อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 284 สมาชิก กลุ่มพิชิตมังกร
ตอนที่ 284
“ราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบัน… เล้งหยุนฟง”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็หว่างคิ้วยับย่นลงในทันที… “สายเลือดตระกูลเล้ง?!”
ซุน ได้ย้อนนึกถึงเรื่องราวที่บิดาบุญธรรมเคยได้กล่าว(ตอนที่ 241) เรื่องความบาดหมางของตระกูลเล้ง ที่แยกตัวออกเป็นสองสายตระกูล ฝ่ายหยินและฝ่ายหยาง อีกทั้งตระกูลเล้งยังราวกับเป็นตระกูลที่ต้องคำสาป ให้ทายาทล้มล้างบรรพบุรุษ…
จากเรื่องราวที่ เฉียงตงฟาง ได้เอ่ยเล่ามา… แปลว่าราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบันอย่าง เล้งหยุนฟง น่าจะมีแนวความปิดที่แปลกแยกออกไปจากคนในตระกูล อยากจะรวมทั้งฝ่ายให้กลายเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง แต่เมื่อขัดกับหลักการของฝ่ายตนเอง จึงเลือกที่จะแยกตัวออกมาเพียงลำพัง…
สิ่งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวในวิถีและเส้นทางที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ ซุน อดนึกถึงเรื่องราวของ เล้งซิ่วอิง ภรรยาของ เหยาหมิง ไม่ได้… นางเอาก็ตัดสินใจแยกตัวออกจากตระกูลเล้ง เพราะไม่อยากข้องเกี่ยวในความขัดแย้งภายใน แต่สุดท้ายเป็นเพราะนางมีความสามารถมากเกินไป ตระกูลเล้งจึงไม่อาจปล่อยเอาไว้…
หากความเป็นไปได้เดียวกันนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นกับ เล้งหยุนฟง เล่า?! ตอนนี้ชายหนุ่มผู้นั้นอาจจะเป็นเพียงมังกรที่เริ่มโผบิน ยังไม่ได้มีความน่ากลัวพอจะสั่นคลอนความยิ่งใหญ่ของตระกูลเล้งได้ แน่ในภายภาคหน้าหากยังคงเติบโตบนเส้นทางที่ก้าวกระโดด ยังจะมีสิ่งใดใช้ยืนยันว่าทางตระกูลเล้ง จะปล่อยชายหนุ่มผู้นี้เอาไว้?!
ซุน ทั้งที่เพิ่งจะเคยได้ยินชื่อ รับรู้ความเป็นมาอันตื้นเขินจาก เฉียงตงฟาง ยังรู้สึกเลื่อมใสชายหนุ่มคนนี้อยู่ไม่น้อย รู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่าง ที่อาจคบหาชายหนุ่มผู้นี้เป็นสหาย ทั้งที่ยังไม่เคยจะพบหน้า…
“บางครั้งโชคชะตา อาจชักนำให้มาพบเจอ...” ซุน เอ่ยออกมาแผ่วเบาอย่างปลดปลง จากคนที่ไม่เคยเชื่อถือในโชคชะตา แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็ทำให้ ซุน ไม่อาจปฏิเสธมันได้… ก่อนจะหันมองไปยัง เฉียงตงฟาง ที่ยังทอดสายตายาวลงไปเบื้องล่าง ดื่มด่ำความงดงามของวิวทิวทัศน์ปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่น
“เจ้ามั่นใจแล้วหรือ… ว่าจะเอาชนะ เล้งหยุนฟง ได้?!” ซุน เอ่ยถามขึ้น
เฉียงตงฟาง กลับมีรอยยิ้มปรากฏ…
“หลายคนล้วนพากันพูดไปต่าง ๆ นานา ว่าเป้าหมายของข้าคือการโค่นล้มบัลลังก์ราชันย์รุ่นเยาว์ของ เล้งหยุนฟง… แต่ในความจริงแล้ว ข้านั้นเคยกล่าวออกไป เพียงแค่ว่าข้าอยากจะไปท้าชิงตำแหน่งเท่านั้น ไม่เคยกล่าวออกมาสักครั้งว่าเป้าหมายของข้าคือการเอาชนะ
เพราะข้านั้นรู้ดีว่า เล้งหยุนฟง แข็งแกร่งเพียงใด โอกาสที่พวกเราจะเอาชนะได้นั้น มันไม่มีตั้งแต่แรกแล้ว ข้าเพียงแค่คาดหวังจะไปยืนอยู่บนเวทีประลองเดียวกันกับ เล้งหยุนฟง เพื่อแสดงให้เห็นว่าข้า เฉียงตงฟาง คนที่เคยไร้ค่าในวันนั้น เวลานี้ได้ยืนหยัดขึ้นมาแล้ว… หากเจ้าอยากจะหัวเราะก็เชิญเลย แต่นี่ต่างหากคือเป้าหมายแท้จริงของข้า…”
“!!!!!!!!!” ซุน อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขึ้น ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ “หัวเราะงั้นหรือ?! กับความมุ่งมั่นที่เจ้าแสดง กับความทุ่มเทที่เจ้าเพียรพยายาม ใครเล่าจะกล้าหัวเราะในสิ่งเหล่านั้น… หากใครกล้าหัวเราะเยาะเจ้า ข้านี่แหละจะช่วยตบปากมันผู้นั้นให้!!
