อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 307 การเผชิญหน้า
ตอนที่ 307
ณ โลกภายนอก เขต พรรคมังกรฟ้า…
ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน ปรากฏเงาร่างขึ้นด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ที่ทั้งคู่ต้องพ่ายแพ้กลับมา… หากครั้งนี้เป็นด่านทดสอบของระดับผู้เยาว์ที่อายุไม่เกิน 20 ปี แน่นอนว่าทั้งสองคงจะพอมีโอกาสได้เจิดจรัส ทว่าเมื่อช่วงอายุขยับไปเป็นไม่เกิน 30 ปี ช่องว่างจึงมีมากเกินไป ทั้งสองยังไม่สามารถต่อการกับยอดฝีมือระดับชนชั้นลมปราณสีส้มจำนวนหนึ่งภายในนั้นได้…
“บัดซบเอ้ย!! โชคร้ายชะมัดที่ไปเจอกับกลุ่มของ เหว่ยหม่าอวิ๋น เข้า… คนของสมาพันธ์แห่งท้องทะเลเต็มไปด้วยชนชั้นยอดฝีมือไม่ใช่ระดับที่พวกเราในเวลานี้จะเทียบได้เลย” ลั่วชิงเหอ กำหมัดแนบแน่น ถึงกระนั้นก็ยังเต็มไปด้วยแววตาแห่งความไม่ยินยอม ยังคงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและพร้อมจะฝึกฝนให้หนักยิ่งขึ้นอีก
เจี่ยโย่วเทียน ถอนหายใจอย่างปลดปลง รู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่กลุ่มของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ไม่ใช่กลุ่มที่มุ่งเน้นการล่าสังหาร แต่ให้โอกาสยอมแพ้ไปเองเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้บาดเจ็บ อย่างไรเสียการเข้าร่วมชิงชัยกับคนจำนวนมากในครั้งนี้ สองผู้เยาว์ก็ได้รับประสบการณ์ที่มหาศาลอย่างยิ่ง เวลานี้จึงมองเห็นจุดอ่อนที่ตนจะกลับมาพัฒนาได้อีกมากมาย
“เฉียงตงฟาง ไม่ได้ออกมาพร้อมพวกเรา แสดงว่าเจ้านั่นหลบหนีไปได้ หวังว่าเจ้านั่นจะปลอดภัย…” เจี่ยโย่วเทียน หันมองกลับไปยังประตูมิติที่สะท้านภาพฉายจากมิติด้านใน แม้จะสังเกตภาพการต่อสู้ได้ยากจากต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุม แต่หากเพ่งสมาธิดี ๆ ก็ยังสามารถมองเห็นได้
สามสาวงามอย่าง ฉีลู่ชิง เตียซวงซวง และ ซวงฉวี่ จากสำนักบุปผาประจิม พวกนางได้เข้าร่วมการชิงชัยด้วยเช่นกัน ทว่าพวกนางโชคร้ายที่ไม่ผ่านแม้แต่ด่านทดสอบแรก เพราะฝีมือที่อ่อนด้อยจนเกินไป เวลานี้ เตียซวงซวง และ ซวงฉวี่ จึงเข้ามาช่วยทำการรักษาบาดแผลให้สองชายหนุ่ม ที่แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนเขินอายอยู่เนือง ๆ
“จริงสิ?! พวกเจ้าเห็น ซุน บ้างหรือไม่? ภายในนั้นข้าเห็นคนที่เหมือนกับเจ้านั่นมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แสดงตัวออกมา พวกเราจึงไม่แน่ใจนัก…” เจี่ยโย่วเทียน เอ่ยถามขึ้น
“อืม… มีผู้อาวุโสหลายคนเห็นป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ ในตอนที่การทดสอบเริ่มขึ้นไปแล้ว… จึงค่อนข้างชัดเจนว่า ซุน ไม่ได้เข้าไปใน มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง เหมือนพวกเรา… น่าเสียดายที่พอพวกเรากลับออกมาก็ไม่เจอแล้ว…” ซวงฉวี่ กล่าวขึ้นตามตรง
เจี่ยโย่วเทียน จึงขมวดคิ้วฉับในทันที…
