อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 304 ด่านทดสอบที่สอง
ตอนที่ 304
ฝูงชนเริ่มขยายออกเป็นวงกว้าง เว้นระยะให้กับ เล้งหมิงเช่อ และ ซุน ได้เผชิญหน้ากัน… มุมอีกด้านหนึ่ง เหว่ยหม่าอวิ๋น ยืนสวมกอดอกแน่นิ่งดุจหินผา สายตาจับจ้องไว้วางแต่ก็ไม่คิดที่จะเข้าไปห้ามปราม เพราะนี่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว และชายหมายเลข 1 ผู้นั้นก็มิใช่มิตรสหายถึงขึ้นที่จะต้องไปช่วยเหลือ
สำคัญกว่านั้น…
“ขอข้าดูหน่อยเถอะว่า… เจ้ามีขอบเขตความสามารถเท่าใดกันแน่?!”
ยังมีคนอีกหลายคนจับจ้องการต่อสู้ในครั้งนี้ หลายคนรู้จัก ซุน เป็นการส่วนตัว แต่เพราะไม่ได้ปักใจแน่ชัดถึงเพียงนั้น ว่าชายหมายเลข 1 ก็คือ ซุน แมวสวรรค์ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ… ด้วยความ ซุน ไม่ได้แสดงตัวตนออกมา รวมถึงไม่ได้เข้าไปรวมกลุ่มกับผู้ใด จึงกล่าวได้ว่าต้องรับเผชิญสถานการณ์ทั้งหมดเพียงลำพัง…
กระบี่อักขระชั้นลมปราณสีเขียวในมือ ถือเป็นศาสตราที่มีมูลค่าสูงมากในยุทธภพ จากจำนวนผู้ชิงชัยนับพัน คนที่ครอบครองศาสตราระดับนี้หรือสูงกว่านี้ คาดว่าคงมีเพียงแค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น… ทว่าสำหรับ ซุน แล้วยังถือว่ามันเป็นศาสตราที่ต่ำกว่ามาตรฐานของตนเอง แต่เพราะการหยิบเอากระบี่ทองรุ่งอรุณ หรือกระบี่ดำราชวงศ์ออกมา จะเป็นการบ่งบอกตัวตนที่ชี้ชัดเกินไป ดังนั้นหากไม่พบเจอวิกฤตเป็นตายจริง ๆ ซุน ก็ไม่คิดจะนำศาสตราสองเล่มนั้นออกมา…
สองชายหนุ่มเปล่งรัศมีผลักดันกัน โดยที่ ซุน นั้นปักหลักตั้งกระบวนท่ายกกระบี่… ส่วน เล้งหมิงเช่อ กลับเดินตรงเข้ามาทื่อ ๆ มองเผิน ๆ คล้ายจะไร้การป้องกัน แต่น่าแปลกที่ไม่ได้ปรากฏช่องว่างใด ๆ ให้ ซุน เข้าจู่โจมแม้แต่นิดเดียว บ่งบอกถึงประสบการณ์ต่อสู้ที่โชกโชนของ เล้งหมิงเช่อ…
“เห็นแก่คำพูดก่อนหน้านี้ที่ตรงใจข้า ดังนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าสามกระบวน!! หากเจ้ารับได้ทั้งหมดโดยไม่ตาย ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป!!” เล้งหมิงเช่อ กล่าวขึ้นแน่นหนัก ฝ่ามือสองข้างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม ก่อนที่จะประกบฝ่ามือตรงหน้า ปลดปล่อยท่วงท่าจากระยะไกล...
“คมเขี้ยวราชันย์มังกร!!”
