อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 290 ทิศทางกลุ่มพิชิตมังกร
ตอนที่ 290
10 วันต่อมา…
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงปะทะห้ำหั่นที่ดังก้องสะท้านรุนแรง เกิดจากพลังของสองผู้เยาว์ที่เวลานี้ปรับสภาวะร่างกายได้จวบจนสมบูรณ์แล้ว อีกทั้งพื้นฐานยังได้รับการยกระดับในทันทีหลังกลายเป็นร่างสถิต แน่นอนทั้งสองนั้นก็คือ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ!! ยามนี้ทั้งคู่ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นระดับยอดฝีมืออย่างเต็มตัว ในพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 1 อย่างสมบูรณ์ การก้าวกระโดดของทั้งคู่นั้นราวกับไม่มีใครยอมให้อีกฝ่ายเหนือกว่า…
เจี่ยโย่วเทียน มีขนสีขาวที่ปกคลุมเรือนกายลุกลามไปจนถึงในหน้าบางส่วน มองเห็นเขี้ยววานรซี่โต ที่โผล่ออกมาจากสองมุมปากอย่างแจ่มชัด เคลื่อนไหวปราดเปรียวเกินขอบเขตของมนุษย์ วิถีกระบี่แห่งชีวาแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายของสัตว์ป่าที่ชัดเจนมากขึ้นอีกระดับ ครอบฟ้าคลุมดินจนเงากระบี่ก่อเกิดเป็นรูปลักษณ์สัตว์ร้ายนานาชนิด ประหนึ่งเป็นวานรเจ้าป่าเสียเองก็มิปาน...
ส่วนอีกด้าน ลั่วชิงเหอ เรือนกายเบื้องหน้ามิได้เปลี่ยนแปลงนัก หากแต่ด้านหลังกลับมีหางขนาดใหญ่สีแดงของ จิ้งเหลนไฟ โผล่ยาวออกมาต่อจากกระดูกสันหลังส่วนล่าง… อีกทั้งหางตรงจุดนั้นยังเป็นต้นกำเนิดแห่งเปลวเพลิงอันร้อนระอุ ดุจดั่งสัตว์ร้ายจากโลกใต้พิภพ ไม่เพียงแต่มีเปลวเพลิงอันน่าหวาดหวั่นแผ่ซ่านออกมาเท่านั้น บางครั้งยังสามารถรวบรวมลมปราณอันหนาแน่น สร้างเป็นปราณเหลวสีแดง เฉกเช่นเดียวกันหินหนืดใต้พิภพ…
ทั้งสองอดทนต่อการผสานร่างสถิตติดต่อกันอยู่หลายวัน หากแต่ก็ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่คำเดียว เผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่แม้แต่ เฉียงฟางจุน ยังเอ่ยปากชื่นชม เพราะการผสานร่างสถิตด้วยวิทยากรที่ต้องปลูกถ่ายชิ้นส่วนของสัตว์อสูรลงไปในร่างกายด้วยนั้น เจ็บปวดแสนสาหัสยิ่งกว่าการผสานร่างสถิตทั่วไปอย่างมิอาจเทียบได้…
แต่ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ก็เผยให้เห็นแล้วว่า ความเจ็บปวดมิได้อยู่เหนือจิตใจที่แข็งแกร่ง ผนวกกับที่ทั้งสองเป็นคู่แข่งกันมาหลายปีต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมต่อกัน สุดท้ายถึงฝ่าทะลุระดับชั้นพลังพร้อมกับการเป็นร่างสถิตในคราเดียว…
เสียงตูม! ดังขึ้นในกระบวนท่าสุดท้าย ผลักดันทั้งสองให้ถอยห่าง พร้อมสัญญาณหยุดการต่อสู้ในท้ายที่สุด… “พอแล้ว!! นี่เป็นเพียงการทดสอบศักยภาพโดยรวมเท่านั้น พวกเจ้าจะดึงดันเอาชนะกันให้ได้เลยงั้นหรือ?!” เฉียงฟางจุน ที่อาสาดูแลทั้งสอง อดไม่ได้ที่จะแผดเสียงตำหนิออกมา
“ฝากไว้ก่อนเถอะ เจี่ยโย่วเทียน เจ้าลิงถือกระบี่!!”