“งั้นหรอกหรือ?! ปกตินิสัยเจ้านั่นก็ไม่ใช่คนรักตัวกลัวตายอะไร ทั้งยังตระหนี่ถี่เหนียวมากกว่าผู้ใดเสียด้วยซ้ำ มันไม่น่าจะพลาดโอกาสเช่นนี้นี่นา… เอาเถอะ ยังไงการทดสอบด้านในก็ค่อนข้างจะตึงมือพวกเราเกินไป เชื่อว่ามหาขุมทรัพย์คงไม่พ้นมือของ เล้งหมิงเช่อ ไม่ก็ เหว่ยหม่าอวิ๋น คนใดคนหนึ่งเป็นแน่ การไม่เข้าไปเสี่ยงก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย…”
ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้น กลับแค่นเสียงออกมา…
“เหอะ!! ต่อให้ใครจะพูดว่าเห็นเจ้าบ้านั่นอยู่ด้านนอก ข้าก็ไม่เชื่อหรอก... เจ้านั่นมันต้องเป็นผู้ที่ได้หมายเลข 1 ในด่านทดสอบแรกไม่ผิดแน่ มันเพียงแต่หาอุบายอุปโลกน์ตัวตนขึ้นมาด้านนอกเสียมากกว่า…”
คนอื่น ๆ ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ไม่มีใครกล้าฟันธงนัก…
ณ เขตจันทรา…
“เปิดประตู…” จูห้าวชง แค่นเสียงออกมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
คนของฝ่ายรักษาเขตแดนผู้รับหน้าที่เฝ้าประตูเข้าออกมาม่านพลัง เมื่อเห็นการมาของเจ้าตำหนักลับที่มีตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของพรรค แม้เจ้าตัวจะเป็นคนของตระกูลโอวหยาง ก็จำเป็นต้องแสดงความเคารพนอบน้อม…
ก่อนที่คนเฝ้าประตูจะมองเห็นชายหนุ่มผมสีขาวที่ติดตามมาด้วย…
“ท่านเจ้าตำหนัก ไม่ทราบว่าผู้เยาว์คนนี้?!”
“อืม… เด็กนี่คือ ซุน แมวสวรรค์ที่กำลังถูกร่ำลือในหมู่ศิษย์ พอดีว่ามันได้ทำความดีความชอบสำคัญให้กับตำหนักลับ ข้าจึงอยากมอบรางวัลให้กับมันเสียหน่อย โดยการพามายังเขตจันทราเพื่อเปิดหูเปิดตา” จูห้าวชง กล่าวตอบด้วยสีหน้าเรียบเนียน สมกับเป็นสมาชิกองค์กรใต้ดินระดับสูง เรื่องการสร้างภาพโป้ปดนั้น จัดได้ว่าชำนาญเชี่ยวชาญอย่างล้ำลึก
ผู้เฝ้าประตูแสดงสีหน้าลังเล… “เอ่อ… ท่านเจ้าตำหนัก ท่านก็น่าจะทราบว่านอกจากสมาชิกตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ตระกูลแล้ว ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปภายในเขตจันทรา…”
“เรื่องนี้ข้ารับผิดชอบเอง… ตำแหน่งของข้ายังไม่เพียงพองั้นหรือ?! พวกเราเข้าไปไม่นานนัก หากเจ้าไม่สบายใจก็เชิญค้นตัวพวกเราตามหน้าที่เจ้าได้เลย…” จูห้าวชง เอ่ยเสียงแน่นหนัก
ผู้เฝ้าประตูจึงหมดคำจะกล่าว ทำการค้นตัวชายหนุ่มผมยาวอย่างละเอียด ทว่าก็ไม่พบสิ่งใดติดตัวมานอกจากอาภรณ์ที่สวมใส่… อีกทั้งยามที่จดประสานสายตากัน ผู้เฝ้าประตูยังรู้สึกขนลุกชูชันขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ หลังปรึกษากับสหายเฝ้าประตูอีกคน และเห็นว่าชายหนุ่มเป็นเพียงพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเขียว สุดท้ายก็จึงยอมปล่อยให้เข้าไป…
จูห้าวชง และ เฒ่าชีเปลือยในร่างทหารเงา ผ่านเข้ามาในเขตจันทราได้สำเร็จ โดยไม่จำเป็นต้องใช้แม้แต่เส้นทางลับ… “นายท่าน ภายในเขตนี้จะต้องมี ผู้นำเทวะ รวมไปถึง ลู่เหรินฮ่าว แอบซ่อนตัวอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งข้านั้นก็ไม่ทราบว่าทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่ที่ใด นายท่านมั่นใจแล้วหรือว่าจะเผชิญหน้าสองคนนั้นตรง ๆ ได้?!”
