อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 293 ความตายที่คาดไม่ถึง
ตอนที่ 293
เย็นวันนั้น… ตระกูลโจวจัดงานฉลองใหญ่โตราวกับเป็นวันก่อตั้งตระกูลก็ไม่ปาน เสียงหัวเราะของ โจวซื่อไหล ดังไม่ขาดสาย ท่ามกลางการแสดงความยินดีของเหล่าสมาชิกในตระกูลโจว… แม้ว่านี่จะยังไม่ใช่การเฉลิมฉลองตำแหน่งโดยตรง แต่จากสภาพที่ย่ำแย่ของ กุ่ยจือชิง ที่เห็นในวันนี้ โจวซื่อไหล เชื่อว่าอย่างมากที่สุดก็ 1 ปี ไฟแห่งชีวิตของ กุ่ยจือชิง ก็คงจะมอดดับลงแน่นอน...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! นับจากวันนี้ ข้า โจวซื่อไหล จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องถูกจารึก!! กลายเป็นบูรพาจารย์แห่งตระกูลโจว ที่นำพาตระกูลไปสู่ความยิ่งใหญ่เกรียงไกร!!”
สมาชิกในตระกูลโจวพากันกู่ร้องยินดี…
หากแต่เสียงครั่นครืนเหล่านั้น กลับยิ่งไปกระตุ้นความไม่พอใจของตระกูลอื่น ๆ อีก 4 ตระกูล ที่อาศัยอยู่ในเขตจันทราเฉกเช่นเดียวกัน… โดยเฉพาะ จูหยวนไห่ ที่เมื่อกลับมาถึงก็เอาแต่ดื่มสุราและอาละวาดทำลายข้าวของไปทั่ว จนไม่มีใครในตระกูลจูกล้าจะเข้าไปใกล้…
“บัดซบ!! ทำไมถึงไม่เป็นข้ากัน!!”
ค่ำคืนราตรีที่ต่างฝ่ายต่างก็มีอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่าง ค่อย ๆ ผ่านเลยไปจวบจนถึงยามเช้า เมื่อดวงตะวันรุ่งอรุณสาดแสงแรกผ่านม่านพลังเข้ามา มรสุมครั้งสำคัญก็พลันเกิดขึ้นทันที… เมื่อมีคนพบร่างอันไร้ศีรษะของ โจวซื่อไหล นอนทอดกายไร้วิญญาณอยู่หลังตำหนักที่มีการเฉลิมฉลองเมื่อคืนนี้ ก่อนจะพบว่าศีรษะที่ถูกตัดไปนั้น ได้ตั้งอยู่บนป้ายขนาดใหญ่ประตูหน้าของตระกูลโจว พร้อมโลหิตที่ขีดเขียนเอาไว้ว่า…
‘เจ้ายังไม่คู่ควร’
การที่ผู้นำตระกูลใหญ่ ถูกลอบสังหารในที่พักของตนเช่นนี้ ย่อมกลายเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างถึงที่สุด!! เสียงเฮฮาของตระกูลโจวในคืนก่อน กลับกลายเป็นเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น ที่ผสมผสานกับเสียงโหยไห้ที่ดังระงมขึ้น…
ตลอดหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา แม้ตระกูลทั้ง 5 อาจมีการกระทบกระทั่ง อาจมีความบาดหมางถึงระดับที่สมาชิกฆ่าฟันกันเองให้เห็น แต่ไม่เคยมีเรื่องรุนแรงที่ถึงขั้นผู้นำตระกูลถูกลอบสังหารมาก่อน อีกทั้งยังเป็นการถูกสังหารหลังจากได้รับตำแหน่งผู้สืบทอดอีกด้วย…
ณ เรือนตระกูลจู…
“เหลวไหล!! ข้าหรือจะเป็นผู้ลงมือสังหาร โจวซื่อไหล พวกเจ้าอย่าได้คิดที่จะมาปรักปรำข้า!!” จูหยวนไห่ ตวาดเสียงออกไปก้องดัง ซึ่งสาเหตุมาจากที่ โจวซื่อโหยว น้องชายของ โจวซื่อไหล ผู้ที่ได้เข้ามารักษาการตำแหน่งผู้นำตระกูลโจว ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมในการตายของพี่ชาย…
“สภาพศพบ่งชี้ว่าสาเหตุการตายเกิดจากวิชา ทมิฬยมราช… ปานทมิฬยังตกค้างอยู่ที่ร่างของพี่ชายข้าอยู่เลย หากไม่ใช่เจ้าแล้วยังจะมีผู้ใดแข็งแกร่งพอจะสังหารพี่ชายข้าได้!! นี่คือการลอบสังหารทั้งที่ยอดฝีมือทุกคนของตระกูลโจวอยู่ในงานเลี้ยง แต่กลับไม่สามารถรับรู้ถึงช่วงเวลาของการต่อสู้ได้แม้แต่น้อย
