อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 298 ด่านทดสอบแรก
ตอนที่ 298
เขตสุริยา ตำหนักผู้นำ…
ช่วงเวลาที่เหล่าผู้เยาว์ทยอยกันผ่านเข้าประตูไปนั้น ดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา ยังคงสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของมวลชนมหาศาลจากสถานที่ต่าง ๆ สัมผัสของชนชั้นลมปราณสีรุ้งนั้น มิได้จำกัดขอบเขตแน่ชัด เปรียบดังส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่มิได้ครอบงำ แต่กลายเป็นหนึ่งเดียว…
“กุ่ยจือชิง… เจ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ ถึงข้าจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในพรรคมังกรฟ้า หากแต่ข้าก็ทำได้เพียงรับรู้ผ่านนิมิตความฝัน จิตวิญญาณของข้ายังคงติดอยู่ในห้วงนิทราเพื่อรักษาสภาพเอาไว้ ไม่อาจปรากฏขึ้นมาได้… จวบจนมีบางสิ่งมาทำให้ข้าตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล รู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะอะไร?!” เสียงของ กุ่ยเยี่ยซา เป็นความแผ่วเบาที่ชัดเจนยิ่ง
“ผู้เยาว์หาได้ทราบไม่… แต่คิดว่าน่าจะเป็นกำหนดการณ์หรือช่วงเวลาอันสมควรบางอย่าง จึงทำให้วันแห่งชะตากรรมได้ปรากฏเพื่อปลุกท่านบรรพบุรุษขึ้นมา…” กุ่ยจือชิง เอ่ยปากไปตามความเชื่อ
ทว่าดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา กลับหัวเราะออกมาเบา ๆ “เปล่าเลยไม่ใช่แบบนั้นหรอก... สิ่งที่ปลุกข้าขึ้นมาคือกลิ่นอายที่คุ้นเคยต่างหาก... กลิ่นอายอันเข้มข้นที่เปล่งประกายจนปลุกข้าขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมให้เดินหน้าต่อ…
กลิ่นอายของทายาทศิษย์น้องข้า… เล้งซาน”
“!!!!!!!!!!” กุ่ยจือชิง เบิกตากว้างขึ้นโดยพลัน
“มีสายเลือดตระกูลเล้ง แทรกซึมเข้ามาในพรรคเรางั้นหรือ?!”
ดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา ส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ใช่แค่สายเลือดตระกูลเล้ง เวลานับหมื่นปีที่ผ่านมา ทำให้สายเลือดตระกูลเล้งในปัจจุบัน เจือจางเกินกว่าจะปลุกข้าให้หวนกลับมา… ทว่ากลิ่นอายที่ข้าได้รับ มันเข้มข้นยิ่งกว่านั้นนับพันเท่า!! กลิ่นอายบุตรแท้ ๆ ของ เล้งซาน ต่างหาก...”
กุ่ยจือชิง ได้ยินเช่นนั้นก็แทบสำลักลมหายใจ…
“อะ…อะไรนะ!!”
ดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา ทอดสายตามองไปยังที่ไกล ๆ เผยรอยยิ้มออกมา
“มาสิ… บุตรแห่ง เล้งซาน… หากเจ้าเป็นทายาทของ เล้งซาน สืบทอดความมุ่งมั่นและห้าวหาญจาก เล้งซาน มาจริง ๆ เจ้าจะต้องมายืนอยู่ตรงหน้าท่านลุงของเจ้าผู้นี้ มิใช่ให้ข้าต้องไปหาเจ้าด้วยตนเอง…”
ณ ลานกว้าง…
หมู่ศิษย์นับพันต่างพุ่งผ่านเข้าไปในประตูมิติสีรุ้งอย่างต่อเนื่อง จวบจนไม่กี่อึดใจต่อมาผู้คนก็เริ่มเบาบาง เหลือก็แต่เพียงเหล่าผู้ฝึกสอนที่อายุเกิน และศิษย์อีกจำนวนหยิบมือที่สุดท้ายตัดสินใจจะไม่เข้าไปเสี่ยง เพราะโอกาสที่จะตายภายในนั้น อาจมีสูงมากกว่ารอดกลับมา ทั้งผู้ที่จะได้รับมหาขุมทรัพย์ ก็ยังมีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น…
จึงมีศิษย์ที่ยังเห็นชีวิตสำคัญกว่าโชควาสนาอยู่อีกราว ๆ เกือบร้อยคนจากสองพันคน… ชนชั้นผู้ฝึกสอนและเหล่าผู้อาวุโสแม้จะไม่เอ่ยปากตำหนิใด ๆ ทว่าก็ยังเห็นสายตาที่ดูแคลนมองมายังกลุ่มศิษย์เหล่านั้น… จวบจนกระทั่งเริ่มมีคนสังเกตเห็น ชายหนุ่มผมขาวที่ยาวสยายแววตาดุร้ายคนหนึ่ง ที่ยืนห่างไกลออกไป…
“มะ…แมวสวรรค์!! เจ้านั่นก็ไม่กล้าเข้าไปงั้นหรือ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!!”