จูห้าวชง ส่งกระแสเสียงผ่านลมปราณเพื่อเอ่ยถาม เห็นได้ชัดว่าชายชรายังคงรักตัวกลัวตายเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความหวาดกลัวที่มีต่อ ผู้นำเทวะ และ ลู่เหรินฮ่าว นั่น มิได้ด้อยไปกว่าที่หวาดกลัว เฒ่าชีเปลือย เลย…
“หึหึ… เจ้าไม่ต้องกลัวไป ต่อให้ศพหุ่นเชิดร่างนี้จะสู้พวกมันสองคนไม่ได้ แต่ข้าก็มีวิธีการมากมายที่จะพาเจ้าหนีออกไปได้… หายห่วง,หายห่วง,จงทำใจให้สบายเจ้าลูกสมุนเอกหมายเลข 2” เฒ่าชีเปลือย กล่าวตอบด้วยกระแสเสียงกลับไปเช่นกัน ทั้งยังตบไหล่ของ จูห้าวชง เบา ๆ ราวกับผู้อาวุโสที่ปลอบประโลมผู้น้อย
ชายชราทำได้เพียงยิ้มหน้าเจื่อนตอบกลับไป… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
…………………..……………………
ณ วงกตแห่งป่า…
วันเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ 4 ผ่านเกินกว่าครึ่งทางแล้ว… จำนวนของเหล่าผู้ชิงชัยเหลืออยู่เพียงไม่มากนัก คาดว่าในป่าเวลานี้น่าจะไม่เกิน 200 คน และแน่นอนว่าผู้ที่เหลือรอดในตอนนี้ กว่าครึ่งของทั้งหมดเป็นการรวมกลุ่มขนาดย่อยสามคน เป้าหมายคือการพิชิตชิงชัยไปจนถึงด่านที่สาม…
ส่วนกลุ่มใหญ่นั้นเหลือเพียงกลุ่มเดียว นั่นก็คือกลุ่มของ เหว่ยหม่าอวิ๋น พร้อมทั้งสมาชิกอีกราวสิบกว่าคน ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในวงกตแห่งป่าเวลานี้เลยก็ว่าได้ สมาชิกเกือบทั้งหมดเป็นยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้ม แน่นอนว่าทุกคนไม่สามารถผ่านไปด่านต่อไปได้ หากแต่เป้าหมายของกลุ่มนั้นก็มิใช่การผ่านสู่ด่านต่อไป
สมาชิกในกลุ่มนี้ล้วนมีเป้าหมายที่จะให้ เหว่ยหม่าอวิ๋น เป็นผู้ชนะเลิศเท่านั้น!! การรวมกลุ่มในครั้งนี้ ก็เพียงแต่ต้องการช่วยกันกำจัดคู่แข่งสำคัญอย่าง เล้งหมิงเช่อ ให้ได้… แน่นอนว่า เหว่ยหม่าอวิ๋น พยายามบอกกับทุกคนว่าไม่จำเป็นต้องทำเพื่อตนถึงเพียงนี้ ทว่าด้วยความเคารพรักและจิตใจที่ดีของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ทำให้สมาชิกทั้งหมดจากสมาพันธ์แห่งท้องทะเล มีความเต็มใจเป็นอย่างมากในการตัดสินใจส่งเสริม…
และแน่นอนว่า เล้งหมิงเช่อ ก็ได้หลีกเลี่ยงการปะทะมาโดยตลอดเช่นกัน…
ซุน กำลังนั่งโคจรลมปราณอยู่ในจุดหนึ่ง มีศพหุ่นเชิดหลายสิบตนโอบล้อมเพื่อปกป้องผู้เป็นนาย กระจายอยู่ในรัศมีหลายลี้… เพราะนี่เป็นขั้นตอนสำคัญ ที่ ซุน ยากจะปกป้องตนเองได้ช่วงเวลาหนึ่ง…
