อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 287 เฟยเสอ (2)
ตอนที่ 287
เฉียงจุนซี ไม่ได้ให้ผู้ใดติดตามตนเข้าไปในเขตหวงห้าม ยกเว้นแต่ ซุน เพียงคนเดียวเท่านั้น… เฉียงจ้าว แม้จะอยากไปเห็นกับตา แต่ก็ต้องอยู่ประจำที่นี้เพื่อดูแล เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ เตียมู่หยง ตามภาระหน้าที่…
หากเป็นสถานการณ์ทั่วไปล่ะก็ เฉียงจุนซี คงไม่อาจนำพาคนนอก เข้ามาลึกถึงเขตหวงห้ามส่วนนี้ได้ เนื่องจากมันเต็มไปด้วยความลับทางวิทยาการค้นคว้าของตระกูลเฉียง ต่อให้ตระกูลใหญ่ที่เหลืออีก 4 ตระกูล ต้องการจะเข้าไปก็ยังต้องผ่านการขออนุมัติจากเบื้องบนที่ทั้งยุ่งยากและจ้องใช้เวลาพิจารณา
การที่ยอมพา ซุน เข้ามานั้น ทั้งหมดเป็นเพราะ เฉียงจุนซี รู้สึกเสียหน้านับครั้งไม่ถ้วน ที่สัตว์อสูรในการดูแลของตน ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะต่อสู้กับ เฟยเสอ!! เรื่องนี้ในฐานะผู้เพาะพันธุ์ ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายเป็นอย่างมาก สายตาของ เฉียงจุนซี เผยถึงความไม่ยินยอมอย่างแจ่มชัด ต่อให้ต้องแลกมาด้วยการแง้มประตูแห่งความลับ ก็ตั้งใจว่าจะต้องหาสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากพอจะเผชิญหน้า เฟยเสอ ให้จงได้…
ซุน นั้นไหนเลยที่จะมองความคิดของอีกฝ่ายไม่ออก ชายหนุ่มพยายามใช้วาจาปลอมปละโลมกับ เฉียงจุนซี อยู่เป็นระยะ ว่าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้… ซุน ใช้วาจาในทำนองที่ว่า เฟยเสอ ของตนเองนั้นเพียงแค่แข็งแกร่งเกินไป สัตว์อสูรของที่นี้มิได้อ่อนแอสักนิดเดียว… ซึ่งวาจาปลอบปละโลมให้กำลังใจเหล่านั้น ล้วนแฝงเร้นไปด้วยนัยยะสบประมาท ยิ่ง ซุน เน้นย้ำคำพูดมากเท่าไหร่ ก็ราวกับยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับ เฉียงจุนซี มากขึ้นไปเท่านั้น…
ไม่นานทั้งสองก็เข้ามาถึงเขตที่มิใช่ป่าหรือทุ่งหญ้าอีกต่อไป ทว่ากลับเต็มไปด้วยกรงขัง!! กรงขังขนาดใหญ่ที่เรียงรายทอดยาวนับไม่ถ้วน สิ่งมีชีวิตภายในนั้นก็คือสัตว์อสูรทดลองที่ถูกยกระดับความแข็งแกร่งให้มากไปกว่าปกติ ซุน เห็นถึงความแปลกประหลาดที่ชัดเจน อย่างไม่ควรจะมีให้เห็นจากร่างกายของสัตว์อสูรเหล่านั้น…
ซุน มองเห็นเหยี่ยวที่มีสี่ขาสี่ปีก... มองเห็นราชสีห์ที่มีปีกค้างคาว… มองเห็นสุนัขที่มีสามศีรษะ… สัตว์อสูรแต่ละชนิด ล้วนมีความแปลกประหลาด ราวกับถูกจับมาผสมกัน เพื่อให้ได้เป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าการกลายพันธุ์…
มันคือการดัดแปลง!!
เฟยเสอ เริ่มที่จะตัวสั่นขึ้นมาน้อย ๆ หากแต่ ซุน สัมผัสได้ว่าอาการสั่นเทานี้ มิได้เกิดจากความหวาดกลัวต่อสัตว์อสูรต่าง ๆ ที่พบเห็น… แต่ เฟยเสอ หวาดกลัวต่อความโหดร้ายของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์อสูรเฉกเช่นตน!!
