อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 294 ออกไป...
ตอนที่ 294
ตำหนักลับ…
กล่าวได้ว่าตำหนักลับนั้นเป็นดั่งจุดศูนย์รวมของสมาชิกตระกูลจูระดับผู้ฝึกสอน และระดับผู้อาวุโสที่ประจำการอยู่ในเขตดาราแห่งนี้ก็ว่าได้… ดังนั้นพื้นฐานวิชาของคนทั้งหมดจึงคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือวิชาที่มุ่งเน้นการใช้ดวงวิญญาณและพลังแห่งความตายเป็นหลัก สามารถแยกย้ายวิชาออกได้ไม่กี่แขนง แต่ทุกแขนงล้วนเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด…
บางคนก็เลี้ยงวิญญาณอาฆาต บางคนก็เลี้ยงอสูรจากขุมนรก บางส่วนก็ใช้วิชาจากไอเย็นแห่งความตายเป็นกระบวนท่าวิชา ทั้งยังมีไม่น้อยที่สามารถสร้างศพหลอมขึ้นมาได้ แต่ศพหลอมเหล่านั้นโดยมากก็ไม่ต่างจากศพหลอมระดับต่ำ ที่มีเพียงพลังกายและสัญชาตญาณต่อสู้อันน้อยนิด ไม่มีสติสัมปชัญญะหรือจิตวิญญาณสิงสถิต…
จูห้าวชง เป็นเพียงคนเดียวที่เรียนรู้วิชาศพหลอมด้วยศาสตร์แห่งความตายโบราณ ซึ่งได้มาจากตำราที่กลุ่มมังกรทองค้นพบโดยบังเอิญ แน่นอนว่าคนเห็นแก่ตัวอย่าง จูห้าวชง มิได้ถ่ายทอดภูมิความรู้ดังกล่าวให้กับคนในตระกูลจู ทั้งยังเก็บงำเป็นความลับสำคัญของตนอีกด้วย… แต่โชคร้ายที่ภายหลังถูกเฒ่าชีเปลือยช่วงชิงวิชาไป อีกทั้งวัตถุดิบสำคัญอย่างศพหลอมนับพันร่าง ที่เคยสั่งสมไว้บนเขาหมิงซาน ก็ตกอยู่ในมือของ ซุน ภายหลังเช่นกัน…
เรียกได้ว่านับตั้งแต่ ซุน และ เฒ่าชีเปลือย โคจรเข้ามาในเส้นทางดวงชะตา จูห้าวชง ล้วนเต็มไปด้วยความขื่นขมระทมใจ… แม้จะยังไม่ทราบความเกี่ยวพันธ์ของทั้งสอง แต่ก็ยังปลอบประโลมตนเองว่าทั้งคู่มิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อกัน…
โถงด้านหน้าของตำหนักลับ เวลานี้กำลังมีเหล่าผู้ฝึกสอนว่างงานจำนวนหนึ่ง จับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องการถูกลอบสังหารของผู้นำตระกูลโจว น้ำเสียงของแต่ละคนล้วนออกรสออกชาติ สัมผัสได้ถึงสงครามภายในอยู่รำไร… จึงไม่ได้มีใครสังเกตเลยว่าเวลานี้ ได้มีผู้เยาว์ผมสีขาวยาวสยายกำลังก้าวเดินเข้ามาในตำหนักลับ ใบหน้าดูเรียบเฉยประหนึ่งว่าที่นี่เป็นเรือนตนเอง…
“นั่นใคร?!” ในที่สุดก็มีคนเริ่มสังเกตเห็นอาภรณ์และเส้นผมที่แปลกตานั่น จึงทำให้สายตาอีกนับสิบคู่ตวัดมองตามไปด้วยสัญชาตญาณ… ชายหนุ่มผมขาวจ้ำเดินโดยไม่สนใจสายตาเหล่านั้นแม้สักนิด ผ่านโถงใหญ่ด้านหน้าที่แน่นขนัดไปด้วยกลุ่มผู้ฝึกสอน และผู้อาวุโสอีกจำนวนประปราย…
