อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 305 ด่านทดสอบที่สอง (2)
ตอนที่ 305
“!!!!!!!!!” เหล่าผู้ชิงชัยทั้งหมดสะท้านสะเทือนในทันที
“สะ…สามคน!! สามคนเท่านั้นเองงั้นหรือ!!”
หลายคนที่คราแรกตัวร่วมเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ เริ่มจะหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในเมื่อจำนวนผู้ที่จะผ่านด่านทดสอบครั้งนี้ได้มีจำนวนแค่สามคน การอยู่ในกลุ่มใหญ่หากใครคิดไม่ซื่อก็สามารถช่วงชิงขวดโหลของคนในกลุ่ม เพื่อถ่ายโอนดวงแสงสีเขียวได้เช่นกัน…
เริ่มที่การกระจายตัวออกมาอย่างชัดเจนจากหลาย ๆ กลุ่ม…
ดวงตาบนท้องฟ้า หรี่แคบลงเล็กน้อย…
“อีกเรื่องที่พวกเจ้าทุกคนจงจำไว้ให้มั่น… ด้านทดสอบนี้หากถูกสัตว์อสูรไพรระดับสูง หรือผู้ชิงชัยตนอื่น ๆ ลงมือลอบสังหาร จะมิใช่เพียงแค่การส่งตัวพวกเจ้ากลับไปยังโลกด้านนอกเฉกเช่นสัตว์อสูรมายา พวกเจ้าจะพบเจอกับความตายที่แท้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย จากนั้นค่อยส่งศพของพวกเจ้ากลับออกไป…
ทางเดียวที่จะสละสิทธิ์การทดสอบ ออกไปโลกด้านนอกได้ตอนมีชีวิต ก็คือการทำลายขวดโหลที่พวกเจ้าพกติดตัว… ทันทีที่ขวดโหลแตกออกจะเกิดพลังนำส่ง ผลักดันให้พวกเจ้าออกไปยังโลกด้านนอก… แต่แน่นอนว่าดวงแสงสีเขียวที่เจ้าสั่งสมไว้จะกระจัดกระจายออกมาให้คนรอบข้างสามารถเก็บเกี่ยวได้
เพราะฉะนั้นจงระวังการถูกลอบเล่นงานด้วยการทำลายขวดโหล… ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ทำลายขวดโหลด้วยตนเอง หรือจะถูกผู้อื่นลอบทำลายขวดโหล พลังนำส่งก็จะปรากฏขึ้นมาอยู่ดี เรื่องทั้งหมดที่ข้าควรจะพูดคงมีเพียงเท่านี้…
เริ่มการทดสอบได้!!”
ประโยคสุดท้ายเปรียบดั่งระฆังสัญญาณที่กังวานก้อง… พริบตาเดียวคนทั้งหนึ่งพันล้วนกระจัดกระจายออกไปยังทิศทางที่แตกต่าง บ้างก็ไปเป็นกลุ่มใหญ่หลายสิบคน บ้างก็ไปเป็นกลุ่มย่อยไม่กี่คน แต่โดยมากแล้วจะเคลื่อนไหวเพียงลำพังซึ่ง ซุน เองก็เป็นหนึ่งในนั้น…
พลังการเคลื่อนย้ายนำส่ง ทำให้มิติรอบด้านกลายเป็นภาพที่หมุนวน… ไม่นาน ซุน ก็ปรากฏยังตำแหน่งหนึ่ง พร้อมเกิดภาวะศีรษะวิงเวียนอย่างรุนแรงจนต้องโคจรลมปราณรักษาสมดุล ทว่าพอหันมองไปรอบ ๆ แล้ว ทิศทัศน์รอบด้านกลับมิได้แตกต่างไปจากจุดเริ่มต้นก่อนหน้านี้ มีต้นไม้ใหญ่ที่สูงขึ้นไป ลักษณะเดียวกันในทุกต้น รวมไปถึงเส้นทางแยกย่อยนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะทำให้ผู้คนสับสน...
