อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 297 มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง (2)
ตอนที่ 297
ซุน ชั่งใจอยู่สักระยะที่หน้าปากถ้ำอาคม เพราะเวลานี้ เฒ่าชีเปลือย ในร่างทหารเงา ก็ยังเตร่ไปมาอยู่ด้านนอกเช่นเดียวกัน หากตนออกไปทั้งสภาพเช่นนี้ อาจทำให้ความลับหลายอย่างเปิดเผยขึ้น หลังจากครุ่นคิดสักระยะ ก็ตัดสินใจหยิบเอาจี้แปลงโฉมที่เคยได้รับจาก เตียมู่หยง ออกมาใช้อีกครั้ง(ตอนที่ 70)
ก่อนจะเปลี่ยนใบหน้าให้กลายเป็น เหยาซาน ผู้ที่เคยแฝงตัวเข้าไปในสำนักสายลมประจิมในครั้งแรก อย่างน้อยด้วยใบหน้าเช่นนี้ ทางพรรคมังกรฟ้าก็ไม่ได้มีใครล่วงรู้ตัวตนของชายหนุ่ม จากนั้นก็เปิดประตูถ้ำอาคม ออกไปด้านนอกทันที
ซุน ตกใจไม่น้อยกับการเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้า… แต่ด้วยการศึกษาตำรา โดยเฉพาะเรื่อง มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ก็พอจะทราบว่าปรากฏการณ์เช่นนี้มีความหมายใดซ่อนอยู่…
“ตามที่มีการบันทึกไว้ หลังเกิดปรากฏการณ์สายรุ้งย้อมท้องนภา อีกราว ๆ 3 ชั่วยาม ประตูมิติที่จะนำพาไปสู่สุสานจะถูกเปิดขึ้น… ด้านในยังเป็นสมรภูมิของเหล่าผู้เยาว์หรือใครก็ตามที่อายุต่ำกว่า 30 ปี… ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่เหล่าศิษย์หลักพรรคมังกรฟ้า จะเข้าไปด้านในทั้งหมด โดยเฉพาะหมู่ศิษย์ระดับสูง อย่างผู้นำกลุ่มของตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ตระกูล…
สมรภูมิด้านในคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้แย่งชิง และในหมู่ผู้เยาว์ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีจากทั่วทุกสารทิศทั้งในทวีปนี้และทวีปต่าง ๆ ก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ก้าวผ่านชนชั้นลมปราณสีส้มไปแล้ว แสดงว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับข้าเท่าใดงั้นสินะ” ซุน เผยแววตาเด็ดเดี่ยว แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่อันตรายไม่น้อย แต่นี่ก็นับเป็นโอกาสไปสู่โชควาสนา…
นอกจากกฎเหล็กเรื่องการกำหนดอายุขัยแล้ว ยังมีกฎเหล็กที่สำคัญอีกข้อ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับ ซุน เช่นเดียวกัน… นั่นก็คือการปิดกั้นรูปลักษณ์ที่แท้จริงภายในมิติวงกต!! มีการบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อก้าวผ่านประตูมิติคู่ขนานเข้าไปแล้ว จะปรากฏหน้ากากครอบคลุมทั้งศีรษะเอาไว้จนถึงช่วงลำคอ อาภรณ์ก็ยังถูกย้อมไปด้วยความพร่าเลือน จนทำให้ยากที่จะแยกแยะตัวตนของแต่ละคน…
ในครั้งที่ ซุน เคยอ่านเจอ ก็นึกสงสัยเช่นกันว่าเพราะอะไรจึงต้องมีกฎเช่นนั้น?! แต่หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า กฎข้อนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความเสมอภาคและความปลอดภัย… ผู้สร้างมหาขุมทรัพย์แห่งนี้ ไม่ต้องการให้ผู้เยาว์ที่เข้ามาแสวงหาโชควาสนา ได้อาศัยอำนาจบารมีเบื้องหลังช่วยในการช่วงชิง ทุกคนต้องมีความเสมอภาค ไม่ว่าใครก็มีโอกาสไขว่คว้าขุมทรัพย์ที่แอบซ่อนอยู่ด้านในนี้ได้…
อีกทั้งในยามที่ผู้พิชิตมหาขุมทรัพย์ได้ก้าวออกมายังโลกด้านนอก ก็ป้องกันมิให้ถูกเพ่งเล็งจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าอีกด้วย… ดังเช่นเมื่อ 7,000 ปีก่อน หากตระกูลเล้ง มิได้ออกมาประกาศตนเองว่าทายาทตระกูลเล้ง คือผู้พิชิตมหาขุมทรัพย์ ก็คงไม่มีผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดกันแน่ คือผู้ครอบครองโชควาสนาครั้งนั้นไป…
ซุน ตรงมายังลานกว้างที่ศิษย์หลักรวมตัวกันอยู่มากที่สุด… ด้วยความที่ด้านในเขตมิติวงกตไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้ ทำให้พรรคมังกรฟ้าเลือกที่จะลดความสูญเสีย โดยประกาศให้เฉพาะศิษย์ที่บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขึ้นไปเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เข้าไปด้านในประตูมิติ…
ยิ่งภายในมีการปกปิดตัวตนแท้จริงด้วยแล้ว ย่อมมีการลอบสังหารกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางพรรคไม่อาจรับประกันความปลอดภัยให้กับทุกคน จึงไม่ได้บีบบังคับผู้ใดเข้าไปช่วงชิงโชควาสนา ผู้ใดหวาดกลัวก็สามารถสละสิทธิ์ได้… แน่นอนว่าถึงจะมีการประกาศออกมาเช่นนั้น แต่เกือบทั้งหมดล้วนยินดีเข้าไปเสี่ยงชีวิต แทบไม่มีใครสละสิทธิ์ของตนเอง!!