ปราณอัคคีสีฟ้าครามได้ก่อตัวเป็นรูปลักษณ์มังกรเพลิงขนาดใหญ่ แสยะคมเขี้ยวพวยพุ่งตรงเข้ามายัง ซุน ที่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งร้อยก้าว… ซุน สัมผัสได้ถึงความอันตรายและพลานุภาพสยบอันมหาศาลจากมังกรเพลิงตนนี้ จึงกัดฟันดังกรอดรีดเค้นพลังลมปราณในร่างโดยไม่เก็บงำ รอบกายหมุนวนด้วยกระแสลมสีคราม…
“ปราการแห่งสายลม”
กำแพงพายุถูกสร้างขึ้นเบื้องหน้า มวลอากาศโดยรอบถูก ซุน ชักนำหยิบยืมเพื่อสร้างเป็นดั่งโล่กำบัง ป้องกันมังกรเพลิงที่น่าสะพรึงตนนั้น… เสียงปะทะของมังกรเพลิงและกำแพงพายุดังก้องดุจกัมปนาท ชั้นบรรยากาศโดยรอบถูกฉีกกระชาก แม้แต่ผู้ชมที่ไร้ฝีมือ บางส่วนถูกเศษเสี้ยวเปลวเพลิงสีฟ้าเล่นงาน บางส่วนถูกแรงลมกรรโชกซัดตลบจนกระเด็น เกิดเป็นคลื่นพลังกระจัดกระจายออกไปรอบด้าน…
ทว่า…
ในท้ายที่สุด กำแพงพายุก็มิอาจต้านทานความเกรี้ยวกราดของมังกรเพลิง แม้จะสลายพลังของมังกรเพลิงไปได้ราว 5 ส่วนจนมันมีขนาดตัวที่เล็กลง หากแต่มันก็ยังพุ่งดิ่งเข้าหา ซุน ราวกับมีชีวิต ความร้อนแรงที่แผดเผาชั้นบรรยากาศมากพอจะทำให้เหงื่อรอบกายของ ซุน นั้นระเหยเป็นไอควัน…
ซุน ยังเต็มไปด้วยความเด็ดเดียวไม่ยินยอม ยกชูกระบี่ขึ้นสู่ท้องฟ้า แผ่รัศมีศาสตราโดยมีจิตวิญญาณแห่งกระบี่ไหลเวียน ขยายรังสีกระบี่ให้เกิดเป็นเงาศาสตราขนาดใหญ่ปรากฏออกมา… ก่อนจะตวัดฟันฉับลงไปยังร่างมังกรเพลิงตนนั้น จนมันถูกผ่าแยกเป็นสองส่วน…
“เพลงกระบี่วีรชนแดนประจิม หนึ่งกระบี่พิชิตทรราช!!”
มังกรเพลิงหลังถูกผ่าแยกก็สูญสลายหายไปในอากาศ… มือของ ซุน ที่จับกระบี่นั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งยังด้านชาราวกับฝืนเกินกำลัง ผลการปะทะแม้จะบอกว่า ซุน รับมือได้โดยไม่บาดเจ็บ แต่ชายหนุ่มก็ต้องใช้ทั้งพลังจากร่างสถิต และเคล็ดวิชาระดับสูงเข้าต้านทาน ซึ่งเชื่อว่ามังกรเพลิงเมื่อครู่ ยังเป็นเพียงแค่พลังไม่กี่ส่วนของ เล้งหมิงเช่อ เท่านั้นเอง…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่เลว… ไม่มีชนชั้นลมปราณสีเหลืองคนใดเคยรอดชีวิตจากกระบวนท่าเมื่อครู่มาก่อนเลย ถือว่าเจ้าเป็นคนแรก... เช่นนั้นก็เตรียมรับมือ กระบวนท่าที่ 2!!” เล้งหมิงเช่อ แผดเสียงหัวเราะออกมารู้สึกราวกับเป็นเรื่องสนุก เร่งโคจรลมปราณเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ ถลันตัวพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วมหาศาล กะพริบตาเพียงครั้งจากระยะนับร้อยก้าว ก็ร่นเข้ามาเหลือไม่ถึงสิบก้าวในชั่วอึดใจ…
แขนขวาของ เล้งหมิงเช่อ พลันมีชั้นผิวราวกับเกล็ดแข็งของมังกรปรากฏขึ้น เปลี่ยนมือขวาให้กลายเป็นกงเล็บที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม… “กงเล็บราชันย์มังกร!!”
