อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 289 กลุ่มมังกรทอง ที่แฝงเร้น
ตอนที่ 289
ในช่วงเวลาที่เหล่าผู้เยาว์กลุ่มพิชิตมังกรทั้ง 5 กำลังจัดเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับกระบวนการผสานร่างสถิต และการฝึกฝนในแบบแผนของตนเองอยู่นั้น… สถานการณ์ภายในพรรคมังกรฟ้าเขตโลกา และเขตดารา ล้วนเป็นไปตามปกติสุข มิได้ก่อเค้าโครงใด ๆ ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น… ทว่าในเขตพื้นที่ส่วนลึกนั้น กลับมีความเงียบสงบที่มากยิ่งกว่า!! เงียบสงบจนน่าสะพรึงกลัว ราวกับเป็นผิวน้ำมหาสมุทรที่แน่นิ่ง ก่อนจะเกิดพายุใหญ่อันเป็นภัยพิบัติ…
ณ เขตจันทรา…
สถานที่ส่วนลึกของพรรคมังกรฟ้า อันเป็นสถานที่พักอาศัยของตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ที่คุมบังเหียนพรรคมังกรฟ้าในเวลานี้ ซึ่งอาณาเขตของแต่ละตระกูลก็เรียกได้ว่าครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตอย่างมาก สมาชิกในแต่ละตระกูลเมื่อรวมทั้งสายเลือดตระกูลหลักและสายเลือดตระกูลรองก็เรียกได้ว่ามีนับพันคน หากนับรวมทั้งหมด 5 ตระกูลก็ถือว่ามีหลายพันคน!!
แม้ตระกูลทั้ง 5 จะถือเป็นตระกูลชั้นพิเศษที่ครอบครองป้ายเงินเป็นป้ายสำมะโนครัว มีความมั่งคั่งอันไร้เพดาน วัตถุและทรัพยากรทุกสิ่งอย่างในยุทธภพ หากมีความต้องการก็แทบจะไม่มีสิ่งให้เสาะหามาไม่ได้ ทว่าเหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้แปลว่าสมาชิกทุกคนในตระกูลทั้ง 5 จะเป็นยอดฝีมือ ย่อมมีปะปนมากน้อยและดีเลวกันออกไป…
การที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาภายในเขตจันทรานี้ ถือเป็นเรื่องที่ยาก ต้องผ่านการตรวจตราอย่างเข้มงวดจากฝ่ายรักษาเขตแดน ที่มีตระกูลโอวหยางคอยรับผิดชอบในส่วนนี้ โดยที่ตระกูลโอวหยาง ถือเป็นตระกูลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากจอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณ กุ่ยจือชิง ตำแหน่งผู้นำพรรคมังกรฟ้าคนปัจจุบัน…
แม้การจะเข้ามาในเขตจันทรานั้นยาก แต่การออกไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย!! ยังต้องผ่านการตรวจตราเข้มงวดมิต่างจากการเข้ามา เนื่องด้วยภายในเขตนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่า และสมบัติที่ไม่อาจประเมินคุณค่าเรียงรายให้พบเห็นมากมาย ดังนั้นเพื่อป้องกันการช่วงชิงใครคิดจะออกไปจากเขตนี้ จำเป็นต้องสำแดงให้ตรวจทรัพย์สินทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ระดับผู้นำตระกูล!!
