อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 288 เฉียงฟางจุน
ตอนที่ 288
“ด้วยหลักการเดียวกับ เฟยเสอ... ข้ายังสามารถสร้างพื้นที่ภาชนะในร่างตนเอง รองรับสัตว์อสูรได้อีกสี่ตนอย่างนั้นหรือ?! ไม่ได้เอะใจเรื่องมาก่อนเลยจริง ๆ” ซุน กล่าวพึมพำขึ้นกับตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องกับ เฒ่าชีเปลือย ที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูตบะในโลกวิญญาณใบเล็ก
“ว่ากันตามหลักการแล้ว ก็คงสามารถทำได้นั่นแหละ… หากเจ้ายินยอมจะสูญเสียดวงวิญญาณสัตว์ร้ายที่เคยเก็บสั่งสมมา ให้ผสานวิญญาณเข้าไปสัตว์อสูรอีกสี่ตนที่จะสร้างพันธสัญญาต่อกันล่ะก็นะ…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวตอบในลักษณะที่ไม่ชี้ชัด บอกแต่ว่ามีโอกาสสำเร็จเท่านั้น เพราะ เฒ่าชีเปลือย ก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้…
ซุน รู้สึกจิตใจสะท้านสะเทือนขึ้นมาในทันที…
หากกล่าวถึงเหล่าวิญญาณสัตว์ร้ายในรอยสักเบญจสารสัตว์… ในช่วงที่ ซุน ยังไม่ได้ฝึกฝนลมปราณจนแข็งแกร่งมากพอ ก็สามารถกล่าวได้ว่ามันเป็นหนึ่งในไม้ตายและแหล่งกำเนิดความแข็งแกร่งให้กับชายหนุ่ม มิต่างการระเบิดพลังในฉับพลัน…
ทว่าต่อมาในภายหลักบทบาทของความสามารถนี้กลับค่อย ๆ ถูกลดลงเมื่อ ซุน กลายเป็นร่างสถิตและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพราะจากตบะที่ต้องใช้ในการทรงร่าง ซุน สามารถนำตบะในส่วนนั้นเพื่อไปใช้ควบคุมกองทัพวิญญาณและศพหลอม จะทำให้ได้พลังในการต่อสู้ที่มากยิ่งกว่า… อีกทั้งการทรงร่าง ก็มิได้ยกระดับพลังให้ ซุน ได้หลายเท่าเฉกเช่นในอดีตอีกแล้ว…
หากให้เปรียบพื้นฐานร่างกายของ ซุน ในอดีตที่มี 10 ส่วน… เมื่อทรงร่างสัตว์ร้าย จะเพิ่มขึ้นมาอีก 20 ส่วน ดังนั้นมันจึงแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าอย่างเห็นได้ชัด… ทว่าพื้นฐานร่างกายและร่างสถิตของ ซุน ในเวลานี้ อาจมีมากถึง 500 ส่วนเมื่อเทียบกับตนเองในอดีต… ดังนั้นการเพิ่มขึ้นมา 20 ส่วนในอัตราเดิม จึงแทบไม่เห็นผลของความแตกต่างที่ชัดเจนนัก… หากนำตบะในส่วนนั้นไปใช้กับอาคมอื่น ๆ ที่สำคัญกว่าดังเช่นอาคมคุ้มกายอย่าง ‘คงกระพันชาตรี’ หรืออาคมกำบังกายอย่าง ‘ธุลีดินซ่อนเร้น’ ยังเรียกว่าได้รับความสามารถที่คุ้มค่ายิ่งกว่า…
ดังนั้นหากสามารถยกระดับรอยสักเบญจสารสัตว์ ให้ก่อประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น ก็จะถือเป็นการพัฒนาขีดความสามารถที่ก้าวกระโดด โดยอาศัยปัจจัยภายนอกอย่างสัตว์อสูรที่น่ากลัวแท้จริง มาเข้าเสริมทัพแทนดวงวิญญาณสัตว์ร้ายในปัจจุบัน…