ซุน พิจารณาขวดโหลในมือ พยายามอย่างไรก็ไม่อาจเก็บซ่อนในแหวนมิติได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจเก็บมันไว้ด้านในชุดคลุมอย่างระมัดระวัง… ซุน ได้มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งในเวลานี้ไม่มีดวงตาขนาดใหญ่โบราณคู่นั้นอีกต่อไปแล้ว หากแต่มันได้กลายเป็นจุดแสงที่คล้ายเป็นดวงดาว 84 จุดเรียงต่อกันเป็นวงกลม และมีหนึ่งดวงในจำนวนนั้นกำลังกะพริบวิบวาบเป็นจังหวะ…
ชายหนุ่มไม่ได้เร่งร้อนออกตามล่าสัตว์อสูรไพร หากแต่เลือกที่จะค่อย ๆ สำรวจสิ่งต่าง ๆ ภายในป่าวงกตแห่งนี้ ทั้งมองหาขอบเขต ทั้งการพยายามขุดเจาะพื้นดิน พยายามทำลายต้นไม้ใหญ่ แม้แต่การปีนไปบนยอดสูงสุด พยายามเรียก เฝิงน้อย และ เฟยเสอ ออกมา ต่างก็ล้วนทดลองทำทั้งหมด…
แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไร้ประโยชน์ ซุน สามารถขุดดินลงไปได้แค่ไม่ที่ชุ่น(นิ้ว) จะพบเจอขอบเขตมิติที่แข็งแกร่งไม่อาจทำลาย… ต้นไม้ใหญ่โดยรอบก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าโลหะ ลำต้นของมันแม้แต่กระบี่ดำราชวงศ์ก็ยังฟันไม่เข้า ส่วนใบไม้แต่ละใบก็จำเป็นต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาลในการเด็ดออกมา ทั้งยังไม่สามารถปีนป่ายขึ้นไปได้เกินกว่าระดับความสูงของยอดไม้ ราวกับมีกำแพงโปร่งใสที่มองไม่เห็นปิดกั้นเอาไว้…
เฝิงน้อย และ เฟยเสอ ซึ่งเป็นสัตว์อสูร ก็ไม่สามารถเรียกขานออกมาได้ ทว่าดวงวิญญาณในอาณัตินั้นยังสามารถเรียกใช้ได้ตามปกติ แต่ก็มีขอบเขตควบคุมติดต่อในระยะที่สั้นมากเพียงไม่กี่ลี้ ถูกจำกัดสัมผัสรับรู้ทุกประเภท…
หลังจากสำรวจสิ่งต่าง ๆ ไปราวหนึ่งชั่วยาม ซุน ก็สังเกตเห็นว่าจุดแสงดวงดาวที่กะพริบก่อนหน้านี้นั้น ค่อย ๆ มืดสลัวลงเรื่อย ๆ จวบจนมันเลือนหายไปในสุด จากนั้นจุดแสงดวงถัดไปก็เริ่มกะพริบต่ออีกครั้งทันทีในจังหวะเดิม…
เพียงเท่านี้ก็มากพอให้ ซุน คาดเดาได้แล้ว ว่าจุดแสงดวงดาวทั้ง 84 ดวงที่ปรากฏบนท้องฟ้าไร้ราตรี คือสิ่งใช้บอกเวลาที่หลงเหลือทั้ง 84 ชั่วยาม ซึ่งนั่นเป็นเวลาที่เท่ากับเจ็ดวันพอดี ทุก ๆ หนึ่งดวงที่หายไปคือหนึ่งชั่วยามที่ผ่านพ้น…
“เจ็ดวัน… จะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย… ความยากลำบากของด่านทดสอบที่สองนี้ เชื่อว่าคงไม่ใช่การล่าสัตว์อสูรไพรในการเก็บเกี่ยวดวงแสงสีเขียวใส่โหล จุดที่ยากที่สุดน่าจะเป็นการหาประตูลับทางออกให้เจอเสียมากกว่า…
ในเมื่อป่าแห่งนี้เป็นเขาวงกต แสดงว่ามันจะต้องมีเส้นทางที่ถูกต้องเพียงเส้นทางเดียว… ขึ้นไปสำรวจในมุมสูงก็ไม่ได้ สัตว์อสูรพาหนะก็ใช่ไม่ได้ สัมผัสลมปราณและดวงวิญญาณที่ปล่อยออกไปต่างก็ถูกปิดกั้น ด่านนี้ดูเหมือนว่าจะยากกว่าที่คิดไว้…
หรือไม่เช่นนั้น มันก็ต้องมีกลไกหรือเงื่อนไขบางอย่างที่เรายังหาไม่พบ…?” ซุน เอ่ยพึมพำกับตนเอง หลังพิจารณาทุกสิ่งอย่างรอบด้าน…