กฎของพรรคมังกรฟ้า ค่อนข้างเข้มงวดและไม่โอนอ่อน… แต่ในขณะเดียวกันมันก็ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงมานับหมื่นปีอย่างไม่เคยเสื่อมถอย… หากมิใช่เพราะสายเลือดตระกูลกุ่ย อยู่ในขั้นวิกฤตไร้ทายาทสืบทอดสกุล พรรคมังกรฟ้าก็คงไม่มีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งภายในให้ได้เห็น…
ณ เรือนตระกูลจู…
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งใบหน้าเกลี้ยงเกลา รูปร่างมองดูสันทัด แต่งกายสามัญไม่โดดเด่น หากแต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับมืดบอด… ทว่าชายผู้นี้ยังสามารถจับไม้กวาดตวัดเศษใบไม้ภายในสวนกว้างได้อย่างชำนิชำนาญด้วยความคุ้นชิน พื้นฐานลมปราณที่เบาบางแผ่ออกมาเพียงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินที่อ่อนด้อยเท่านั้น มองอย่างไรก็ไร้ซึ่งพลังในการสู้รบ ต่อให้เป็นระดับผู้เยาว์ยังสามารถกำราบชายผู้นี้ได้โดยไม่ยากเย็นนัก…
บนศาลาเล็กในสวน มีชายชราอีกคนหนึ่ง แต่งกายดูดีคล้ายมีตำแหน่งไม่ต่ำต้อยนัก กำลังชำเลืองมองมายังชายตาบอดตนดังกล่าว “จูเจ๋อ… วันนี้พยายามอย่าเข้าไปยุ่มย่ามในเขตตำหนักใหญ่ล่ะ ท่านผู้นำตระกูลโจวได้แวะมาเยี่ยมเยือนที่นี่…”
ชายตาบอดพอได้ยิน ก็ผงกศีรษะถี่ระรัว ท่าทีดูแล้วเก้ ๆ กัง ๆ ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกขัดหูขัดตาอยู่ไม่น้อย… หากมิใช่เพราะเป็นญาติห่าง ๆ ที่เจ้าตำหนักลับ จูห้าวชง ให้การรับรองและฝากฝังเอาไว้ คงไม่มีโอกาสได้เป็นคนทำสวนเช่นนี้ “ขอรับท่านพ่อบ้านใหญ่… เช่นนั้นผู้น้อยจะย้ายไปกวาดที่เรือนท่านหญิงรองต่อ”
พ่อบ้านตระกูลจู ถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะสะบัดร่างเดินจากไป เพื่อจัดเตรียมการในส่วนอื่น… ชายตาบอด ค่อย ๆ หยิบอุปกรณ์ที่มีไม่มากชิ้นอย่างไม่เร่งร้อน เพื่อจะย้ายตำแหน่งไปทำความสะอาดในส่วนอื่น หากแต่ชั่วขณะนั้นกลับมาเงาที่โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายหรือรัศมีใด ๆ แผ่ขยายออกมา ประหนึ่งว่าได้ถูกสะกดลบเลือนไปจนหมดสิ้นด้วยเคล็ดวิชาและวัตถุอาคมบางอย่าง…
ชายตาบอด นิ่งขรึม… ก่อนจะเอ่ยวาจาเป็นกระแสเสียงผ่านลมปราณ…
“ข้าบอกให้เจ้าเฝ้ารอคำสั่งก่อนค่อยเคลื่อนไหวมิใช่หรือ? ลู่เหรินฮ่าว…”
เงาร่างดังกล่าว เผยโฉมออกมาว่ามิใช่ผู้ใด แต่เป็นอดีตเทพปรมาจารย์ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อไม่นานนี้ มีดบินไร้เทียมทาน ลู่เหรินฮ่าว… ทั่วยุทธภพต่างพากันตามล่าตัวชายชราผู้นี้ในฐานะกบฏแห่งแผ่นดิน ทว่าแท้จริงแล้ว ลู่เหรินฮ่าว กลับหลบซ่อนตัวอยู่ในขอบเขตที่อันตรายที่สุดอย่าง เขตจันทรา พรรคมังกรฟ้า…
“เรียนท่านผู้นำ… ที่ข้าจำต้องออกมาพบท่าน เพราะหนึ่งในแกนนำของเรามีท่าทีผิดแปลกไป ข้าเกรงว่าเจ้านั้นมันจะทรยศหักหลังพวกเรา จึงอยากมาถามความเห็นของท่านว่าเราจะจัดการอย่างไรดี…” ลู่เหรินฮ่าว จากที่ปกติเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง กระทั่งระดับแกนนำกลุ่มมังกรทองก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตานัก ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าชายตาบอด กลับเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่เผยถึงความเคารพเลื่อมใสออกมา…
ชายตาบอด ที่เวลานี้ใช้ชื่อว่า จูเจ๋อ สถานะเป็นเพียงคนสวนที่ตระกูลจูเลี้ยงดูเพราะความเมตตา ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีอีกฐานะเป็นถึง ผู้นำเทวะของกลุ่มมังกรทอง บุคคลลึกลับที่ทั่วทั้งยุทธภพต่างก็ต้องหวาดกลัวในตัวตน!!
“ท่าทีผิดแปลกงั้นหรือ?! หรือเจ้าจะหมายถึง โจวซื่อไหล...”
