อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 285 โรงปศุสัตว์อสูร
ตอนที่ 285
ตึง!
เสียงเก้าอี้สองตัวที่หงายไปด้านหลัง เมื่อสองชายหนุ่มลุกพรวดยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอาการเนื้อตัวที่สั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้นกับเรื่องที่ได้ยิน… แน่นอนว่าสองคนนี้มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็น เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ดวงตาของทั้งสองคนเบิกกว้างจนกลมโต
“ฉะ…เฉียงตงฟาง ชักชวนพวกเราเข้ากลุ่มพิชิตมังกรงั้นหรือ!!”
ซุน เผยรอยยิ้มน้อย ๆ “ก็อย่างที่ว่ามานั้นแหละ พวกท่านใจช่วยเย็น ๆ ลงก่อน...”
ดูเหมือนว่าคำพูดของ ซุน จะไม่เป็นผลอะไรนัก เพราะทั้งสองต่างกู่ร้อง พร้อมกระโดดโลดเต้นราวกับลิงด้วยความดีใจ จนเรือนพักแห่งนี้แทบจะสั่นไหว… เพราะการมาของทั้งคู่ในฐานะศิษย์ตามธรรมเนียม เป้าหมายหลักก็คือต้องการเข้าร่วมกลุ่มพิชิตมังกรของ เฉียงตงฟาง นี่เอง การถูกชักชวนโดยตรงเช่นนี้จึงยากที่หักห้ามความตื่นเต้นดีใจลงได้…
ซุน ส่ายหน้าอย่างปลดปลง ก่อนจะชำเลืองของไปอีกมุมหนึ่งของเรือนพัก… “ศิษย์พี่ทั้งสองก็ว่าไปอย่าง… ผู้อาวุโสเตีย ทำไมท่านต้องกระโดดโลดเต้นราวกับตนเองได้เข้าร่วมด้วยเล่า?!”
ชายชราจากที่กำลังโลดเต้นดีใจ พลันค้างชะงัก กระแอมไปแก้เขินออกมา… “แฮ่ม! ข้าในฐานะรองเจ้าสำนักสายลมประจิม ในเมื่อศิษย์สำนักทั้งสามได้รับโอกาสสำคัญนี้ จะไม่ให้ดีใจด้วยได้อย่างไร?!”
ทั้งสี่คนหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน เป็นสายใยผูกพันที่ราวกับเป็นครอบครัว… ก่อนที่ ซุน จะได้เล่าอธิบายเรื่องแผนการฝึกและการสนับสนุนของตระกูลเฉียง ซึ่งในช่วงหนึ่งเดือนนี้หาก เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ไม่สามารถก้าวขึ้นไปในระดับชนชั้นลมปราณสีเหลืองได้ ก็อาจทำให้แผนการทั้งหมดต้องสั่นคลอน จึงสร้างแรงกดดันให้กับทั้งคู่อยู่ไม่น้อย…
เตียมู่หยง ชำเลืองมองสองศิษย์ที่มากความสามารถ ชายชราก็มีแววตาที่เปลี่ยนแปลงไป ราวกับมีการตัดสินใจที่แน่นหนักบางอย่าง… “ดูท่าข้าในฐานะรองเจ้าสำนัก จะต้องแสดงความศักยภาพของสำนักสายลมประจิมของพวกเราให้ทุกคนได้เห็นแล้ว…
เจี่ยโย่วเทียน… ลั่วชิงเหอ... ข้าจะปรึกษาเรื่องนี้กับท่านเจ้าสำนักอวิ๋น เพื่อหาทางสนับสนุนพวกเจ้าทั้งสองคน ให้กลายเป็นร่างสถิตเฉกเช่นผู้เยาว์ระดับแนวหน้าในยุทธภพนี้เสียที จะได้ไม่น้อยหน้าผู้ใดในการแบกป้ายชื่อสำนักสายลมประจิมไว้บนบ่า!!”
“!!!!!!!!!!” เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว ก็ถึงกับนิ่งชะงักไปโดยพลัน “ระ…ร่างสถิตงั้นหรือ!!”