ทันใดนั้นสายลมสีม่วงที่กระจายออกไปรอบรัศมี ก็ได้พบเจอร่องรอยผู้ที่ใกล้เข้ามา… ซุน ระเบิดความเร็วรีบปีนขึ้นไปหลบซ่อนตัวบนยอดไม้ราวกับลิง เก็บงำพื้นฐานและปกปิดกลิ่นอายทั้งหมดเพื่อเฝ้าจับตามอง…
ไม่นานหลังจากนั้น ซุน ก็มองเห็นกลุ่มคนจำนวนเจ็ดคน กำลังใช้วิชาตัวเบาห้อทะยานด้วยความเร็วสูง โดยที่ด้านหลังเป็นสัตว์อสูรไพรรูปร่างเป็นคชสารขนาดใหญ่ตนหนึ่ง แผ่ล้นพลังชนชั้นลมปราณสีส้มออกมาอย่างเด่นชัด การวิ่งในทุกย่างก้าวของคชสารตนนี้ แม้ ซุน จะอยู่บนยอดไม้ยังรู้สึกได้ถึงการสั่นไหวรุนแรง… (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
คนทั้งเจ็ดดูแล้วมีทั้งหญิงทั้งชาย พื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลาย หมายเลขอยู่ในช่วง 458 – 464 เรียงต่อกัน แสดงให้เห็นชัดเจนว่าได้รวมกลุ่มมาตั้งแต่ด่านทดสอบแรกแล้ว… คนเหล่านี้หนีไปพลางโจมตีสกัดกั้นไปพลาง มองแล้วทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่ง…
สิ่งที่ ซุน ตกใจมากที่สุดก็คือ การโจมตีของกลุ่มคนทั้งเจ็ดคนนั้นใช่ว่าจะไร้ผล สามารถทำลายขาหน้าทั้งสองข้างของคชสารไพรตนนี้ได้ จนทำให้มันล้มกลิ้งคะมำ แต่แล้วเพียงแค่สามลมหายใจเข้าออกเท่านั้นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ กลับส่งพลังที่มองเห็นเป็นละอองแสงตรงมายังอัญมณีกลางหน้าผากของคชสารตนนั้น ทำให้ขาหน้าที่ถูกทำลายฟื้นฟูกลับคืนดังเดิมในชั่วพริบตา พร้อมกับลุกขึ้นและวิ่งไล่ต้อนกลุ่มคนได้อีกครั้งหนึ่ง…
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้คนทั้งเจ็ดต่างพากันวิ่งหนี!!
“บัดซบ!! ไม่คิดว่ามันจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ในด่านทดสอบแรกสัตว์อสูรมายาชนชั้นลมปราณสีส้ม พวกเราเจ็ดคนร่วมมือกันยังสามารถจัดการได้ง่าย ๆ แต่สัตว์อสูรไพร กลับน่ากลัวยิ่งกว่าหลายเท่า!! พลังในการฟื้นตัวของมันไม่ใช่ระดับของสิ่งมีชีวิตแล้ว!!” ผู้นำกลุ่มเอ่ยสบถขึ้น
แต่แล้วประหนึ่งเป็นคราวโชคร้าย… เบื้องหน้าของกลุ่มคนทั้งเจ็ดจู่ ๆ ก็ได้ปรากฏเงาร่างของหมาป่าไพรอีกตนหนึ่ง ขนาดของมันนั้นใหญ่ราวกับวัว หันมาแสยะคมเขี้ยวพร้อมกับเสียงกรนดังของสัตว์ร้าย จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าใส่กลุ่มคนทั้งเจ็ดในทันที…
หมาป่าไพร แม้มิได้แข็งแกร่งทรงพลังเฉกเช่น คชสารไพร ทว่ามันกลับมีความเร็วที่เหนือชั้นมาก หลบเลี่ยงการโจมตีจากกระบวนท่าทั้งหมด ส่วนหนึ่งอาจเพราะคนเหล่านี้ล้วนโจมตีอย่างสะเปะสะปะไม่เป็นระเบียบจากอารามตกใจ… พริบตาเดียวก็สามารถเข้าประชิด และกระโจนเข้าฝังคมเขี้ยวลงบนลำคอของหญิงสาวโชคร้ายผู้หนึ่ง สามารถมองเห็นโลหิตที่สำลักล้นออกจากใต้หน้ากากของนาง…
ก่อนที่ชายผู้นำกลุ่มจะหยิบเอาขวานยักษ์ฟันร่างของ หมาป่าไพร ตนนี้จนแยกเป็นสองส่วน… หญิงสาวผู้โชคร้ายจึงนอนกองลงกับพื้นด้วยร่างที่อาบท่วมไปด้วยโลหิต มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ…
“ศิษย์น้องหลี่!! รีบทำลายขวดโหล เร็วเข้า!!”