เช่นนั้นก็ตกลง… ข้าจะไปกับเจ้าด้วย ท้าชิงบัลลังก์ราชันย์รุ่นเยาว์สักครั้ง ก็น่าตื่นเต้นไม่น้อย แต่บอกไว้ก่อนนะว่าหากข้าคิดจะลงมือทำแล้ว เป้าหมายของข้าไม่ได้เพียงแค่นำพาเจ้าท้าชิง แต่ข้าจะนำพาพวกเราไปสู่ชัยชนะ หอบหิ้วบัลลังก์ราชันย์ กลับมายังทวีปพยัคฆ์ขาว!!”
เฉียงตงฟาง ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับอึ้งงัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง ยื่นมือขวาออกมาตรงหน้า… “สมแล้วที่เป็นเจ้า… นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าได้พบเจอเจ้าบนเวทีประลองในวังหลวง บอกตามตรงว่าข้านั้นได้มองเห็นรัศมีที่เปล่งประกายจากเจ้า ไม่ต่างจากวันที่ข้าได้เห็น เล้งหยุนฟง ในวันนั้นเลย”
ซุน ยื่นมือจับประสานเช่นกัน พร้อมรอยยิ้ม…
“ชมกันมากไปแล้ว…”
สองชายหนุ่มยืนจับมือกับบนยอดเขา ท่ามกลางแสงตะวันที่กำลังลดต่ำจนย้อมผืนฟ้าเป็นสีส้มแดง เติมแต่งความงดงามของทิวทัศน์เบื้องล่างไปอีกระดับ แต่ก็ยังงดงามน้อยกว่าสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความมุ่งมั่น ที่ทั้งสองได้สะท้อนมันเหนือหมู่เมฆ…
“จะว่าไปแล้ว… หากคิดท้าชิงกับราชันย์รุ่นเยาว์ อาศัยพวกเราแค่สองคน ก็คงทำไม่ได้งั้นสินะ…” ซุน เอ่ยถามขึ้น
“ใช่… การจะไปถึงตำแหน่งของ ราชันย์รุ่นเยาว์ ได้นั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 วิธี… หนึ่งก็คือรอให้ราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบันหมดวาระอายุครบกำหนดไปเอง หลังจากนั้นตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์จะคัดเลือกจากมังกรรุ่นเยาว์ที่ยังอยู่ในตำแหน่งหลังจากนั้น…
วิธีที่สองคือการเข้าร่วมสังกัดใดก็ตามใน ทวีปมังกรฟ้า จากนั้นก็ขอท้าชิงตำแหน่งกับเหล่ามังกรรุ่นเยาว์คนใดคนหนึ่งก่อน เมื่อได้รับตำแหน่งมังกรรุ่นเยาว์แล้ว จะสามารถได้รับโอกาสท้าชิงตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องรอให้หมดครบวาระตามอายุขัย
สองวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ใช้ผลัดเปลี่ยนตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์มาโดยตลอดนับพันนับหมื่นปีในยุทธภพ แต่ในขณะเดียวกัน...มันก็เป็นการทำให้ทวีปมังกรฟ้า ถือครองตำแหน่งนี้มาโดยตลอด ยังไม่เคยถูกโยกย้ายไปยังทวีปอื่น ๆ อีก 3 ทวีปที่เหลือ…
นั่นจึงเป็นที่มาของวิธีที่สาม… ผู้ท้าชิงจากทวีปอื่น จะต้องจัดตั้งกองกำลังผู้เยาว์กลุ่มหนึ่ง เพื่อเข้ามาท้าทาย ราชันย์รุ่นเยาว์ และเหล่ามังกรรุ่นเยาว์ในจำนวนที่เท่าเทียมกัน… ซึ่งหากผู้ท้าชิงจากทวีปอื่นสามารถเอาชนะในศึกนี้ได้ ก็จะสามารถยกตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์รวมไปถึงมังกรรุ่นเยาว์ ย้ายกลับไปยังทวีปของตนเอง…