“เหอะ! คราวหน้าข้าจะฟันตัดหางให้เอง เจ้าจิ้งจก!!”
สองชายหนุ่ม มิวายเขม่นกันด้วยสายตาและวาจา… ข้างสนามประลองยังมี ไป๋หู่จิวหรง ที่ยืนจับตามองอยู่ด้วย นางเห็นทั้งสองไม่ลงรอยกันจึงถอนหายใจยาวพรืดหนึ่งออกมา… “พวกเจ้าจะกัดกันข้าก็ไม่ว่าหรอก หากแต่ช่วยหันไปมองที่สนามประลองข้าง ๆ นั่นด้วย!! พวกเราสามคนจะยังมัวแต่ทะเลาะกันได้อย่างไร ในเมื่อเป้าหมายนั้นห่างไกลถึงเพียงนั้น?!”
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ได้ยินก็ถึงกับแน่นิ่ง หันมองไปยังสนามประลองทดสอบที่ห่างออกไปไม่ไกล แน่นอนว่ารวมไปถึง ไป๋หู่จิวหรง ด้วยเช่นกัน… ทั้งสามตระหนักดีว่าเป้าหมายหลักคืออะไร เพราะสนามประลองในจุดนั้น คือการเผชิญหน้าระหว่าง ซุน และ เฉียงตงฟาง!!
หากมองผิวเผินยังทิศทางดังกล่าว จะเห็นเป็นเงาร่างของมังกรและพยัคฆ์สีขาวที่กำลังเผชิญหน้าเข้าหากัน ความปรวนแปรของชั้นบรรยากาศและกระแสลมปราณโดยรอบ ราวกับกำลังบ้าคลั่งสร้างมวลคลื่นม้วนตัวซัดตลบ ทั้งที่เรือนกายของ ซุน และ เฉียงตงฟาง ยังมิได้ขยับเขยื้อนด้วยซ้ำไป…
ทั้งคู่เริ่มต้นการปะทะด้วยรัศมีลมปราณ ก่อนจะระเบิดกระบวนท่าจากนอกระยะโดยพร้อมเพรียง ปราณเหมันต์อันหนาวเหน็บปกคลุมสนามฝั่งหนึ่งจนเห็นถึงพื้นประลองที่มีเกล็ดน้ำแข็งปกคลุม ความเย็นสุดขั้วแผ่ซ่าน... ทว่าสนามในอีกด้านหนึ่งกลับเต็มไปด้วยลมพายุที่กระหน่ำพัดโหม เสียงกรรโชกจากสายลมหลากสีเขย่าคลอนไปถึงจิตใจ พลานุภาพสยบเกรียงไกรไร้ขอบเขต
“มังกรเหมันต์ ทลายชั้นฟ้า!!” มังกรน้ำแข็งขนาดใหญ่ก่อตัวเกิดเสียงครั่นครืนกังวาน ก่อนจะแหวกว่ายไปยังนภาอากาศพุ่งตรงไป…
“ระเบิดสลาตัน พยัคฆ์คำรน!!” ซุน คำรามเสียงอู้ออกไปดุจพยัคฆ์ คลื่นสายลมสีเขียวพลันก่อตัวเกิดเป็นเงาร่างของพยัคฆ์วาตะขนาดใหญ่ กระโจนฉีกเฉือนชั้นบรรยากาศทั้งหมดตรงหน้า…
มังกรน้ำแข็ง และ พยัคฆ์วาตะ เผยเขี้ยวเล็บประหัตประหารกันอย่างรุนแรง พลังในการต่อสู้นั้นเกินขอบเขตของระดับผู้เยาว์ออกไปไกลโข เสียง ตูม! ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการสลายไปของมายาสัตว์ร้ายทั้งสอง… ทว่าพอความขมุกขมัวของไอเย็นและสายลมเริ่มเลือนหาย ก็กลายเป็นเงาร่างของสองชายหนุ่มที่เข้าประชิดกันเป็นที่เรียบร้อย