หญิงสาวล้วงมือที่สั่นและอ่อนแรงเข้าไปในเสื้อ… หยิบเอาขวดโหลโปร่งใจออกมา แต่น่าเสียดายที่นางทนพิษบาดแผลไม่ไหว สุดท้ายนางก็ได้สิ้นใจลงพร้อมกับขวดโหลที่หลุดจากมือ… ซึ่งเมื่อนางนั้นสิ้นใจขวดโหลที่ไม่ได้รับผลกระทบในตอนแรกก็ค่อย ๆ เกิดรอยร้าว และแตกระเบิดออกโดยที่ยังไม่มีผู้ใดแตะต้อง ก่อนที่ศพร่างของ หญิงสาว จะเลือนหายไปต่อหน้าทุกคน ไปปรากฏร่างไร้วิญญาณอีกครั้งที่โลกภายนอก...
หมาป่าไพร ทั้งที่ถูกขวานยักษ์ฟันแยกเป็นสองส่วน แต่อัญมณีกลางหน้าผากของมันยังไม่ได้ถูกทำลาย… ซุน มองเห็นละอองแสงจากต้นไม้ข้าง ๆ ที่ส่งไปยังอัญมณีของหมาป่าไพรด้วยเช่นกัน ไม่ต่างจากคชสารไพรก่อนหน้านี้… ทำให้ร่างกายในส่วนที่ถูกแยกแต่มีอัญมณีติดอยู่ ได้คืนสภาพและลุกขึ้นมาอีกครั้ง ฟื้นฟูกลับมาในระดับที่พลังมิได้ทดถอยลงไปแม้แต่น้อย…
ชายผู้นำกลุ่มโบกสะบัดขวานยักษ์ร้องคำราม ฝีมือไม่ธรรมดายิ่ง ก่อนจะฟาดเข้าใส่อัญมณีของ คชสารไพร ซึ่งได้ทำให้อัญมณีนั้นเกิดรอยร้าวขึ้น แต่ไม่มากพอจะทำให้มันแตกออกในการโจมตีครั้งเดียว…
คชสารไพร ใช้งวงโอบรัดร่างของชายผู้นำกลุ่มคนนั้น ก่อนจะจับฟาดกับต้นไม้ใหญ่หลายสิบครั้งติด ๆ กัน มองเห็นคราบโลหิตที่สาดกระเซ็นออกมาก่อนร่างจะแน่นิ่งสิ้นใจไปอีกคน พริบตาเดียวศพร่างก็เลือนหายไปโผล่ที่โลกภายนอก ที่สำคัญยังมีดวงแสงสีเขียวลอยขึ้นมาจำนวนหนึ่งอีกด้วย คาดว่าคงเป็นดวงแสงที่ถูกชายผู้นำกลุ่มสะสมไว้ก่อนหน้านี้…
คนอื่น ๆ อีกห้าคนที่เหลือ เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์โหดร้ายเช่นนั้น จิตใจของพวกมันก็พลันหล่นวูบ สูญเสียเป้าหมายที่จะก้าวเดินต่อโดยสิ้นเชิง ก่อนจะเริ่มมีคนที่หวาดกลัวหยิบเอาขวดโหลออกตนออกมา บีบทำลายด้วยมือตนเองเพื่อหลบหนี… คนอื่น ๆ จึงเลือกที่จะกระทำตามเช่นกันดีกว่ายอดรับความตายที่นี่ ทั้งห้าคนตัดสินใจสละสิทธิ์หลังการตายของพรรคพวกสองคน ไม่สนใจแม้แต่ดวงแสงสีเขียวของผู้นำกลุ่มที่ตายไป…
ซุน แน่นิ่งไม่ขยับตั้งแต่เริ่มจนจบ มองเห็นการตายตรงหน้าโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา… หากเป็น ซุน ในอดีตที่ยังมีคุณธรรมอัดแน่นในใจ ก็อาจจะยอมออกไปช่วยเหลือ… ทว่านับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในยุทธภพจนเห็นการตายเป็นเรื่องสามัญ สภาพจิตใจของ ซุน ก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป…