ซึ่งนั่นย่อมแปลว่าเป็นการสังหารในชั่วพริบตา โดยไร้การขัดขืน ต่อให้เมื่อคืนนี้ท่านพี่ข้าจะไม่ได้พกกระบี่เทวะไว้กับตัว แต่อย่างไรท่านพี่ก็เป็นถึงยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิ!! ถึงเมามายเพียงใดก็ไม่มีทางถูกลอบสังหารจากคนที่ฝีมืออ่อนด้อยกว่าได้ หากไม่ใช่ เทพปรมาจารย์อย่างเจ้า แล้วจะยังเป็นสุนัขตนใดทำเรื่องเช่นนี้ได้อีก!!” โจวซื่อโหยว ตวาดเสียงด้วยความเดือดดาล ทั้งในมือยังถือ กระบี่เทวะ ศาสตราประจำกายของพี่ชายไว้อย่างแนบแน่น
“เหลวไหล!! เจ้า จูหยวนไห่ หากกล้าลงมือทำก็ย่อมกล้ายอมรับ!! แต่หากข้าไม่ได้ทำ อย่าฝันว่าจะปรักปรำข้า!!” จูหยวนไห่ ระเบิดรัศมีพลังชนชั้นจักรพรรดิออกมาอย่างรุนแรง…
โจวซื่อโหยว เองก็ใช่ว่าจะด้อยฝีมือ เป็นถึงชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 7 ยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิเฉกเช่นเดียวกับพี่ชาย ทั้งในด้านเพลงกระบี่อาจจะเหนือกว่าผู้เป็นพี่ชายเสียด้วยซ้ำ… หากแต่ด้วยความเป็นน้องชายจึงยอมให้ โจวซื่อไหล ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลโจว… อารมณ์ของชายผู้นี้ได้ก้าวมาสู่จุดเดือดแล้ว จึงชักกระบี่เทวะออกมา ฟาดตวัดอย่างรุนแรงเกิดเป็นคลื่นกระบี่สะบั้นป้ายใหญ่ตระกูลจู ด้วยความไม่ยินยอม…
“ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าเทพปรมาจารย์มันจะแน่สักแค่ไหน!!” รังสีศาสตราของ โจวซื่อโหยว แผ่ล้นออกมา กรีดเฉือนความว่างเปล่าอย่างรุนแรง ด้วยกระบี่เทวะเทพศาสตราระดับสูงสุดของยุทธภพในเวลานี้ โจวซื่อโหยว ก็พอจะมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย…
การปะทะที่รุนแรงของ โจวซื่อโหยว และ จูหยวนไห่ จึงเกิดขึ้น!! ท่ามกลางผลกระทบที่สะท้อนรุนแรงออกไปรอบทิศ จนม่านพลังเขตจันทราถึงกับสะท้านสะเทือน... เหล่าผู้นำตระกูลคนอื่น ๆ แม้ในใจจะอยากปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายดับดิ้นกันไปเสียทั้งคู่… แต่ในพื้นฐานความเป็นจริงย่อมไม่อาจทำได้ มิเช่นนั้นอาจเกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์จนถึงขั้นที่พรรคมังกรฟ้าเกิดการแตกแยก ซึ่งรากฐานความมั่นคงในตระกูลตนเองก็จะต้องเสียหายไปด้วย…
สุดท้ายจึงมีลำแสงอีก 3 สายพุ่งมาจากคนละทิศทาง
ตรงเข้าหยุดยั้งการต่อสู้ครั้งนี้มิให้บานปลาย…
“ใจเย็นก่อน โจวซื่อโหยว เรื่องนี้ยังจำเป็นต้องสืบเรื่องราวอีกมากนัก… เรื่องนี้ขอให้ท่านผู้นำกุ่ย เป็นผู้ตัดสินเถอะ ทั้งเจ้าและตระกูลโจว จะต้องได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน!!” โอวหยางเจี่ย ตรงเข้ามาหยุดยั้งพร้อมอธิบาย
เฉียงเทียนฉี และ ฉู่หลานเฮ่อ เองก็รีบห้ามปราม จูหยวนไห่ เอาไว้เช่นกัน… หยุดยั้งเอาไว้ก่อนที่ เทพปรมาจารย์แห่งความตายผู้นี้ จะปลดปล่อยความสามารถที่แท้จริง ซึ่งมันน่ากลัวมิต่างจากสมญานามที่ได้รับ…
จูหยวนไห่ แม้จะยอมหยุดมือ แต่ก็ได้ชี้หน้าตรงไปยัง โจวซื่อโหยว…
“ข้าไม่ปฏิเสธหรอกว่า ข้านั้นชิงชังความเจ้าเล่ห์ของ โจวซื่อไหล เป็นอย่างมาก ที่มันพูดจากลับกลอกปากบอกจะสนับสมุนข้า แต่สุดท้ายเมื่อได้จังหวะก็คว้าตำแหน่งโดยไม่สนใจวาจาที่เคยได้ลั่นเอาไว้… ทว่าถึงข้าจะเกลียดชังมันเพียงใด ข้าก็ยังเห็นมันเป็นสหายคนหนึ่ง!!
