อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 300 แมลงสาบเขียว ที่น่ารังเกียจ
ตอนที่ 300
สัตว์อสูรมายาแต่ละตน แผ่ล้นพลังออกมาคละเคล้ากันไป… ต่ำสุดก็ชนชั้นลมปราณสีเขียว แข็งแกร่งที่สุดก็ชนชั้นลมปราณสีส้ม อีกทั้งในจำนวนอันน้อยนิด ยังมองเห็นรัศมีชนชั้นราชันย์ในฝูงสัตว์อสูรมายาอยู่รำไร!!
การแตกฮือออกมาของเหล่าสัตว์อสูรมายาหลากหลายสายพันธุ์ทั้งยังมีจำนวนหลายหมื่นตัวเช่นนี้ ย่อมทำให้เหล่าผู้เยาว์ที่เข้าชิงชัยสัมผัสได้ถึงวิกฤตที่รุนแรง เสียงคำรามกู่ร้องที่ไล่หลัง ยิ่งสร้างความสะท้านสะเทือนให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุด คงเป็นเรื่องที่ทุกคนมิอาจเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก!!
เท้าที่ไร้พื้นหยั่ง ทำให้ท่าร่างต่าง ๆ ที่เรียนรู้มาใช้ไม่ได้ผล จำเป็นต้องอาศัยทักษะหรือกระบวนท่าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เคลื่อนไปด้านหน้า แต่แน่นอนว่าความเร็วที่ปรากฏย่อมเทียบไม่ได้กับการใช้ท่าร่างบนพื้นราบ...
อีกทั้งการใช้ทักษะติดต่อกันนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อผลักดันตนเองให้พุ่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดนั้น มิต่างจากการเผาผลาญลมปราณในร่างอย่างมหาศาล ดังนั้นการทดสอบครั้งนี้นอกจากแข่งขันกันที่ทักษะประยุกต์ใช้แล้ว ยังต้องแข่งขันกันที่ความอึดและไหวพริบอีกด้วย…
ซุน นั้นถึงกับหน้าถอดสี เพราะเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว สัตว์อสูรมายาเหล่านี้อยู่ใกล้กับตน จนแทบจะมองเห็นร่องไรฟันของพวกมัน!! แม้ว่าพวกนี้จะเป็นเพียงสัตว์อสูรมายา แต่รัศมีที่แผ่ออกนั้นมิใช่ความจอมปลอม ซุน ปลดเปลื้องความลังเลทั้งหมด ระเบิดปราณสายลมระดับสูงสุดอย่างไม่ฉุกคิดนานนัก!!
ซุน พุ่งไปดุจลำแสงสีเขียว พริบตาเดียวก็ห่างจากกลุ่มหลักเพียงแค่ไม่กี่สิบจั้ง…
“หลบไป!! เกะกะ!!”
ชายหนุ่มตวาดเสียงคำรามเพราะไม่อยากจะถูกรุมทึ้งโดยสัตว์อสูรมายาเหล่านี้ กำหมัดแนบแน่นก่อนจะต่อยไปยังความว่างเปล่าตรงหน้า แรงลมมหาศาลพลันกรรโชกปรวนแปร เสียงตูมตามที่ดังออกมา สะท้านสะเทือนไปในความว่างเปล่า ผลักดันให้เหล่าผู้ชิงชัยหลายสิบคนตรงหน้า ถูกสลายฝูงชนจนหมุนเคว้งไปคนละทิศละทาง
ก่อนที่ ซุน จะพุ่งพรวดเดียว แทรกแซงเข้าไปในกลุ่มหลักหลายหมื่นคนอย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นแมลงสาบตัวหนึ่งที่แหวกผ่านโพรงหญ้ารก ปล่อยให้ฝูงชนที่แตกกระจายด้วยพลังหมัดก่อนหน้านี้ รับเคราะห์ถูกสัตว์อสูรมายาเล่นงานแทนที่ตนเอง…
เหล่าผู้คนที่เฝ้าสังเกตเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด ล้วนอ้าปากค้าง แม้แต่เหล่าผู้ชมที่โลกด้านนอกก็ยังอึ้งงันไปในความโดดเด่น หากจะบอกว่าสัตว์อสูรเบื้องล่างดูน่าสะพรึงกลัวแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้อาจจะเรียกได้ว่าน่ารังเกียจไม่แพ้กัน…
“จะ…เจ้าบ้านั่น ช่างทำเรื่องที่น่ารังเกียจสิ้นดี!!”
