อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 299 ด่านทดสอบแรก (2)
ตอนที่ 299
ที่โลกภายนอกนั้น ประตูมิติสีรุ้งขนาดใหญ่ที่เหล่าผู้เยาว์ได้ก้าวผ่านเข้าไป ใช่ว่ามันจะสลายหายไปทันทีเมื่อถึงกำหนดช่วงเวลา… เพราะหลังจากที่ส่งผู้ชิงชัยทุกคนเข้าไปจนหมด รูปแบบของประตูก็ได้แปรเปลี่ยนไป!! ซึ่งมันได้กลายเป็นดังกระจกเงาขนาดใหญ่ ที่สามารถสะท้อนภาพฉายเหตุการณ์ภายในมิติแห่งวงกตออกมาให้ทุกคนได้เห็น แน่นอนว่าประตูทุกบานที่กระจัดกระจายไปเท่าทั้งดินแดนแห่งนี้ล้วนกลายเป็นกระจกสะท้านภาพฉายเหมือนกันทั้งหมด
ในช่วงแรกเริ่มที่ผู้ชิงชัยเพิ่งเข้าไป ภาพฉายจะยังคงขมุกขมัว… แต่หลังจากที่ หน้ากากปิดกั้นเอกลักษณ์ ได้ถูกสวมใส่ในผู้ชิงชัยทุกคนแล้ว ภาพสะท้านจึงค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ภาพฉายที่ปรากฏนั้น ไม่ได้เป็นภาพที่เจาะจงหลายมุมมอง แต่เป็นภาพที่เปรียบเสมือนว่าถูกตั้งอยู่บนยอดเขาสูงและทอดสายตาลงมายังเบื้องล่างอันเป็นกลุ่มผู้ชิงชัยนับหมื่นนับแสนคน เป็นภาพจากมุมที่ไกลแสนไกล
ทว่าผู้ที่เฝ้าจับตามองภาพฉายเหล่านั้น หากมีพลังฝีมือและสัมผัสที่เฉียบคมมากพอ โดยเฉพาะชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นไป จะสามารถเพ่งเจาะจงตำแหน่งของผู้ใดผู้หนึ่งได้มิต่างระยะแนบชิด ฉะนั้นแล้วภาพในมุมกว้างเหล่านี้มิได้สร้างขึ้นมาให้คนสามัญมองเห็น แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อชนชั้นยอดฝีมือเท่านั้น…
ในช่วงแรก ๆ ที่เหล่าผู้ชิงชัยเพิ่งจะสวมหน้ากากปกปิดเอกลักษณ์ จะทำให้ผู้ที่คอยจับตามองด้านนอก ไม่อาจแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร จำเป็นต้องเพ่งมองไปสักระยะเพื่อรอให้แต่ละคนเปิดเผยพลังฝีมืออันเป็นลักษณะเด่นออกมาก่อน จึงจะพอบ่งชี้ตัวตนได้ แต่นั่นก็จำเป็นต้องอาศัยการคาดเดาอยู่อีกหลายส่วน เพราะจะไม่มีหลักฐานยืนยันใด ๆ จนกว่าผู้ชิงชัยเหล่านั้น จะกลับออกมาที่โลกด้านนอกและบอกกล่าวยืนยันด้วยตนเอง…
เกาะแห่งหนึ่ง ณ เขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี…
มีสายตาของยอดฝีมือที่กล้าแกร่งจากสมาพันธ์แห่งท้องทะเล รวมไปถึงเหล่าชายชราจากตระกูลเล้ง เฝ้าจับตามองเหตุการณ์ผ่านภาพฉาย… จริงอยู่ที่สองคนผู้โดดเด่นที่สุดคือ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น หากแต่ก็ยังมีผู้เยาว์อีกหลายคนที่ถูกส่งเข้าไป พลังฝีมือแม้แต่เทียบไม่ได้กับสองคนแรก แต่ก็นับว่าโดดเด่นกว่าผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ มากมายนัก…
ในฝั่งสมาชิกตระกูลเล้ง พลันมีหญิงสาวใบหน้างดงามคนหนึ่ง ก้าวเดินออกมาจากตำหนักเพื่อเฝ้ามองด้วย นางมิใช่ผู้อื่นผู้ใดแต่เป็น เล้งซิ่วอัน หญิงสาวที่ราวกับมีบุคลิกอันแสนงดงามแลดูมีเมตตา ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยความน่ากลัวที่ยากจะหยั่งถึง…