ซุน รู้จักเลือกที่จะช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงตนเองก่อนเป็นอันดับแรก... ซุน ได้ประเมินพลังของ หมาป่าไพร และ คชสารไพร เอาไว้สูงมากจากพลังในการฟื้นฟู และการทำลายอัญมณีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่สุด จำเป็นต้องโจมตีซ้ำซ้อน ซุน ยังมองความสามารถของสัตว์อสูรไพรไม่กระจ่างแจ้ง ดังนั้นการเข้าไปเผชิญหน้าถือว่าเสี่ยงเกินไป…
หากการยื่นมือไปช่วยเหลือนั้นมิใช่เพื่อคนรอบข้าง หรือสหายที่รู้จักกัน ซุน ก็ไม่มีคิดที่จะเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยง เพียงแค่รู้สึกเวทนาคนที่เพิ่งพบเจอ ดินแดนแห่งนี้โหดร้ายเกินกว่าจะรักษาคุณธรรมที่มีมากเกินไป การเลือกปฏิบัติจึงเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง…
ดวงแสงสีเขียว ยังคงลอยสูงขึ้นอย่างช้า ๆ ซุน เฝ้ามองมันอย่างใจเย็น หากแต่ไม่ได้สนใจจะออกไปเก็บมันด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการเผยตัวออกไป… จวบจนกระทั่ง ซุน มองเห็นการสั่นไหวของใบไม้เบา ๆ ในจุดที่ ซุน แอบซ่อนตัว ทั้งที่ไม่มีลมพัดในจุดนี้แน่นอน
ทันใดนั้นเอง ซุน ก็รู้สึกถึงสายตาของ หมาป่าไพร และ คชสารไพร ที่อยู่เบื้องล่าง มองทิ่มแทงมายังตนอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกมันมิได้สังเกตเห็น ซุน ด้วยซ้ำ… ชายหนุ่มขมวดคิ้วฉับภายใต้หน้ากาก ก่อนจะโดดทะยานจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดหนึ่งอย่างต่อเนื่อง… ในเมื่อโครงสร้างของต้นไม้เหล่านี้ล้วนเหมือนกันหมดทุกต้น
ซุน ที่จดจำโครงสร้างต้นไม้เหล่านี้ได้ทั้งหมดแล้ว แม้จะหลับตาก็ยังสามารถปีนป่ายมันได้อย่างคล่องแคล่ว วิเคราะห์จุดเชื่อมโยงระหว่างกิ่งไม้ที่จะทำให้ตนเคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด ไม่นานก็สามารถสลัดหมาป่าไพรและคชสารไพรเบื้องล่างได้สำเร็จ…
เหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ล้วนสลักลงบนความทรงจำของ ซุน พร้อมกับการพินิจพิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ทั้งหมดยังห้วงภวังค์… เกิดเป็นภาพฉายซ้ำในนิมิตนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยวงจรแห่งความซ้ำซ้อนแสวงหาความสมบูรณ์ ทำให้ไม่นานแววตาของ ซุน เต็มไปด้วยความประจักษ์รู้แจ้ง
“เป็นแบบนี้นี่เอง… ดูเหมือนว่าข้าพอจะเข้าใจกลไกของ สัตว์อสูรไพร รวมถึงความลับของป่าวงกตนี้มาบ้างแล้ว…”
……………………..……………………..