“เฮ้ย!! ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร!! ไม่รู้หรือว่าชนชั้นศิษย์ต้องขออนุญาตก่อนจะเข้ามายังสถานที่แห่งนี้!!” หนึ่งในผู้ฝึกสอน ผู้มีหน้าที่ดูแลตำหนักลับโดยตรง ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไปสะบัดร่างมายืนขวางตรงหน้าของ ชายหนุ่มผมขาว… ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีชนชั้นศิษย์เข้ามายุ่มย่ามที่นี่ จะมีก็แค่ศิษย์ระดับสูงจากหน่วยรบที่นาน ๆ จะเข้ามาสักครั้ง เพื่อรายงายเรื่องภายในหน่วย แต่ก็ขออนุญาตก่อนในทุกครา…
เฒ่าชีเปลือย เอียงคอมองค้อน เอ่ยตอบสั้น ๆ น้ำเสียงไม่ยี่หระ…
“หุบปาก... แล้วไปตาม จูห้าวชง มาพบข้า…”
“!!!!!!!!!!” ทุกคนในตำหนักเผยสีหน้าแปลกประหลาดออกมาทันที เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ใดในที่นี้ ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีสถานะที่เหนือกว่าชนชั้นศิษย์ทั้งสิ้น ต่อให้เป็นผู้นำหมู่ศิษย์ทั้ง 5 ก็ยังไม่มีใครเสียมารยาทออกมา ในเขตตำหนักสำคัญต่อหน้าผู้ฝึกสอนหมู่มากเช่นนี้
“สามหาวยิ่งนัก!! ดูจากปลอกแขนนั่น เจ้าเป็นเพียงศิษย์ตามธรรมเนียมเท่านั้นสินะ ไม่ใช่แม้กระทั่งศิษย์แท้จริงของพรรคมังกรฟ้าเรา กลับหาญกล้าแสดงความกำเริบเช่นนี้ ย่อมต้องถูกสั่งสอน!!” ชนชั้นผู้ฝึกสอนคนดังกล่าว แผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลายออกมา พร้อมกับเรียกดวงวิญญาณอาฆาตดวงหนึ่งที่ร่างใหญ่โตราวกับยักษ์ หมายจะสั่งสอนให้หลาบจำ
ทว่าชายหนุ่มผมขาว นอกจากสีหน้าจะไม่แปรเปลี่ยนใด ๆ แล้ว กลับยกเท้าเนืองช้ามาเบื้องหน้า…
หนึ่งก้าว!
ทันทีที่การก้าวเท้านี้สัมผัสลงพื้น เรือนกายของผู้ฝึกสอนคนดังกล่าวก็เย็นวาบไปจนถึงกระดูกสันหลัง จิตใจสะท้านสะเทือนอย่างไร้ที่มา… สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือดวงวิญญาณอาฆาตร่างยักษ์ที่เรียกออกมานั้น ส่งเสียงโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด เผยใบหน้าที่หวาดผวาถึงขีดสุด…
สองก้าว!
เมื่อก้าวที่สองสัมผัสพื้น วิญญาณอาฆาตพลันแตกดับปลายเป็นอณูวิญญาณกลับคืนสู่ภพภูมิ แม้แต่ผู้เป็นนายยังเผยดวงตาเบิกโพลงขึ้น รับรู้ถึงกลิ่นอายแห่งตบะอันแก่กล้า ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มผมขาวเบื้องหน้า…
สามก้าว!!