เพลงหมัดเพลงเตะนับร้อยโหมซัดสาดราวกับภัยพิบัติ อำนาจสยบดังตูมตามต่อเนื่องไม่ขาดระยะ ประหนึ่งกลองรบที่สองคนสะบัดร่วมกันตีต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยินยอมร่นถอย... ซุน แม้จะมีท่วงท่าที่เฉียบคมมากกว่าจากการอ่านกระแสลมปราณที่เคลื่อนไหว แต่ เฉียงตงฟาง เหมือนจะเหนือกว่าในด้านความหนาแน่นของพื้นฐานลมปราณที่ห่อหุ้มร่างกาย…
ไอเย็นทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง เมื่อการปะทะยืดเยื้อ ซุน นั้นจึงเริ่มเสียเปรียบ ชายหนุ่มกัดฟันแน่นใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อมิให้พื้นฐานที่แอบซ่อนไว้ได้ปรากฏออกมา… ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจชักกระบี่สีทอง สาดส่องมลายเหมันต์รอบด้านให้ระเหยออกไป…
เฉียงตงฟาง ขบลุกตั้งชันทันทีเมื่อกระบี่รุ่งอรุณได้ปรากฏโฉม… แน่นอนว่านี่มิใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มเคยเห็นกระบี่เล่มนี้ ในการประลองที่เมืองหลวง ซุน ก็เคยใช้กระบี่เล่มเดียวกันนี้มาก่อน ทว่ารังสีศาสตรากลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดเกิดจากความสัมพันธ์ของผู้ถือครองและจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่เพิ่มพูนขึ้น…
“เพลงกระบี่รุ่งอรุณสีทอง… แสงตะวันแยกสมุทร!!”
ระลอกคลื่นสีทองขนาดใหญ่ที่ตวัดพุ่งตรงไป ได้แหวกผ่าชั้นบรรยากาศที่หนาวเย็นทั้งหมด เกล็ดเหมันต์รอบรัศมีประหนึ่งว่าถูกผ่าแยกไปถึงชั้นอณู จนไม่อาจกลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง… เฉียงตงฟาง สัมผัสได้ถึงวิกฤตระลอกหนึ่ง หากแต่ด้วยความไม่ยินยอมในสายตา จึงก่อเกิดเป็นดาบน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านสู่ท้องฟ้า ก่อนจะตวัดฟันลงมาเบื้องหน้าหักหาญแสงตะวันสีทอง…
“ดาบเหมันต์ผ่าภูผา!!” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
สองพลานุภาพสยบกำลังจะตรงเข้าปะทะกัน… เตียมู่หยง ที่เฝ้าจับตามองการต่อสู้ครั้งนี้เป็นพิเศษ สุดท้ายก็ไม่อาจนิ่งเฉยยอมปล่อยให้มีการปะทะเกิดขึ้น… ระเบิดพื้นฐานชนชั้นราชันย์พุ่งทะยานเข้ามาคั่นกลาง พร้อมกับปลดปล่อยเงากระบี่ตรงเข้าทำลาย แสงตะวันสีทอง และ ดาบน้ำแข็ง
ตูม!!