“เอาเถอะ… ความรักตัวกลัวตายแต่ละคนล้วนไม่เท่ากัน ถึงจะน่าเสียดายความสามารถของมันก็ตามที”
“เจ้านั่นเป็นเพียงศิษย์ตามธรรมเนียม มิใช่ศิษย์พรรคแท้จริง พวกเราคงไม่อาจบีบบังคับได้”
ทุกคนเริ่มสังเกตเห็นในการดำรงอยู่ของตนแล้ว เฒ่าชีเปลือย จึงคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ตรงนี้ต่อไป จึงชักชวน จูห้าวชง ออกไปจากที่นี่ทันที… “ไปกันเถอะ… พวกเรามีเรื่องที่ต้องทำ”
“ขอรับนายท่าน” จูห้าวชง ในตอนนี้ แม้ไม่ได้มีรอยสักปลอกคอทาสชัดเจนปรากฏ แต่ก็ราวกับมีปลอกคอที่มองไม่เห็นที่เรียกว่าความกลัว รัดพันธนาการเอาไว้อยู่ดี จึงยอมทำปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด…
………………………………………….
ภายในมิติวงกต...
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูมิติสีรุ้งเข้ามา ซุน รู้สึกถึงความเคว้งคว้างที่ล่องลอยแน่นิ่ง ราวกับเป็นสภาวะที่ไร้น้ำหนัก เท้าไม่แตะพื้น มือไม่แตะพนัง อากาศภายในเบาบางกว่าด้านนอกหลายสิบเท่า ร่างกายยังรู้สึกเคลื่อนไหวได้ลำบากอย่างยิ่ง ให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับตอนที่ ซุน ลงในใต้ทะเล…
เมื่อมองไปยังที่ไกล ๆ ซุน มองเห็นผู้คนอีกจำนวนนับไม่ถ้วนอาจจะมีนับหมื่นหรือนับแสนคน ลอยเคว้งอยู่บนมิติคู่ขนานแห่งนี้เช่นเดียวกัน ราวกับมันเป็นดินแดนที่ไร้แผ่นดิน ไร้ท้องฟ้า เห็นแค่เพียงแสงสีพร่าเลือน แต่กลับมองไม่เห็นขอบเขตปลายทาง… จำนวนคนที่ปรากฏมีมากกว่าที่เข้าประตูมาในพรรคมังกรฟ้าหลายร้อยเท่า ดังนั้นคาดเดาได้ไม่ยากว่า ผู้เยาว์ทั่วสารทิศจากทุกทวีป คงได้มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้อันเป็นจุดเริ่มต้น…
หลายคนเผยความหวาดวิตกออกมาผ่านสีหน้า มีแม้กระทั่งคนที่โหวกเหวกโวยวาย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเคยพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็ยังมีอีกบางส่วนที่เคร่งขรึมจนน่าตกใจ ทั้งยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวงกลัวจะถูกเล่นงาน มือนั้นจับอาวุธแนบแน่น... ซุน ดูจะมีสติมากกว่าคนอื่น ๆ จิตใจมั่งคงเปี่ยมสมาธิ อีกทั้งยังมีประสบการณ์รับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว…
ไม่นานหลังจากนั้นเหนือศีรษะสูงขึ้นไปด้านบน พลันปรากฏมังกรสีขาว ที่กู่คำรามเสียงก้องดังจนทำให้สติของผู้คนจำนวนมากแทบจะกระเจิดกระเจิง… มังกรตนนี้แหวกว่ายโบยบินไปมาโดยรอบ ท่ามกลางสายตาที่หวาดกลัวนับแสนคู่… ชั่วพริบตาเดียวมังกรขาวตนนั้นก็แตกสลายกลายผ้าสีขาวยาวจำนวนนับไม่ถ้วน พุ่งตรงเข้ามายังผู้คนทั้งหมด ก่อนที่ผ้าสีขาวยาวนั้นจะโอบรัดพันศีรษะและปกปิดเอกลักษณ์ลมปราณของคนผู้นั้นเอาไว้…