ทันใดนั้นดวงตาที่เจิดจรัสภายใต้หน้ากากก็เบิกกว้างขึ้น พร้อมกับความหนาแน่นของลมปราณที่ระเบิดขึ้นหลังได้รับการยกระดับผ่านช่วงขั้นที่สำคัญ นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นที่น้อยคนนักในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะสามารถแตะย่างได้ในช่วงวัยเพียงแค่ 18 ปีเช่นนี้ เป็นการก้าวเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลายอย่างสมบูรณ์…
“บรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 7”
ร่างกายของ ซุน ราวกับมีเสียงระเบิดตูมตามจากภายในร่างกาย สัมผัสได้ถึงการยกระดับทั้งกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณตลอดร่าง ขอบเขตช่องว่างของขั้นที่ 6 และขั้นที่ 7 นั่นมีมากมายมหาศาล เพราะมันคือการผ่านช่วงขั้นที่สำคัญ… มิเช่นนั้นในระดับชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 6 คงไม่นับถูกเป็นเพียงชนชั้นราชันย์ แต่ในขั้นที่ 7 จะนับเป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิ!!
ร่างของ ซุน ในเวลานี้ผิวหนังยังคงถูกติดไปด้วยอัญมณีระดับสูง ที่มากถึง 35 ชิ้น ใต้ร่มผ้าอาภรณ์นอกเหนือจากช่วงข้อพับที่ถูกเว้นไว้สำหรับการเคลื่อนไหว ก็แทบจะไม่หลงเหลือช่องว่างใด ๆ แล้วด้วยซ้ำไป ทั้งแขนและขาล้วนถูกติดอัญมณีเอาไว้ มองดูใกล้ ๆ จะเห็นเป็นร่างมนุษย์ทรงเหลี่ยม ๆ ที่แปลกประหลาด แต่เพราะด้วยสิ่งเหล่านี้นั่นเอง จึงทำให้ ซุน สามารถก้าวผ่านขั้นพลังที่ยากเย็นนี้ได้
ในส่วนขวดโหลของ ซุน นั้น ดวงแสงได้ถูกสะสมจนเต็มเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้ว เรียกได้ว่าในตอนนี้เหลือแค่เพียงการค้นหาประตูลับที่จะผ่านไปสู่ด่านต่อไปเท่านั้น… ความมั่นใจที่มีมากขึ้นหลังจากทะลวงผ่านช่วงขั้น เกินพอที่จะทำให้ ซุน เต็มไปด้วยความฮึกเหิม และมุ่งหวังในโอกาสที่จะได้รับมหาขุมทรัพย์ในครั้งนี้…
“เอาล่ะ!! ที่เหลือก็แค่เพียงค้นหาประตู”
ซุน เรียกศพหุ่นเชิดทั้งหมดกลับมา อย่างไรเสียศพหลอมพวกนี้ก็นับเป็นทรัพยากรล้ำค่า แต่ละร่างถูกจ่ายไปด้วยราคามหาศาลเกินกว่าจะปล่อยให้ถูกสัตว์อสูรไพร หรือผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ มาทำลายได้…
จากนั้น ซุน ก็เริ่มเดินทางต่อทันที หันมองไปบนท้องฟ้า เห็นจุดแสงดวงดาวเหลือเพียงแค่ 39 จุด บ่งบอกว่าในวันที่สี่นี้เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วยามแล้ว ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ซุน มั่นใจว่าตนเองเดินทางในป่าวงกต สามารถตีเป็นระยะทางคร่าว ๆ ได้มากกว่าหนึ่งพันลี้ แต่ก็ยังไม่พบความแตกต่างของพื้นที่ หรือจุดสังเกตใดที่จะเกี่ยวข้องกับประตูลับที่ถูกปิดซ่อน…
“หรือว่าจริง ๆ แล้ว ประตูลับ ไม่ใช่ตำแหน่งของสถานที่?! แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา?!”