แต่ถึงแม้จะมองเห็นลู่ทางเช่นนั้น ก็ใช่ว่า ซุน จะเลือกสรรสัตว์อสูรสามัญทั่วไป ให้มาอยู่ในการดูแล ในเมื่อขอบเขตมีเพียงแค่สี่ตนอีกทั้งดูเหมือนว่าจะต้องอ้างอิงจากสายพันธ์ของวิญญาณสัตว์ร้ายภายในรอยสัก ตัวเลือกนั้นจึงยากยิ่งขึ้นไปอีก นับว่าเป็นเส้นทางที่ยังห่างไกลสำหรับ ซุน เวลานี้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องรอไปจนกว่าจะพบเจอสัตว์อสูรที่ควรคู่ โดยที่พลังรบต้องไม่ยิ่งหน่อยไปว่า เฟยเสอ อีกด้วย…
อสรพิษน้อย หลังจากเอาชนะวานรยักษ์สีดำได้สำเร็จ ก็ตรงเข้ามาคลอเคลียกับ ซุน สีหน้าที่เบื่อหน่ายของ เฟยเสอ ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะดีขึ้นมาก หลังจากได้ต่อสู้กระตุ้นชีวิตชีวา ค่อนข้างชัดเจนมากกว่า เฟยเสอ เป็นสัตว์อสูรนักล่าที่เกิดมาเพื่อสู้รบ ดังนั้นการเลี้ยงดูมันภายในถ้ำที่ปิดทึบ หรือเก็บซ่อนไว้แต่ภายในรอยสัก จึงค่อนข้างจะไม่เหมาะสมกับอุปนิสัยและสัญชาตญาณ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ เฟยเสอ มีอาการซึมเศร้า…
ซุน ในตอนนี้ไม่มีเรื่องค้างคาใจอีกแล้ว จึงขอบคุณ เฉียงจุนซี ด้วยความนอบน้อมที่ยอมช่วยเหลือเรื่องทั้งหมด… ก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางกลับไปยังเขตโรงปศุสัตว์อสูรที่ด้านนอก ตลอดเส้นทาง ซุน ยังสอบถามประดับความรู้เกี่ยวกับวิธีที่จะเลี้ยงดู เฟยเสอ อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย ซึ่ง เฉียงจุนซี ก็ไม่ได้ปกปิดอะไร ยินยอมอธิบายตามการศึกษาค้นคว้าที่เรียนรู้มา นั่นจึงทำให้ ซุน รู้สึกถูกชะตากับฝ่ายวิจัย และตระกูลเฉียง ขึ้นมาอีกขั้นอย่างอดไม่ได้…
โรงปศุสัตว์อสูร…
เมื่อกลับมาถึง ดูเหมือนว่า เฉียงตงฟาง จะกลับมาแล้วเช่นกัน และกำลังพูดคุยอยู่กับ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เกี่ยวกับเรื่องชักชวนเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มพิชิตมังกรอย่างเป็นทางการอีกครั้ง… ข้างกายของ เฉียงตงฟาง นั้น ซุน ยังเห็นชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งที่ยากจะคาดเดาอายุ แต่ความองอาจและรัศมีรอบกายนั้น บ่งชี้ว่าชายคนนี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับราชันย์ ซึ่งกำลังยืนคุยอยู่กับ เตียมู่หยง ด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจต่อกันอยู่ไม่น้อย…
“ท่านพ่อ?!” เฉียงจุนซี เอ่ยทักขึ้น นั่นจึงทำให้ ซุน แน่ใจแล้ว ว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือบิดาของ เฉียงจุนซี และแน่นอนว่ายังเป็นบิดาของ เฉียงตงฟาง ด้วยเช่นเดียวกัน… เป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบและมีอำนาจสูงสุดดูแลในเรื่องการจัดตั้งกลุ่มพิชิตมังกร ที่ทางพรรคมังกรฟ้ามอบหมายภารกิจครั้งนี้ให้… นามว่า เฉียงฟางจุน!