ซุน เองก็ถูกหนึ่งในผ้าสีขาวผืนยาวรัดพันศีรษะไว้เช่นเดียวกัน… น่าตกใจที่ในความรู้สึกนั้น ผ้าสีขาวนี้มิต่างจากผ้าโปร่งแสงไม่ได้ปิดบังสายตา หรือสัมผัสรับรู้ใด ๆ ของตนเลย แต่เมื่อมองออกไปยังคนอื่น ๆ กลับเห็นเป็นใบหน้าถูกครอบคลุมปิดบังเอาไว้ เห็นเพียงแค่ศีรษะผู้คนรอบด้านที่กลายเป็นสีขาวราวกับรูปสลัก อาภรณ์ของทุกคนก็เต็มไปด้วยความพร่าเลือนไม่ชัดเจนนัก จนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใครอีกแล้ว ตราบเท่าที่คนผู้นั้นไม่แสดงพลังฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ออกมา… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“นี่สินะ หน้ากากปิดเอกลักษณ์ ตามที่ถูกบันทึกไว้…”
ช่วงเวลาในตอนนี้ ซุน สัมผัสได้ถึงจิตสังหารหลายสายที่กระจัดกระจายแผ่ล้นจากร่างของผู้เข้าร่วมชิงชัย… หลังจากที่ถูกปกปิดตัวตนแล้ว แน่นอนว่าหากเกิดการลอบสังหารขึ้น ก็ยากที่จะระบุว่าเป็นฝีมือใครเช่นเดียวกัน…
เหนือศีรษะของทุกคน ในจุดที่เคยปรากฏร่างมังกรขาวก่อนหน้านี้… เริ่มเกิดการหมุนวนเป็นประตูมิติสีขาวขนาดใหญ่ คาดคะเนจากสายตาแล้ว น่าจะห่างจากตำแหน่งที่ทุกคนอยู่ร่วม ๆ หนึ่งหมื่นจั้ง…
ก่อนจะมีเสียงที่เขย่าคลอนในมิติแห่งนี้ดังกังวานขึ้นมา… “หนึ่งพันคนแรกที่ผ่านประตูนี้ไปได้ จะไปยังมิติแห่งวงกตสีรุ้งที่แท้จริง… ส่วนคนที่เหลือจะต้องถูกส่งกลับไป!!”
“!!!!!!!!!!” ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็ล้วนเบิกตากว้าง เสียงกังวานที่เก่าแก่โบราณเมื่อครู่ ราวกับเป็นเสียงระฆังแห่งสัญญาณเริ่มต้น!! สายตาของทุกคนภายใต้หน้ากาก มีประกายเมื่อมองไปยังประตูมิติสีขาวดังกล่าว…
แต่ทว่า…
ด้วยความที่พื้นที่แห่งนี้เคว้งคว้าง ไร้แรงดึงดูดและน้ำหนัก การจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยไม่มีที่หยั่งเท้าออกแรงนั้น ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย จำต้องอาศัยการโคจรลมปราณค้ำจุนเพียงอย่างเดียว… เห็นได้ชัดว่านี่ถือเป็นด่านทดสอบแรก ในการคัดแยกผู้ที่คู่ควรและผู้ที่ไม่คู่ควร…
“มหาขุมทรัพย์ ต้องเป็นของข้า!!” ชายคนหนึ่งกู่ร้องตะโกนขึ้น ก่อนจะระเบิดปราณอัคคีที่มือและเท้า สร้างแรงผลักดันให้ร่างตนเองเคลื่อนตัวไปด้านหน้า ถือเป็นคนแรกที่ออกเริ่มต้นก่อนผู้ใด… ซึ่งตัวของ ซุน เองที่อยู่ไม่ไกลจากชายคนนี้ จดจำได้ดีว่านั่นคือเสียงของ ลั่วชิงเหอ!!