ซุน สัมผัสได้ถึงความอันตรายที่กดทับลงมา กงเล็บดังกล่าวฉีกกระชากความว่างเปล่าจนมองเห็นเป็นดั่งรอยร้าวของชั้นบรรยากาศ… ชายหนุ่มจึงตัดสินใจไม่เสี่ยงรับด้วยร่างกาย เลือกที่จะตวัดกระบี่อักขระ ที่ห่อหุ้มด้วยสายลมสีน้ำเงินเสือกแทงพุ่งทะยาน!!
หนึ่งกงเล็บ… หนึ่งกระบี่…
ปะทะกันตรง ๆ!!
ระลอกคลื่นพลังระเบิดออกอีกครั้ง…
กงเล็บทั้งนิ้วทั้ง 5 ถูกหยุดสภาวะพร้อมกระบี่ที่แน่นิ่ง…
“แหลกไปซะ!!” เล้งหมิงเช่อ คำรามเสียงอู้ดัง ก่อนที่กระบี่อักขระชนชั้นลมปราณสีเขียวของ ซุน จะพลันบังเกิดรอยร้าวขึ้นราวกับแก้วกระจก ลุกลามไปจนถึงด้ามกระบี่ในมือ… เสียง ตูม! ดังขึ้นพร้อมกับเศษกระบี่ที่กระจัดกระจายคากงเล็บ จิตคุกคามของ เล้งหมิงเช่อ ที่เข้าหา ซุน ในระยะประชิดได้แล้ว มากพอจะทำให้ผิวกายของชายหนุ่มแสบร้อนทั้งที่ยังไม่ถูกสัมผัส…
กงเล็บก่อนหน้านี้ของ เล้งหมิงเช่อ ถูกกำเป็นหมัด พร้อมทั้งระเบิดพลังกำปั้นมหากาฬออกมาในกระบวนท่าที่สามอย่างต่อเนื่อง พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของ ซุน ทั้งความเร็วและแรงกดดันมีมากพอที่จะทำให้ ซุน ถูกสะกดร่างให้ชะงักงันไม่อาจหลบเลี่ยง…
วิกฤตรุนแรงถึงตายครั้งนี้ ทำให้ ซุน ตัดสินใจทิ้งความลังเล แหวนมิติเปล่งแสงสีทองวาววาบขึ้น ไม่ว่ายังไงก็คงต้องใช้กระบี่ทองรุ่งอรุณเท่านั้น ถึงพอจะรับหมัดมหากาฬนี้ของ เล้งหมิงเช่อ.…
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้ทุกคนแทบจะหยุดหายใจไปกับความตื่นเต้น…
“พอได้แล้ว…” เสียงโบราณจากท้องฟ้าดังขึ้น…
พลานุภาพสยบฟ้าดินที่แผ่ขยายออกมา ราวกับสภาวะทุกอย่างในมิติแห่งนี้ถูกหยุดลง!! ทั้งหมัดของ เล้งหมิงเช่อ และแหวนมิติที่กำลังจะปลดปล่อยกระบี่รุ่งอรุณ หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวของคนนับพัน ทุกอย่างล้วนหยุดนิ่งไม่สามารถขยับได้… มีเพียงสายตาและความนึกคิดของทุกคนเท่านั้นที่ยังไหลเวียนไปต่อ จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกจากอำนาจพลังที่เก่าแก่…
“ข้าให้พวกเราผ่านด่านแรกเข้ามา 1,000 คน… หากล้มตายกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ ยังจะมีความหมายอะไรกับจำนวนนั้น?! ข้าไม่ได้ห้ามพวกเจ้าต่อสู้ แต่ถ้าจะลงมือก็รอให้การทดสอบด่านที่สอง เริ่มต้นขึ้นเสียก่อน!!”