เฉียงฟางจุน… เป็นบุตรชายคนโตของ ผู้นำตระกูลเฉียงคนปัจจุบัน และยังเป็นผู้สืบทอดที่ในภายภาคหน้าคงจะได้ขึ้นมาเป็น ผู้นำตระกูลเฉียง อย่างไม่ต้องสงสัย… เพียงแค่สายตาที่ เฉียงฟางจุน เพ่งมองมา ยังทำให้ ซุน รู้สึกสะท้านสะเทือนขึ้นมาในฉับพลัน
ต่อให้เวลานี้นอกจากเคล็ดวิชา ‘แสงจันทราดับตะวัน’ ของ เหยาหมิง ที่ ซุน ใช้ปกปิดพื้นฐานลมปราณแท้จริงแล้ว ยังมีเวทย์อาคมของ เฒ่าชีเปลือย ที่ช่วยในการปกปิดทับซ้อนอีกระดับ ถึงจะเป็นยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ ก็ยากมองเห็นพื้นฐานแท้จริงที่ ซุน แอบซ่อนไว้…
ทว่าสายตาของ เฉียงฟางจุน ผู้นี้กลับคลายมีอำนาจบางอย่างที่น่ากริ่งเกรง สามารถสะกดผู้คนได้ด้วยสายตา เพียงแค่จ้องมองก็ยังทำให้ผู้ถูกจดจ้องเรือนกายหนักอึ้งไปอีกหลายเท่า… ซุน กดคิ้วต่ำลง ก่อนจะขับขานพลังร่างสถิตระลอกหนึ่งต่อต้าย เกิดเสียงดัง ตูม! ขึ้นจากภายในร่างกายของชายหนุ่ม ทำลายพันธนาการจากสายตาดังกล่าว
ซุน แสดงสีหน้าไม่ยี่หระไม่ทุกข์ร้อนกับเหตุการณ์เมื่อครู่… ทั้งยังประสานมือโค้งตัวอ่อนน้อม เผยน้ำเสียงที่แน่นหนักมั่นคงออกมา… “คารวะผู้อาวุโส”
เฉียงฟางจุน หรี่ตาแคบลง ก่อนจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา
“หึหึ…สมคำร่ำลือจริง ๆ นี่สินะ แมวสวรรค์ ที่กำลังโด่งดัง แข็งแกร่งไม่เป็นรอง ตงฟางเอ๋อร์ บุตรคนเล็กของข้าเลยทีเดียว สามารถต่อต้าน ‘เนตรราชันย์’ ที่สร้างแรงกดดันมหาศาลได้ในชั่วพริบตา… สมกับเป็นหนึ่งในความหวังสำคัญที่ ตงฟางเอ๋อร์ พูดถึงอยู่บ่อยครั้ง…”
ขณะที่ ซุน กำลังจะเดินเข้าไปหาทุกคนอยู่นั้นเอง… ในจุดอับสายตาด้านหนึ่งข้างสิ่งปลูกสร้าง จู่ ๆ ก็มีกระแสลมปราณระเบิดออกระลอกใหญ่ พร้อมกับเงาร่างของนกกระเรียนขาวสยายปีก พวยพุ่งตรงเข้ามายัง ซุน!! และเมื่อเข้ามาใกล้จะงอยปากของนกกระเรียนขาวตนนี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่และหอกสั้น…
ซุน นอกจากจะไม่มีท่าทีตื่นตระหนกใด ๆ แล้ว ยังมีรอยยิ้มมุมปากจนฟันเขี้ยวด้ายในมีประกายขึ้น… จากนั้นก็วาดมือออกไปเพียงครั้ง เกิดเป็นสายลมสีครามระลอกหนึ่งพลันก่อตัวเป็นปราการขว้างกั้น!! เสียง ตูม ดังขึ้นอย่างรุนแรง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำลายปราการสายลมสีครามนี้ได้…
“!!!!!!!!!!” ดวงตาของหญิงสาวที่สวมชุดรวบรัดคล้ายบุรุษ เบิกโพลงขึ้นโดยพลัน นางย่อมมิใช่ใครอื่น หากแต่เป็น ไป๋หู่จิงหรง องค์รัชทายาทลำดับที่ 9 คนนั้น… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“บ้าเอ้ย!! ข้าว่าข้าแข็งแกร่งขึ้นมาก จากพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเหลืองและร่างสถิตนกกระเรียนขาวพิมุขแล้วนะ!! แต่สุดท้ายตัวเจ้ากลับพัฒนาได้มากยิ่งไปกว่าข้าอีกงั้นหรือนี่!! ซุน เวลานี้ข้าแน่ใจแล้วว่าตัวเจ้ากับ เฉียงตงฟาง คือสัตว์ประหลาดในรุ่นนี้ชัด ๆ เลย!!”
