อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 308 สหาย
ตอนที่ 308
ซุน และชายหนุ่มปริศนาเข้าประชิดกันและกัน แสดงถึงความดุดันอย่างไร้ซึ่งความกริ่งเกรง... ครั้งนี้ ซุน มิได้คิดจะช่วงชิงขวดโหล แต่คิดจะทำลายให้แหลกด้วยการโจมตีที่พุ่งตรงไปยังตำแหน่งขวดโหลในทุกกระบวน ความเร็วของ ซุน มากพอจะทำให้เกิดเงาฝ่ามือนับสิบข้างพร้อมกัน
ทว่า…
อีกฝ่ายกลับสามารถใช้ฝ่ามือต้านรับได้ทั้งหมด ป้องปัดมั่นคงดุจปราการไร้ช่องโหว่!! เสียง ตูม! ตูม! ตูม! ดังขึ้นภายใต้การปะทะครั้งนี้ ทั้งพลังและความเร็วของทั้งสองแทบไม่เป็นรอง… ซุน เผยแววตาประหลาดใจยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ในช่วงสี่วันใช่ว่า ซุน จะไม่เคยเผชิญหน้ากับผู้ชิงชัยชนชั้นลมปราณสีส้มมาก่อน แม้การต่อสู้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่สุดท้าย ซุน ก็สามารถเอาชนะได้ในทุก ๆ ครั้ง
แต่ชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ ซุน มองไม่เห็นแม้แต่พื้นฐานลมปราณที่แท้จริง หากแต่ในด้านความแข็งแกร่งนั้น แม้ยังมิอาจเทียบ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น แต่นอกเหนือจากสองคนนี้แล้ว ก็เรียกได้ว่าด้อยกว่าผู้ชิงชัยคนใดเลย… หากเป็น ซุน ก่อนที่จะบรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 7 เกรงว่าการปะทะ อาจจะเพลียงพล้ำให้คนผู้นี้เสียด้วยซ้ำ
หมัดสุดท้ายที่ทั้งสองได้กระแทกใส่กัน ทำให้ชั้นบรรยากาศโดยรอบสะท้านสะเทือน ใบไม้บนยอดสั่นไหวโบกสะบัด ก่อนที่การปะทะนี้ผลักดันให้ทั้งคู่ต้องร่นถอยไปด้านหลัง… ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บ มีเพียงสายตาที่จ้องเขม็งราวกับกำลังประเมินฝ่ายตรงข้ามให้ทะลุปรุโปร่ง… การปะทะเมื่อครู่แน่นอนมิใช่ขอบเขตฝีมือสูงสุดของทั้งสอง แต่เป็นเพียงการลองหยั่งเชิงยุทธซึ่งกันและกันเสียมากกว่า…
“ศิษย์พี่… ปลอดภัยดีสินะ!!” เสียงของชายหนุ่มอีกคนตะโกนเอ่ยถาม…
นั่นจึงทำให้ ซุน รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงตะโกนที่คุ้นหูนั่นก็คือ กังเฉิง!! และชายหนุ่มที่พุ่งปะทะกับ ซุน เมื่อครู่ ก็น่าจะเป็นศิษย์พี่อีกคน ที่ยังคงเป็นปริศนาในตัวตน… ใบหน้าภายใต้หน้ากากของ ซุน เกิดความลังเลอย่างอดไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายคือ กังเฉิง การจะเล่นงานสหายที่เติบโตร่วมกันมาในหมู่บ้านชนบท ก็นับว่าทำใจได้ยาก...
