อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 286 เฟยเสอ
ตอนที่ 286
“อายุยังไม่ถึงสองเดือน… เช่นนั้นคงไม่เหมาะกระมัง?! เพราะสัตว์อสูรทารกนั้น จะมีจิตใจที่เริ่มเข้มแข็งก็ต่อเมื่ออายุหกเดือนขึ้นไปแล้ว… เว้นเสียแต่จะเป็นสายพันธุ์สัตว์ป่าที่ดุร้ายจำพวกพยัคฆ์ พวกราชสีห์ หรือไม่ก็มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่สูงจริง ๆ อย่างจำพวกสายพันธุ์แมลงกินเนื้อชนิดต่าง ๆ” เฉียงจุนซี ก้าวเดินเข้ามาพร้อมคำอธิบายราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ
เฉียงจ้าว จึงพยักหน้าเห็นพ้อง… “ก็อย่างที่ ศิษย์พี่จุนซี ว่ามานั่นแหละ อายุยังไม่ถึงสองเดือนคิดว่ามันคงยังไม่พร้อม อีกทั้งสัตว์อสูรอย่างอสรพิษนั้นโดยพื้นฐานเป็นสายพันธุ์สัตว์เลื้อยคลานที่โดดเด่นในบน ความเร็วบนแผ่นดินมีข้อจำกัด ด้านศักยภาพมันจะต่ำกว่าสายพันธุ์สัตว์ป่าดุร้าย และสายพันธุ์แมลงอยู่พอสมควร… เกรงว่าอสรพิษน้อยของเจ้ามันจะเป็นอันตรายหากเข้าร่วมการจัดลำดับ…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าครุ่นคิด ยกนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือลูบปลายคางตนเองเบา ๆ อันที่จริงแล้วชายหนุ่มก็ไม่มีเหตุสำคัญอันใด ที่จะเปิดเผยการดำรงอยู่ของอสรพิษน้อย เฟยเสอ ออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น…
แต่เนื่องด้วย ซุน ในเวลานี้ประสบปัญหาสำคัญอยู่เรื่อง นั่นคือ เฟยเสอ ไม่ยอมที่จะกินอาหาร ทั้งมันยังมีสีหน้าเบื่อหน่ายเหงาหงอยตลอดเวลา โดยที่ ซุน ไม่อาจหาสาเหตุได้ เพราะชายหนุ่มก็ไม่มีความรู้ในด้านการเลี้ยงสัตว์อสูรที่เป็นทารกเลยแม้แต่น้อย…
วิหคชราอย่าง เฝิงน้อย ที่อยู่กับตนนั้น… ซุน ไม่จำเป็นต้องดูแลอันใดมาก วิหคตนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เพียงแค่ปล่อยให้มันได้สยายปีกโบยบินอย่างอิสระก็นับว่าเกินพอ… หากแต่ เฟยเสอ มิได้เป็นเช่นนั้น มันยังเด็กเกินกว่าที่จะถูกชุบเลี้ยงโดยผู้ไร้ความรู้ไร้ประสบการณ์ อาจมีความผิดพลาดสำคัญที่สืบเนื่องไปจนถึงตอนที่เติบใหญ่…
และอีกเรื่องที่ ซุน จำเป็นต้องรู้ นั่นก็คืออสรพิษสายเลือดราชันย์วิญญาณเทพตนนี้ มีขอบเขตความสามารถอยู่ในระดับใดกันแน่?! เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากเราทราบถึงขอบเขตความแข็งแกร่ง ก็จะรู้ว่า เฟยเสอ สามารถรับมือศัตรูในระดับใด เหมาะสมกับสถานการณ์เช่นใด… มิต่างจากการรับรู้ฝีมือของคู่หูที่ชัดเจน ย่อมมีโอกาสได้รับชัยชนะมากกว่าการไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคู่หูของตนเอง…
หลังจากใคร่ครวญเรื่องนี้มาสักระยะแล้ว พอได้มาเห็นบรรยากาศของสัตว์อสูรที่ถูกเพาะพันธุ์ และสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์จากโรงปศุสัตว์อสูรแห่งนี้ ซุน จึงอดไม่ได้ที่อาศัยเป็นโอกาสสำคัญ ค้นหาขอบเขตความสามารถ รวมไปถึงเรียนรู้วิธีดูแล เฟยเสอ จากสถานที่แห่งนี้เสียเลย…