เสียงจากบนท้องฟ้า เขย่าคลอนจิตใจของผู้คนนับพัน… แม้จะมีหน้ากากปิดกัน แต่ทั้ง ซุน และ เล้งหมิงเช่อ ต่างก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเพ่งจ้องเขม็งมายังตนเอง… “ฝากไว้ก่อนเถอะ!! เริ่มด่านทดสอบนี้เมื่อ พวกเราได้เจอกันอีกแน่!!” เล้งหมิงเช่อ แค่นเสียงทิ้งท้าย
“จ้างให้เจ้าก็หาข้าไม่เจอหรอก!!” แน่นอนว่าคำพูดนี้ดังขึ้นในใจเท่านั้น ซุน มิได้กล่าวออกไปผ่านวาจา…
เมื่อสภาวะที่หยุดนิ่งถูกปลดเปลื้อง เล้งหมิงเช่อ ก็ยอมถอยกลับแต่โดยดี… เป้าหมายสำคัญคือมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ดังนั้น เล้งหมิงเช่อ ก็ไม่อยากทำผิดกฎจนต้องถูกตัดสิทธิ์ชิงชัย… ซุน ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก กระบวนท่าที่ 3 เมื่อครู่นี้ ต่อให้ ซุน ชักกระบี่รุ่งอรุณออกมารับไว้ได้ทัน ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถรับมือได้โดยปลอดภัย…
ความแข็งแกร่งของ เล้งหมิงเช่อ นั้น เทียบได้กับระดับแกนนำกลุ่มมังกรทองในบางคนเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่แกนนำกลุ่มมังกรทองแต่ละคนล้วนมีอายุเกินร้อยปีไปแล้วทั้งสิ้น… พลังรบของ เล้งหมิงเช่อ ที่บรรลุในระดับนี้ได้ตั้งแต่ช่วงวัยไม่ถึง 30 ปี ก็เรียกได้ว่าเหมาะสมแล้ว ที่จะถูกยอดฝีมือจากขุมกำลังใหญ่ทุกคนในยุทธภพ จับตามองเป็นพิเศษ…
กลุ่มคนหลายสิบคนที่ถูก ซุน เล่นงานไปก่อนหน้านี้ แน่นอนว่า ซุน ไม่ได้ลงมือโหดเหี้ยมถึงขั้นสังหารให้ตกตาย เพียงหมดสภาพที่จะลุกยืนไปชั่วคราวเท่านั้น… หลังการปะทะยุติลง ก็คล้ายว่าพื้นดินจะแผ่พลังที่อบอุ่นทำการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องให้กับทุกคน แม้แต่ผู้ที่สูญเสียลมปราณไปเป็นจำนวนมากได้ด่านแรก ก็ยังได้รับการเกื้อหนุนคืนศักยภาพให้พร้อมสำหรับด่านทดสอบต่อไป…
“ด่านทดสอบที่สอง วงกตแห่งป่า… ก่อนหน้านี้ในด่านทดสอบแรก พวกเจ้าถูกไล่ล่าด้วยสัตว์อสูรมายา ทว่าในด่านทดสอบที่สองพวกเจ้าจะได้กลายเป็นผู้ล่าแทน ซึ่งเป้าหมายก็คือสัตว์อสูรไพร...”
สิ้นเสียงโบราณจากบนท้องฟ้า ก็ได้มีสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งผุดออกจากพื้นดิน!! ลักษณะของมันแต่ละตนล้วนแตกต่างกัน บ้างก็เป็นวานร บ้างก็เป็นหมาป่า บ้างก็เป็นพยัคฆ์ หรือแม้แต่มังกรและวิหคก็ยังมีให้เห็น… ทั้งรัศมีพลังที่แผ่ออกมาในแต่ละตัวก็เต็มไปด้วยความหลากหลาย มีตั้งแต่พื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเขียว ไล่ระดับไปจนถึงชนชั้นราชันย์ ลมปราณสีส้มขั้นกลาง…
แต่สิ่งหนึ่งที่สัตว์อสูรไพรเหล่านี้มีเหมือนกัน ก็คือร่างกายทั้งหมดที่ถูกสร้างจากต้นไม้และพฤกษา ก่อรูปกลายเป็นสัตว์อสูรรูปลักษณ์ต่าง ๆ และยังมีอัญมณีสีเขียวถูกฝังไว้ตรงกลางหน้าผากของสัตว์อสูรไพรในทุกตัวอีกด้วย…