“ความปราดเปรียวนั่น… มันเป็นร่างสถิตของแมลงสาบหรือยังไงกัน!!”
กังเฉิง ที่เฝ้ามองดูเช่นกันยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง… “ศิษย์พี่ ดูคนผู้นั้นสิ… ฝีมือไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”
ศิษย์พี่ข้างกายของ กังเฉิง พยักหน้าเห็นพ้อง… “คน ๆ นั้นแข็งแกร่งมาก ทั้งยังเต็มไปด้วยไหวพริบที่น่าชื่นชม ก่อนหน้านี้มันเพียงแค่เสแสร้งหลอกลวงผู้อื่นให้เห็นว่าตนนั้นอ่อนแอ ทว่าแท้จริงแล้วสายลมสีเขียวรอบกายนั้นมิใช่ทักษะลับประการใด แต่เป็นเพียงพลังขั้นพื้นฐานของคนผู้นั้น…”
กังเฉิง มองไปยังชายหนุ่มปริศนาตนนั้นด้วยแววตาเลื่อมใสน้อย ๆ “คน ๆ นี้มีความคล้ายคลึงกับศิษย์พี่เลยงั้นสินะ ไม่ชอบอวดโอ้ฝีมือแม้จะแข็งแกร่งมาก”
ศิษย์พี่คนดังกล่าวได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ… “เหมือนข้างั้นหรือ?! ไม่เลยสักนิด อย่างน้อยข้าก็ไม่สามารถกะล่อนเสแสร้ง ได้แนบเนียนเท่ากับคนผู้นั้น…”
สัตว์อสูรมายาเกือบทั้งหมดแต่ละตัวล้วนมีขนาดใหญ่โต อ้าปากแต่ละครั้ง มากพอจะกลืนผู้คนได้ในคำเดียว!! โดยตัวแรกที่พุ่งเข้ามารวดเร็วที่สุด เป็นอสูรมัจฉาลำตัวยาวเกือบสามสิบจั้ง เขี้ยวของมันแหลมคมดุจดังดาบเล่มโต
และกลุ่มผู้เยาว์ที่โชคร้ายกลุ่มแรกสุด เห็นจะเป็นกลุ่มที่ถูกคลื่นพลังหมัดของ ซุน กระจัดกระจายเสียสมดุลก่อนหน้านี้ ตกเป็นเป้าหมายอย่างง่ายดาย… ใบหน้าแต่ละคนล้วนขาวซีด บ้างก็กู่ร้องออกมาอย่างน่าเวทนา แต่ดูเหมือนว่าอสูรมัจฉาจะมิได้สนใจเสียงครวญครางสักนิด อ้าปากขนาดใหญ่ก่อนจะกลืนหายไปในคำเดียว!!
ไม่มีเสียงร้อง… ไม่มีกลิ่นคาวเลือด…
ไม่มีแม้แต่โลหิตที่กระเซ็นออกมา…
ผู้ที่ถูกกลืนกินจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งนั่นมิใช่การถูกสังหาร แต่เป็นการถูกส่งกลับไปยังโลกภายนอก... เหล่าผู้ชิงชัยที่ได้พบเห็น ต่างสะท้านสะเทือนอีกครั้ง หลายคนที่มีสัญชาตญาณเฉียบคม สามารถตระหนักได้จากภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ ว่าใครก็ตามที่ถูกสัตว์อสูรมายาเหล่านี้เล่นงาน นั่นเท่ากับหมดสิทธิ์ที่จะไปต่อ…
ความเร็วของสัตว์อสูรมายา มีมากกว่าเหล่าผู้เยาว์อย่างชัดเจน ไม่ต่างจากฝูงหมาป่าที่ตามล่าฝูงกระต่ายที่ไร้โพรงซ่อนตัว เพียงแต่ชั่วเวลาสั้น ๆ กลุ่มแนวหลังก็ถูกเล่นงานเข้าไปเต็ม ๆ ในทุกลมหายใจเข้าออกมา จะมีผู้ชิงชัยนับร้อยคนต้องหมดโอกาสไปต่อ ถูกส่งกลับไปโลกด้านนอกอย่างต่อเนื่อง
จริงอยู่ที่หลายคนตัดสินใจจับอาวุธเข้าต่อสู้ ทว่าก็ต่อต้านได้เพียงไม่นาน จากจำนวนและความห่างชั้นของขนาดรวมไปถึงความเร็วที่แตกต่างกันเกินไป สุดท้ายก็ต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ล่า… สัตวอสูรมายาที่โดดเด่นและน่ากลัวที่สุด ดูเหมือนจะเป็น มังกรดำ และ วิหคเพลิง สองตัวนี้มีรัศมีชนชั้นราชันย์แผ่ล้นออกมา ทั้งยังมีความเร็วในการแหวกว่ายโบยบิน บนพื้นที่ไร้น้ำแห่งนี้อย่างอิสระ…