ที่น่าตกใจก็คือ ข้างกายของนางเป็นชายอีกคนที่ดวงตานั้นไร้แววสดใส ใบหน้าเกลี้ยงแต่งกายภูมิฐาน จนยากจะจนจำภาพลักษณ์เก่าที่ดูซอมซ่อ อาภรณ์สีดำมีริ้วสีทองหรูหรา เส้นผมถูกรวบรัดจัดเป็นระเบียบ แขนขวาที่ขาดไปก่อนหน้านี้ ถูกแทนที่ด้วยแขนเทียมที่สร้างจากโลหะชั้นเลิศ หากใช่ลมปราณควบคุมจะสามารถเคลื่อนไหวได้มิต่างแขนจริง…
คน ๆ นี้ก็คือ เหยาหมิง บิดาบุญธรรมของ ซุน…
เล้งซิ่วอัน เข้ามาเกาะแขนของ เหยาหมิง พร้อมทั้งกอดรัดเบา ๆ ราวกับเป็นภรรยา นางดูจะเต็มไปด้วยความสุขที่อาบล้นยามซบอิงเอน มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้า พร้อมกับยกนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังภาพฉาย… “พี่เหยา ท่านดูนั่นสิ… พี่ว่าบุตรบุญธรรมของท่านจะอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นหรือไม่?!”
เหยาหมิง เงยหน้าขึ้นมองยังภาพฉาย ก่อนที่จะเผยแววตาเศร้าอาดูร...
………………………………………….
ด้านในมิติแห่งวงกต…
ซุน แม้จะรับรู้ว่า กังเฉิง อยู่ในกลุ่มผู้ท้าชิงเหล่านี้ด้วย ทว่า ซุน ก็ดีใจปนเศร้าใจ เนื่องจากการเข้าชิงมหาขุมทรัพย์ครั้งนี้ เชื่อว่าคงเต็มไปด้วยภัยอันตรายนานัปการ ทั้งจากด่านทดสอบ และจากผู้เข้าชิงชัยคนอื่น ๆ แต่เมื่อ ซุน มองเห็นพลังรบและปราณอันหนาแน่นที่แผ่ซ่านออกมาจากด้านหลัง มันก็ทำให้ ซุน ตระหนักได้อย่างหนึ่งว่า กังเฉิง ในวันนี้ แตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง!!
จากระลอกรัศมีพลังที่พลุ่นพล่าน อย่างน้อยที่สุดเงาร่างของผู้ที่ ซุน คิดว่าเป็น กังเฉิง นั้นคงไม่ต่ำกว่าพื้นฐานลมปราณชนชั้นสีเหลืองขั้นกลาง อาจจะเบียดเสียดได้กับ เฉียงตงฟาง เสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยามที่ใช้ทักษะยังปรากฏเงาร่างของขุนพลเทพเกรียงไกรจากวิถีบรรพชนสกุลต้วน โอบล้อมเรือนกายสง่างามอร่ามตา นับเป็นความแก่กล้าที่ราวกับเทพพวยพุ่งเข้าสู่สนามรบ...
สิ่งเหล่านั้นทำให้ ซุน เบาใจได้แล้ว ว่าพลังของ กังเฉิง ในเวลานี้ห่างไกลจากคำว่าสามัญอย่างยิ่งยวด… แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับ กังเฉิง หลังจากที่ทั้งสองคนได้แยกทางกัน แต่มั่นใจได้เลยว่า กังเฉิง นั้นมีโชควาสนาที่สูงส่งอย่างมาก หาไม่แล้วไม่มีทางที่จะบรรลุได้ถึงระดับนี้…
รอยยิ้มปิติ จึงเผยล้นออกมาอย่างอดไม่ได้…
แต่สิ่งที่ทำให้ ซุน ต้องกดคิ้วต่ำลง คือชายหนุ่มอีกคนที่ กังเฉิง เรียกขานว่า ‘ศิษย์พี่’ คน ๆ ไม่ได้แสดงพื้นฐานลมปราณใด ๆ ออกด้วยซ้ำ เก็บซ่อนทุกสิ่งเอาไว้อย่างมิดชิด ไม่มีท่วงท่าใด ๆ โอ่อ่าระเบิดออก ราวกับเป็นความว่างเปล่าที่หมุนวนรอบกาย ทว่าความเร็วที่ปรากฏนั้นกลับมีไม่ด้อยไปกว่า กังเฉิง ท่าทางยังเปี่ยมไปด้วยต่อเนื่องเป็นระลอกสม่ำเสมอ เฉกเช่นว่านี่มิใช่พลังทั้งหมด แต่จงใจปล่อยออกมาให้เท่าเทียมกับ กังเฉิง เสียมากกว่า…
“คน ๆ นี้เป็นใครกัน?! เป็นผู้แข็งแกร่งที่ไม่คิดอวดโอ้ฝีมืองั้นหรือ?!”