ดังนั้นเพียงแค่พรรคมังกรฟ้าขุมกำลังเดียว ยังมีคนเข้าร่วมกว่าสองพันคน!! ไม่ต้องกล่าวถึงจำนวนผู้เยาว์จากทั่วทั้งยุทธภพ เชื่อว่าการช่วงชิงโชควาสนาครั้งนี้ คงมีไม่ต่ำกว่าแสนชีวิตที่ต้องเข้ามาห้ำหั่นกัน…
ซุน อาศัยความวุ่นวาย ที่ถึงแม้จะไม่มีใครในพรรคมังกรฟ้ารู้จักใบหน้า แต่ก็ไม่มีใครคอยมามัวสังเกตชายหนุ่มภายใต้สถานการณ์ในเวลานี้ จึงเข้าปะปนอยู่กับฝูงชนจำนวนหนึ่งที่แน่นขนัด…
ทันใดนั้นก็ได้มีผู้อาวุโสระดับสูงปรากฏตัวขึ้น ปลดปล่อยแรงกดดันแห่งราชันย์ออกมารักษาความสงบวุ่นวายในหมู่ศิษย์… “ศิษย์ทั้งหมดจงฟัง!! นี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต่อให้ยังไม่แน่ชัดว่ามีสาเหตุมาจากอะไร แต่ใจความสำคัญก็คือ ประตูสู่มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง กำลังจะเปิดออกมาแล้ว…
ดังนั้นข้าในฐานะตัวแทนผู้อาวุโส จะขอออกมาชี้แจงรายละเอียด และขอให้ทุกคนจงตระหนักรับฟังอย่างตั้งใจ เพราะนี่อาจเกี่ยวพันถึงชีวิตของพวกเจ้า!!”
เสียงของผู้อาวุโสก้องดังดุจฟ้าร้อง ทำให้ทุกคนกลับมาสงบลงอีกครั้ง… ซุน หันมองไปรอบ ๆ แต่ก็มองไม่เห็นเหล่าศิษย์หลักระดับสูงมารวมตัวกันที่นี่เท่าใดนัก โดยเฉพาะผู้นำกลุ่มทั้ง 5 ตระกูลใหญ่ ที่เป็นหนึ่งในตัวเต็งยอดฝีมือในการท้าชิงชัย ยังไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ปรากฏตัวขึ้น
ซุน กดหัวคิ้วลงต่ำเล็กน้อย… ก่อนจะสอบถามไปยัง เฒ่าชีเปลือย ผ่านห้วงสำนึกเชื่อมโยง ให้เฒ่าชีเปลือย ช่วยรีดเค้นความจริงจากปากของ จูห้าวชง อีกทอดหนึ่ง… แล้วจึงได้ความว่ากลุ่มผู้นำรวมไปถึงสมาชิกระดับผู้เยาว์ของตระกูลใหญ่ทั้งหมด ล้วนถูกเรียกตัวอย่างกะทันหันไปยังสังกัดของตนเอง
ทั้งหมดก็เพื่อที่ทางตระกูลจะส่งมอบศาสตราระดับสูง รวมไปถึงวัตถุคุ้มภัยมากมายให้ติดตัวไว้ อีกทั้งเหล่าตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ล้วนมีการแอบค้นคว้าศึกษา เกี่ยวกับมิติวงกตอย่างลับ ๆ โดยอ้างอิงจาก ประวัติศาสตร์เมื่อ 7,000 ปีก่อน มีแม้กระทั่งแผนที่จำลองด้านใน กำชับถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดเรื่องราว รายละเอียดด่านทดสอบ รวมไปถึงวิธีการผ่านด้านเหล่านั้นให้กับเหล่าผู้สืบทอด
แน่นอนว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ดูคดโกง แต่เชื่อว่าในทุกขุมกำลังระดับสูงจากทวีปอื่น ๆ ย่อมต้องมีการค้นคว้าในเรื่องนี้ไม่ต่างกัน และตัวแทนขุมกำลังระดับสูงทั้งหมด ก็คงมีการเตรียมพร้อมที่ไม่ด้วยกว่าทายาท 5 ตระกูลใหญ่ของพรรคมังกรฟ้า เท่าใดนัก…