“ในวงกตแห่งป่า จะมีสัตว์อสูรไพรเหล่านี้จำนวนนับไม่ถ้วน… พวกมันนั้นแตกต่างไปจากสัตว์อสูรมายา ทั้งยังมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าจากการเกื้อหนุนของวงกตแห่งป่า กติกาของด่านทดสอบนี้ไม่ได้ยากเย็นนัก…”
สิ้นเสียงจากบนท้องฟ้า อัญมณีสีเขียวตรงหน้าผากของสัตว์อสูรไพรนับสิบที่ปรากฏร่าง ก็ได้แตกสลายลงกลายเป็นดวงแสงสีเขียวที่ลอยออกมา… ร่างของสัตว์อสูรเหล่านั้น จึงค่อย ๆ แห้งเหี่ยวลงไม่ต่างจากต้นไม้ที่แห้งตายในฉับพลัน ก่อนจะถูกดูดกลืนหายเข้าไปในพื้นดิน เฉกเช่นในตอนที่พวกมันปรากฏตัวออกมา…
“จงเก็บรวบรวมดวงแสงสีเขียวจากภายในอัญมณีให้เต็มขวดโหล… จากนั้นพวกเจ้าก็ต้องหาประตูลับที่ซ่อนอยู่ เพื่อออกไปจากมิติวงกตแห่งป่านี้ให้เจอ ดวงแสงสีเขียวที่เต็มขวดโหลจะเป็นดั่งกุญแจในการผ่านเข้าไปในประตูทางออก…”
หลังจากสิ้นเสียงโบราณ ทันใดนั้นขวดโหลโปร่งใสขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือก็ปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า ลอยอยู่ตรงหน้าของเหล่าผู้ชิงชัยทั้งหนึ่งพันคนครบถ้วน… อีกทั้งขวดโหลเหล่านี้ยังมิใช่วัตถุแท้จริง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากพลังของผู้สร้างมิติวงกต จึงทำให้ขวดโหลทั้งหมดไม่อาจเก็บซ่อนไว้ในแหวนมิติได้ จำเป็นต้องพกติดตัวไว้เท่านั้น…
และเมื่อทุกคนได้รับขวดโหลของตนเองเป็นที่เรียบร้อย ก็ราวกับมีแสงสีรุ้งโอบล้อมเรือนกายเอาไว้ สัมผัสได้ถึงพลังนำส่งระลอกหนึ่งที่พร้อมจะถูกใช้งานได้ทุกเมื่อ…
“ป้องกันมิให้เกิดการสู้รบในทันทีที่เริ่มทดสอบ ดังนั้นข้าจะส่งพวกเจ้ากระจายไปยังจุดต่าง ๆ ในวงกตแห่งป่า… หากใครต้องการจะปรากฏในตำแหน่งเดียวกับพวกพ้องก็ให้พวกเจ้ายืนรวมกลุ่มกันเอาไว้ แต่ใครที่ต้องการแยกตัวทดสอบเพียงลำพัง ก็อย่าไปรวมกลุ่มกับผู้อื่น…
ซึ่งระยะเวลาในการทดสอบสำหรับด่านนี้ก็คือ 7 วัน… แต่มิติแห่งนี้จะไม่มีช่วงเวลากลางคืน ดังนั้นพวกเจ้าสามารถมองขึ้นมาตรวจสอบระยะเวลาที่หลงเหลือได้บนท้องฟ้า หลังจากข้าใช้พลังนำส่งพวกเจ้าทั้งหมดออกไปแล้ว…”
แสงสีรุ้งรอบกายของทุกคน สว่างเข้มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเสียงบนท้องฟ้าอธิบายกติกาการทดสอบสอบจบสิ้น ราวกับว่าพลังนำส่งกำลังจะเริ่มทำงาน... ทันในนั้นหนึ่งในผู้ชิงชัย ก็ตะโกนเสียงก้องดังเอ่ยถาม…
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่!! บอกพวกเราได้หรือไม่ ว่าด่านทดสอบนี้จะมีคนที่ผ่านด่านได้ทั้งหมดกี่คน!!” คำถามที่ดังขึ้น ดึงดูดความสนใจของคนอื่น ๆ เช่นกัน…
เสียง หึหึ ดังขึ้นจากบนท้องฟ้า พร้อมกับคำตอบที่ทำให้ทุกคนต้องเบิกตาโพลง…
“จำนวนมากสุดของผู้ที่จะผ่านด่านทดสอบครั้งนี้ได้ ก็คือ… 3 คน!!”
…………………………………………….