แม้ที่นี่จะถูกเรียกว่า เรือนวิจัย หรือเรือนเพาะพันธุ์ ภายนอกมีโรงปศุสัตว์ที่มองดูอบอุ่นสายตา หากแต่เบื้องหลังก็ยังมีการค้นคว้าทดลองที่โหดร้ายอยู่ไม่น้อย ต่อให้มีเหตุผลกล่าวอ้าง ว่านั่นเป็นการทำไปเพื่อฟื้นฟูสัตว์อสูรจากที่ทยอยสูญพันธุ์ให้กลับมาดำรงอยู่ต่อไปได้… แต่อีกนัยยะก็ยังมิอาจทิ้งความทะเยอทะยานของมนุษย์ ที่ต้องการควบคุมพลังอำนาจของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาไว้ในกำมือ…
ซุน ไม่อาจไปตำหนิวิธีการของผู้อื่นได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสามัญของยุทธภพ ในอดีตยุคที่มีการล่าล้างสัตว์อสูร อาจจะมีความโหดเหี้ยมมากกว่านี้อีกนับสิบนับร้อยเท่า มิเช่นนั้นสัตว์อสูรบนแผ่นดินคงไม่ถึงขั้นสูญพันธุ์กันไปจนหมดสิ้น… สิ่งเดียวที่ ซุน จะสามารถทำได้ ก็คือการเน้นย้ำกับตนเอง ว่าจะไม่ทำและไม่สนับสนุนวิธีการอันโหดร้ายเช่นนี้…
หลังผ่านเขตกรงขังจำนวนมากที่ทอดยาว… ทั้งสองชายหนุ่มก็เดินทางมาถึงลานกว้างขนาดใหญ่ ซึ่งตรงกลางมีขอบข่ายม่านพลังอันโปร่งใส บนพื้นเต็มไปด้วยคราบโลหิตที่เกรอะกรัง เห็นได้ชัดว่ามันเป็นสถานที่สำหรับทดสอบความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรโดยเฉพาะ…
และแน่นอนว่าการจัดลำดับของที่นี่แตกต่างไปจากกระดานจัดลำดับเหล่าสัตว์อสูรทารกที่ด้านนอก เพราะนี่คือการจัดลำดับโดยไม่มีขอบเขตช่วงวัยมาเกี่ยวข้อง แต่ชี้วัดกันที่ความแข็งแกร่งสูงสุดเป็นหลัก ทุกตัวล้วนแล้วแต่เติบโตเต็มวัยในสภาพสู้รบ อีกทั้งบางส่วนยังได้รับการดัดแปลงจนไม่อาจจดจำรูปลักษณ์เดิมได้ด้วยซ้ำ…
“อสรพิษของเจ้ามันยังเป็นทารก พื้นฐานพลังยังผันผวนไม่มั่งคง จึงไม่อาจชี้ชัดความแข็งแกร่งจากรัศมีรอบกายได้… เพื่อความปลอดภัย ข้าจะนำสัตว์อสูรที่ถูกพัฒนาในแต่ละระดับชั้นพลัง โดยนับจากล่างสุดขึ้นมาเปรียบวัดก็แล้วกัน… ที่นี่มีตั้งแต่สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง และสีส้ม กระทั่งซากร่างของสัตว์อสูรชั้นเทวะลมปราณสีแดง พวกเราก็ยังมีเก็บรักษาเอาไว้…” เฉียงจุนซี เอ่ยอธิบายคร่าว ๆ ใบหน้าแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจบางอย่าง
ซุน ลูบไปบนศีรษะ เฟยเสอ โดยมีรอยยิ้มให้กำลัง…
“พร้อมหรือไม่?! อย่าฝืนตนเองจนต้องบาดเจ็บเชียวล่ะ”
เฟยเสอ ราวกับเข้าใจในคำพูดของ ซุน ผงกศีรษะตอบรับกะพริบตาปริบ ๆ
เฉียงจุนซี ดีดนิ้วเพียงครั้ง ก็มีเจ้าหน้าที่ลับของฝ่ายวิจัย ลากจูงร่างของสัตว์อสูรตนหนึ่งออกมา… รูปร่างของมันเป็นอาชาสีขาว ที่มีเขายื่นยาวบนศีรษะประหนึ่งนอแรด มีกีบเท้าและฟันอันแหลมคมราวกับสายพันธุ์สัตว์ร้าย แผ่รัศมีรอบกายเป็นชนชั้นลมปราณสีม่วงที่เข้มข้น…