เตียมู่หยง พยักหน้าตอบรับ… “ในเวลานี้ข้ามีลูกแก้วดวงจิตรวมไปถึงซากร่างของ จิ้งเหลนไฟ สัตว์อสูรชนชั้นราชันย์ จากสินสงครามเมื่อครั้งก่อน(ตอนที่ 225) ขาดก็แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการที่จะดัดแปลงมัน สัตว์อสูรตนนี้มีปราณอัคคีที่รุนแรงเป็นหลัก น่าจะเหมาะสมกับ ลั่วชิงเหอ เป็นอย่างดี…
ส่วนทาง เจี่ยโย่วเทียน ข้าจะดำเนินการยื่นเรื่องกับท่านเจ้าสำนักให้ช่วยจัดหาสัตว์อสูรที่มุ่งเน้นความเร็วหรือไม่ก็พละกำลัง เพื่อเสริมส่งเพลงกระบี่ของเจ้าให้แก่กล้ายิ่งขึ้น!! พวกเจ้าคือความหวังของสำนักสายลมประจิม ไม่ว่ายังไงข้าก็จะเร่งจัดการให้พวกเจ้าจงได้!!”
สองชายหนุ่มถึงกับเผยแววตาเด็ดเดี่ยวออกมา ก่อนจะประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ…
“ขอบคุณทั้งรองเจ้าสำนักเตีย” ทั้งสองคนกล่าวพร้อมกันด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก
ก่อนที่ เตียมู่หยง จะหันมองมาทาง ซุน…
“ส่วนเจ้า… ทางสำนักคงไม่อาจสรรหาอะไรมอบให้เจ้าในตอนนี้ได้กระมัง?! ทั้งร่างสถิต และศาสตราของเจ้า ก็แทบจะอยู่ในระดับที่สมบูรณ์แบบแล้ว หวังว่าเจ้าจะไม่น้อยเนื้อต่ำใจในเรื่องนี้”
ซุน เผยรอยยิ้ม พยักหน้าตอบรับด้วยความเข้าใจ…
“อย่าห่วงเลย ผู้อาวุโสเตีย… เพียงแค่ที่ผ่านมา สำนักสายลมประจิม ให้การปกป้องคุ้มครองข้ามาโดยตลอด เท่านี้ข้าก็ซาบซึ้งใจมากพอแล้ว… หากข้าอยากได้สิ่งใด ไว้ข้าค่อยไปรีดเค้นเอาจากกลุ่มศิษย์ทั้ง 5 ฝ่ายนั่นด้วยตนเอง”
เสียงหัวเราะของทั้งสี่ก้องดังขึ้น จนเรือนพักใกล้เคียง ต่างก็พากันหันมองด้วยความฉงน...
……………………..……………………..
3 วันต่อมา…
ขณะที่ ซุน และสองศิษย์พี่มุ่งหน้าเดินทางไปยัง โรงปศุสัตว์อสูร ฐานที่มั่นของฝ่ายวิจัย เนื่องจากสถานที่นี้ควบคุมดูแลโดยตระกูลเฉียง ซุน จึงเลือกนัดหมาย เฉียงตงฟาง ณ ที่แห่งนี้… ทว่า ซุน เพิ่งมารู้ในภายหลังว่าแท้จริงแล้ว เฉียงตงฟาง เป็นหนึ่งในศิษย์หลักที่ไม่ได้เข้าร่วมกับฝ่ายใดเลย แม้แต่ฝ่ายของตระกูลตนเองก็ยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วม มีเส้นทางการฝึกฝนของตนเองเป็นที่ตั้ง…
ระหว่างเส้นทางที่ผ่านหมู่ศิษย์พรรคมังกรฟ้า ซุน ล้วนแล้วแต่กลายเป็นเป้าสายตาของทุกคน แม้ว่าบางคนจะอยู่ในระหว่างการประลองฝึกฝน ก็ยังหยุดชะงักทั้งคู่ประลอง เพื่อหันมองมาที่ชายหนุ่ม สำคัญกว่านั้นคือมิได้มีเพียงแค่สายตาเท่านั้น หากแต่ริมฝีปากของทุกคนยังขมุบขมิบกันเป็นระวิง ยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นรอบทิศรอบทางนับร้อยคนด้วยแล้ว ต่อให้มีสัมผัสลมปราณเฉียบคมแค่ไหนก็ยังยากที่จะแยกแยะ จับใจความได้เพียงแค่เป็นการเหน็บแนม หรือไม่ก็ร่ำลือเรื่องราวตามกระแส…
“ศิษย์พี่ซุน… ไหนก่อนมาที่นี่ เจ้าตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่อย่างเงียบสงบอย่างไรเล่า?! ข้าว่าสายตาที่คนอื่น ๆ มองเจ้าแทบไม่ได้ต่างไปจากตอนที่เจ้าอยู่สำนักสายลมประจิมสักนิดเดียว…” ลั่วชิงเหอ กล่าวขึ้นอย่างอดไม่ได้… เจี่ยโย่วเทียน และ เตียมู่หยง แม้ไม่เอ่ยวาจา แต่เห็นเพียงแค่สีหน้าก็พอจะเดาออกว่ากำลังขบขันในใจ