การกระทำของ ลั่วชิงเหอ ประหนึ่งเปลวเพลิงแห่งความฮึกเหิม ที่จุดไฟของทุกคนขึ้นมา… อึดใจเดียวหลังจากนั้น พลังลมปราณและกระบวนท่ามากมายของทุกคน ล้วนถูกระเบิดออกมาอย่างไม่กักเก็บ… บางคนเสือกแทงกระบี่ไปด้านหน้า ใช้การควบคุมกระบี่ให้ดึงร่างของตนเองขึ้นไป… บางคนสยายปีกน้ำแข็งขนาดใหญ่โบกกระพือห้อตะบึง…
อีกหลายคนห่อหุ้มกายด้วยเงาร่างของสัตว์อสูรชนิดต่าง ๆ คำรามเสียงอู้ดัง พร้อมตะเกียกตะกายความว่างเปล่าให้ลอยขึ้นไปเช่นกัน... แน่นอนว่าในแต่ละรูปแบบล้วนมีความเร็วที่แตกต่างกัน บ้างก็โดดเด่น บ้างก็สามัญ บ้างก็แทบจะอาจหาทางเคลื่อนไปข้างได้เลย…
อีกทั้งยังมีบางคนใช้วิธีการสกปรก เปลี่ยนลมปราณให้กลายเป็นดั่งแส้เถาวัลย์ รัดพันร่างของคนที่อยู่สูงกว่า ก่อนจะใช้แรงดึงกระชากตนเองให้พุ่งทะยานขึ้นไป บางคนยังใช้ร่างของผู้อื่นเป็นที่หยั่งเท้าดีดตัว… สารพัดวิธีที่ถูกนำมาหยิบใช้นั้น ขึ้นอยู่กับจินตนาการความคิด รวมไปถึงพื้นฐานฝีมือ…
การทดสอบที่ดูเหมือนง่าย แต่พอได้มีการแข่งขันกับคนนับแสนเช่นนี้ จึงมีแค่คนเพียงหยิบมือเดียวที่สามารถขึ้นไปเป็นกลุ่มแนวหน้าได้… ใช้เวลาไม่นานนัก ผู้ที่นำหน้าสุดก็อยู่ห่างจากตำแหน่งเริ่มต้นไปกว่าหนึ่งร้อยจั้งแล้ว…
ซุน ยังไม่ยอมเคลื่อนไหว…กวาดมองพิจารณารูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้คนเหล่านั้นเลือกใช้กัน… และนอกเหนือจาก ซุน ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคลื่อนไหวทันที แต่คอยจับตามองอยู่เช่นกัน… ซุน สัมผัสได้ว่า เหตุผลที่กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้เร่งร้อน ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง… หากแต่ทุกคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่ง และแฝงไว้ด้วยความมั่นใจเสียมากกว่า…
น่าเสียดายที่ในตอนนี้ ไม่อาจแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร…
และในจำนวนคนหลายสิบคนที่ยังไม่เริ่มต้นเคลื่อนไหวนั้น… ซุน รู้สึกขนลุกชูชันมากที่สุดกับรัศมีของคนอยู่สองคน ที่รอบกายเต็มไปด้วยพลังลมปราณที่น่าหวาดหวั่น… สัญชาตญาณบอกกัน ซุน ว่าสองคนนี้ น่าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้เข้ามาชิงชัยทั้งหมด เหงื่อเย็น ๆ ภายใต้หน้ากาก ไหลอาบที่ขมับจน ซุน รู้สึกได้…
“เจ้ารีบไปเสียทีสิ?! ข้าจะให้เจ้าออกหน้าไปก่อน เพื่อที่ข้าจะแซงเจ้าขึ้นไปในรวดเดียวเลย… เหว่ยหม่าอวิ๋น” หนึ่งในสองคนนั้น เอ่ยกับอีกคน…
“ไร้สาระ… หากข้าออกหน้าไปแล้ว เจ้าไม่มีทางตามทันได้แน่นอน... แต่ที่ข้ายังไม่ไปก็เพราะเกรงว่าการใช้ทักษะของข้า จะก่อผลกระทบกับคนอื่น ๆ โดยไม่จำเป็น ข้าไม่อยากให้พลังของข้าไปทำร้ายคนอื่น ๆ และข้าก็ไม่คิดจะแข่งขันกับเจ้าด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้หรอกนะ เล้งหมิงเช่อ...” เหว่ยหม่าอวิ๋น ซึ่งเป็นชายอีกคนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
“เหอะ! เจ้าลาตาขาว!” เล้งหมิงเช่อ แค่นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะระเบิดรัศมีพลังที่เต็มไปด้วยพลานุภาพสยบ จนทำให้คนอื่น ๆ โดยรอบรู้สึกสะท้านสะเทือนไปกับคลื่นพลังนี้ ก่อนที่ เล้งหมิงเช่อ จะพุ่งร่างออกไปดุจลำแสงที่โอบล้อมไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้า ความเร็วเรียกได้ว่าเหนือล้ำกว่าผู้ใด กะพริบตาครั้งเดียวก็ห่างออกไปไกลหลายสิบจั้ง…
เหว่ยหม่าอวิ๋น หดนัยน์ตาแคบภายใต้หน้ากาก ก่อนจะมีอัสนีที่รุนแรงกระจัดกระจายแผ่ล้น พริบตาร่างก็หายไปจากตำแหน่งเดิม เหลือทิ้งไว้เพียงเศษเสี้ยวอัสนีที่ตกค้าง ติดตามเงาร่างของ เล้งหมิงเช่อ ไปจนแทบจะกระชั้นชิดกัน…
คนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านหลัง ถูกผลกระทบจากปราณอัสนีที่กระจัดกระจายไม่น้อย ทว่าเป็นโชคดีที่ทุกคนในจุดนี้ ล้วนมีความแข็งแกร่งมากพอจะต้านทานและขจัดมันทิ้งไป แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเผยแววตาหวาดวิตกกับพลังของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ภายใต้หน้ากาก...