หลังเจ้าหน้าที่นำอาชาตนนี้ใส่ไว้ในม่านพลังโปร่งใสกลางลานกว้าง… เฉียงจุนซี หันชำเลืองมองมายัง ซุน และ เฟยเสอ... “เจ้านี่ก็คือ อาชาคมเขี้ยว… เป็นหนึ่งในสัตว์อสูรที่ถูกดัดแปลงด้วยวิทยาการ แต่มันก็ไม่ได้สมบูรณ์นัก ยังมีข้อพกพร่องอยู่หลายจุด ทว่าในระดับชนชั้นลมปราณสีม่วง เจ้านี้ก็ถือว่าแข็งแกร่งมากที่สุดแล้ว…
สัตว์อสูรที่ถูกดัดแปลง ทางด้านจิตใจนั้นจะถูกกระตุ้นให้ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ดังนั้นมันจึงไม่มีทางที่จะเผยความอ่อนแอให้เห็นดังเช่นสัตว์อสูรทารกที่ด้านนอก... ตัดสินใจให้ดี ๆ แม้ว่าจะมีการเฝ้าระวังในระดับหนึ่ง ให้สามารถหยุดการต่อสู้ก่อนจะรุนแรงเกินไป แต่มันก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บยามต้องเผชิญหน้ากัน… ถ้าจะถอยก็ควรถอยเสียตั้งแต่ตอนนี้”
น้ำเสียงของ เฉียงจุนซี เต็มไปด้วยแรงกดดันบางอย่าง…
ซุน ยักมุมปากน้อย ๆ ขึ้น…
“ถอยงั้นหรือ?! ข้าไม่ใช่คนตัดสินใจหรอก...”
เฟยเสอ ยกคอชูตั้ง พร้อมแสยะคมเขี้ยวขู่ฟูฟ่อ… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ก่อนอสรพิษน้อยจะเลื้อยตรงเข้ายังม่านพลัง…
ไม่จำเป็นต้องมีระฆังสัญญาณ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามาด้านใน อาชาสีขาวยกขาหน้าทั้งสองข้าง กีบเท้าอันแหลมคมมีประกายวาบวาบ ก่อนจะกดลงบนร่างของ เฟยเสอ ที่ยังมิได้ตั้งหลักดีพอด้วยซ้ำไป…
เสียง เกร้ง! ดังขึ้นเสียดแก้วหู ราวกับเป็นเสียงโลหะที่กระทบก้องกังวาน ทว่าเกล็ดสีทองเหลือบมรกตของ เฟยเสอ ที่ใช้รับกีบเท้านั้น กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนให้เห็น!! อสรพิษน้อยเผยแววตาเดือดดาลทันที ก่อนเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วผิดกับรูปลักษณ์ พริบตาก็โอบพันร่างของอาชาคมเขี้ยว พร้อมกับฝังรอยฟันไว้ที่ลำคอ…
อาชาคมเขี้ยวร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด สำลักโลหิตออกจากปากจากแรงรัดพัน ยังมีเสียงกระดูกที่ลั่นดังเพราะแตกหักอีกด้วย… ก่อนที่ ซุน และ เจ้าหน้าที่จะรีบเข้าไปแยกทั้งสองออกจากกัน หาไม่แล้วอาชาสีขาวตนนั้น คงได้ขาดใจตายในไม่ช้า!!
เฉียงจุนซี สูดลมหายใจลึกดังเฮือก ไม่คิดว่าจะผลการต่อสู้ ตัดสินกันได้เร็วถึงเพียงนี้… “เกล็ดรอบตัวนั้นแข็งแกร่งมาก ทั้งความเร็วและพละกำลังก็บ่งบอกว่ามิได้อ่อนแอเฉกเช่นอสรพิษทะเลทั่วไปที่ขึ้นฝั่ง การฝังเขี้ยวเมื่อครู่ยังถือเป็นโชคดียิ่งนัก ที่อสรพิษน้อยยังไม่สร้างต่อมพิษขึ้นจากช่วงวัยทารก หากมันอายุเกิน 6 เดือนที่เริ่มสร้างต่อมพิษขึ้นมาล่ะก็ เกรงว่าอาชาคมเขี้ยวคงจะสิ้นใจในพริบตา… อสรพิษตนนี้น่ากลัวจริง ๆ!!”