ลู่เหรินฮ่าว ผงกศีรษะด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ถูกต้อง… เป็น โจวซื่อไหล ที่เวลานี้มีหลายครั้งที่มันเคลื่อนไหวอย่างผิดสังเกตจนน่าสงสัย แม้แต่การมาเยี่ยมเยือนผู้นำตระกูลจูครั้งนี้ ก็ไม่ได้อยู่ในแผนการของพวกเรา แอบแฝงไว้ด้วยลับลมคมใน… หากเป็นแก่นนำคนอื่น ๆ แสดงทีท่าว่ามีพิรุธเช่นนี้ ข้าคงลงมือสังหารทิ้งไปแล้วโดยไม่ลำบากมาถามความเห็นของท่าน... (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
แต่พอเป็น โจวซื่อไหล เจ้านั่นมีสถานะสูงส่ง เป็นถึงผู้นำตระกูลโจว เป็นยอดฝีมือลำดับที่ 3 ของกลุ่มมังกรทอง แข็งแกร่งถัดรองแค่ตัวท่านกับข้าเท่านั้น โจวซื่อไหล มีความสำคัญในแผนการครั้งนี้มากที่สุด ข้าจึงจำเป็นต้องสอบถามความเห็นของท่านเสียก่อน...”
ชายตาบอด กดหัวคิ้วต่ำลงโดยพลัน แน่นอนว่านอกเหนือจาก ลู่เหรินฮ่าว แล้ว ก็ไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนแท้จริงของ จูเจ๋อ ผู้นี้ แม้แต่เหล่าแกนนำคนอื่น ๆ ก็รับรู้กันแค่เพียงว่า ผู้นำเทวะ ได้แอบแฝงเข้ามาในพรรคมังกรฟ้านี้แล้ว แต่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าชายที่แสนอันตรายผู้นี้ แท้จริงเป็นชายตาบอดที่ได้แฝงตัวเข้ามาในเขตจันทราตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน โดยอาศัยเส้นทางเข้าออกในช่องโหว่ของม่านพลัง ด้านหลังค่ายหน่วยรบ...
“สถานะของแก่นนำแต่ละคน… เวลาเป็นอย่างไรบ้าง?!” จูเจ๋อ เอ่ยถามขึ้น
“เรียนท่านผู้นำ ปัจจุบันพวกเราเหลือระดับแกนนำอยู่ 7 คนเท่านั้น… อู๋เมิ่นเตีย หลังถูกตั้งข้อหาเป็นกบฏแห่งแผ่นดินพร้อมกันกับข้า เจ้านั้นก็หลบหนีออกไปจากทวีปพยัคฆ์ขาวทันที… ข้าได้ให้เจ้านั้นคอยสร้างสถานการณ์ขึ้นเป็นพัก ๆ ที่ด้านนอก เพื่อให้หน่วยงานราชการแผ่นดิน เชื่อว่าตัวข้าได้ไปจากทวีปพยัคฆ์ขาวแล้วเช่นกัน… ดังนั้น อู๋เมิ่นเตีย คงไม่อาจเข้าร่วมแผนการครั้งนี้กับเราได้อีกแล้ว…
เฒ่าวิญญาณ จูห้าวชง ประจำการอยู่ในตำหนักลับ เขตดารา คอยดูแลเส้นทางลับในการเข้าออกของพวกเราเหมือนเดิม เจ้านั้นฝีมือยังไม่ถึงขั้น อ่อนแอที่สุดในหมู่แกนนำที่หลงเหลืออยู่ ต่อให้ จูห้าวชง เข้ามาในเขตจันทราแห่งนี้ ก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก…
เฉียงเหลียน และ ฉู่เกาเต๋อ สองคนนั้นยังอยู่ในสถานะที่นิ่งสงบภายในเขตจันทรานี้เช่นเดียวกัน ทั้งคู่แม้จะเป็นสมาชิกระดับสูงในตระกูลของตนเอง แต่อิทธิพลของทั้งสองยังมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นจึงมีความรัดกุมในทุกการกระทำ สองคนนี้ยังสามารถเชื่อถือได้ และตัวข้าเองก็แอบซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ซึ่ง ฉู่เกาเต๋อ ได้จัดเตรียมไว้ให้…
สุดท้ายก็คือ โจวซื่อไหล ผู้นำตระกูลโจว ก็เป็นอย่างที่ข้าได้รายงานไป เจ้านั่นยังมีความคลุมเครือในการกระทำอยู่ อีกทั้งมันก็ยังใช้ข้ออ้างว่าตนเองกำลังถูกจับตามอง จึงปฏิเสธไม่ยอมให้ข้าเข้าไปใกล้ตัว…