ชายชราที่ได้ชื่อว่า เทพกระบี่ ในตอนที่เข้ามาหยุดยั้งการปะทะ ยังสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของสองผู้เยาว์นี้ ชายชรายังต้องใช้พลังหลายส่วนในการทำลายกระบวนท่าอันทรงพลังของทั้งคู่ เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายที่จะกระจัดกระจายออกไป… “พอแล้ว!! พวกเจ้าอยากจะบาดเจ็บก่อนไปประลองท้าชิงตำแหน่งหรือยังไงกัน!!” เตียมู่หยง ตวาดเสียงออกไปอย่างอดไม่ได้
ในทุก ๆ ครั้งที่ ซุน และ เฉียงตงฟาง เริ่มประลองกัน จำเป็นต้องมี เตียมู่หยง หรือไม่ก็ เฉียงฟางจุน คอยประกบเฝ้าดูอยู่ร่ำไป เพราะการต่อสู้นั้นจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่เสี่ยงอันตรายต่อการบาดเจ็บ นั่นจึงเป็นเหตุผลทำให้ทั้งสองไม่เคยตัดสินชี้ขาดกันได้แน่ชัดเสียที…
สายตาของ เฉียงตงฟาง และ ซุน จดจ้องกันไม่วาง
ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้…
“เกือบไปแล้วเชียว ข้าเกือบทำให้เจ้าเผยความสามารถที่เก็บงำออกมาได้แล้ว…” เฉียงตงฟาง กล่าวขึ้นพร้อมหดนัยน์ตาแคบลงอย่างคาดหวัง เห็นได้ชัดว่าถึงแม้ เฉียงตงฟาง จะยังมองไม่เห็นพื้นฐานที่ ซุน แอบซ่อนอยู่ภายใน… แต่ด้วยสัญชาตญาณของ เฉียงตงฟาง ก็มีความมั่นใจอย่างถึงที่สุดว่า ซุน จะต้องมีสิ่งนั้นอยู่แน่นอน
ซุน เจื่อนยิ้มพลางเกาศีรษะตนเองเบา ๆ “เจ้าจะคาดคั้นอะไรข้านัก?! ข้าบอกว่าไม่มีก็ไม่สิ…นี่คือพลังทั้งหมดของข้าแล้ว” ชายหนุ่ม ยังคงดื้อแพ่งไม่ยอมรับ เอ่ยตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่ยี่หระ เฉกเช่นในทุก ๆ ทั้งที่ถูกจี้ถามเช่นนี้
สนามประลองข้าง ๆ เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ ไป๋หู่จิวหรง ถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก ๆ เมื่อได้เห็นการต่อสู้ที่ราวกับอยู่กันคนละช่วงวัย… ทั้งสามอาจถูกมองว่าเป็นอัจฉริยะในสายตาของผู้เยาว์ในใต้หล้า แต่พอเอาตัวเองมาเปรียบกับ ซุน และ เฉียงตงฟาง ทั้งสามนั้นรู้สึกว่าตนเองช่างสามัญยิ่งนัก…
“เจ้าสองคนนั้น มันเป็นสัตว์ประหลาดจริง ๆ ด้วย!!”