สัตว์อสูรตัวต่อไปในระดับชนชั้นลมปราณสีครามที่ขึ้นมาทดสอบ เป็นหนูยักษ์ขายาวที่มีความเร็วและความคล่องตัวอย่างมหาศาล แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เร็วเกินไปกว่าปฏิกิริยาตอบสนองของ เฟยเสอ สุดท้ายถูกตวัดฟาดปลายหางเข้าใส่ จนร่างของหนูตนนั้นกระแทกม่านพลังอย่างรุนแรง หมดสภาพลงในทันที…
สัตว์อสูรตัวที่สามระดับชั้นลมปราณสีน้ำเงิน เป็นวานรยักษ์สีดำสนิทที่ทรงพลัง ยกกำปั้นทุบหน้าอกส่งเสียงร้องคำรามอย่างน่ากริ่งเกรง... คราวนี้เป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างจะดุเดือดอย่างยิ่ง ผลัดกันรุกรับอย่างรุนแรง แต่ในท้ายที่สุดวานรยักษ์ตัวนั้นก็ไม่กล้าสู้ต่อไป พยายามทุบม่านพลังเพื่อที่จะหลบหนี…
การต่อสู้ในครั้งนี้ทำให้ ซุน สามารถประเมินความแข็งแกร่งของ เฟยเสอ ได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ในช่วงทารกอายุขัยไม่ถึง 2 เดือนนี้ เฟยเสอ ก็มีพื้นฐานอยู่ราว ๆ สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินที่โตเต็มวัย เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ ซุน ตกใจมากนัก เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่า เฟยเสอ มีสายเลือดที่ไม่ธรรมดา ทั้งยังมีจิตวิญญาณสัตว์เทพผสานรวมไปด้วย หากอ่อนแอสิถึงจะนับเป็นเรื่องแปลกประหลาด…
ทว่าในด้าน เฉียงจุนซี กลับเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม และความสงสัยอันแน่นอยู่เต็มอก!! ตามหลักการในทางทฤษฎีค้นคว้าวิจัยแล้ว ไม่มีทางที่สัตว์อสูรทารก จะสามารถเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินที่เจริญวัยได้ อย่างน้อย ๆ ตลอดการบันทึกข้อมูลนับพันนับหมื่นปี ก็ไม่เคยปรากฏเรื่องเช่นนี้!!
“นี่มันยังไงกัน!! สัตว์อสูรทารกที่อายุต่ำกว่าหนึ่งปี ยังไม่มีแม้แต่เสถียรสมดุลของกระแสลมปราณ ไม่สามารถจำแนกระดับพื้นฐานชั้นลมปราณออกมาได้เสียด้วยซ้ำ เนื่องด้วยมีรัศมีที่คลุมเครือจนเกินไป!! ดังนั้นมันจะไม่มีทางต่อกรกับสัตว์อสูรที่เจริญวัยไปแล้วได้เลย แต่เจ้าอสรพิษคนนี้มันกลับ?!”
เฉียงจุนซี ไม่อาจหาคำตอบในเรื่องนี้ แม้แต่สมมุติฐานที่จะใช้อ้างอิง ก็ยังสร้างขึ้นมาไม่ได้!! เพราะมันเกิดขอบเขตความเข้าใจของชายหนุ่มไปมากมายหลายระดับ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับเด็กทารกแรกเกิดที่ยังหัดคลาน แต่กลับเอาชนะเด็กหนุ่มที่มีร่างกายสมบูรณ์ เรื่องแบบนี้ยังจะสามารถสร้างสมมุติฐานใด ๆ มารองรับ?! ไม่สามารถสรรหาคำใดออกมาได้มากไปกว่าคำว่า ปาฏิหาริย์!!