จริงอยู่ที่มีตำนานกล่าวว่า มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ทั้ง 7 แห่ง จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง… ทว่าการมีข้อมูลอ้างอิงที่มากกว่า ย่อมเกิดประโยชน์และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กันผู้เข้าร่วมชิงชัยได้เป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย…
ซุน แอบกำหมัดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก ที่ตนไม่มีโอกาสจะรู้เรื่องเช่นนั้นบ้าง… แต่ก็ยังมีความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าจะสามารถเอาตัวรอดได้ แล้วจึงค่อยหาวิธีรับมือไปตามสถานการณ์ที่พบเจอ... ซุน พยายามรับฟังรายละเอียดที่ ผู้อาวุโสระดับตรงหน้าได้อธิบาย ถึงมันจะเทียบไม่ได้กับข้อมูลที่ทายาทตระกูลใหญ่ได้รับ แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าไม่รู้อะไรเลย…
ไม่นานหลังจากนั้น ซุน ก็เริ่มมองเห็นทายาทตระกูลใหญ่ค่อย ๆ ทยอยมารวมตัวกัน… มองเห็นสมาชิกกลุ่มพิชิตมังกรของตน รวมไปถึง เฒ่าชีเปลือย และ จูห้าวชง ที่ยืนจับตามองอยู่ห่างออกไปในที่ไกล ๆ มิได้เข้ามารวมกลุ่ม คงเกรงว่าจะถูกเอ่ยทักจากเหล่าคนที่รู้จักกับ ซุน…
ทุกคนมีสายตาที่แน่วแน่มุ่งมั่น…
ช่วงไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ พรรคมังกรฟ้า ยังตกอยู่ในความวุ่นวายเรื่องการถูกลอบสังหารของผู้นำตระกูลอยู่เลย แต่พอเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น ราวกับเรื่องที่ผู้นำตระกูลถูกสังหารกลายเป็นเรื่องที่ถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ…
เวลาผ่านล่วงเลยไปอีกสักพัก แสงสีรุ้งบนท้องนภาค่อย ๆ เจือจางลง เป็นการใบ้ว่าประตูมิติใกล้จะเปิดออกเต็มทีแล้ว… หลังการเปิดออกครั้งแรกของมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งเมื่อ 7,000 ปี แน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นได้สั่นคลอนไปทั้งยุทธภพ จนมีการส่งคนออกตามหาพื้นที่ซึ่งมิติวงกตแอบซ่อนอยู่นานหลายร้อยปี
ก่อนจะได้ข้อสรุปยืนยันจากความมีเมตตาของ เทพจี(ระกา) ราชันย์แห่งสัตว์อสูรผู้ครอบครองหอคอยเทพอสูรทวีปหงสาเพลิง ซึ่งนางนั้นสงสารมวลมนุษย์ที่ได้กระทำในสิ่งที่ไร้ความหมายมาหลายร้อยปี นางจึงแสดงตัวในรูปลักษณ์ของวิหคเพลิง และบอกกับทุกคนว่ามหาขุมทรัพย์เหล่านั้นถูกแอบซ่อนอยู่ในมิติคู่ขนาน ที่มีเพียงตราแห่งวงกตทั้ง 7 ชิ้นเท่านั้นที่จะเปิดออกได้ ไม่มีทางถูกพบเจอที่โลกด้านนอก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
นั่นจึงทำให้ทุกคนที่เชื่อถือในตัวนางเลิกล้มการตามหาสถานที่แห่งนั้นในท้ายที่สุด… ทั้งการปรากฏตัวของนางในรอบหมื่นปีคราวนั้น ยังทำให้ทุกคนจดจำและเพิ่มความศรัทธาที่มีต่อนางได้เป็นอย่างดี…
การเฝ้ารอยังเต็มไปด้วยความใจจดในจ่อของผู้คน…
และช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้ปรากฏ!!