หลังจากถูก เฉียงจุนซี และ เฉียงจ้าว ปฏิเสธการจัดลำดับไป ซุน ก็ไม่ได้แสดงท่าทีดื้อรั้นใด ๆ ออกมา ชายหนุ่มกระทำเพียงแค่หันมองยังกระดานทดสอบ... เพ่งมองรายนามสายพันธุ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม 10 ลำดับแรกสุด
หลังจากจดจำลำดับเหล่านั้นเรียบร้อย ชายหนุ่มก็กวาดตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง และในที่สุดก็พบเจอกับจิ้งจอกหางอัสนีตนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไกลราว 300 ก้าว… สายตาของ ซุน หดแคบลงเพราะ จิ้งจอกหางอัสนี ติดอยู่ในลำดับที่ 8 ของตารางจัดลำดับ…
เฉียงจุนซี เห็นสายของชายหนุ่ม ในฐานะที่เป็นผู้นำของกลุ่มคนจำนวนมาก ก็พอจะคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้… “อย่าเสี่ยงทำอะไรโดยไร้ประโยชน์ดีกว่าน่า… จิ้งจอกหางอัสนีตนนั้น อายุร่วม 10 เดือนแล้ว ถึงมันจะเชื่องกับมนุษย์แต่ไม่ลงรอยกับอสรพิษ เขี้ยวเล็บของมันไม่ธรรมดา หากเติบโตเต็มที่อาจก้าวไปถึงระดับลมปราณสีส้มได้ด้วยซ้ำ… หากคิดเปรียบวัดกับเจ้าจิ้งจอกนั่น เกรงว่าอสรพิษน้อยของเจ้าจะถูกฉีกเป็นท่อนก่อนจะได้ยกชูศีรษะเสียอีก…”
ซุน หันไปแสดงรอยยิ้ม พร้อมประสานมือ…
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ตักเตือน… ทว่าข้าไม่คิดที่ให้ เฟยเสอ สู้รบกับจิ้งจอกตัวนี้อยู่แล้ว เพราะระดับมันแตกต่างกันเกินไป… ข้าเพียงแค่อยากให้ เฟยเสอ ของข้าคุ้นชินในการพบเจอสัตว์อสูรตนอื่น ๆ บ้างเท่านั้นเอง…”
เฉียงจุนซี ได้ยินเช่นนั้นก็กดหัวคิ้วลงต่ำ จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงแค่เฝ้าจับตามองการกระทำของชายหนุ่มด้วยความสงสัย… ซุน ได้ควบคุมกลิ่นอายสัตว์อสูรจากร่างสถิตของตนไม่ให้แผ่ล้นออกมา มิเช่นนั้นจะทำให้สัตว์อสูรตัวน้อยเหล่านี้หวาดผวา ใช้ท่าร่างท้อทะยานเพียงวูบเดียวก็ไปหยุดยืนเบื้องหน้าของ จิ้งจอกหางอัสนี ตัวนั้น…
พอได้มาเห็นใกล้ ๆ แล้ว ซุน สัมผัสได้ถึงกระแสอัสนีที่กระจายอยู่รอบ ๆ ดูเหนือล้ำกว่าสัตว์อสูรทั่ว ๆ ไปอย่างชัดเจน อีกฝ่ายดูจะคุ้นชินกับมนุษย์อยู่พอสมควร ไม่ได้แสดงท่าทีก้าวร้าวใด ๆ ออกมา ทั้งยังดูมีความเป็นมิตรผ่านแววตาที่ไร้เดียงสา ทำให้ชายหนุ่มส่งยิ้มให้จิ้งจอกน้อยเป็นการตอบรับเช่นกัน…
ทว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นของชายหนุ่ม จู่ ๆ พลันปรากฏศีรษะของอสรพิษที่โผล่ออกมาจากด้านหลัง แหวกผ่านความว่างเปล่า ก่อนจะเผยแววตาคมกล้าอันน่าสะพรึง แผ่รัศมีเรืองรองจากเกล็ดสีทองสลับสีมรกต…
ทันใดนั้นดวงตาของจิ้งจอกน้อยก็ได้เบิกโพรงกลมโตราวกับดวงตาของมัจฉา… ร่างกายสั่นสะท้านขนลุกตั้งชันขึ้น แม้แต่หางอัสนีอันแสนภาคภูมิใจ บัดนี้กลับตวัดเก็บเข้าไปสอดใต้หว่างขาของตนเองไม่กล้าโบกสะบัด…
อำนาจสยบที่ส่งผลต่อสัตว์อสูรสายพันธุ์อื่นเช่นนี้ มิใช่จะมีให้พบเห็นโดยง่าย จิ้งจอกหางอัสนี ลำดับที่ 8 ในตาราง คงไม่ต้องกล่าวว่าแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่า เฟยเสอ เพราะเพียงแค่สบตา จิ้งจอกตนนี้ก็ยังไม่กล้าพอ!!
“เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ระดับมันแตกต่างกันเกินไปจนมิอาจชี้วัดอะไรได้…” ซุน ถอนหายใจด้วยความปลดปลง เห็นได้ชัดว่าวาจาก่อนหน้านี้ของชายหนุ่ม เฉียงจุนซี ได้เข้าใจในความหมายที่ตรงกันข้าม มิใช่ว่าระดับของจิ้งจอกหางอัสนีสูงเกินไป แต่เป็นเพราะว่ามันต่ำเกินไปจน เฟยเสอ ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ต่างหาก...
“!!!!!!!!!!!” เฉียงจุนซี และ เฉียงจ้าว เผยใบหน้าซีดเผือดขึ้นมาอย่างกะทันหัน อสรพิษน้อย ที่ ซุน กล่าวถึง เวลานี้มิได้ตัวน้อยอย่างที่เข้าใจ แต่มันมีลำตัวที่ใหญ่และยาวกว่าเมื่อตอนที่ถือกำเนิดร่วมเท่าตัว จนเวลานี้ไม่สามารถที่จะขดพันรอบตัว ซุน และเดินทางได้อีกแล้ว… เกล็ดงดงามของมันยังเด่นชัดมีประกายกว่าตอนที่เพิ่งถือกำเนิด เริ่มเห็นถึงความสง่างามที่มองอย่างไรก็ดูไม่เหมือนอสรพิษที่อายุเพียงแค่ไม่ถึงสองเดือน…
“นะ…นั่นมันอสรพิษสายพันธุ์ใดกัน!! อสรพิษทะเลก็ไม่ใช่ อสรพิษภูเขาก็ไม่เชิง…” เฉียงจุนซี อดไม่ได้ที่จะหลุดคำถามออกมาด้วยท่าทีตื่นตระหนก แม้แต่ เฉียงจ้าว ยังถึงกับต้องหยิบเอาตำราสัตว์อสูรสายพันธุ์อสรพิษออกมาไล่ดู ก่อนที่ เฉียงจ้าว จะสำลักลมหายใจเมื่อเปิดเจอหน้าหนึ่งในตำราที่เก่าแก่ เป็นภาพขุ่นมัวที่ถูกเขียนขึ้นจากจินตนาการของผู้เชี่ยวชาญในอดีต…
“อะ…อสรพิษกลืนนภา!! สายเลือดราชันย์แห่งสัตว์อสูรแท้จริง!!” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ทั้งสองชายหนุ่มที่คลุกคลีกับสัตว์อสูรมาอย่างมากมาย อดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีตื่นตระหนกอย่างยิ่ง… สัตว์อสูรในใต้หล้านี้ มีเพียงแค่ไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้นที่ถูกเรียกว่า ราชันย์แห่งสัตว์อสูร เพราะจะต้องเป็นสัตว์อสูรในสายพันธุ์ที่เคยมีบรรพบุรุษก้าวไปถึงจุดสูงสุดในชนชั้นลมปราณสีรุ้งได้เท่านั้น ถึงจะถูกขนานนามว่า ราชันย์แห่งสัตว์อสูร…
หากไม่นับ ราชันย์แห่งสัตว์อสูรทั้ง 5 ที่สิ้นอายุขัยไปแล้ว อยู่บนหอคอยสุสานเทพอสูรทั้ง 5 แห่ง… ในปัจจุบันมีราชันย์แห่งสัตว์อสูรที่ยังมีลมหายใจ ปรากฏให้ได้เห็นบนโลกเพียงแค่ 2 ตนเท่านั้น หนึ่งคือราชันย์มังกรทมิฬ ภัยพิบัติแห่งท้องฟ้า และสองคือราชันย์วาฬเจ้าทะเล ภัยพิบัติแห่งท้องทะเล…
ดังนั้นสายพันธุ์สัตว์อสูรที่มีสายเลือดของราชันย์ ไม่อาจเรียกได้ว่าล้ำค่า แต่สมควรเรียกว่าเป็นตำนานมายาที่มิอาจแตะต้อง!! เฉียงจุนซี และ เฉียงจ้าว จดจ้องมายัง เฟยเสอ ไม่ละสายตา… ทว่าในตอนนั้นเอง ที่เสียงกระแอมไอของ ซุน ดังขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศทั้งหมด…
“แฮ่ม! ศิษย์พี่ทั้งสอง ดูเหมือนพวกท่านจะเข้าใจผิดกันแล้ว… เฟยเสอ ของข้าจะเป็นสายเลือดของราชันย์สัตว์อสูรได้อย่างไร?! อสรพิษกลืนนภา ที่ท่านกล่าวถึง จำเป็นต้องมีเกล็ดสีทองตลอดทั้งร่างมิใช่หรือ?!