เฉียงฟางจุน และ เตียมู่หยง ได้เข้ามาปรึกษากันเกี่ยวกับแนวทางการฝึกฝนของผู้เยาว์เหล่านี้ ทว่าสุดท้ายกลับได้ข้อสรุปที่น่าตกใจ นั่นก็คือช่วงเวลาที่ยังเหลืออีกราว 20 วันนี้ สองผู้ชราตั้งใจจะส่งกลุ่มพิชิตมังกรทั้ง 5 คน ไปอยู่ที่สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ทวีปมังกรฟ้า ก่อนเริ่มกำหนดการท้าชิงตำแหน่ง…
“!!!!!!!!!!” แต่ละคนที่ได้ยินล้วนเบิกตาโพลงอย่างอดไม่ได้ เพราะสถานที่แห่งนั้นคือสถาบันฯ ที่ ราชันย์รุ่นเยาว์และเหล่ามังกรรุ่นเยาว์ทั้ง 4 สังกัดอยู่ คู่แข่งที่กำลังจะเผชิญกันในอีกไม่กี่สิบวันนี้แล้ว…
“มีเหตุผลอะไรหรือไม่ ผู้อาวุโส?” ซุน ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจไปนัก พอจะคาดเดาเรื่องนี้ไว้แล้วเช่นนั้น แต่ก็ยังเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ…
“อืม… ในมุมมองของพวกเจ้าที่เป็นรุ่นเยาว์ท้าชิง สมควรมองได้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นศัตรูคู่แข่ง… แต่ในมุมมองของพวกเราเหล่าผู้อาวุโสย่อมแตกต่างออกไป สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ สนับสนุนการเติบโตของผู้เยาว์จากทุกทวีป ขอเพียงมีความสามารถใครก็สามารถเข้าศึกษาที่นั่นได้…
อีกทั้งสถาบันฯ ยังเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นจากรากฐาน การประลองท้าชิงครั้งนี้ ก็มิต่างอะไรกับการส่งศิษย์มาเปรียบวัดฝีมือ เป็นขนบธรรมเนียมปฏิบัติที่สามารถทำได้ตามกฎของยุทธภพ โดยไม่ได้มีเจตนาร้ายใด ๆ ต่อกัน ดังนั้นเรื่องความอันตรายที่จะเกิดกับพวกเจ้า ก็สามารถตัดทิ้งไปได้เลย…
และเมื่อพวกเราไปถึง สถาบันฯ ก็สามารถรับรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายได้มากขึ้น ทั้งพื้นฐาน ทั้งความสามารถ ทั้งจุดอ่อน… อย่าลืมว่าราชันย์รุ่นเยาว์และมังกรรุ่นเยาว์ทั้งสี่นั้นมีชื่อเสียงอยู่ในที่แจ้ง แต่พวกเรามาจากที่มืดในต่างทวีป หากอยู่ในสถานที่เดียวกัน พวกเราต่างหากที่ได้เปรียบในการสืบหาข้อมูล…” เฉียงฟางจุน กล่าวอธิบาย
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ในทันทีถึงเหตุผล และรู้สึกว่าวิธีนี้ นี่ช่างดูเป็นกลยุทธที่สมกับเป็นเหล่าจิ้งจอกเฒ่าโดยแท้…
“แต่มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง… นั่นก็คือพวกเจ้าต้องตระหนักกับตนเองเอาไว้ว่าอย่าได้พยายามอวดโอ้ฝีมือ หรือแสดงความโดดเด่นภายในสถาบันฯ เชียวล่ะ… เพราะนั่นก็จะไม่ต่างอะไรกับการเปิดเผยตัวตนและความสามารถให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ถึงพวกเจ้าจะมีโอกาสไม่มากนักในการเอาชนะ แต่ข้าคิดว่ามันก็ไม่ใช่ศูนย์อย่างแน่นอน... ดังนั้นสิ่งใดที่ไม่ควรแสดงออกมา ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย ยกตัวอย่างเช่นรูปแบบต่าง ๆ ในร่างสถิตของพวกเรา…” เตียมู่หยง ย้ำเตือนทุกคน ก่อนจะเพ่งมองตรงไปยัง ซุน เพียงผู้เดียว
“โดยเฉพาะเจ้า… ห้ามก่อเรื่อง หรือทำตัวให้โดดเด่นเป็นอันขาด!!”
ซุน ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยวไปโดยพลัน ก่อนจะสูดลมหายใจยืดตัวตรง ยกกำปั้นทุบหน้าอกเสียงแน่นหนัก… “วางใจเถอะผู้อาวุโส… เรื่องง่าย ๆ เช่นนั้นใครกันจะทำไม่ได้!!”
ทันทีที่ ซุน พูดจบด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม… เสียงถอนหายใจยาว ๆ ของ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ก็ดังขึ้นอย่างปลดปลง ทั้งคู่แม้จะไม่ลงรอยกันนัก แต่คราวนี้กลับมีความคิดความอ่านไปในทางเดียวกัน…
“มันทำไม่ได้แน่ ๆ”
…………………………………………