“อืม… ข้าไม่เป็นไร” ศิษย์พี่คนดังกล่าวเอ่ยตอบ กังเฉิง ออกไป พร้อมกับหันมองมายัง ซุน อีกครั้ง จากนั้นก็ประสานมือขึ้นเป็นเชิงให้เกียรติ…
“สหายชาวยุทธ… พวกเราสองคนศิษย์พี่ศิษย์น้องแค่บังเอิญผ่านมาทางนี้ ดังนั้นเราทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องลงมือต่อกันก็ได้…” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นอย่างสุภาพ
ซุน ได้ยินเช่นนั้น จึงค่อย ๆ ลดท่าทีผ่อนปรนลง… “ข้าจะแน่ใจได้ยังไง ว่าพวกเจ้ามิใช่มือสังหารที่คอยออกล่าขวดโหลผู้อื่น?!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้ง กังเฉิง และ ศิษย์พี่ข้างกาย ต่างก็ชำเลืองมองหน้ากัน พร้อมทั้งหยิบเอาขวดโหลของแต่ละคนมาแสดง… เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนเก็บรวบรวมดวงแสงได้จนเต็มขวดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว… “ขวดโหลของพวกเราทั้งสองเต็มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้าก็เชื่อว่าของเจ้าเองก็น่าจะเต็มแล้วเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลให้พวกเราต้องต่อสู้…”
ซุน นิ่งเงียบ… ชำเลืองมอง กังเฉิง อีกครั้งก่อนจะตัดสินใจเก็บงำลมปราณในร่างให้สงบลง “เช่นนั้นแสดงว่าพวกเจ้าสองคน ก็กำลังตามหาประตูลับทางออกอยู่เหมือนกันสินะ?!”
“ถูกต้องแล้ว…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับเบา ๆ อีกฝ่ายฝีมือแข็งแกร่งมาก ส่วน กังเฉิง ก็เป็นสหายเก่า ด้วยเหตุนี้ ซุน จึงตัดใจเรื่องที่จะเล่นงานทั้งสองคน… ชายหนุ่มหมุนตัวคล้อยหลัง ตั้งท่าที่จะไปจากที่นี่ แต่ทว่าในตอนนั้นเองที่เสียงของอีกฝ่าย กลับร้องเรียกให้หยุดอีกครั้ง…
“ช้าก่อน...”
ซุน เหลียวมองกลับมา…
“มีอะไร?! ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีเจตนาสู้รบ พวกเราก็แค่แยกไปคนละทาง”
อีกฝ่ายแสดงท่าทีลังเลชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยอมเอ่ยปากขึ้น… “ในเมื่อการทดสอบนี้ จะมีผู้ผ่านด่านได้สามคน เราทั้งสองฝ่ายต่างก็อยู่ในช่วงตามหาประตูลับเหมือนกัน เช่นนั้นทำไมพวกเราไม่ร่วมมือกันเล่า?! โอกาสสำเร็จจะได้เพิ่มสูงขึ้น”
ซุน แอบซ่อนยิ้มภายใต้หน้ากาก... แน่นอนว่า ซุน ก็คิดอ่านเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่จะครั้นให้ตนที่อยู่ลำพังเป็นผู้เอ่ยปากก็กะไรอยู่ จึงแสร้งว่าจะจากไปเพื่อให้อีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยเสนอออกมา อำนาจต่อรองของตนจะได้มีเหนือกว่า…
“ก็น่าสนใจไม่เลว… ทว่าข้าจะไว้วางใจพวกเจ้าสองคนได้อย่างไร?!”
“พวกเราสองฝ่ายมีเงื่อนไขเหมือนกัน ดังนั้นก็ใช่ว่าพวกเราจะไว้วางใจเจ้าสมบูรณ์… นี่มิใช่การเข้าร่วมเป็นสมัครพรรคพวก แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ร่วมเท่านั้น ข้าก็แค่เสนอเจ้าตามสมควร และไม่มีหลักประกันอะไรให้กับเจ้า หากความเห็นไม่ลงรอยก็แค่แยกทาง…” อีกฝ่ายกล่าวออกมาฉะฉานแน่นหนัก
ซุน หดนัยน์ตาแคบทันที เพียงแต่ได้ยินวาจาและน้ำเสียง ก็ประเมินได้แล้วว่าอีกฝ่ายก็ไม่โง่เขลาในการเจรจาต่อรอง ไม่ยอมให้ตนเองนั้นเอาเปรียบได้เช่นกัน เวลานี้ต่างฝ่ายจึงต่างประจันหน้าด้วยท่าทีนิ่งสงบ...