“เงียบเถอะน่า… บอกแล้วอย่างไรว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ…” ซุน ถอนหายใจพรืดยาว
ณ โรงปศุสัตว์อสูร… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
สถานที่แห่งนี้อยู่ติดกับม่านพลัง เขตโลกา เนื่องด้วยพื้นที่เพาะพันธุ์สัตว์อสูรใช้ขอบเขตบริเวณที่ค่อนข้างกว้างขวาง ดังนั้นจึงกินพื้นที่เข้าไปใน เขตโลกา ของหมู่ศิษย์สายนอกและสายใน… ในส่วนของเรือนวิจัยนั้น เปรียบเสมือนสถานที่ในการค้นคว้าทดลอง ในแต่ละปีนั้นมีความสำเร็จที่ก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นหนึ่งในฝ่ายที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว ภายในพรรคมังกรฟ้า…
ซุน ไม่เคยมาที่นี่ด้วยตนเอง แต่ก่อนหน้านี้เคยใช้ให้ ทหารเงา เข้ามาทำการเจรจากับ ฝ่ายวิจัย แล้วครั้งหนึ่ง จึงทำให้ยังไม่มีโอกาสได้สำรวจหรือศึกษาความสำเร็จของเรือนวิจัยแห่งนี้ด้วยตาตนเอง พอได้มาเห็นก็อดไม่ได้ที่จะเผยแววตาชื่นชม…
ตระกูลเฉียง คือผู้ควบคุมดูแลเป็นหลัก มีสถานที่เพาะเลี้ยงทั้งสัตว์อสูรเทียมที่ไม่มีลูกแก้วดวงจิตภายในร่าง แต่เหมาะสำหรับการใช้งานเป็นพาหนะ และรวมไปถึงสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรแท้ ก็มีด้วยเช่นกัน ถึงจำนวนจะยังมีไม่มากแต่ก็ได้รับการขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง… อีกทั้งยังมีการตัดแต่งพันธุ์กรรมของสัตว์อสูรแท้ เพื่อให้เหมาะกับการเป็นร่างสถิตเมื่อผสานเข้ากับร่างกายของมนุษย์…
แน่นอนว่าตำนานร่างสถิตสมบูรณ์ที่แท้จริงในประวัติศาสตร์นั้น นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีเพียงแค่ 3 ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา เท่านั้นที่บรรลุ… เพราะการจะเป็นร่างสถิตสมบูรณ์ที่แท้จริงได้นั้น จำเป็นต้องใช้ลูกแก้วดวงจิตของสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีรุ้งขึ้นไป ซึ่งในยุคนี้ ซุน ก็เป็นอีกคนที่ได้รับพลังของร่างสถิตแท้จริง แม้ว่าเรื่องราวจะยังเป็นความลับที่ไม่ถูกเปิดเผยก็ตามที…
ในยุทธภพแห่งนี้เพียงแค่ ลูกแก้วดวงจิต สัตว์อสูรชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ก็แทบจะเสาะหามาไม่ได้แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องกล่าวถึงลูกแก้วดวงจิตของสัตว์อสูรชั้นลมปราณสีรุ้ง… ด้วยเหตุนี้จึงมีการใช้วิทยาการล้ำหน้าเข้าช่วยเหลือ แม้จะเป็นลูกแก้วดวงจิตที่ต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีรุ้ง ก็สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญดัดแปลงมัน ทำการผสานให้กลายเป็นร่างสถิตได้เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังจัดอยู่ในร่างสถิตเทียม ที่เทียบไม่ได้กับร่างสถิตสมบูรณ์แท้จริง…