ผู้ฝึกสอนคนดังกล่าวสำลักโลหิตจำนวนหนึ่งออกมา รู้สึกถึงร่างกายที่ถูกบีบเค้นจากพลังอำนาจที่มองไม่เห็น แต่ตระหนักรับรู้ได้ด้วยร่างกายและจิตวิญญาณ ดวงตาของมันสั่นระรัวประหนึ่งพบเจอวิกฤตที่มิอาจหลีกหนี… ก่อนจะทรุดตัวลงไปคุกเข่าทันทีเบื้องหน้าชายหนุ่มผมขาว ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่รอบด้าน แม้แต่ผู้อาวุโสชนชั้นลมปราณสีส้มที่อยู่ในละแวก ยังเผยแววตาตื่นตระหนกอย่างชัดเจนออกมา…
“เกะกะ!!” ชายหนุ่มผมขาวแค่นเสียงหน่าย ก่อนจะตวัดปลายเท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของผู้ฝึกสอนคนดังกล่าว จนกระเด็นออกไปกระแทกกับเครื่องเรือนหลายชิ้นภายในโถงพังล้มระเนระนาดดังโครมคราม ภาพที่ปรากฏสร้างความตื่นตระหนก และความฉงนใจออกมาอย่างยิ่งยวดให้กับทุกคน…
เหล่าผู้ฝึกสอนอีกร่วมสิบคนภายในตำหนักลับ แม้จะยังไม่เข้าในสถานการณ์นัก แต่ด้วยประสบการณ์ของชนชั้นยอดฝีมือ บัดนี้แทบจะทุกคนล้วนเรียกขานดวงวิญญาณใต้อาณัติให้ปรากฏ รวมไปถึงอสูรดำอสูรแดงอีกมากน้อย ตามแต่ที่มีการผูกพันธสัญญาระหว่างดวงวิญญาณและผู้ใช้พลังวิญญาณ…
ชายหนุ่มผมขาวดวงตาแข็งกร้าวขึ้น พร้อมกับยกเท้าอีกครั้ง… ก่อนจะกระทืบลงไปบนพื้นอย่างรุนแรง!! มากพอจะทำให้พื้นตำหนักลับเกิดรอยแตกร้าวบนศิลาที่ขยายออกไปเป็นดั่งใยแมงมุม อักขระอาคมที่พร่าเลือนสาดกระจายออกไปรอบทิศทาง เหล่าดวงวิญญาณและอสูรกายทั้งหมดต่างพากันส่งเสียงโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นอณูไปโดยพร้อมเพรียง
“!!!!!!!!!!!” เหล่าผู้ใช้ดวงวิญญาณในที่นี้ร่างสั่นเยือกขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ชนชั้นผู้อาวุโส คนที่จะทำได้ถึงเพียงนี้จะต้องมีตบะที่แก่กล้าสูงล้ำ ต่อให้เป็นตระกูลจูอันยิ่งใหญ่ยังแทบจะนับได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น… หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนพิจารณาชายหนุ่มผู้นี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะมีบางคนในกลุ่มโพล่งเสียงที่สั่นเครือออกมา…
“มะ…แมวสวรรค์!! เจ้านี้ก็คือ แมวสวรรค์ ที่กำลังโด่งดังในหมู่ศิษย์!!”
ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้น ต่างก็สำลักลมหายใจไปตาม ๆ กัน แม้ก่อนหน้านี้ชื่อเสียงของ แมวสวรรค์ จะเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ชนชั้นผู้ฝึกสอน และชนชั้นผู้อาวุโส แต่ทุกคนล้วนคิดว่าเสียงร่ำลือเป็นเพียงเรื่องที่ถูกปรุงแต่งเกินจริง จะไปมีผู้เยาว์คนใดที่มากความสามารถถึงเพียงนั้น
ทว่าพอได้มาพบเจอกับตัวในวันนี้… แม้อีกฝ่ายจะก้าวร้าวเกินกว่าที่ได้ยินมา หากแต่ด้วยความน่ากลัวและความแปลกประหลาดนั้น กลับเหนือกว่าคำล่ำลืออย่างเทียบไม่ติด!! ถึงแม้ว่าการมีขอบเขตตบะพลังวิญญาณที่สูงส่ง จะไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ความแข็งแกร่งทั้งหมดในพื้นฐานลมปราณ แต่ก็นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับสมาชิกตระกูลจู ที่ฝึกฝนวิชาในสายนี้… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
สิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้าได้แสดงออกมา เป็นพลังอำนาจที่มุ่งเน้นไปที่การทำลายดวงวิญญาณเสียมากกว่า แผ่รัศมีแห่งตบะที่เหนือล้ำกว่าพื้นฐานลมปราณอย่างท่วมท้น ซึ่งมันนับเป็นสิ่งที่ไม่ปกติอย่างที่สุด บนยุทธภพแห่งนี้…
ความวุ่นวายเบื้องล่าง มากพอจะกลายเป็นเสียงอึกทึก กระตุ้นให้ จูห้าวชง จำต้องก้าวลงมาจากชั้นบนของตำหนักลับ สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งยวด… “เอะอะอะไรกันนัก!! อยากให้ข้าลงมือสั่งสอนพวกเจ้าหรือยังไงกันห๊ะ!!”
เสียงของชายชราดังกังวานออกมาก่อนจะปรากฏร่างเสียอีก... ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากคนอื่น ๆ เพราะทั้งหมดล้วนกำลังอึ้งงันกับสิ่งที่ชายหนุ่มผมขาวได้กระทำ… ทันทีที่ จูห้าวชง ก้าวเดินลงมาจากบันไดตำหนัก ย่อมสัมผัสได้ถึงความโดดเด่นของผู้เยาว์หนึ่งเดียวที่ยืนกลางห้องโถงใหญ่นี้…
ชายหนุ่มหันมองมายัง จูห้าวชง พร้อมกับปรากฏรอยยิ้มที่น่าขนลุกออกมา…
“จู ห้าว ชง… ข้า คิด ถึง เจ้า…” ชายหนุ่มเอ่ยเน้นย้ำเสียงหนัก ที่ละคำช้า ๆ
ชายชราเบิกตาโพลงขึ้นในทันที!! ภาพย้อนเหตุการณ์หลั่งไหลเข้ามาในหัวโดยมิอาจห้ามได้ มันคือถ้อยวาจาของ ปีศาจน่าสะพรึง ที่เคยทิ้งคำพูดหนึ่งเอาไว้ ว่าหากคิดถึงเมื่อใดจะแวะเวียนมาหาใหม่(ตอนที่ 277) ไม่มีทางที่ชายชราจะหลงลืมถ้อยประโยค และรัศมีรอบกายเช่นนี้
เส้นผมที่ไม่ค่อยจะเหลือบนศีรษะของ จูห้าวชง ค่อย ๆ หลุดร่วงลงอีกหลายกระหย่อม ร่างกายและจิตวิญญาณสะท้านสะเทือน ดุจดังคลื่นยักษ์แห่งความหวาดกลัวสาดกระทบมาบนร่าง... ยิ่งมองไปด้านหน้า ก็ยิ่งรู้สึกเหมือยเงาของชายหนุ่มผมขาว ประหนึ่งขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ ในจินตนาการ รอยยิ้มและกลิ่นอายกลายเป็นที่สิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดในรอบปี…
“อะ…ออกไป” ชายชราหลุดปากออกมาแผ่วเบา
กลุ่มคนทั้งหมดในโถงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจได้ว่าเจ้าตำหนักลับกำลังจะแสดงฝีมือแล้ว ทุกคนจึงกรูเข้ามาหลบที่ข้างกาย จูห้าวชง ด้วยสัญชาตญาณ อยากจะเห็นยอดฝีมือแท้จริงของเจ้าตำหนักลับ ที่กำราบเด็กปีศาจผู้นี้กับตาตนเอง…
“จัดการมันเลยท่านเจ้าตำหนัก!!”