ตลอดนับพันนับหมื่นปี วิธีการนี้เคยมีผู้เยาว์จากทวีปอื่น ๆ พยายามท้าชิงหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่เคยมีครั้งใดที่ทำได้สำเร็จ เหตุผลก็เพราะมาตรฐานฝีมือของทวีปมังกรฟ้านั้น เหนือล้ำกว่าทวีปอื่น ๆ อยู่พอสมควร… ฉะนั้นต่อให้ยุคสมัยหนึ่งที่ทวีปทั้ง 3 ได้มีการปรากฏผู้เยาว์ที่โดดเด่น 1 หรือ 2 คน สุดท้ายก็ยังไม่มากพอจะจัดตั้งกลุ่มเพื่อชิงชัยตำแหน่งราชันย์ได้
หรือต่อให้คัดสรรคนที่ไม่พร้อมเพื่อเติมช่องว่างเข้ามา สุดท้ายก็พ่ายแพ้อยู่ดี… เพราะกรอบกติกานั้นชัดเจน ว่าหากไม่อาจเอาชนะผ่านมังกรรุ่นเยาว์ทั้งหมดลงให้ได้ ย่อมไม่มีโอกาสแม้แต่จะเรียก ราชันย์รุ่นเยาว์ ลงจากบัลลังก์เพื่อมายังเวทีประลอง…”
ซุน พยักหน้าตอบรับเมื่อได้ฟังเช่นนั้น… “แปลว่าอาศัยพวกเราสองคนยังไม่เพียงพองั้นสินะ… เช่นนั้นจำนวนที่แน่ชัดสำหรับเข้าท้าชิงคือเท่าใด?!”
“ในทวีปมังกรฟ้า มี ราชันย์รุ่นเยาว์ และมังกรรุ่นเยาว์อีก 4 คน… เพราะฉะนั้นจำนวนของพวกเราก็จำเป็นต้องมี 5 คนเช่นกันสำหรับท้าชิง และผู้เยาว์ที่พวกเราจำต้องเลือกสรร อย่างน้อยที่สุดก็จำเป็นต้องปะทะกับยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นกลางได้ซึ่ง ๆ หน้า เพราะเหล่ามังกรรุ่นเยาว์นั้น ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับนั้นกันทั้งสิ้น…” เฉียงตงฟาง เน้นย้ำแน่นหนักทีละคำ
“มีสมาชิกในใจแล้วงั้นหรือ?!” ซุน ถามย้ำกลับไป
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เฉียงตงฟาง กลับส่ายหน้าออกมาอย่างจนใจ… “คราแรกข้านั้นคาดหวังว่าพี่น้องฝาแฝด อี้เหวินเจีย อี้เหวินจิน รวมไปถึง ซางกวานเฉิน 3 อัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งพรรคมังกรฟ้า จะยกระดับการพัฒนาได้มากพอ แต่สุดท้ายทั้ง 3 คนก็ยังติดค้างอยู่ที่ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 8 เท่านั้น ด้วยเวลาที่กระชั้นทำให้ทั้งสามคนถูกตัดออกจากตัวเลือก…
เวลานี้นอกเหนือจากเจ้าแล้ว ข้าก็นึกถึงนางออกเป็นคนถัดไป… ไป๋หู่จิวหรง องค์รัชทายาทลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์ไป๋หู่ ได้ยินว่านางในตอนนี้ตัดสินใจเป็นร่างสถิตสัตว์อสูรอย่างสมบูรณ์แล้ว และยังได้เข้าสู่ขอบเขตชนชั้นลมปราณสีเหลืองเรียบร้อยแล้วด้วย… ฝีมือของนางแม้จะยังต้องพัฒนาเมื่อเทียบกับเหล่ามังกรรุ่นเยาว์ หากแต่ด้วยระยะเวลาอีกหนึ่งเดือน พวกเราย่อมสามารถฝึกฝนให้ฝีมือนางเข้าที่ได้… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
และในส่วนช่องว่างอีกสองคนนั้น...?” เฉียงตงฟาง ชำเรืองมองมายัง ซุน
ชายหนุ่มนั้นเข้าใจได้ในทันที…
“ศิษย์พี่เจี่ย และ ศิษย์พี่ลั่ว งั้นสินะ”