อีกทั้งวิทยาการของ ฝ่ายวิจัย ในตระกูลเฉียง ก็ยังนับเป็นวิทยาการที่ล้ำหน้าที่สุดในยุทธภพอีกด้วย จากเงินทุนทดลองอันมหาศาลของพรรคมังกรฟ้าที่ทุ่มเทในด้านนี้มาโดยตลอดหลายพันปี นับตั้งแต่ที่สัตว์อสูรบนแผ่นดินเริ่มจะสูญพันธุ์ไป…
เฉียงตงฟาง คือหนึ่งในผลลัพธ์ของผู้ที่ได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุด ส่วนหนึ่งเพราะความทุ่มเทของชายหนุ่ม ที่ทนต่อความเจ็บปวดในการถูกทดลอง ถึงขั้นปลูกถ่ายอวัยวะบางส่วนของสัตว์อสูรลงในร่างกายตนเอง เพื่อเพิ่มขอบเขตให้เหนือไปกว่าร่างสถิตเทียมทั่วไป จนเข้าใกล้ความเป็นร่างสถิตที่แท้จริงมากที่สุด…
ก่อนหน้านี้แม้ว่า ซุน จะเคยพบเห็นผู้เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรมาบ้าง อย่างตำหนักของ ม่อเหยียนฉุน ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์วิชาควบคุมอสูรที่มั่งคั่ง… แต่เมื่อนำตำหนักของ ม่อเหยียนฉุน มาเปรียบเทียบกับ โรงปศุสัตว์อสูรแห่งนี้แล้ว ก็เรียกได้ว่าแตกต่างกันเป็นอย่างมาก มิต่างสวนเล็ก ๆ ที่พยายามจะเปรียบกับฝืนป่าขนาดใหญ่…
ดูเหมือนว่า ซุน จะเดินทางมาถึงที่นี่เร็วเกินไปหน่อย… เฉียงตงฟาง ได้ออกไปรับตัว ไป๋หู่จิวหรง ที่หน้าประตูพรรคมังกรฟ้าด้วยตนเอง จึงต้องรออีกสักระยะกว่าที่ทั้งสองคนจะเดินทางกลับมาถึง… มีชายหนุ่มคนหนึ่งออกมาพบเจอกับ ซุน และพรรคพวก ซึ่งก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็น เฉียงจ้าว ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำฝ่ายวิจัย ที่เคยทดสอบฝีมือ ซุน ณ ริมทะเลสาบ(ตอนที่ 272)…
จากความสัมพันธ์ในหลาย ๆ ด้าน ทำให้ ซุน กับฝ่ายวิจัย ค่อนข้างจะเข้ากันได้ดี… เฉียงจ้าว เป็นคนที่มีมารยาทมากกว่าที่คิด ไม่มีสายตาดูหมิ่นดูแคลนผู้ใด ทั้งยังใช้เวลาในช่วงที่ทุกคนเฝ้ารอ เฉียงตงฟาง กลับมา ได้อาสาพา ซุน และคนอื่น ๆ ชี้แนะโรงปศุสัตว์อสูรแห่งนี้มากยิ่งขึ้น…
“งั้นเองหรอกหรือ?! ที่แท้ ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน ก็ต้องการเป็นร่างสถิตด้วยนี่เอง อีกทั้งสำนักสายลมประจิมยังให้การสนับสนุนด้านการเสาะหาลูกแก้วดวงจิตสัตว์อสูร แต่ยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการช่วยผสานร่างงั้นสินะ…
เข้าใจแล้ว… เช่นนั้นไว้เป็นหน้าที่ของพวกเราให้เอง ฝ่ายวิจัยของเรามีผู้อาวุโสที่เชี่ยวชาญในด้านนี้มากที่สุดในยุทธภพ ทั้งยังเป็นผู้ที่ได้เคยผสานร่างสถิตให้กับทั้งตัวข้า และ เฉียงตงฟาง ด้านความเสถียรสมดุล รับรองได้ว่ามั่นคงถึงขีดสุด เมื่อเทียบกับผู้เชี่ยวชาญจากที่อื่น…” เฉียงจ้าว กล่าวขึ้นเสนอตัวในทันที
เพราะ เฉียงจ้าว รวมไปถึงตระกูลเฉียง มั่นใจว่ากลุ่มผู้เยาว์เหล่านี้ จะต้องกลายเป็นยอดฝีมือในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน การสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ถือเป็นไมตรีที่ควรหยิบยื่น และการทำให้สมาชิกกลุ่มพิชิตมังกรแข็งแกร่งขึ้น ยังถือเป็นการเสริมส่งความฝันและความตั้งใจของ เฉียงตงฟาง ด้วยในทางอ้อม…