ที่ผ่านมา ซุน พบเจอแต่คนที่มักอวดโอ้ฝีมือ บางคนยังอวดโอ้เกินกว่าพลังแท้จริงที่มีเสียด้วยซ้ำ ไม่ค่อยจะพบเจอคนที่ไม่แสดงพลังแม้จะแข็งแกร่งมาก... อาจกล่าวได้ว่าคน ๆ น่าจะมีนิสัยคล้าย ๆ กัน ซุน มีความคิดความอ่านและสติในการเลือกจังหวะเวลาในการใช้พลัง
เวลานี้กลุ่มคนเริ่มจะทิ้งห่างออกไป กลุ่มแนวหน้าราว ๆ 500 คนนั้น แตะย่างเข้าสู่ระยะ 2,000 จั้งเข้าไปแล้ว… โดยเฉพาะ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น สองคนนี้ขับเคี้ยวกันอย่างดุเดือด แม้จะเริ่มเคลื่อนไหวในตำแหน่งหลังสุด แต่ไม่ถึงร้อยอึดใจก็พุ่งทะยานขึ้นไปในแนวหน้าสุด ก่อนจะนำโด่งทิ้งกลุ่มแนวหน้าคนอื่น ๆ เข้าสู่ระยะ 2,500 จั้งโดยประมาณ…
กลุ่มหลักด้านหลังนั้นมีจำนวนมากที่สุดเป็นกลุ่มก้อนหลายหมื่นคน มีการกระทบกระทั่งและต่อสู้กันประปลายแต่ก็มิได้รุนแรงนัก มุ่งเน้นที่จะแย่งลำดับตำแหน่งเสียมากกว่า ยังอยู่เพียงแค่ราว 1,000 – 1,500 จั้งเท่านั้น แต่ละคนมีตำแหน่งสลับขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แน่นิ่ง… กังเฉิง และ รุ่นพี่อีกคน ก็ตามกลุ่มนี้ได้ทันแล้ว ซึ่งหากทั้งคู่ยังรักษาความเร็วไว้ในระดับนี้ อีกไม่นานก็คงตามกลุ่มแนวหน้าได้ทันเช่นกัน เชื่อว่าสองคนนี้คงจงใจเก็บพลังเอาไว้ไปเบียดตำแหน่งเอาช่วงท้ายของการแข่ง เพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามองเกินไป…
ทางด้านของ ซุน หากยังไม่เริ่มเคลื่อนไหว จะยิ่งมีความต่างชั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่ม จึงสลัดความคิดและความกังวลทั้งหมดทิ้งไป ต่อให้คู่แข่งนั้นมีกังเฉิง มีสมาชิกกลุ่มพิชิตมังกร หรือมีคนที่แข็งแกร่งอีกมากมายเข้าร่วมการชิงชัย แต่อย่างไร ซุน ก็ไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้คนเหล่านั้น… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ข้าไม่ได้มีเวลาไปห่วงผู้อื่นถึงเพียงนั้น… หนึ่งพันอันดับแรกงั้นสินะ การขึ้นไปเป็นแนวหน้าคงไม่ใช่เรื่องดีนัก ต่อให้มีหน้ากากปกปิดเอกลักษณ์แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ แต่ละคนที่โดดเด่นก็น่าจะเริ่มถูกจดจำคลื่นพลังและพื้นฐานลมปราณ สุดท้ายก็จะถูกจำแยกตัวตนได้ ดังนั้นข้าไม่ควรจะเข้าไปในกลุ่มร้อยอันดับแรก ทางที่ดีควรอยู่ในลำดับกลาง ๆ น่าจะปลอดภัยกว่า…”
หลังพินิจพิเคราะห์เสร็จสิ้น ซุน ก็ได้ข้อสรุปที่ต้องจดใจให้ขึ้นใจและเป็นคำตอบเดิมที่ได้ยินบ่อยครั้ง นั่นก็คือ…อย่าพยายามทำตัว โดดเด่นเกินไป!!