เฟยเสอ ของข้ามีเกล็ดสีทองเพียงแค่บางส่วน แท้จริงแล้วเป็นเพียงอสรพิษทะเลที่กลายพันธุ์ ทำให้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมเท่านั้นเอง… สายเลือดราชันย์อะไรกัน สัตว์อสูรแบบนั้นจะถูกมนุษย์ครอบครองได้อย่างไร?!” ซุน เอ่ยอธิบายเรื่องราวเป็นฉาก ๆ ด้วยเหตุและผล สีหน้าเผยความไม่ยี่หระราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
เฉียงจุนซี และ เฉียงจ้าว ถึงกับมองหน้ากันไปมา สลับกับมองตำราและ เฟยเสอ ที่กะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา อสรพิษน้อยมิได้แสดงอำนาจคุกคาม หรือรัศมีราชันย์ออกมาให้พบเห็น เนื่องด้วยสติปัญญาของ เฟยเสอ นั้นมิต่างจากเด็กคนหนึ่ง เพราะมีจิตวิญญาณสัตว์เทพที่สิงสู่ จึงทำให้ เฟยเสอ มีความเฉลียวฉลาด ได้ถูก ซุน กำชับสอนสั่งให้คอยระมัดระวังเรื่องการปกปิดตัวตนแท้จริงต่อหน้าผู้อื่น…
เฉียงจุนซี และ เฉียงจ้าว ขมวดคิ้วขึ้นทันที เพราะอย่างไรทั้งสองก็ไม่เคยพบเจอราชันย์แห่งสัตว์อสูรที่แท้จริง ย่อมมิอาจบ่งชี้ได้แน่ชัดจากรูปวาดที่ขุ่นมัวในตำรา ผนวกกับคุณลักษณะที่ไม่ได้ตรงตามตำราบอกไว้ ก็มีความเป็นไปได้หลายส่วนที่จะเป็นอสรพิษทะเลกลายพันธุ์อย่างที่ ซุน ว่ามา…
“เอาล่ะ ข้าว่าพวกท่านเลิกสนใจในสายเลือด เฟยเสอ ของข้าดีกว่า… เวลานี้ข้าอยากจะรู้ว่า เฟยเสอ ของข้ามีพลังพอจะเข้าร่วมการจัดลำดับได้หรือยัง?! ข้านั้นต้องการจะทราบถึงขีดจำกัดที่แน่ชัด ว่า เฟยเสอ สามารถเผชิญหน้ากับศัตรูได้ถึงระดับใด เพื่อที่จะได้ไม่พลาดพลั้งในสมรภูมิที่แท้จริง…” ซุน กล่าวขึ้นแน่นหนักด้วยสีหน้าที่จริงจังอีกครั้ง
เฉียงจุนซี เผยความลังเล ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างปลดปลง…
“เข้าใจแล้ว… การที่สามารถสะกดข่ม จิ้งจอกหางอัสนี ได้เพียงแค่สายตา นั่นก็น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสัตว์อสูรใน 3 ลำดับแรก... แต่เพื่อความแน่ชัด จะลองให้เผชิญหน้ากันดูก็ได้ ทั้งสามไม่ได้อยู่ในเขตที่ปลอดภัยนี้ แต่อยู่ในเขตเฝ้าระวังด้านใน…”
ซุน เผยรอยยิ้ม… “เช่นนั้นข้าขอรบกวนด้วย ศิษย์พี่เฉียงจุนซี…”