มังกรดำ ตวัดหางอย่างรุนแรงเพียงครั้ง ร่างของผู้ชิงชัยหลายสิบคนต่างก็จางหายไปในความว่างเปล่า ถูกส่งออกไปด้านนอกทั้งยังลมปราณปั่นป่วนจนต้องกระอักเลือดออกมากันถ้วนหน้า… วิหคเพลิง สยายปีกโฉบบินใกล้ผู้ใด ผู้นั้นก็จะถูกเปลวเพลิงลุกท่วมกาย ก่อนจะถูกส่งกลับไปพร้อมบาดแผลไฟไหม้ที่ค่อนข้างรุนแรง…
ซุน ถึงกับสูดลมหายใจถี่กระชั้นขึ้น ไม่หลงเหลือแนวคิดที่จะกักเก็บความสามารถใด ๆ เอาไว้อีกแล้ว หากเก็บซ่อนแล้วต้องมาพลาดท่าถูกส่งตัวกลับไปโลกภายนอก การเก็บซ่อนพลังยังจะมีคุณค่าอันใด?!
ฝูงสัตว์อสูรมายาเริ่มทำให้เหล่าผู้ชิงชัย พากันหนีหัวซุกหัวซุน บางคนยังอาศัยโอกาสนี้จัดการคู่แข่ง ผลักไสผู้อื่นให้ถูกเล่นงานแทนเพื่อลดจำนวน... กลุ่มแนวหน้ายิ่งห้อตะบึงไปเร็วกว่าเดิม หมายจะใช้กลุ่มแนวหลังเป็นกำแพงขวางกัน พยายามเร่งความเร็วเพื่อเข้าประตูมิติสีขาวในอีกฝั่งฝาก จนเวลานี้แตะเข้าสู่ระยะ 5,000 จั้ง ซึ่งเป็นครึ่งทางได้แล้ว… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่นำลิ่วไปจนเกือบจะถึงประตูมิติสีขาว ความเร็วของทั้งสองคนเบียดเสียดสูสีกันอย่างยิ่ง ตอนนี้แตะย่างเข้าสู่ระยะ 8,000 จั้งเข้าไปแล้ว… ทว่าหลังจากที่เหล่าสัตว์อสูรมายาถูกปลดปล่อย อีกทั้งยังเล่นงานผู้ชิงชัยไปแล้วนับหมื่นคน ความเร็วของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็ค่อย ๆ ลดต่ำลง พร้อมกับสายตาภายใต้หน้ากากที่ห่วงกังวลด้านหลัง…
ซึ่งในจำนวนผู้ชิงชัยเหล่านั้น ย่อมมีกลุ่มผู้เยาว์ของสมาพันธ์แห่งท้องทะเลปะปนรวมอยู่ด้วย… อุปนิสัยพื้นฐานของ เหว่ยหม่าอวิ๋น เป็นคนที่รักพวกพ้อง และใส่ใจกับผู้คนรอบข้างเสมอ เป็นดั่งพี่ใหญ่ที่เหล่าผู้เยาว์ทั้งหมดในสมาพันธ์แห่งท้องทะเลให้ความเคารพและนับถือ ซึ่งด้วยอุปนิสัยเช่นนี้ พอได้เห็นเหล่าพวกพ้องด้านล่างกำลังลำบาก สุดท้ายจึงตัดสินใจหันหลังกลับ!! ละทิ้งการขับเคี้ยวกับ เล้งหมิงเช่อ โดยไม่ลังเล…
ดวงตาของ เล้งหมิงเช่อ แดงก่ำภายในหน้ากากขาว กัดฟันด้วยความเดือดดาล... เหตุผลที่ เล้งหมิงเช่อ เกลียดชัง เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็เพราะอุปนิสัยเช่นนี้ของอีกฝ่าย ทั้งที่มีพรสวรรค์และความแข็งแกร่งอันล้ำเลิศ แต่กลับไม่ใช้มันเพื่อประโยชน์ของตนเอง… ซึ่งเป็นอุปนิสัยที่ตรงข้ามกับ เล้งหมิ่งเช่อ อย่างสิ้นเชิง และสิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่ไม่ได้มีความทะเยอทะยานเป็นที่ตั้ง แต่กลับมีพลังฝีมือที่สูสีกับตน คนที่ตลอดช่วงชีวิตได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อผลักดันตนเองไปสู่จุดสูงสุด…
“สุดท้ายเจ้ามันก็แค่ ลาตาขาว!!” เล้งหมิงเช่อ สบถตามหลัง… ไม่คิดจะย้อนกลับไปช่วยคนอื่น ๆ เลยสักนิด และยิ่งไม่มี เหว่ยหม่าอวิ๋น คอยขับเคี้ยวทำให้ เล้งหมิงเช่อ รู้ว่าอย่างไรตนก็เป็นหนึ่งในด่านนี้แน่นอนอยู่แล้ว จึงลดความเร็วลงมาอีกหลายระดับ เพื่อถนอมลมปราณในร่างเอาไว้ใช้ในด่านต่อไป…