ในเวลานี้ ซุน ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นพื้นฐานใด ๆ ของตนอีกแล้ว รัศมีพลังชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 6 ระเบิดออกมาอย่างเด่นชัด… ดวงตาภายใต้หน้ากากของ ซุน แปรเปลี่ยนเป็นดวงตาของพยัคฆ์ พรแห่งร่างสถิตสายลมสีเขียวอาภรณ์วายุทะยาน ถูกขับขานหมุนวนรอบกายอย่างรุนแรง… อีกทั้งเมื่อใช้ควบคู่ไปกับ เคล็ดวิชาวายุทะยานเหยียบเมฆา ต่อให้เป็นความว่างเปล่าในมิติไร้น้ำหนักแห่งนี้ ก็ถูกเหยียบย่างได้มิต่างจากขั้นบันได!!
เสียง ตูม! ดังขึ้นครั้งหนึ่ง เงาร่างของ ซุน กลายเป็นแสงสีเขียวแหวกว่ายไปในขอบเขตแห่งนี้มิต่างจากสายธาร ดูเหมือนว่าปราณสายลมจะมีความสมดุลมากที่สุดภายในมิติไร้น้ำหนักแห่งนี้ และในยุทธภพต่างรู้ดีว่าผู้มีพรสวรรค์ด้านปราณสายลม หรือปราณวายุระดับสูงนั้น มีน้อยยิ่งกว่าน้อย เพราะมันเป็นสายปราณที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ที่เฉพาะเจาะจง เฉกเช่นเดียวกับสายปราณอัสนี…
“!!!!!!!!!!” กังเฉิง และ ศิษย์พี่ สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นพลังจากทางด้านหลัง แม้แต่ชนชั้นยอดฝีมือคนอื่น ๆ ที่ผ่านเลยไปไกลแล้ว ต่างก็ยังต้องหันมองกลับมาเช่นกัน…
“เจ้านั่นเป็นใครกัน?! การควบคุมสายลมได้ถึงระดับนั้น มิใช่ว่ามันแตะย่างเข้าสู่เจตจำนงแห่งสายลมไปแล้วงั้นหรือ?! ด้วยช่วงวัยที่ไม่ถึง 30 ปีเนี่ยนะ!!”
สายตาหลายร้อยคู่เริ่มจับตามอง ยิ่งเป็นตำแหน่งของผู้รั้งท้าย ซึ่งไล่ต้อนกลุ่มแนวหลังอย่างกระชั้นชิดรวดเร็วเช่นนี้ มีหรือจะไม่กลายเป็นที่เฝ้าระวัง… แน่นอนว่าคนที่ตกใจไม่ได้มีเพียงผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ เท่านั้น กระทั่งตัวของ ซุน เองยังเบิกตาโพลงขึ้น ไม่คิดว่าปราณสายลมจะเข้ากันได้กับพื้นที่ไร้น้ำหนักอย่างน่าตกใจ จนทำให้ตนสร้างความเร็วได้มหาศาลถึงเพียงนี้ในชั่วพริบตา หากประคองความเห็นให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ซุน เชื่อว่าตนเองคงแซงหน้าคนอื่น ๆ ไปได้อย่างแน่นอน…
“ไม่ได้การแล้ว แบบนี้ก็ยิ่งโดดเด่นเข้าไปใหญ่สิฟะ!!”
