้อนนึกเหตุการณ์ในอดีตแล้วกล่าวต่อ…
“เจ้าอาจไม่ทราบ… แต่ตัวข้าเมื่อ 5 ปีก่อน เป็นเพียงแค่คนไร้ค่าผู้หนึ่งเท่านั้นเอง… ข้าเป็นหลานชายของ ผู้นำตระกูลเฉียงซึ่งเป็นท่านปู่แท้ ๆ ของข้า นั่นจึงทำให้ตัวข้าเมื่อ 5 ปีก่อน ถือตนว่าเป็นทายาทตระกูลใหญ่สายเลือดตระกูลหลัก หลงระเริงไปกับอำนาจและบารมีอันเป็นเปลือกนอก
รอบด้านตัวข้าในเวลานั้นจึงเต็มไปด้วยบริวารรับใช้ ข้าไม่เคยคิดจะทุ่มเทใด ๆ ให้กับการฝึกยุทธ เพราะรู้ดีว่าอย่างไรเสีย ในภายภาคหน้าข้าก็ต้องได้รับตำแหน่งใหญ่โตในพรรคมังกรฟ้า จะลำบากฝึกฝนไปเพื่ออะไร ในเมื่อสามารถจ้างวานคนข้างกายที่แข็งแกร่งมาคอยรับใช้?!
ข้ามีแนวคิดเช่นนี้มาตั้งแต่โดยตลอด จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง… วันที่ได้พบเจอกับชายคนนั้น ผู้ที่เปลี่ยนแปลงความคิดทั้งหมดของข้า ในการพบเจอกันเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ
เมื่อ 5 ปีก่อนข้าได้ติดตามบิดาออกเดินทางไปเยี่ยมเยือน สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ แห่งทวีปมังกรฟ้า สถานที่ซึ่งถูกเรียกว่ายอดเยี่ยมที่สุดในการสั่งสอนผู้เยาว์ อีกทั้งในอดีตเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ยังเคยเป็นสถาบันฯ ที่สอนสั่ง 3 ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต เล้งซาน เหว่ยถู และท่านบูรพาจารย์ กุ่ยเยี่ยซา อีกด้วย… (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ในตอนนั้นบิดาเห็นถึงความไม่เอาไหนของข้าผู้เป็นบุตรชาย จึงมีคำสั่งให้ข้าไปบ่มเพาะพื้นฐานภายในหอคอยสุสานเทพอสูร โดยติดตามไปพร้อมกับหมู่ศิษย์สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ในเวลานั้น… บอกตามตรงว่าข้ารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง เพราะความยากลำบากที่ต้องพบเจอมันไม่เหมาะกับทายาทตระกูลใหญ่ ที่ใช้ชีวิตอย่างเสเพลมาตลอด 15 ปี
ในช่วงเวลานั้นแม้ข้าจะละเลยการฝึกลมปราณ แต่ด้วยทรัพยากรที่มั่งคั่งคอยเกื้อหนุน และการเสริมส่งของเหล่าผู้อาวุโสที่ผลักดัน ข้าก็อยู่ในระดับชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 ได้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าใดนัก ข้าจึงได้แอบไปจ้างวานยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลือง 5 คนจากสำนักคุ้มภัย ให้คอยติดตามข้าขึ้นไปบนหอคอย หมายใช้พวกมันเป็นโล่ป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับข้า…
การเข้าสู่หอคอยในวันนั้น ข้ามิได้คาดหวังที่จะขึ้นไปยังชั้นสูง ๆ แม้สักนิดเดียว ตั้งใจว่าหยุดอยู่แค่เพียงชั้นที่ 7-8 และปักหลักให้ครบ 3 วันก็น่าจะเพียงพอแล้ว… ข้าเดินทางพร้อมกับขบวนศิษย์สถาบันฯ ซึ่งในกลุ่มศิษย์เหล่านั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่อายุน้อยที่สุด แต่กลับโดดเด่นมากที่สุดเดินทางมาด้วย…
ชายคนนั้นเป็นสายเลือดของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ แข็งแกร่งกว่าตระกูลเฉียงตั้งไม่รู้กี่เท่า หากแต่ชายคนนั้นกลับเดินทางเพียงลำพัง ไม่มีผู้คุ้มกันรายล้อมเฉกเช่นข้า อีกทั้งยังราวกับเป็นผู้นำที่เหนือล้ำกว่าผู้ใด มีมิตรสหายโอบล้อมไม่ขาดสาย รัศมีรอบด้านเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ที่น่าเลื่อมใสแม้จะอายุยังน้อย
ข้านั้นรู้สึกหมั่นไส้ชายผู้นี้เป็นอย่างมาก... เพราะยิ่งได้เห็นคนผู้นั้นแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียน เพราะมันให้คนที่เหลาะแหละเฉกเช่นข้า ดูน่าสมเพชไปอีกร้อยเท่าพันเท่า เมื่อเปรียบวัดกับคนเช่นนี้… จนข้าต้องตัดสินใจแยกทางกับหมู่ศิษย์ของสถาบันฯ ไปพร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม…
โดยหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์…
ผู้ติดตามชนชั้นลมปราณสีเหลืองทั้ง 5 คน แท้จริงแล้วมันเป็นยอดฝีมือขององค์กรใต้ดินที่ปิดบังตัวตนโดยอาศัยสำนักคุ้มภัยบังหน้า… ก่อนหน้านี้พวกมันไม่กล้าลงมือ เนื่องจากมีหูตาศิษย์สถาบันฯนั้นคอยจับจ้อง แต่เมื่อข้าแยกตัวมาพวกมันจึงสบโอกาสเปิดเผยเจตนา หมายปล้นชิงทรัพย์สินจากทายาทตระกูลใหญ่เช่นข้า และสังหารปิดปากภายในหอคอยนี้เสียให้เรียบร้อย…