ประตูมิติรุ้งถูกเปิดขึ้นในจุดที่มีผู้เยาว์ได้ไปรวมตัวกัน กระจัดกระจายอยู่ในทุกทวีป ทุกหัวเมือง ทุกขุมกำลัง จำนวนอาจไม่ทราบแน่ชัด แต่คล้ายจะมากกว่าเมื่อ 7,000 ปีก่อนหลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลเรื่องการเตรียมความพร้อม ที่มีมากขึ้นในทุกพรรคและสำนัก…
เหล่าผู้เยาว์ดวงตาเปล่งวาบ ก่อนจะพากันทะยานร่างกรูเข้าไปในประตูมิติดังกล่าวจนแทบจะเหยียบกันตาย… ซุน เฝ้ามองดูสถานการณ์ก่อนอีกระยะหนึ่ง เนื่องด้วยลำดับเข้าประตูก่อนหลังไม่ได้มีผลกับด้านในพื้นที่…
ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่แม้จะเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอนอายุเกิน 30 ปีแล้ว แต่ยังอยากที่จะทดสอบฝืนกฎเหล็ก… ทว่าเมื่อตรงไปยังประตูมิติสีรุ้ง ร่างกลับทะลุผ่านเลยไปราวกับเป็นหมอกควัน มิอาจหายเข้าไปได้เฉกเช่นเหล่าผู้เยาว์… เฒ่าชีเปลือย เพ่งสายตาพิจารณา พร้อมกับรับรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเข้าไปสัมผัส ว่าตนและร่างทหารเงานี้ ไม่สามารถผ่านประตูนั้นเข้าไปได้เช่นกัน…
“ข้าผ่านเข้าไปไม่ได้… ต่อให้ถอดวิญญาณจากร่างทหารเงา ก็ไม่สามารถเข้าได้อยู่ดี ฉะนั้นไอหนูเจ้ามั่นใจแล้วนะว่าจะเข้าไปเพียงลำพัง?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยทัก ซุน ผ่านกระแสจิต
“อืม ข้าจะเข้าไป… หากเจ้าเข้าไปไม่ได้ก็ดีเหมือนกัน เช่นนั้นก็พยายามแสดงตัวให้เด่นชัดเข้าไว้ วนเวียนให้ทุกคนพบเห็น จวบจนกระทั่งประตูมิติสีรุ้งนี้จะหายไป… ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจว่า แมวสวรรค์ ปฏิเสธการเข้าไปร่วมนั่นแหละดีแล้ว เกิดข้ามีโชควาสนาขึ้นมาจริง ๆ จะได้ไม่ถูกสงสัย…” ซุน กล่าวตอบขึ้น
“ตกลงตามนั้น… ข้าจะอาศัยเวลานี้ แยกไปตรวจสอบพื้นที่ในเขตจันทราก็แล้วกัน…”
สุดท้าย ซุน และ เฒ่าชีเปลือย ก็ตัดสินใจเลือกที่จะแยกย้ายกันชั่วคราว… ซุน อาศัยความชุลมุนของฝูงชนผ่านทะลุเข้าสู่ประตูสีรุ้ง ตามมาด้วยเหล่าสมาชิกกลุ่มพิชิตมังกร รวมไปถึงหมู่ศิษย์ระดับสูง และทายาทตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ตระกูล
ในขุมกำลังต่าง ๆ และทวีปอื่น ๆ ก็เป็นในลักษณะเดียวกัน…
……………………..………………………
ณ เขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี…
ในตำแหน่งที่ตั้งของ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล แน่นอนว่าขุมกำลังที่ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก และแยกตัวออกมาจากยุทธภพ ก็ย่อมต้องมีชนชั้นศิษย์อยู่ด้วยเช่นกัน… อีกทั้งในด้านความแข็งแกร่งของแต่ละคน ล้วนแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก... แต่เพราะการแยกตัวออกมาจากยุทธภพอย่างสมบูรณ์แล้ว ผู้เยาว์อายุน้อยเหล่านี้จึงไม่อาจเข้าไปแย่งตำแหน่งเป็นทางการของในยุทธภพได้ หากไม่แล้วตำแหน่ง ราชันย์รุ่นเยาว์ และ มังกรรุ่นเยาว์ อาจมีการสั่นคลอนเกิดขึ้น…