ซุน ในเวลานี้แม้จะแข็งแกร่งขึ้นมาแล้วอีกระดับ แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้า เล้งหมิงเช่อ หรือ เหว่ยหม่าอวิ๋น ตรง ๆ อยู่ดี… ทว่าหาก ซุน ร่วมมือกับชายหนุ่มตรงหน้าและ กังเฉิง ฝีมือของทั้งสองที่ป้องปัดการโจมตีของ ซุน ได้ย่อมมิใส่สามัญ ดังนั้นโอกาสที่จะต่อกรกับ เล้งหมิงเช่อ ย่อมต้องมีมากยิ่งขึ้น…
“พวกเจ้าคงรู้อยู่แล้วสินะ ว่า เล้งหมิงเช่อ ไม่ค่อยจะชอบนี้หน้าข้าเท่าไหร่นัก… หากเกิดการเผชิญหน้า พวกเจ้ากล้าพอจะต่อกรกับเจ้าบ้านั่นหรือไม่เล่า?!” ซุน เอ่ยถามออกไป
“เรื่องนั่นไม่ต้องห่วง… หากถามถึงความสัมพันธ์ลึก ๆ ข้าและ เล้งหมิงเช่อ ถือว่าเป็นศัตรูต่อกัน ดังนั้นถ้าโชคร้ายพบเจอเจ้านั่นก่อนเจอประตูลับ เราทั้งสองคนก็พร้อมจะช่วยเหลือเจ้าจัดการ เล้งหมิงเช่อ แน่นอน...” อีกฝ่ายเอ่ยเสียงหนัก ทั้งยังรับรู้ได้ถึงความจริงจังที่แฝงเร้นออกมา
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ
“เช่นนั้นข้าตกลง!! เพื่อผลประโยชน์ร่วม…”
ทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าประชิดกันอีกครั้งบนกิ่งไม้ใหญ่ ก่อนจะจับมือกันแทนคำมั่นสัญญา… ช่วงจังหวะนี้เองที่ อีกฝ่ายมองเห็นประกายของอัญมณีที่เล็ดลอดออกมาจากอาภรณ์ที่โป่งพองของ ซุน ดวงตาใต้หน้ากากจึงเต็มไปด้วยความใคร่รู้… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ซุน เองก็มองเห็นร่องรอยอักขระที่เล็ดลอดออกมาของอีกฝ่ายเช่นกัน เชื่อว่าคนที่ กังเฉิง เรียกว่าศิษย์พี่ผู้นี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา… ขณะที่กำลังจับมืออยู่นั้นเอง ซุน จึงเอ่ยถามขึ้นตรง ๆ “ในฐานะที่ล่มหัวจมท้าย แม้จะเป็นเวลาแค่ชั่วคราว แต่บอกได้หรือไม่ว่าพวกเจ้าเป็นใคร?!”
อีกฝ่ายนิ่งเงียบ… “หากเจ้ายอมตอบคำถามเดียวกันนั้น ข้าก็ยินดีจะบอก... รวมไปถึงอัญมณีสีเขียวที่ติดบนร่างกายนั่นด้วย มันทำให้เกิดผลอย่างไรกับเจ้ากันแน่…”
“เฮ้ย , เฮ้ย , เจ้าถามข้าสองคำถามได้ยังไง?! ในเมื่อข้าถามเจ้าคำถามเดียว ข้าก็จะเลือกตอบเจ้าแค่คำถามเดียว… ตกลงอยากรู้ว่าข้าเป็นใคร หรืออยากจะรู้ว่าอัญมณีพวกนี้ทำอะไรได้กันแน่?!” ซุน ไหนเลยจะยอมขาดทุน แม้จะเป็นเพียงแค่การตอบคำถามก็ตามที…
อีกฝ่ายเผยท่าทีลังเลใจ แต่คิดว่าเรื่องตัวตนของ ซุน นั้น อยู่ร่วมกันไปสักระยะก็น่าจะทราบได้เองจากเอกลักษณ์วิชา จึงตัดสินใจเลือกที่จะสอบถามเกี่ยวกับอัญมณีที่ติดไปทั่วร่างนั้น… แน่นอนว่า ซุน ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร คำพูดทุกคนถือเป็นเรื่องจริงเพื่อแสดงความจริงใจ อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับสำคัญประกาศใดนัก จึงอธิบายไปคร่าว ๆ เกี่ยวกับความลับของ อัญมณี ในการดูดซับปราณพฤกษาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย…
