อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 314 ช่วงสุดท้าย ในด่านทดสอบ
ตอนที่ 314
12 ชั่วยาม หรือหนึ่งวันสุดท้าย… ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นอีกครั้งภายในมิติวงกตแห่งป่า เพราะนอกเหนือจากจุดแสงดาราบ่งบอกเวลาแล้ว ถัดมาอีกฝากฝั่งหนึ่งของท้องฟ้าได้เกิดเป็นจุดแสงขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง…
คราแรกที่ปรากฏได้สร้างความงุนงงให้กับเหล่าผู้ชิงชัยเป็นอย่างยิ่ง หลายคนคิดว่านี่อาจเป็นคำใบ้ที่จะนำไปสู่ประตูลับทางออก... แต่แล้วพอเวลาผ่านไปอีกครึ่งวัน ความจริงก็เริ่มเป็นที่ประจักษ์ เมื่อจุดแสงที่ปรากฏขึ้นใหม่นั้น มีการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว…
แรกเริ่มที่ปรากฏมีมากถึง 50 จุด… แต่หลังผ่านไป 6 ชั่วยาม มันลดลงจนเหลือเพียง 9 จุดสุดท้ายเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพสะท้อนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายชั่วยามภายในป่า สุดท้ายก็จึงระบุได้แน่ชัดว่าจุดแสงที่ปรากฏขึ้นมาใหม่เหล่านั้น มิได้เป็นตัวบอกใบ้ประตูลับแต่อย่างใด ทว่าแท้ที่จริงก็คือจำนวนบ่งชี้ผู้ที่ยังเหลือรอดอยู่ภายในมิติวงกตแห่งป่า…
และจำนวนที่ลดลงฮวบฮาบในช่วงไม่กี่ชั่วยามนี้ ก็มิได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นเพราะการเผยธาตุแท้ของชายหนุ่มคนหนึ่ง…เล้งหมิงเช่อ!! ชายหนุ่มผู้นี้นับตั้งแต่ที่หลบหนีจากเหตุการณ์สัตว์อสูรไพรระดับราชันย์สี่ตน ก็ทำการกลืนโอสถระดับสูงฟื้นฟูอาการบาดเจ็บทั้งหมดของตนเอง จากนั้นก็ราวกับสวมวิญญาณมังกรคลั่ง ออกตามล่าและเข้าเล่นงานผู้ชิงชัยทุกคนที่พบเจอ...
เล้งหมิงเช่อ ไม่สนใจวางแผนใด ๆ อีกแล้วจากช่วงเวลาที่ถูกจำกัด และเรื่องปรากฏจุดแสงที่บ่งชี้จำนวนผู้เหลือรอดเหตุการณ์นี้ ก็อยู่ในการคาดเดาของ เล้งหมิงเช่อ ด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่ารูปแบบด่านทดสอบจะแตกต่างไปจาก มหาขุมทรัพย์เมื่อ 7,000 ปีก่อน แต่ในเรื่องของกติกากลับมีความสัมพันธ์กัน…
ตามแผนเดิม เล้งหมิงเช่อ จะต้องหาทางกำจัด เหว่ยหม่าอวิ๋น ให้ได้ก่อนที่จุดแสงบ่งชี้จำนวนจะปรากฏออกมา แต่ในเมื่อแผนการทั้งหมดมันล้มเหลวไปแล้ว ผนวกกับจำนวนผู้ชิงชัยที่เหลืออีกไม่มาก เล้งหมิงเช่อ จึงตัดสินใจว่าจะเสี่ยงชี้ชะตากันไปเลย อย่างน้อย เล้งหมิงเช่อ ก็ยังพอจะมีวิชาลับที่เก็บงำเอาไว้ เพื่อใช้เผด็จศึก เหว่ยหม่าอวิ๋น โดยเฉพาะ…
หากแต่ถ้าถามว่าผู้ใดคือคนที่ เล้งหมิงเช่อ คับแค้นใจและอยากจะสังหารมากที่สุด ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเหนือจาก ชายหมายเลข 1 ผู้ที่สร้างความอับอายและทำลายแผนการทั้งหมดที่ตนได้วางเอาไว้… หากไม่ถูกชายหมายเลข 1 เข้ามาแทรกแซง เวลานี้ไม่แน่ว่า เล้งหมิงเช่อ อาจจะกลายเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวของป่าแห่งวงกตนี้ไปแล้วก็เป็นได้…
มังกรหนุ่มคละคลุ้งไปด้วยจิตคุกคามและไอสังหาร หากใครโชคดีก็สามารถชิงทำลายขวดโหลตนเองเพื่อหลบหนีกลับไปด้านนอกได้ทัน… แต่หากโชคร้ายซึ่งมีจำนวนมากหลายสิบชีวิต ที่สุดท้ายก็กลายเป็นเหยื่อของ กระบี่เขี้ยวมังกรดำ และเปลวเพลิงแห่งมังกรสีฟ้าคราม…
ณ ยังโลกด้านนอก...
เฉียงตงฟาง ปรากฏร่างพร้อมกับบาดแผลฉกรรจ์จากรอยกระบี่ ยังดีที่บาดแผลไม่ลึกมากพอจะเป็นบาดแผลเรื้อรัง ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ผนวกกับพลังฟื้นตัวของร่างสถิตที่เกินกว่ามนุษย์ เชื่อว่าไม่เกิน 10 วันก็น่าจะกลับมาหายสนิทได้… แต่หากมิใช่เพราะการตัดสินใจที่ฉับไวรวดเร็ว อาจไม่เหลือชีวิตรอดจากคมกระบี่ของ เล้งหมิงเช่อ...