หลังฉุกคิดขึ้นมาได้ ร่างของ ซุน ก็เกิดเสียงดัง ตูม! อีกหนึ่งครั้ง… ความเร็วทั้งหมดรวมไปถึงสายลมสีเขียวที่โอบล้อมให้กระจัดกระจาย จนกระทั่งจางหายไปจนหมดสิ้น… ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง… “อ๊าก!! วิชาลับของข้า ใช้ได้เพียงแค่สิบลมหายใจเท่านั้นหรือนี่!! ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก รู้แบบนี้เก็บไว้ใช้ตอนปลายทางเสียยังดีกว่า…”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมา เต็มไปด้วยความเศร้าอาดูรและเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด… ทำให้คนอื่น ๆ ที่จับตามองก่อนหน้านี้ ถอนหายใจด้วยความปลดปลง…
“โธ่เอ้ย… ที่แท้ก็เป็นทักษะลับบางอย่าง ที่ใช้ได้เพียงครู่ประเดี๋ยว”
“นั่นสิ… เล่นเอาตกใจหมด ที่แท้ก็แค่คนโง่ที่อยากอวดโอ้ตนเอง”
สายตาของทุกคนภายใต้หน้ากากเต็มไปด้วยความดูแคลน ก่อนจะเลิกสนใจใด ๆ กับคนที่อยู่ท้ายขบวนอีกต่อไป… กังเฉิง เกาศีรษะเบา ๆ และมุ่งหน้าต่อไปเช่นกัน มีเพียงศิษย์พี่ที่อยู่ข้างกายของ กังเฉิง ที่ยังคงเพ่งมองไม่วางตา… ด้วยความที่ระยะไม่ห่างไกลกันมากนัก และสัญชาตญาณที่เฉียบคม จึงมองเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่กล่าวคำใดมุ่งหน้าต่อไปเช่นกัน…
ซุน แอบถอนหายใจเบา ๆ สบถกับตนเองในห้วงสำนึก
“บ้าเอ้ย! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ ช่วยไม่ได้คงต้องใช้ทักษะอื่น ให้ความเร็วลดลงไปสักหน่อย”
หลังจากฉุกคิดมาได้สักระยะ ซุน ก็ได้เปลี่ยนวิธีมาเป็นการระเบิดปราณอัคคีเป็นระลอก ๆ อย่างเรียบง่ายมิได้รุนแรงอะไรนัก ต้องการเพียงแค่ให้ตนไม่ถูกกลุ่มหลักทิ้งห่างไปก็นับว่าเกินพอ… ในใจของ ซุน เล็งแผนการเอาไว้ว่า จะปล่อยให้พวกแนวหน้าที่แข็งแกร่ง ผ่านประตูสีขาวเข้าไปให้หมดก่อน...
หลังจากกลุ่มแนวหน้าผ่านประตูไปสักห้าร้อยคนแล้ว ตนจึงค่อยระเบิดพลังร่างสถิตและปราณสายลมเฉกเช่นก่อนนี้ ใช้พลังรวดเดียวและพุ่งแซงเบียดตำแหน่งของกลุ่มแนวหลังในพริบตา ด้วยแผนนี้จะทำให้กลุ่มที่แข็งแกร่งกลุ่มแรกที่ผ่านประตูไปแล้ว ไม่อาจรับรู้ได้ถึงพลังที่แอบซ่อนของตนเอง…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าช่างหลักแหลมยิ่งนัก เอาวิธีนี้แหละ!!” ซุน กล่าวกับตนเองด้วยความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ทว่า… ด่านทดสอบแห่งมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งอันยิ่งใหญ่ มันจะเป็นเพียงการแข่งขันความเร็วทั่วไปได้อย่างไร?! เมื่อทุกคนได้ไปจากตำแหน่งด้านล่างสุดทั้งหมดแล้ว มิติไร้น้ำหนักเบื้องล่างก็ได้เกิดการหมุนวนรุนแรงและแปรสภาพกลายเป็นประตูมิติดำขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งขนานคนละด้านกับประตูมิติสีขาวอันเป็นเส้นชัย…
สัตว์อสูรมายาหลายหมื่นตัว คำรามเสียงกังวานสะท้านสะเทือนมิติ ก่อนจะพุ่งออกมาจากประตูมิติสีดำที่เพิ่งปรากฏขึ้น!! เหล่าผู้ชิงชัยทั้งหมดต่างพากันเบิกตาโพลงภายใต้หน้ากาก อกสั่นขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน สัญชาตญาณได้บอกกันทุกคนโดยไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ว่าสัตว์อสูรมายาเหล่านี้ จะกลายเป็นผู้ไล่ล่า และทุกคนในที่นี้ก็จะกลายเป็นผู้ถูกล่า!!
ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ใบหน้าอัปลักษณ์มากที่สุด ย่อมเป็นคนที่รั้งตำแหน่งท้ายสุด…
“บัดซบเอ้ย!! เจ้าพวกนี้มันตัวอะไรฟะ!!”
………………………………………