“ถูกต้อง… ข้ารู้มาว่าทั้งสองได้ย่างเข้าสู่ขอบเขตชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 9 มาสักระยะแล้ว แม้จะยังขาดคุณสมบัติ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนนับจากนี้ หากได้รับการหล่อเลี้ยงจากทรัพยากรที่ทรงคุณค่า ผนวกกันพื้นฐานของฝีมือและจิตใจที่กล้าแกร่ง ข้าว่าน่าจะเพียงพอให้ทั้งสองก้าวเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองได้ทันเวลา… จากนี้ก็คงขึ้นอยู่กับศักยภาพของทั้งสองคนแล้ว ว่าจะรับมือกับมังกรรุ่นเยาว์ที่พื้นฐานสูงกว่าได้มากน้อยเพียงใด…”
เฉียงตงฟาง ในขณะที่กล่าว ซุน ได้มองเห็นประกายแห่งความคาดหวังที่สาดส่องออกมา เห็นได้ชัดว่าการท้าชิงตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์ในครั้งนี้ คือความฝันของ เฉียงตงฟาง… นั่นจึงทำให้ ซุน รู้สึกว่าอยากจะช่วยเหลือสหายผู้นี้ให้สำเร็จตามเป้าหมายให้ได้จริง ๆ นอกจากจะเป็นประโยชน์กับตนเองแล้ว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ยังถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมอีกด้วย…
“ตกลงตามนี้!! กลุ่มพิชิตมังกร ของพวกเราก็ครบถ้วนทั้ง 5 คน… อีก 3 วัน ข้าจะพาศิษย์พี่เจี่ย และศิษย์พี่ลั่ว ไปพบเจ้าที่ ปศุสัตว์อสูร เพื่อที่จะได้ร่วมฝึกฝนกันอย่างจริงจัง เป้าหมายคือการเขย่าบัลลังก์ราชันย์รุ่นเยาว์ทวีปมังกรฟ้า…” ซุน เอ่ยขึ้นแน่นหนัก
“ข้าเองก็จะติดต่อ ไป๋หู่จิวหรง เพื่อให้นางเข้าร่วมฝึกกับพวกเราเป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกัน เรื่องภายในนั้นตระกูลเฉียงจะสามารถช่วยจัดการและสนับสนุนให้เอง…” เฉียงตงฟาง พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
ตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที ทั้งสองเริ่มมองเห็นแสงไฟที่ถูกจุดยังพื้นที่เบื้องล่างในเขตดารา… เฉียงตงฟาง หรี่ตาแคบลงเมื่อหวนนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้น… “ข้าจำได้ว่า เจ้าเคยตกลงมาจาก หน้าผาเสียดฟ้า ของสำนักสายลมประจิม… และนั่นก็ยังเป็นตำนานบทแรก ของที่มาในสมญานาม แมวสวรรค์… เช่นนั้นวันนี้จะลองโดดลงจากยอดเขาดาราเหนือแห่งนี้ ดูอีกสักครั้งหรือไม่เล่า?! หากเจ้ากล้าพอล่ะก็นะ”
ซุน ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ ก่อนจะหันมอง เฉียงตงฟาง…
“หากเจ้ากล้าโดดไปพร้อมกัน ข้าก็กล้าเช่นกัน…”
สองชายหนุ่มสบตากันชั่วครู่ขณะ ก่อนจะดีดตัวพุ่งดิ่งลงจากยอดเขา!! แน่นอนว่าด้วยพื้นฐานลมปราณของทั้งสองคน การจะลงสู่พื้นในสภาพเช่นนี้ตรง ๆ มีแต่จะเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ก็ความตายเพียงเท่านั้น
ทว่าสองชายหนุ่มล้วนห่างไกลจากคำว่าสามัญ!!