เฉียงเทียนฉี ฉู่หลานเฮ่อ หรือแม้แต่ โอวหยางเจี่ย ข้าก็เห็นพวกมันเป็นสหาย เป็นคู่แข่งทั้งสิ้น… และข้าไม่มีทางใช้วิธีการสกปรกเฉกเช่นลอบสังหารสหายของตนเอง!! หากอยากฆ่าพวกมันจริง ๆ ข้าคงเลือกจะเอ่ยท้าประลองเป็นตายไปตรง ๆ แล้ว!! หากเจ้าคิดจะขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลแทนที่ โจวซื่อไหล ก็หัดมีสติคิดอ่านให้มากกว่านี้หน่อย เจ้าเด็กน้อยเอ้ย!!” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
โจวซื่อโหยว ได้ยินเช่นนั้น ร่างก็สั่นเยือกไปหมด… แน่นอนว่ามันยังตกอยู่ในความสับสน เห็นเพียงเบาะแสเล็ก ๆ ปานทมิฬบนร่างศพพี่ชายก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้ จึงตรงมาอาละวาดที่นี่ ความตายของพี่ชายที่เพิ่งจะร่ำสุรายินดีให้กันเมื่อคืน มันรวดเร็วเกินกว่าจะยอมรับ…
สถานการณ์แม้ตรงหน้าจะสงบลง แต่ระลอกคลื่นขนาดใหญ่ ที่เกี่ยวพันกับการถูกลอบสังหารของ โจวซื่อไหล นั้นมันเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ผ่าแยกความสัมพันธ์ และความมั่นคงของพรรคมังกรฟ้าลงไปแล้ว… สายตาของเหล่าผู้นำแต่ละฝ่ายที่หันมองสลับกันไปมานั้น แตกต่างไปจากวันก่อนอย่างสิ้นเชิง…
ที่มุมมืดด้านหนึ่งของเรือนตระกูลจู… ชายตาบอด จูเจ๋อ หลบอยู่ด้านหลังเพื่อรับฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด สีหน้าของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความมืดดำอย่างถึงที่สุด…
…………………….…………………….
เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นมานั้น แม้ทางเหล่าผู้นำตระกูลทั้ง 5 จะอยากเก็บงำเป็นเรื่องภายใน ทว่ามันก็ยากเกินไปที่จะปิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ได้ จึงทำให้หมู่ศิษย์ระดับสูงในเขตดาราเริ่มจะทราบเรื่องนี้กันแล้ว ทั้งยังลุกลามไปยังหมู่ศิษย์สามัญอื่น ๆ อย่างห้ามไม่ได้…
นี่คือความมั่นคงที่ถูกสั่นคลอน...
ซุน เผยสีหน้าตกตะลึงโดยพลันเมื่อทราบข่าว… ตระหนักได้ว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งยังปักใจด้วยว่านี่เป็นฝีมือของกลุ่มมังกรทองที่แทรกแซงเข้ามา… ซุน ในตอนนี้รับรู้ความลับอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องที่ จูห้าวชง เป็นหนึ่งในแกนนำ และเรื่องที่ด้านหลังของค่ายหน่วยรบ เป็นจุดช่องโหว่ของม่านพลังเขตจันทรา
ทว่าด้วยฐานะของ ซุน ในเวลานี้ การจะเอ่ยเรื่องเช่นนั้นออกไป จะมีผลดีกับตนจริง ๆ หรือ?! หากมีคนเชื่อก็อาจได้รับคำชื่นชมและรางวัลตอบแทนเล็กน้อย ทว่าหากไม่มีคนเชื่อ ซุน จะมิกลายเป็นศิษย์ตามธรรมเนียม ที่พยายามกล่าวหาผู้อาวุโสระดับเจ้าตำหนักลับหรอกหรือ?!
ทั้ง ซุน เองก็ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันอะไร มีเพียงแค่วาจาของ เฒ่าชีเปลือย ที่เปลี่ยนเป็นหลักฐานหรือพยานไม่ได้... “นี่มันยังไงกันแน่นะ?! หรือว่าการที่กลุ่มมังกรทองเคลื่อนไหว เป็นเหตุมาจากการประชุม 5 ผู้นำเมื่อวันก่อน?!”