ในช่วงวัยทารกยังน่ากลัวถึงเพียงนี้ เฉียงจุนซี ยิ่งไม่กล้าจินตนาการในยามที่ เฟยเสอ อายุครบ 6 เดือน… 1 ปี… 5 ปี… หรือ 10 ปี!! เพราะในช่วงอายุเหล่านั้น สัตว์อสูรจะมีความแข็งแกร่งที่ก้าวกระโดดอย่างพรวดพลาด โดยเฉพาะหากผ่านการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ชายหนุ่มมั่นใจว่าอสรพิษน้อยในวันนี้ จะต้องกลายเป็นสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวในอนาคตอันใกล้!!
อีกเรื่องที่ เฉียงจุนซี นั้นประหลาดใจ… ก็คืออสรพิษน้อยไม่มีวี่แววว่าจะถูกสะกดวิญญาณบางส่วนเอาไว้เฉกเช่นสัตว์อสูรรับใช้สามัญ ไม่มีแม้แต่ป้ายควบคุมอสูรให้ได้เห็น… จึงทำให้ เฉียงจุนซี ตัดสินใจเอ่ยถามออกมาตรง ๆ กับ ซุน ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!
ซุน ได้อธิบายไปตามเนื้อผ้า เกี่ยวกับเรื่องสองวิญญาณและกายาสะกด ที่เคยให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ม่อเหยียนฉุน ผู้เชี่ยวชาญอันดับต้น ๆ ของทวีปนี้เป็นผู้จัดการให้ นั่นจึงพอจะคลายความสงสัยของ เฉียงจุนซี ได้บ้าง…
ในตอนนั้น เฉียงจุนซี ได้เอ่ยปาก ขอดูรอยสักเบญจสารสัตว์ที่ ซุน ใช้เป็นตำแหน่งพื้นที่เปรียบดังภาชนะที่รองรับสัตว์อสูรทั้งร่างเข้าไปเก็บซ่อน เพราะสิ่งนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตวิทยาการ แต่เป็นเรื่องของอักขระอาคม ซึ่งศาสตร์ทั้งสองแขนงนั้น ถูกจัดให้เป็นศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…
ด้านหนึ่งมุ่งเน้นการค้นคว้าทดลอง หาความเป็นไปได้และโอกาส… แต่อีกด้านหนึ่งมุ่งเน้นการใช้พลังวิญญาณและความยึดมั่นถือมั่นของจิตใจ เป็นความแตกต่างในวิถี แตกต่างในรูปแบบ ทว่ากลับเหมือนกันในด้านความก้าวหน้าในยุทธภพ…
ซุน ลังเลอยู่ชั่วครู่หากแต่อย่างไรเสียรอยสักเบญจสารสัตว์ ก็เป็นศาสตร์วิชาจากดินแดนที่ ซุน เคยจากมา มันแตกต่างไปจากศาสตร์อักขระอาคมของดินแดนแห่งนี้อยู่ในหลาย ๆ แง่มุม อีกฝ่ายอุตส่าห์ช่วยเหลือตนหลายอย่าง จึงไม่อยากปฏิเสธคำร้องขอ ซุน ยอมเผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักอักขระมากมาย แต่ก็ไม่ลืมที่ใช้อาภรณ์ห่อไหล่ให้มิดชิด เกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าตนไม่มีตราพันธะที่ต้นแขน...
เฉียงจุนซี เพ่งมองรอยสักเบญจสารสัตว์ด้วยความสนอกสนใจเป็นพิเศษ… การที่ ซุน สามารถทำให้ร่างกายตนเองเป็นภาชนะเก็บซ่อนสัตว์อสูรทั้งร่างเอาไว้ได้ นี่อาจเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่ เฉียงจุนซี สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสำหรับวิทยาการร่างสถิต…
“รอยสักรูปอสรพิษตรงนี้งั้นสินะ คือตำแหน่งภาชนะที่เชื่อมต่อระหว่างตัวเจ้าและอสรพิษน้อย… หากแต่รอบด้านก็ยังมีรอยสักรูปพยัคฆ์ รูปวัว รูปวานร และรูปอาชา รวมอยู่ด้วย เช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า?! นอกเหนือจากอสรพิษน้อยตนนี้แล้ว ร่างกายของเจ้ายังสามารถกลายเป็นภาชนะรองรับสัตว์อสูรได้อีกถึงสี่ตน?!” เฉียงจุนซี เอ่ยถามขึ้น
คราวนี้กลับเป็น ซุน ที่เบิกตาโพลง
เพราะชายหนุ่มก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน…
…………………………………….