ไป๋หู่จิวหรง สบถขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ นางอุตส่าห์ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงหลังจากจบการประลองในเมืองหลวง แต่สุดท้ายเมื่อได้มาเจอ ซุน แล้ว กลับทำให้ความมั่นใจทั้งหมดของนางถึงกับมลายสิ้น
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ส่ายหน้าอย่างปลดปลง เพราะในจุดนี้ทั้งสองคนนั้นรู้ซึ้งดีที่สุด ว่า ซุน นั้นไม่ใช่คนที่จะเอาตนเองไปเปรียบเทียบ แข็งแกร่งจนราวกับเป็นความผิดพลาดของสวรรค์ที่ให้ ซุน เกิดมาในรุ่นนี้เลยก็ว่าได้…
“องค์รัชทายาทกล่าวหนักไปแล้ว… มา ๆ ท่านกลับไปซ่อนตัวอีกครั้ง แล้วโจมตีเข้ามาใหม่ เอาไว้ข้าจะแสร้งให้อาภรณ์ขาดวิ่นสักหนึ่งชุ่นเป็นอย่างไร?! จะได้เพิ่มความมั่นใจให้กับท่าน…” ซุน กล่าวขึ้นด้วยแววตาใสซื่อ
“หุบปาก!! เจ้านี่มันน่าโมโหไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ สีหน้าเจ้าก็เห็นชัดอยู่แล้ว ว่าเจ้ารู้อยู่ก่อนว่าข้านั้นซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ แต่เจ้าจงใจที่จะไม่ทักข้า!!” นางตวาดเสียงออกมา จนแทบจะปกปิดบุคลิกของหญิงสาวเอาไว้ได้ไม่มิด
เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์โดยรอบอย่างอดไม่ได้ แม้แต่ เฉียงตงฟาง ที่ปกติแล้วจะเคร่งขรึม และมีระยะห่างจากคนในรุ่นเดียวกันอยู่เสมอ… แต่พอได้มารวมกลุ่มกับคนเหล่านี้ ก็คล้ายว่าเหมันต์ที่เกาะกุมจิตใจ จะหลอมละลายออกมาได้บางส่วน…
เฉียงฟางจุน ผู้เป็นบิดาพอได้เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจอยู่เนืองลึก… เมื่อ 5 ปีก่อน ตนนั้นกลัดกลุ้มใจที่ เฉียงตงฟาง ไม่เป็นโล้เป็นพายให้สมกับฐานะทายาทสายเลือดหลัก… จวบจนวันหนึ่งบุตรชายก็ได้เปลี่ยนแปลงตนเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นคนที่มุ่งมั่นและเคร่งขรึมเกินช่วงวัย แน่นอนว่าช่วงแรก ๆ เฉียงฟางจุน นั้นก็ดีใจมาก แต่พอมาในช่วงหลัง ๆ ที่เห็นบุตรชายเริ่มสร้างระยะห่างจากคนอื่น ๆ ก็เริ่มเป็นห่วงและกังวล ความมากน้อยที่ไม่สมดุลของบุตรชาย ย่อมทำให้บิดาไม่สบายใจเช่นกัน…
แต่เมื่อ เฉียงตงฟาง กลับมาจากการประลองในวังหลวง… การประลองครั้งนั้นนับว่า เฉียงตงฟาง ได้พ่ายแพ้ครั้งแรกในฐานะรุ่นเยาว์!! มันทำให้ เฉียงตงฟาง มีแววตาที่แตกต่างไปจากเดิม ต่อให้ยังมีความมุ่งมั่นจริงจัง แต่ก็เริ่มเห็นถึงการยอมรับผู้อื่นที่เพิ่มมากขึ้น…
ยิ่งได้มาเห็นวันนี้ก็ยิ่งแน่ชัด ว่าสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ก็คือเหล่าคู่แข่งที่ได้ปรากฏขึ้นมานั่นเอง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มนามว่า ซุน ที่ราวกับเป็นจุดศูนย์กลางของผู้เยาว์เหล่านี้ ทำให้สายตาของ เฉียงฟางจุน ที่มองมายัง ซุน นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดู รู้สึกติดค้างที่ช่วยให้บุตรชายของตน กลับมาเป็นเด็กหนุ่มที่ปกติสามัญอีกครั้ง…