ผู้เยาว์ทั้งสามประสานมือนอบน้อมเพื่อขอบคุณ…
เฉียงจ้าว นำทางเหล่าผู้เยาว์ทั้งสาม มาจนถึงเขตบ่มเพาะสัตว์อสูร… ที่นั่น ซุน ยังมองเห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งที่สง่าผ่าเผย ซุน หดนัยน์ตาแคบและจดจำชายคนนี้ได้ในทันที เพราะนี่ก็คือผู้นำหมู่ศิษย์ของฝ่ายวิจัย ที่ ซุน เคยใช้ให้ทหารเงามาทำสัญญาร่วมกัน… และคนผู้นี้ยังเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของ เฉียงตงฟาง อีกด้วย กลิ่นอายสัตว์ร้ายที่แผ่ซ่านออกมา เรียกได้ว่าไม่เป็นรองผู้ใด…
เฉียงจุนซี
“คารวะท่านผู้นำฝ่าย…” ซุน ชิงเอ่ยปากขึ้นก่อน เพื่อแสดงมารยาท
เฉียงจุนซี ปรากฏรอยยิ้มประดับขึ้น รอบด้านเต็มไปด้วยสัตว์อสูรน้อยใหญ่ที่รายล้อม ราวกับเคารพเชื่อฟังชายผู้นี้ เรือนกายมีพลานุภาพสยบบางอย่าง ที่สมกับเป็นศิษย์หลักระดับแนวหน้าของพรรคมังกรฟ้า…
“ตามสบาย… ข้าได้ยินเรื่องของพวกเจ้าจาก เฉียงตงฟาง น้องชายข้ามาแล้ว ดังนั้นขาดเหลือสิ่งใดก็อย่าได้เกรงใจพวกเรา ตระกูลเฉียงรับหน้าที่โดยตรงในการผลักดัน กลุ่มพิชิตมังกร เพื่อท้าชิงตำแหน่ง ราชันย์รุ่นเยาว์ ในครั้งนี้…” น้ำเสียงของ เฉียงจุนซี แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนแต่ก็น่าเลื่อมใสในขณะเดียวกัน
หลายคนกล่าวว่าผู้ที่เติบโตมาพร้อมการรายล้อมของสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก มักจะมีอุปนิสัยที่อ่อนโยนเป็นพื้นฐาน เฉียงจุนซี ผู้นี้ก็ดูจะมีเค้าโครงอย่างที่หลายคนพูดกัน… ชายหนุ่ม ลูบมือไปบนเส้นขนของจิ้งจอกสีขาวตัวหนึ่งอย่างทะนุถนอม…
“สัตว์อสูรในบริเวณนี้ล้วนเป็นเพียงทารกที่อายุยังไม่เกิน 1 ปี ดังนั้นพวกมันเกือบทั้งหมดจึงไม่ดุร้าย และมีความเชื่องกับมนุษย์จากการปลูกฝังนิสัย พวกเจ้าสามารถเดินสำรวจได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร…” เฉียงจ้าว เอ่ยแนะนำอีกแรง…
ซุน หันมองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัยใคร่รู้จากวิสัยพื้นฐาน… ที่แห่งนี้มีสัตว์อสูรหลากหลายสายพันธุ์มองดูละลานตาเป็นอย่างมาก...จวบจนกระทั่ง ซุน ไปสะดุดเข้ากับกระดานไม้ขนาดใหญ่ ที่มีการสลักชื่อเรียงลำดับบางอย่าง จึงทำให้เกิดความสนใจมากขึ้น
“นั่นคืออะไร?!”
“อ่อ... นั่นคือระดับความแข็งแกร่งของสัตว์อสูร ที่มีการไล่เรียงผ่านการวิจัย… และจากทฤษฎีที่ปรากฏ มีแนวโน้มสูงมากว่าการจัดลำดับตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นทารกอายุไม่เกิน 1 ปีของสัตว์อสูร สามารถสะท้านความแข็งแกร่งในภายภาคหน้าได้ชัดเจนที่สุด…” เฉียงจ้าว กล่าวอธิบายโดยไม่ปิดบัง
ซุน ขมวดคิ้วเป็นปมทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขึ้นมาในภายหลัง…
“อันที่จริง… ข้าเองก็เลี้ยงดูอสรพิษตัวน้อยไว้ตัวหนึ่ง เวลานี้อายุยังไม่ถึง 2 เดือนเสียด้วยซ้ำ ไม่ทราบว่าข้าขอลองให้อสรพิษตัวน้อยของข้า… เข้าร่วมการจัดลำดับนั่น ได้ด้วยหรือไม่?!”
……………………………………