ตระกูลเล้ง… ไม่ว่าจะฝ่ายหยินหรือฝ่ายหยาง ต่างก็สามารถเข้าออกเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนีแห่งนี้ได้อย่างอิสระ ไม่ต่างจากเป็นสมาชิกระดับสูงของ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล… ซึ่งในด้านของเหตุผลนั้น เป็นพันธสัญญาตั้งแต่อดีตที่มีร่วมกัน…
เล้งซาน บรรพบุรุษของตระกูลเล้ง และ เหว่ยถู ผู้ก่อตั้งสมาพันธ์แห่งท้องทะเล… สองผู้ยิ่งใหญ่เป็นพี่น้องร่วมสาบานที่รักใคร่มิต่างพี่น้องในสายเลือด ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเล้ง และสมาพันธ์แห่งท้องทะเล จึงถูกดำรงไว้ตามเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง…
นั่นจึงทำให้สมาชิกตระกูลเล้ง จำนวนไม่น้อย ได้ย้ายมาปักหลักภายในเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนีแห่งนี้ หลังจากที่พรรคมังกรฟ้าทั้งหมดได้ล่มสลาย… อีกทั้งผู้เยาว์บางส่วน ยังถูกส่งเข้ามาฝึกฝนอยู่ในสมาพันธ์แห่งท้องทะเลด้วยเช่นเดียวกัน…
ชายชราคนหนึ่ง สวมอาภรณ์ปักตราตระกูลเล้งที่หน้าอก กำลังกำชับชายหนุ่มอีกคน ที่แผ่ไอดุร้ายมหาศาลรอบกาย ราวกับเป็นมังกรหนุ่มที่พร้อมจะทะยานสู่โลกกว้าง… ชายหนุ่มผู้นี้แม้อายุเพียงแค่ 29 ปี ทว่ากลับเปล่งรัศมีชนชั้นกึ่งราชันย์ออกมาได้แล้ว… (*ชนชั้นกึ่งราชันย์ หมายถึงพื้นฐานลมปราณสีส้มขั้นที่ 3 แต่ใกล้จะเลื่อนเป็นขั้นที่ 4 มากแล้ว จึงมีรัศมีที่ใกล้เคียงกับชนชั้นราชันย์ออกมา…)
“เล้งหมิงเช่อ... ตระหนักภารกิจครั้งนี้ให้ดี!! นอกจากเจ้าจะต้องพิชิตมหาขุมทรัพย์กลับมาให้ได้แล้ว จงหาโอกาสสืบหาตัวของ เล้งหยุนฟง ให้พบ และสังหารมันซะ!! ถึงเจ้านั้นมันจะเป็นน้องชายเจ้า แต่แนวความคิดของเจ้านั่นมันอันตรายเกินไป และขัดกับหลักการในฝ่ายหยางของพวกเรา…” ชายชรากำชับแน่นหนัก
“วางใจเถอะผู้อาวุโส… นับตั้งแต่ที่ เล้งหยุนฟง มันประกาศตัดขาดจากตระกูลเล้งไปแล้ว ข้าก็ไม่เห็นมันเป็นน้องชายข้าอีกแล้ว… จริงอยู่ที่เจ้านั่นมันเป็นอัจฉริยะของตระกูลเล้ง ในช่วงอายุที่เท่ากัน ข้าก็ไม่อาจเทียบกับเจ้านั่นได้… แต่ทว่าในตอนนี้เจ้านั่นก็ยังอ่อนหัดเกินกว่าจะมาเทียบชั้นกับข้า…
การเข้าไปในมิติวงกตครั้งนี้ คนเดียวที่ข้าต้องระวังก็คงมีเพียงแค่….” เล้งหมิงเช่อ กล่าวพร้อมกับเพ่งมองสายตาตรงไปยัง ชายหนุ่มที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง…
สายเลือดหลักทายาทแห่งตระกูลเหว่ย… ชายหนุ่มผู้มีรัศมีรอบกายเป็นอัสนีที่ไหลเวียนควบคู่ลมปราณ ทั้งยังเปล่งประกายพื้นฐานแห่งชนชั้นกึ่งราชันย์ไม่ด้อยไปกว่า เล้งหมิงเช่อ... อาจเรียกได้ว่าทั้งสองเป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันมาโดยตลอด…
เหว่ยหม่าอวิ๋น...
………………….…………………..