เวลานี้ผู้เยาว์กลุ่มพิชิตมังกร ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้ของทวีปพยัคฆ์ขาว ก็ได้มารวมตัวกันอย่างครบถ้วน หากแต่ในด้านระดับนั้น ดูเหมือนว่า เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ จะยังมีความด้อยกว่า ซุน เฉียงตงฟาง และ ไป๋หู่จิวหรง อยู่ไม่น้อย…
เตียมู่หยง กระแอมไอขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ เช่นนั้นก็คงถึงเวลานี้แล้ว… ทางสำนักสายลมประจิม ได้จัดเตรียมวัตถุทรัพยากรให้กับพวกเจ้าสองคนเป็นที่เรียบร้อย… ลั่วชิงเหอ เจ้าน่าจะทราบแล้ว ว่าร่างสถิตของเจ้าจะเป็น จิ้งเหลนไฟ อดีตสัตว์อสูรเปลวเพลิงระดับลมปราณสีส้มขั้นกลาง เทียบได้กับยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ ซึ่งการเป็นร่างสถิตจะเป็นพลังที่ติดตัวเจ้าตลอดไปมิอาจเปลี่ยนแปลง ดังนั้นข้าจึงต้องการคำยืนยัน ว่าเจ้าพร้อมแล้วหรือไม่?!”
ลั่วชิงเหอ เผยแววตาเด็ดเดี่ยว…
“ข้าพร้อม…”
ก่อนที่ เตียมู่หยง จะหันมองไปยัง เจี่ยโย่วเทียน ผู้เยาว์ที่เหมือนจะเป็นศิษย์สายตรงของ เตียมู่หยง ในด้านวิถีแห่งเพลงกระบี่… “เจี่ยโย่วเทียน สำหรับเจ้า ข้าก็ได้จัดเตรียมไว้แล้วเช่นกัน ร่างสถิตของเจ้าก็คือ วานรเทพภูเขา ในอดีตมันเป็นสัตว์อสูรระดับสูงถึงชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นปลาย เทียบได้กับยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิ
ความพิเศษของวานรเทพภูเขาตนนี้ คือความโดดเด่นในด้านความเร็วและความคล่องตัวที่มากกว่าสัตว์อสูรสายพันธุ์อื่น ๆ เหมาะสมกับเจ้าที่เป็นผู้ใช้เพลงกระบี่ ซึ่งอาศัยของปัจจัยนี้ในการยกระดับความแข็งแกร่ง ร่างสถิตนี้จะติดตัวเจ้าไปโดยตลอดเช่นเดียว เจ้ายังยืนยันจะรับมันหรือไม่?!”
เจี่ยโย่วเทียน สูดลมหายใจลึกด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะประสานมือขึ้น “ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง…”
เตียมู่หยง เผยรอยยิ้มชราออกมา “ดี!!”
“ส่วนในด้านผู้เชี่ยวชาญผสานร่างสถิต ทางฝ่ายวิจัยของตระกูลเฉียงเราจะอาสาดูแลให้เอง พวกเรามีวิทยาการล้ำหน้าที่สามารถดึงพลังของร่างสถิตออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าในอดีตสัตว์อสูรที่พวกเจ้าเลือกผสาน อาจจะไม่ใช่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุด ทว่าทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใช้เป็นหลัก…
ต่อให้เป็นร่างสถิตของสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีเขียว หรือสีเหลือง หากแต่ถ้าผู้ใช้มีความชำนาญและความมุ่งมั่นฝึกฝน ก็ยังมีไม่น้อยที่ผลักดันผู้ใช้ไปสู่การเป็นยอดฝีมือระดับราชันย์ และระดับจักรพรรดิในยุทธภพ สามารถกลายเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าที่กล้าแกร่ง…” เฉียงฟางจุน กล่าวยืนยันเรื่องนี้ด้วยตนเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นยิ่งทำให้ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เผยประกายแห่งความมุ่งมั่นออกมาจากสายตา…
……………………..……………………..