เหว่ยหม่าอวิ๋น รอบกายแผ่ล้นไปด้วยปราณเทพอัสนีที่เข้มข้น ปลดปล่อยคลื่นสายฟ้าก้องคำรามออกไป ทันทีที่ฟาดผ่ายังร่างของสัตว์อสูรมายา ก็พลันแตกสลายกลายเป็นกลุ่มควันฟุ้งตลบ เห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรมายาเหล่านี้มิได้มีร่างต้น แต่พวกมันเกิดจากพลังอำนาจที่สร้างขึ้นด้วยลมปราณโบราณในอดีต เพื่อให้กลายเป็นด่านทดสอบของมิติแห่งนี้…
สายฟ้าอีกหลายร้อยสายพุ่งเข้าเล่นงานสัตว์อสูรมายาต่อเนื่อง และทั้งหมดล้วนเป็นสัตว์อสูรมายาที่วนเวียนอยู่ใกล้กับเหล่าผู้เยาว์สมาพันธ์แห่งท้องทะเล… ความแข็งแกร่งของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ไม่ใช่เพียงแต่พื้นฐานลมปราณเท่านั้น แต่ยังบรรลุถึงขั้น ‘เนตรดาราอัสนี’ สามารถแยกแยะความผันผวนของคลื่นไฟฟ้าอันน้อยนิด ที่กระจายออกมาจากคลื่นสมอง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หน้ากากปกปิดเอกลักษณ์ แทบจะไม่มีผลใด ๆ ต่อการแยกแยะเหล่าสหายพรรคพวกของ เหว่ยหม่าอวิ๋น…
“พวกเจ้ารีบมาทางนี้ ข้าจะคอยสกัดกั้นสัตว์อสูรมายาเอาไว้ให้!!”
เหล่าผู้เยาว์จากสมาพันธ์แห่งท้องทะเล ล้วนเต็มไปด้วยความดีใจ ร้องตะโกนออกมาพร้อมกัน… “ขอบคุณพี่ใหญ่หม่าอวิ๋น!!”
นี่เป็นการประลองแข่งขัน ดังนั้น เหว่ยหม่าอวิ๋น จึงไม่คิดจะยื่นมือช่วยเหลือผู้คนจากขุมกำลังอื่น ๆ นอกจากพรรคพวกตน อย่างไรเสียสัตว์อสูรมายาก็ไม่มีมุ่งเน้นการสังหาร แต่เป็นการส่งตัวกลับ ผู้โชคร้ายเหล่านั้นก็แค่หมดสิทธิ์ไปต่อ…
ความสง่างามและภาวะผู้นำที่สูงล้ำของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ทำให้ทุกคนล้วนอิจฉาคนจากสมาพันธ์แห่งท้องทะเลเป็นอย่างมาก กับการมีพี่ใหญ่ที่น่านับถือและให้การดูแลดีถึงเพียงนี้…
ซุน ที่เวลานี้อาจกล่าวได้ว่าโชคร้ายหรืออย่างไรไม่ทราบ ถูกสัตว์อสูรมายานับพันไล่ล่าติดตามอย่างต่อเนื่อง!! ซึ่งเหตุผลนั้นคงเป็นเพราะในตอนที่สัตว์อสูรมายาเหล่านี้ได้ปรากฏตัว เป้าหมายแรกที่ใกล้และชัดเจนที่สุดก็คือ ซุน ที่รั้งอยู่ท้ายขบวน… ทำให้มีสัตว์อสูรมายาจำนวนไม่น้อยเจาะจงเป้าหมายไปแล้ว แม้จะหนีเข้าไปท่ามกลางคนจำนวนมาก พวกมันก็ยังจดจ้อง ซุน ไม่ยอมละสายตา…
ด้วยเหตุนี้ทำให้ชายหนุ่มอยากจะร้องก็ร้องไม่ออก ได้แต่หลีกหัวซุกหัวซุน อาศัยท่าร่างวายุทะยานเหยียบเมฆา หักเลี้ยวหลบเลี้ยงพลิ้วไหวจนน่าตกใจ… ทว่าการหักเลี้ยวอย่างรวดเร็วในแต่ละครั้งนั้น ทำให้สัตว์อสูรมายาที่พุ่งจู่โจม เกิดพลาดเป้าจาก ซุน ไปเล่นงานผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้แทน บีบบังคับให้ผู้ชิงชัยเหล่านั้นต้องฝืนปะทะกับสัตว์อสูรมายา หรือบางคนก็โชคร้ายจนถูกกลืนกินไป
หากเป็นเพียง 1-2 คนก็ยังพอว่า… แต่ ซุน ได้ทำเช่นนี้ติดต่อกันนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นพอมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นหลายสิบคน เป็นหลายร้อยคน ย่อมสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้กับเหล่าผู้ชิงชัยเหล่านั้น!!