แม้ในด้านพื้นฐานลมปราณ โจวซื่อไหล จะยังเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 7 ซึ่งอ่อนกว่าข้าหนึ่งขั้น… ทว่าอย่างไรพวกเราทั้งสองก็นับเป็นชนชั้นจักรพรรดิเหมือนกัน ข้าจึงไม่สามารถลอบจัดการเจ้านั่นอย่างเงียบ ๆ ได้ หากมีการต่อสู้เกิดขึ้นทุกคนในเขตจันทรา จะต้องสัมผัสได้ในทันที และแผนการทั้งหมดของพวกเราย่อมพังทลาย…” ลู่เหรินฮ่าว อธิบายทั้งหมดอย่างละเอียด
จูเจ๋อ ใบหน้าเคร่งขรึมแน่นิ่งไปชั่วครู่…
“แบบนี้นี่เอง… หากข้าจำไม่ผิดในอีก 10 วัน จอมราชันย์ กุ่ยจือชิง ได้มีนัดหมายประชุมเหล่าผู้นำตระกูลทั้ง 5 ที่ เขตสุริยา ข้าจึงอยากเห็นท่าทีแน่ชัดของ โจวซื่อไหล ในการประชุมครั้งนี้เสียก่อน...
โอวหยางเจี่ย เองเวลานี้ก็ดูจะเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้นในทุก ๆ วัน พวกเราไม่มีเส้นสายภายในตระกูลโอวหยาง ดังนั้นจะต้องระวังตัวกันให้มาก ไว้ข้าจะคิดหาแผนการและตัดสินใจอีกครั้งหลังการประชุมผู้นำในอีก 10 วันให้หลัง…”
ลู่เหรินฮ่าว ได้ยินเช่นนั้นก็ประสานมือรับคำสั่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ พร่าเลือนหายไป… ลู่เหรินฮ่าว เป็นหนึ่งในยอดฝีมือสูงสุดของยุทธภพ แม้การเคลื่อนไหวในเขตจันทราจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พอได้รับการสนับสนุนจากแกนนำอีกหลาย ๆ คนที่ช่วยเหลือ ก็พอจะทำให้ ลู่เหรินฮ่าว สามารถรับรู้เส้นทางลับหลบเลี่ยงสายตา ผนวกกับพื้นฐานยอดฝีมือระดับสูงสุดด้วยแล้ว จึงมิต่างภูติวิญญาณที่เคลื่อนไปมาในเขตจันทราแห่งนี้…
เหลือก็แต่เพียงชายตาบอดอยู่ภายในสวน ทันใดนั้นใบหน้าวัยกลางคนในเวลานี้ รวมถึงดวงตาที่มืดบอดสนิทนั้น จู่ ๆ ก็เกิดการพร่าเลือนบิดเบี้ยว จากรูปลักษณ์ของชายวัยกลางคนที่ตาบอด กลับคืนเป็นชายชราที่ดวงตาใสกระจ่างขึ้นมาอีกครั้ง…
มีบันทึกเก่าแก่ถูกเขียนไว้ว่า… หลังการบรรลุชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง เปรียบได้กับการก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ปุถุชน สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างอิสระ ฉะนั้นเรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงความชราเป็นเยาว์วัยย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ มีพลังในการควบคุมร่างกายและอวัยวะทุกสิ้นได้ด้วยกำลังภายในอันกล้าแกร่ง ไม่เว้นแม้แต่ผิวหนัง หรือม่านตา…
ผู้นำเทวะ ในเวลานี้ได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้ว
ว่าบันทึกเหล่านั้นมิได้เขียนเกินกว่าความจริงแม้แต่น้อย…
“จอมราชันย์ กุ่ยจือชิง… หากมิใช่เพราะเจ้านั้นบรรลุชนชั้นลมปราณสีแดงขั้นที่ 2 ไปก่อน ตัวข้าก็คงไม่ต้องวางแผนให้ลำบากมากมายเฉกเช่นตอนนี้ ทว่าสุดท้ายเจ้าก็ไม่อาจหลีกหนีความชราของเจ้าได้… อีกไม่นานในท้ายที่สุด พรรคมังกรฟ้า ของเจ้าก็ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือข้าในสักวัน!!” ผู้นำเทวะ แค่นเสียงเย็นชา พร้อมใบหน้าที่มืดดำ…
…………………….…………………….