อีกฝ่ายจึงอดไม่ได้ที่จะเบิกตาโพลง จากจำนวนอัญมณีระดับสูงที่ติดบนร่าง ใช่ว่าจะหาพบเจอกันได้ง่าย ๆ ทั้งตนและ กังเฉิง ใช้เวลาเกือบสี่วันออกล่าสัตว์อสูรไพร ยังพบเจอสัตว์อสูรไพรระดับสูงไม่ถึง 20 ตัว ต่อให้ทราบความลับนี้จาก ซุน มาแล้ว แต่เวลาที่เหลืออีกเพียงสามวัน ก็ไม่ได้มากพอจะเสียเวลาไปตามล่าสัตว์อสูรไพรระดับสูง เพื่อหาอัญมณีเฉกเช่น ซุน…
รอยยิ้มน้อย ๆ ของ ซุน ปรากฏขึ้นอย่างอดไม่ได้…
“สนใจซื้อต่อข้าหรือไม่เล่า?! ชิ้นละ 20 ล้านเหรียญทองเท่านั้น แลกกับการฟื้นฟูร่างกายช่วงสุดท้ายของด่านทดสอบ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม…”
สองชายหนุ่มใบหน้าบิดงอภายใต้หน้ากาก แต่สุดท้ายด้วยความใคร่รู้และต้องการได้รับพลังฟื้นฟู จึงยอมกัดฟันซื้อคนละ 2 ชิ้น จ่ายเป็นเหรียญทองให้กับ ซุน ไป… และผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้ทั้งสองอึ้งตะลึงงันได้จริง ๆ ความอ่อนล้าตลอดสี่วันก่อนหน้านี้ค่อย ๆ ได้รับการเติมเต็ม รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอย่างอดไม่ได้…
“เอาล่ะ ถึงเวลาที่เจ้าต้องบอกแล้ว พวกเจ้านั่นเป็นใคร… อย่าคิดจะโกหกข้าเชียว เพราะการปะทะเมื่อครู่ใช่ว่าข้าจะคาดเดาตัวตนของพวกเจ้าไม่ได้ แต่ที่ถามก็เพียงแค่ต้องการคำยืนยันเท่านั้น…” ซุน เสแสร้งแกล้งมีเลศนัยแอบแฝง ทั้งที่แท้จริงแล้วเจ้าตัวมิได้ล่วงรู้เส้นสนกลในใด ๆ เลยด้วยซ้ำ
“ศิษย์พี่…” กังเฉิง เผยท่าทีคล้ายกังวลน้อย ๆ หันมองชายหนุ่มข้าง ๆ
ทว่าชายหนุ่มอีกคนกลับพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นจึงมีเสียงถอนหายใจปลดปลงลอดดังใต้หน้ากาก... “ไม่เป็นไร… เจ้าก็เห็นว่าคน ๆ นี้บาดหมางกับ เล้งหมิงเช่อ ถึงขั้นลงมือลงไม้กันแล้ว ดังนั้นข้าก็คงไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนกับคน ๆ นี้…”
สายตาของชายหนุ่มมองตรงมายัง ซุน ก่อนจะเอ่ยตอบจากใจจริง… “พวกเราเป็นศิษย์จากสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ คนผู้นี้คือศิษย์น้องข้า ถึงเพิ่งจะเข้าสังกัดสถาบันฯได้ไม่นานนัก แต่อุปนิสัยของพวกเราสองคนคล้ายกัน จึงกลายเป็นสหายที่สนิทในเวลาไม่นาน มีนามว่า กังเฉิง…
ส่วนตัวข้ามีนามว่า… เล้งหยุนฟง”
“!!!!!!!!!” ซุน ถึงกับเบิกตาโพลง
“จะ…เจ้า คือราชันย์รุ่นเยาว์ เล้งหยุงฟง?!”