“บัดซบ!! เจ้าแมลงสาบเขียว ตัวนั้นอีกแล้ว!!”
“สารเลวเอ้ย!! มันเป็นใครมาจากไหนกัน!!”
เสียงก่นด่าสาปแช่งเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้แม้แต่คนที่ไม่ได้ผลกระทบ ก็เริ่มมองเห็นถึงการหลบหนีที่น่ารังเกียจเช่นนั้นของ ซุน จนร่วมด่าด้วยอย่างอดไม่ได้… ชายหนุ่มราวกับหูทวนลม เพราะมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ต่อให้เป็น ซุน ก็ตามที ย่อมไม่อาจเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรมายานับพัน ๆ ที่ไล่ตามมา
ภายลักษณ์ของ ซุน กลายเป็นที่จดจำอย่างรวดเร็ว
ในฐานะแมลงสาบสีเขียวที่น่ารังเกียจ!!
ไม่นาน ซุน ก็ใช้ความเร็วหลุดออกมาจากกลุ่มแนวหลัง และเข้าใกล้กลุ่มแนวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่จำนวนของสัตว์อสูรมายาที่ยังไล่ติดตามก็แทบจะไม่ลดน้อยลงเลย ทั้งยังเหมือนว่าจะเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้ไปกระตุ้นความสนใจของสองราชันย์อย่าง มังกรดำ และ วิหคเพลิง เข้า…
บัดนี้สองสัตว์อสูรชนชั้นราชันย์ จึงหักเหเป้าหมายตรงมาหา ซุน ด้วยเช่นเดียวกัน… ชายหนุ่มแทบจะร้องโหยหวนไม่เป็นภาษา ระเบิดความเร็วอย่างมหาศาลขึ้นอีกระดับ เพื่อหลีกหนีการตามล่า กลายเป็นผู้ที่โดดเด่นในกลุ่มคนนับหมื่น ดึงดูดสายตาของทุกฝ่ายและเขย่าคลอนจิตใจของทุกคน...
มังกรดำ และ วิหคเพลิง สมกับที่มีพลังชนชั้นราชันย์ ความเร็วนั้นเหนือล้ำกว่าสัตว์อสูรมายาตนอื่น ๆ อย่างมิอาจเปรียบวัด บีบกระชั้นระยะเข้ามาใกล้ ซุน มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังระเบิดคลื่นพลังโจมตีจากระยะไกลได้อีกด้วย…
ซุน กัดฟันดังกรอด… ปลดปล่อยพลังลมปราณทั้งหมด สร้างกลุ่มก้อนลมพายุขนาดใหญ่เข้าปะทะหักล้าง เสียงดังตูมตามพร้อมกับสายลมที่กรรโชกรุนแรงมหาศาล… ชายหนุ่มอาศัยการเกื้อหนุนของสายลมเหล่านั้น ห้อทะยานพุ่งไปอีกนับพันจั้งในชั่วพริบตา แซงกลุ่มแนวหน้าทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่ทำได้เพียงยืนอึ้งมอง ด้วยสีหน้าโง่งม
จนเวลานี้ ซุน ได้ตามหลัง เล้งหมิงเช่อ อีกเพียงแค่ไม่กี่ร้อยจั้ง…
ขึ้นมาเป็นลำดับที่ 2 ของเหล่าผู้ชิงชัยทั้งหมด…
…………………..…………………..