“เจ้านี่ถึงพลังลมปราณมันจะไม่สูง แต่ตบะของมันน่ากลัวพิลึก คงต้องรบกวนให้ท่านเจ้าตำหนัก แสดงให้เจ้าเด็กบ้าผู้นี้ รู้จักความน่ากลัวที่แท้จริง”
“หึหึ… แมวสวรรค์ งั้นหรือ!! ประเดี๋ยวเจ้าจะได้กลายเป็นแมวขี้เรื้อน!!”
เหล่าผู้ฝึกสอนต่างยุยง จูห้าวชง
น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นสุดใจ…
ชายหนุ่มผมขาว ได้ยินคำพูดยุแยงเช่นนั้น กลับยิ่งเผยรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิม ยกแขนสวมกอดอกเชิดหน้าขึ้นน้อย ๆ ทอดสายตาลงต่ำด้วยความเย้ยหยัน… ยิ่งทำให้ จูห้าวจง สูดลมหายใจติดขัดอย่างอดไม่ได้…
“ข้าบอกให้ออกไป…”
เหล่าผู้ฝึกสอนรอบข้างได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งฮึกเหิม พากันคะนองมือคะนองปาก ชี้หน้าชายหนุ่มผมขาวพลางก่นด่าสารพัด…
“ไม่ได้ยินท่านเจ้าตำหนักพูดงั้นหรือ!! ท่านเจ้าตำหนักบอกให้เจ้าออกไปข้างนอก!!”
“ที่ท่านเจ้าตำหนักออกมาปาก คงจะกลัวข้าวของในตำหนักลับเสียหายยามลงมืองั้นสินะ!! จึงคิดจะไปกำราบเจ้าที่ด้านนอกยังลานกว้าง ๆ จะได้จัดการได้ถนัดมือ!!”
“ใช่!! มันต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ๆ” คนทั้งหมดล้วนคิดอ่านทางเดียวกัน…
ทว่าพริบตานั้น จูห้าวชง กลับไล่ตบปากผู้ฝึกสอนเหล่านั้นดัง เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! หลายคนติดต่อกัน แสดงใบหน้าที่เดือดดาลถึงขีดสุด ดวงตาสองข้างนั้นแดงก่ำ ดุจดังเส้นเลือดฝอยในตาขาวได้แตกไปแล้วหลายเส้น…
“พวกเจ้านั่นแหละที่ต้องออกไป!! รีบไสหัวไปจากที่นี่เดียวนี้ ข้าต้องการจะคุยกับเด็กหนุ่มผู้นั้นเพียงลำพัง ภายในสามลมหายใจหากใครยังกล้ายืนอยู่ในเขตตำหนัก ข้าจะหักขามันทิ้งเสียตรงนี้เลย!!”
จูห้าวชง คำรามเสียงกังวาน จนตำหนักลับสะท้านสะเทือน... เหล่าผู้ฝึกสอนโดยรอบ ล้วนพากันอ้าปากค้าง ประหนึ่งปลายคางหนักอึ้งไปหลายสิบชั่ง ไม่มีใครเข้าใจในสถานการณ์พลิกผันเลยแม้แต่คนเดียว…
“ยังไม่รับไสหัวไปอีก!!” จูห้าวชง กู่ร้องอีกครั้งดังกว่าเดิม
เหล่าผู้ฝึกสอน รวมไปถึงผู้อาวุโสอีกบางส่วน ล้วนแตกฮือราวกับผึ้งที่แตกรัง!! ต่อให้ไม่มีใครเข้าใจอะไรนัก แต่ก็ไม่คิดจะคัดคำสั่งของเจ้าตำหนักลับในเวลาที่กำลังเดือดดาลเช่นนี้ เพียงพริบตาเดียวก็ไม่หลงเหลือเงาร่างผู้ใดในตำหนักลับ นอกเหนือจาก ชายหนุ่มผมขาวซึ่งกำลังแสยะยิ้ม และชายชราที่ผมร่วงกรูลงมาอีกหลายกระจุก จนเวลานี้ศีรษะใกล้จะโล้นเตียนเต็มที…
…………………………………….