ด้านไหวพริบและศักยภาพก็เหนือล้ำไม่ยิ่งหย่อน
ขณะที่กำลังพุ่งดิ่งด้วยความเร็วสูงสุด เฉียงตงฟาง ขับขานพลังแห่งร่างสถิตมังกรขาวเนตรฟ้า ปราณเหมันต์ที่เยือกเย็นหมุนวนรอบกายอย่างรุนแรง จากนั้นก็ผนึกรวมกลายเป็นปีกน้ำแข็งที่เฉียบบาง กางสยายออกไปซ้ายขวายาวนับสิบจั้ง!! แน่นอนว่าต่ำกว่าพื้นฐานชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ต่อให้มีปีกก็ไม่อาจโบยบินในนภาอากาศได้… แต่ปีกน้ำแข็งขนาดใหญ่นี้ กลับช่วยในการต้านทานแรงลม ราวกับร่มขนาดใหญ่ที่ช่วยพยุงน้ำหนักและความเร็วในการร่วงหล่น…
เฉียงตงฟาง เผยรอยยิ้ม ก่อนจะชำเรืองมองมายัง ซุน…
ซึ่งในฐานะร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว ไหนเลยที่ ซุน จะหวาดหวั่นต่อสายลมที่โหมกรรโชก!! ซุน ได้หมุนวนปราณสายลมหลายสีโอบอุ้มเรือนกายนี้เอาไว้ ใช้กระแสลมเกื้อหนุนเสริมส่ง ลดความเร็วในการดิ่งลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่สายลมที่โอบล้อมเหล่านั้น จะแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างของพยัคฆ์ขนาดใหญ่ กู่ก้องเสียงคำรามออกมาในห้วงนภาอากาศ
เฉียงตงฟาง เผยสีหน้าตกตะลึงอย่างแจ่มชัด ก่อนจะแปรเปลี่ยนรอยยิ้ม…
“สมญานาม แมวสวรรค์ อะไรกัน?! ตัวเจ้ามันราชันย์พยัคฆ์อย่างแท้จริง!!”
เบื้องล่างของ ยอดเขาดาราเหนือ มีลานฝึกยุทธของศิษย์ที่เชี่ยวชาญเพลงดาบ อยู่รวมตัวกันนับร้อยคน… แม้ว่าท้องฟ้าจะเริ่มมืดครึ้มจากดวงตะวันที่ใกล้จะลับตา หากแต่ความโดดเด่นของปีกน้ำแข็งสีฟ้าขนาดใหญ่ และเงาร่างของพยัคฆ์สายลม สามารถมองเห็นได้ราวกับเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ
“ดะ…ดูนั่นสิ!! มีคนโดดลงมาจากยอดเขาดาราเหนือ!!”
“บ้าน่า!! ยอดเขานี้สูงกว่าพันจั้งเลยมิใช่หรือ!!”
เสียงเซ็นแทรกพร้อมกับสายตานับร้อยคู่ล้วนจับจ้องเป็นทิศทางเดียว การฝักฝนทั้งหมดล้วนหยุดชะงัก แม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอนในบริเวณนี้ ยังเผยสีหน้าตกตะลึงงัน การโดดลงมายอดเขาดาราเหนือ ไม่ต้องกล่าวถึงชนชั้นผู้ฝึกสอน แม้แต่ระดับผู้อาวุโสก็ยังไม่อาจการันตีว่าจะลงมาได้อย่างปลอดภัย
สองเงาล่างดิ่งทะยานลงมา แม้จะถูกชะลอความเร็วลงอย่างมหาศาลแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่อันตรายอยู่ดี ยังต้องอาศัยเรือนกายที่แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดในการกระแทกลงสู่พื้น… ดวงตาของสองชายหนุ่มเจิดจรัส ไม่สนใจผู้คนรอบด้าน ขับขานปราณคุ้มกันครอบคลุม
ตูม!!
เสียงดังสนั่นราวกับหินผาถล่ม ฝุ่นละอองปกคลุมกระจัดกระจายรอบบริเวณ… แต่เมื่อเศษฝุ่นเหล่านั้นเริ่มสลายไป ก็สามารถมองเห็นเงาร่างของสองชายหนุ่มที่หยัดยืนมั่นคง… ทั้งสองคนมีรอยยิ้มประดับ ยกกำปั้นที่กำหลวมขึ้นชนกันเบา ๆ
“แล้วเจอกัน…”
“แล้วเจอกัน…”
จากนั้นทั้งสองก็ห้อทะยานแยกไปคนละทางโดยไม่สนใจผู้ใด ท่าร่างของทั้งคู่ล้วนมั่นคงแน่นหนัก แสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับบาดเจ็บในการโดดลงมาจากความสูงระดับชั้นเพดานเมฆ… เหล่าผู้ที่จับจ้องอยู่โดยรอบต่างพากันอ้าปากค้างไป ใช้เวลาหลายชั่วลมหายใจกว่าจะได้สติกลับคืน…
“นะ…นั่นมัน เฉียงตงฟาง กับ แมวสวรรค์!!”
…………………………………………..