ชายหนุ่มพยักหน้าตอบรับ… “จะพูดเช่นนั้นก็ว่าได้…”
เวลานี้ ซุน ไม่รู้สึกแปลกใจเลย ที่อีกฝ่ายแข็งแกร่งถึงระดับที่ตนไม่อาจช่วงชิงความได้เปรียบในการปะทะ อย่างไรเสียคน ๆ ก็เป็นอัจฉริยะจากตระกูลเล้ง ยิ่งหวนนึกถึงเรื่องที่ เฉียงตงฟาง เล่าให้ฟัง(ตอนที่ 283) ก็ยิ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีพื้นฐานสูงกว่าตนเองได้หลายขั้นเหมือนกันกับ ซุน…
และอีกเรื่องที่ตกใจไม่แพ้กันคือเรื่องที่ กังเฉิง กลายเป็นศิษย์ของสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่สถาบันฯตั้งอยู่ในทวีปมังกรฟ้า จากเด็กหนุ่มในชนททรกร้างก้าวไปยังขุมกำลังฝึกสอนผู้เยาว์ที่ดีที่สุดในยุทธภพ… นั่นจึงแสดงถึงความก้าวหน้าอันไร้ขีดจำกัด จนไม่แน่ว่า กังเฉิง อาจจะเป็นคนที่มีโชควาสนาบางอย่างเหนือล้ำกว่า ซุน เสียด้วยซ้ำไป…
หลังสงบจิตใจลงได้แล้ว ซุน ก็กระแอมไอเบา ๆ สำรวมความตื่นเต้นทั้งหมด
“ก็ถือว่าไม่เลว… หากระดับต่ำต้อยเกินไปนัก ก็คงไม่มีค่าพอให้ล่มหัวจมท้าย…”
กังเฉิง ได้ยินเช่นนั้นก็สวมกอดอกขึ้นทันที เผยแววตาตำหนิภายใต้หน้ากาก... “เจ้าจะไม่อวดโอ้ตนเองไปหน่อยหรือ?! ต่อให้เจ้าไม่ยอมบอกนามแท้จริงของตนเอง ก็น่าจะบอกนามแฝงเสียหน่อย ให้พวกเราสองคนเรียกขานเจ้าได้ถนัดปาก...”
ซุน เห็นท่าทีเช่นนั้นของ กังเฉิง ก็อดนึกถึงช่วงเวลาในอดีตไม่ได้ กังเฉิง เป็นชายหนุ่มที่อุปนิสัยรักพวกพ้อง เมื่อครั้งอดีตนั้น กังเฉิง ไม่ยินยอมให้ผู้ใดดูแคลนสหายอย่าง ซุน ที่มีสถานะคนเถื่อน มักจะเป็นคนที่โมโหแทนคนรอบข้างในทุก ๆ ครั้ง… จนตอนนี้ทั้งสองคนได้เติบโตขึ้นมากแล้ว แต่ กังเฉิง ยังคงเป็น กังเฉิง ที่ ซุน เคยรู้จัก ชายหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะดัง หึหึ ขึ้นในลำคอ ก่อนจะเอ่ยปากเนิบนาบขึ้น…
“พวกเจ้าก็เรียกข้าว่า ‘สหาย’ ไปนั้นแหละ ดีแล้ว…”
กังเฉิง เอียงคอฉงนเล็กน้อย ยิ่งพูดคุยด้วยก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้ แต่แน่นอนว่า กังเฉิง ไม่มีทางนำภาพของชายหนุ่มระดับอัจฉริยะ ผู้ที่มีฝีมือเลิศล้ำถึงขั้นช่วงชิงตำแหน่งหมายเลข 1 ในด่านทดสอบ จากมือของ เล้งหมิงเช่อ... ไปเปรียบเทียบกับคนเถื่อนอย่าง ซุน ในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ที่ไม่มีแม้แต่พื้นฐานลมปราณขั้นเริ่มต้น…
ท้ายที่สุดชายหนุ่มทั้งสามก็ตัดสินใจร่วมมือกัน
สู้ศึกในด่านทดสอบที่สอง นับจากนี้…
……………………..……………………..