ชายหนุ่ม แสดงสีหน้าครุ่นคิด… และทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบก็ดังข้างหู… “ให้ข้าลอบเข้าไปด้านในดูดีหรือไม่เล่า?! ตบะของข้าเวลานี้ฟื้นฟูมาเต็มที่แล้ว อยากจะลองเข้าไปเหยียบเขตจันทราสักคราเหมือนกัน…”
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้าง เมื่อพบว่าเป็น เฒ่าชีเปลือย ที่เอ่ยกระซิบพร้อมรอยยิ้มน่ากลัว… “เจ้าจะเข้าไป?! ไหนว่าดวงวิญญาณไม่อาจผ่านม่านพลังนั่นไปได้…”
“ก็ใช่ไง… ถึงต้องให้เจ้านำทหารเงา มาให้ข้ายืมสักตัว เพื่อที่ข้าจะได้อาศัยกายหยาบฝ่าเข้าไป…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพร้อมสวมกอดอกยกมุมปาก
“ไม่มีทาง!! หากเจ้าถูกจับได้ในรูปลักษณ์ของข้า มันย่อมทำให้ข้าซวยไปด้วยน่ะสิ!!” ซุน ส่ายหน้าปฏิเสธในทันที
“เฮ้ย! เจ้าต้องไว้ใจข้าสิฟะ!! เราเป็นคู่หู่กันมาก็ตั้งหลายปี ฝีมือข้าเฉียบขาดปานใดเจ้าย่อมรู้ดีที่สุด ต่อให้ภายในนั้นจะน่ากังวลอยู่ไม่น้อย แต่ข้าก็พอจะมีวิธีการของข้าอยู่ รับรองปลอดภัยหายห่วง… ที่สำคัญข้าไปแค่วันเดียว และจะรีบกลับมาทันทีก่อนที่พวกเจ้าจะออกเดินทางไปทวีปมังกรฟ้า ตกลงหรือไม่?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยหว่านล้อมราวกับชักแม่น้ำทั้งห้ามารวมกัน
จริงอยู่ที่ ซุน มีศพหลอมอยู่หลายร่างหลายรูปแบบ แต่ถ้าต้องการจะเข้าไปในค่ายหน่วยรบ ก็มีเพียงแค่ร่างทหารเงาใบหน้าของ ซุน เท่านั้น จึงจะสามารถข่มขู่ให้ผู้นำหน่วยรบเพื่อเปิดทางให้… อีกทั้ง ทหารเงา ยังเป็นศพหลอมระดับ 4 กลุ่มแรกกลุ่มเดียวที่ ซุน มีในเวลานี้… ในเมื่อมีของที่ดีกว่าอยู่ตรงหน้า เฒ่าชีเปลือย จึงไม่มีทางยอมสิงสู่ศพหลอมที่ระดับต่ำกว่านี้แน่นอน...
“ก็ได้… แต่เจ้าต้องรับปากว่าห้ามให้มีเรื่องเดือดร้อนมาถึงตัวข้า!!” ซุน กำชับแน่นหนัก
“ตกลงตามนั้น!!”
ซุน ที่ยังอยู่ภายในการฝึกฝนของกลุ่มพิชิตมังกร ได้ใช้ข้ออ้างขอตัวกลับไปเก็บสุราที่หมักบ่มไว้ภายในถ้ำอาคม… จากนั้นเมื่อไปถึง ก็ได้นำร่างทหารเงาออกมาให้ เฒ่าชีเปลือย สิงสู่ พร้อมกำชับเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ทั้งยังใช้สายลมสีม่วงโอบล้อมร่างนี้เอาไว้ด้วย เพื่อที่ ซุน จะได้มองเห็นถึงการกระทำต่าง ๆ ของ เฒ่าชีเปลือย…
พริบตาที่ก้าวออกจาก ถ้ำอาคม… เฒ่าชีเปลือย ก็ได้หัวเราะเสียงเย็นไปตลอดทาง แผ่รัศมีน่าครั่นคร้ามออกมาไม่ขาดสาย… ทว่าในทิศทางที่ ซุน คาดคิดว่า เฒ่าชีเปลือย จะมุ่งหน้ายังค่ายหน่วยรบนั้น แท้จริงแล้วมันกลับไม่ใช่!!
สถานที่ซึ่งเฒ่าชีเปลือยได้มุ่งหน้าไป
กลับกลายเป็นทิศทางของ ตำหนักลับ!!
“เรื่องอะไรข้าต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ ไปยังเส้นทางลับนั้นด้วยเล่า?! ในเมื่อข้ามีทางที่สะดวกยิ่งกว่านั้น ไปคนเดียวมันคงจะเหงา ๆ พิลึก ดังนั้นหาเพื่อนนำทางเข้าไปสักคน สบายใจกว่าเป็นไหน ๆ” เฒ่าชีเปลือย หัวเราะออกมาเสียงยาว ทำเอา ซุน ที่เฝ้าจับตามองอยู่ถึงกับหน้าถอดสี…
………………….…………………..