เฉียงจุนซี ได้พา ซุน เข้ามาในเขตที่มีม่านพลังปกคลุม บ่งบอกถึงระดับความดุร้ายของสัตว์อสูรที่เพิ่มสูงขึ้น… เฉียงจุนซี เอ่ยปากอธิบายอย่างมั่นอกมั่นใจ ว่าสัตว์อสูรภายในเขตนี้มีความแข็งแกร่งมาก เป็นถึงสัตว์อสูรที่ถูกฟูมฟักเพื่อให้กลายเป็นร่างสถิตในอนาคตของทายาทตระกูลเฉียง หรือไม่ก็ผู้ที่มีความสามารถมากพอในพรรคมังกรฟ้า…
ไม่นานตรงหน้าของ ซุน ก็มองเห็น ราชสีห์มณีม่วง หมีขนเหล็ก และแมงป่องทมิฬ สามสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับบนของตารางจัดลำดับ… ทว่าทันทีที่ เฟยเสอ เลื้อยคืบคลานเข้าไปหา ทั้งสามสัตว์อสูรที่ตระกูลเฉียงนั้นภาคภูมิใจ กลับหมอบคลานก้มต่ำ เรือนกายสั่นเทิ้มไม่ต่างจาก จิ้งจอกหางอัสนีตัวก่อน…
ทำเอา เฉียงจุนซี ถึงกับใบหน้าบิดงอไปโดยพลัน… ซุน กระแอมไอขึ้นอีกครั้ง “เอ่อ… ศิษย์พี่ ข้าว่าบางทีสัตว์อสูรทารกที่อายุต่ำกว่าหนึ่งปีเหล่านี้ น่าจะยังไม่เพียงพอให้ เฟยเสอ ของข้าต้องลงมือ… ท่านช่วยขยับเป็นสัตว์อสูรระดับที่เจริญวัยขึ้นมาหน่อย ดีหรือไม่?!”
เฉียงจุนซี รู้สึกถึงความขมขื่น วาจาที่ตนนั้นอวดโอ้ไปก่อนหน้านี้ ราวกลับกลายเป็นน้ำโสโครกที่ถูกสาดกลับมารดหน้าตนเอง… มีหลายครั้งที่ เฉียงจุนซี ชำเลืองมองมายัง เฟยเสอ เพื่อพิจารณาให้แน่ชัด ว่ามันอายุไม่ถึง 2 เดือนจริง ๆ หรือไม่
หากแต่เกล็ดใต้ท้อง ที่เป็นเหมือนจุดพิเศษที่บ่งชี้อายุขัยสัตว์อสูรสายพันธุ์อสรพิษ แต่ก็ยังปรากฏริ้วชัดเจนว่า เฟยเสอ เป็นเพียงทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน อายุไม่มีทางเกิน 3 เดือนอย่างแน่นอน... นั่นจึงยิ่งทำให้ เฉียงจุนซี ถึงกับถอนหายใจออกมา จนเริ่มจะนับจำนวนครั้งไม่ได้แล้ว…
“บอกตามตรงว่า ข้ายังไม่เคยพบเจอสัตว์อสูรแรกกำเนิดตนใด น่ากลัวถึงเพียงนี้มาก่อน ต่อให้เป็นสัตว์อสูรที่กลายพันธุ์ มันก็ยังไม่อาจถูกนำไปจัดลำดับได้แน่ชัด… เอาเถอะ! เห็นแก่ที่เจ้าร้องขอ เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปพบเจอกับสัตว์อสูรที่ถูกวิทยาการตัดแต่งพันธุ์กรรมเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง บอกไว้ก่อนนะว่าเจ้าสัตว์อสูรพวกนั้น มีความน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง…”
ซุน ประสานมืออย่างสุภาพ…
“หวังว่าพวกมันจะน่ากลัวจริง ๆ ดังท่านว่า…”
……………………….………………………..