ขณะที่ ซุน กำลังขบคิดพลางจิบสุราอยู่นั้น… ก็สัมผัสได้ถึงการอำพลางตัวที่มีร่องรอยเบาบางจากทิศทางหนึ่ง หากมิใช่เพราะ ซุน กระจายสายลมสีม่วงไว้รอบ ๆ อาจจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ… ชายหนุ่มจึงเก็บเต้าสุราในทันที ก่อนจะห้อทะยานตรงไปยังตำแหน่งดังกล่าว….
ไม่นาน ซุน ก็มองเห็นเงาร่างของคนสองคน ทะยานบนยอดไม้เหมือนกันกับตน อีกฝ่ายก็คล้ายจะรับรู้ถึงการมาของ ซุน แล้วเช่นเดียวกัน… แน่นอนว่า ซุน ไม่ชื่นชอบนักที่จะเป็นผู้ลงมือก่อน แต่ในเวลานี้การลดจำนวนผู้ชิงชัย ถือเป็นสิ่งจำเป็นจากระยะเวลาที่กระชั้นเข้ามาทุกชั่วยาม…
ซุน ระเบิดความเร็วในฉับพลัน รับรู้ถึงตำแหน่งที่คนทั้งสองเก็บซ่อนขวดโหลเอาไว้จากสัมผัสของสายลมสีม่วง... อาศัยความเร็วที่เหนือชั้นร่นระยะชั่วพริบตา พร้อมกับยื่นมือจับคว้าตำแหน่งขวดโหลของทั้งสองคนพร้อมกัน…
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างทันที เมื่อมือทั้งสองข้างของตนถูกปัดป้องออกด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีไม่บ่อยครั้งนักที่ผู้ชิงชัยคนอื่น ๆ จะสามารถป้องกันการช่วงชิงขวดโหลจาก ซุน ไปได้
หลังการปะทะแรกที่ไม่รู้ผล คนทั้งสองก็หันมองตรงมายัง ซุน เผยท่าทีตกตะลึงไม่ด้อยกว่า ซุน เช่นเดียวกัน… ความเร็วเทียบเท่าความคิด ซุน พุ่งตรงเข้ามาอีกเป็นครั้งที่สอง เชื่อว่าในครั้งแรกนั้นอาจเกิดความบังเอิญก็เป็นได้…
ชายหนุ่มคนหนึ่งตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาเช่นกัน…
ทว่ากลับถูกอีกคน ยกมือขึ้นห้ามปราม…
“ศิษย์น้อง…เจ้าไม่ต้อง ขอให้ข้าจัดการเอง” กล่าวจบชายผู้นั้นก็พุ่งเข้าหา ซุน ด้วยความเร็วดุจลูกเกาทัณฑ์ พริบตาต่อมาทั้งสองคนก็ได้เข้าประชิดกันเสียแล้ว…
………………………………