“ไม่ผิดแน่… สองคนนั้นคือ เหว่ยหม่าอวิ๋น และ เล้งหมิงเช่อ จริง ๆ ด้วย!! เจ็บใจยิ่งนักที่ปีศาจสองตัวนี้ ยังอายุไม่เกิน 30 ปี ทำให้พวกมันได้เข้ามาในการท้าชิงครั้งนี้…” ชายหนุ่มคนหนึ่ง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของ เหว่ยหม่าอวิ๋น และ เล้งหมิงเช่อ ถึงจะไม่ถูกนับเป็นคนในยุทธภพ แต่ก็โด่งดังจนเป็นที่รู้จัก
ซุน รู้สึกได้ว่าตนเอง ช่างหูตาคับแคบยิ่งนัก ไม่รู้จักใครเลยที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ นอกเหนือจากคนในทวีปพยัคฆ์ขาว… หลังการจากไปของสองผู้แข็งแกร่งนั่น คนอื่น ๆ ที่ยังอยู่ก็เริ่มทยอยติดตามด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทว่าความเร็วนั้นเหนือกว่ากลุ่มที่ทะยานออกไปกลุ่มแรกค่อนข้างชัดเจน...
จนเวลานี้ มีเพียงสามคนสุดท้ายที่ยังไม่เคลื่อนไหว… หนึ่งในนั้นก็คือ ซุน และอีกสองคนที่ทอดสายตามองยาวขึ้นไปเบื้องบน... “ศิษย์พี่ ถึงเวลาที่พวกเราคงต้องไปกันได้แล้วกระมัง?!” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามคนข้าง ๆ อีกทั้งน้ำเสียงของคนผู้นี้ ซุน รู้สึกคุ้นหูเป็นอย่างมาก
“นั่นสินะ… เพราะพี่ชายข้าเข้าร่วมการชิงชัยครั้งนี้ด้วย ข้าจึงไม่อาจเผยตัวตนที่ชัดเจนได้ ไม่อย่างนั้นคงอันตรายเกินไปสำหรับข้า… ขอบคุณมากที่เจ้ารอไปพร้อมกันกับข้า เพื่อมิให้พวกเราถูกจับสังเกต เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ กังเฉิง…”
“!!!!!!!!!” ซุน เมื่อได้ยินคำพูดนี้แว่วเข้ามาก็แข็งค้างไปในทันที จากนั้นความทรงจำในอดีตก็ไหลเวียนเวียนในหัวต่อเนื่อง… ที่แท้น้ำเสียงที่รู้สึกคุ้นหูก่อนหน้านี้ ก็คือน้ำเสียงของสหายที่สนิทคนหนึ่งเมื่อในอดีต…
กังเฉิง และชายหนุ่มอีกคนที่ถูกเรียกว่า ศิษย์พี่ ระเบิดรัศมีพลังอันกล้าแกร่งพุ่งขึ้นไปพร้อม ๆ กัน จนเหลือแต่ ซุน ที่ยืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง…
“กังเฉิง?! กังเฉิง จริง ๆ งั้นหรือ เจ้าอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรือ!!” ซุน เอ่ยพึมพำขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
………………………………………….