ข้านั้นให้หนทางต่อต้าน หวาดผวาจับจิต แทบจะคุกเข่าส่งแหวนมิติ ประเคนให้พวกมันอย่างน่าสมเพชทั้งที่ถูกตบหน้าไปเพียงแค่ครั้งเดียว ข้าไม่มีใจคิดขัดขืนแม้แต่น้อย เพียงเพราะเห็นว่าพวกมันเหนือกว่า ถูกหัวเราะเยาะและดูแคลนต่าง ๆ นานา ก่อนที่พวกมันจะชักดาบหมายบั่นศีรษะข้าเพื่อจบเรื่องราว
แต่แล้วก็พลันปรากฏประกายแสงของผู้ที่ห้อทะยานตรงมา… มิใช่ศิษย์สถาบันฯทั้งขบวน แต่เป็นชายหนุ่มที่ข้าเคยดูหมิ่นผู้นั้นเพียงลำพัง ชายหนุ่มที่มีอายุไม่ได้แตกต่างไปจากข้าสักนิดเดียว... บอกตามตรงว่าข้าในตอนนั้นรู้สึกเหมือนเห็นแสงแห่งความหวัง แต่ไม่นานเมื่อรัศมีที่ชายผู้นั้นแผ่ล้นออกมาเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลาย มันก็ทำให้ความสิ้นหวังเกิดขึ้นมาอีกระลอก
ต่อหน้ายอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองถึง 5 คน ทั้งยังเป็นคนขององค์กรใต้ดินที่เหี้ยมโหด และเชี่ยวชาญการสังหาร... ผู้เยาว์อายุ 15 ปี ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลายเพียงคนเดียว จะทำสิ่งใดได้กัน?!
ทว่าสายตาของชายหนุ่มคนนั้น ข้ายังจดจำได้ถึงตอนนี้… มันเป็นสายตาที่เด็ดเดี่ยว หาญกล้า ราวกับว่าต่อให้หิมะถล่ม หรือแผ่นดินแยกตัว ก็ไม่สามารถสั่นคลอนความมุ่งมั่นที่ฉายออกมาได้… การลงมือแต่ละกระบวนท่าล้วนเฉียบขาด ใกล้เคียงกับคำว่าสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง
เพียงแค่ในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองทั้ง 5 คน เรือนกายอาบท่วมไปด้วยโลหิต บางคนยังต้องกลายเป็นศพที่ไร้ศีรษะ ทั้งหมดราวกับเป็นความฝันที่วูบผ่านเข้ามาชั่วพริบตา เป็นการต่อสู้ที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือล้ำกว่าอย่างสิ้นเชิง…ชายหนุ่มคนนั้นก้าวเดินมาหาข้าทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ซึ่งข้ายังจดจำได้ดีจนถึงตอนนี้…
‘ไม่มีผู้ใดสามารถพึ่งพาได้ในยามวิกฤต แม้บิดามารดาหรืออาจารย์หากถูกบีบบังคับควบคุมก็สามารถหันคมดาบเข้าหาตัวเราได้ จะมีก็แต่สองสิ่งอันเป็นที่พึ่ง…นั้นจิตใจและร่างกายของตัวเราเองเท่านั้น!’
นับจากชั่วเวลานั้น ข้าราวกับเป็นคนที่ตาสว่างตื่นจากฝัน… ข้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตนเอง ข้าปฏิเสธการหยิบยืนจมูกผู้อื่นเพื่อหายใจ เลิกหวังพึ่งพาใครมาปกป้องตนเอง และมีเป้าหมายสูดสุดเป็นชายผู้นั้น ว่าในสักวันข้าจะต้องแข็งแกร่งเฉกเช่นชายหนุ่มผู้นั้นให้จงได้…”
ขณะที่เล่าขานเรื่องราว ซุน สัมผัสได้ถึงแววตาแห่งความเลื่อมใสชื่นชม ที่ฉายประกายออกมาจาก เฉียงตงฟาง รู้สึกได้ว่านั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ เฉียงตงฟาง เฉกเช่นเดียวกับ ซุน ที่เคยพบเจอจุดเปลี่ยนใกล้เคียงกัน ในวันนี้สูญเสีย เหล่าซือ จนถูกบีบบังคับให้ก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธภพ…
“ชายคนนั้น ก็คือราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบันงั้นหรือ?!” ซุน เอ่ยถามขึ้น
เฉียงตงฟาง พยักหน้าแน่นหนัก…
“ใช่แล้ว… ชายคนนั้นคือคนที่แม้แต่ สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ ยังกล่าวขานว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน กลับมาจุติใหม่ เป็นชายหนุ่มที่เลือกจะหันหลังให้กับตระกูลอันยิ่งใหญ่ของตนเอง เพียงเพราะแนวทางของตระกูลมีความขัดแย้งกับวิถีและเส้นทางของตน เพราะชายคนนั้นมีเป้าหมายจะรวมตระกูลให้เป็นหนึ่งเดียว…
ผู้ที่ได้รับตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 17 ปี และตลอด 3 ปีที่ครองตำแหน่งไม่ปรากฏผู้ที่มีคุณสมบัติขึ้นท้าชิงตำแหน่งได้เลยแม้แต่คนเดียว… เป็นทายาทตระกูลเล้งสายเลือดหลัก ที่ประกาศตนขอแยกตัวออกจากตระกูลเล้ง เพื่อเข้าร่วมกับสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์…
ราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบัน… เล้งหยุนฟง”
……………………………………………….