“โชคดีจริง ๆ ที่ได้ไปร่วมกลุ่มกับหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ของ ไป๋หู่จิวหรง ไม่อย่างนั้นหากเผชิญหน้ากับ เล้งหมิงเช่อ เพียงลำพัง เกรงว่าคงยากจะเอาตัวรอดได้…” เฉียงตงฟาง ปาดโลหิตบนริมฝีปาก ไม่นานข้างกายก็ปรากฏเงาร่างของ ไป๋หู่จิวหรง ที่หนีรอดออกมาได้เช่นเดียวกัน…
นางกัดฟันด้วยความเจ็บใจ หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ที่เข้าไป ถูกสังหารไม่น้อยกว่า 4-5 คน หากไม่ได้หัวหน้าหน่วยอย่าง มู่เจี้ยน เข้าช่วยสกัดให้คนอื่น ๆ หลบหนี เกรงว่าอาจมีความสูญเสียมากยิ่งไปกว่านี้…
“เล้งหมิงเช่อ มันคลุ้มคลั่งไปแล้ว!!”
การลงมือของ เล้งหมิงเช่อ แน่นอนว่าอยู่ภายใต้การจับตามองของทุกฝ่ายทุกขุมกำลังในยุทธภพ แต่น่าเสียดายที่ทุกฝ่ายไม่อาจเอาผิดกับ เล้งหมิงเช่อ หรือตระกูลเล้ง ในการกระทำครั้งนี้ได้เลย… เพราะถึงแม้ทุกคนจะรู้ดีและมั่นใจว่าคนลงมือก็คือ เล้งหมิงเช่อ… แต่ด้วยการปกปิดใบหน้าภายใต้หน้ากาก ตระกูลเล้ง ก็สามารถจะปฏิเสธคำกล่าวหาทั้งหมดได้เช่นเดียวกัน…
และสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ก็ยังเคยได้ร่างพันธสัญญาให้เหล่าขุมกำลังระดับสูงทั่วทั้งยุทธภพลงนามร่วมกันไว้ตั้งแต่เมื่อ 7,000 ปีก่อน ว่าภายใต้การชิงชัยหรือการสูญเสียภายใน มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง จะไม่อาจเอาผิดซึ่งกันและกันได้ เนื่องจากทุกคนที่เข้าไปด้านใน ถือว่าแบกรับความเสี่ยงที่เท่าเทียม…
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ เล้งหมิงเช่อ กล้าลงมือโดยไม่ลังเล…
ยามนี้หลายคนจึงเรียกขาน เล้งหมิงเช่อ ว่าเป็นมังกรคลั่งแห่งป่าวงกตไปแล้ว… ทั้งหลายฝ่ายที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นจึง ก็ได้แค่เฝ้าภาวนาให้ เหว่ยหม่าอวิ๋น อาชาอัสนีเป็นผู้กำราบมังกรคลั่งตนนี้ เพื่อล้างแค้นให้กับเหล่าผู้คนที่ถูกสังหารไป…
…………………….……………………..
ณ ตำแหน่งหนึ่งในวงกตแห่งป่า…
กังเฉิง แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า… “จำนวนจุดแสงบ่งชี้จำนวนได้ลดลงไปอีกแล้ว เหลือแค่เพียง 7 จุดสุดท้าย ส่วนระยะเวลาก็เหลือแค่เพียง 3 ชั่วยาม… ตอนนี้หากไม่นับพวกเราสามคน เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็ยังเหลือคนอื่นอีกเพียงแค่สองคนงั้นสินะ”
เล้งหยุนฟง กำลังบรรจงพันผ้าประหลาดสีดำไว้ที่ท่อนแขนทั้งสองข้าง ท่าทีมิได้เร่งร้อนอะไร… “มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่นะ ภาวนาให้ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ปะทะกันจนแตกหักไปทั้งคู่ก็แล้วกัน ส่วนพวกเราก็แค่พยายามหลีกเลี่ยง…”
ทางด้าน ซุน กำลังตั้งสมาธิแน่วแน่ และพยายามชักนำกระแสลมรอบทิศทางให้มารวมตัวกันในตำแหน่งนี้มากที่สุด ขั้นตอนทั้งหมดทำลงไปอย่างไม่เร่งร้อน แต่ใช้ความละเอียดประณีตที่ค่อยข้างมาก จนเวลานี้รอบรัศมีเกือบหนึ่งพันก้าว เต็มไปด้วยสายลมกระแสเล็ก ๆ พัดหมุนวนไปมา…
“พรแห่งร่างสถิตสายลมสีคราม… สายลมผนึกเขตแดน!!”
กระแสลมกรรโชกรุนแรงในชั่วพริบตา ก่อนที่ตำแหน่งของชายหนุ่มทั้งสามจะถูกปิดกั้นเขตแดนโดยรอบด้วยโดมปราการยักษ์สีครามขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบทั้งหมด… ทำให้ทัศนวิสัยถูกปกปิด แม้แต่เหล่าผู้ชมด้านนอก ก็ยังไม่อาจมองเข้ามาเห็นการเคลื่อนไหวชายหนุ่มทั้งสามคนนี้…
ที่ ซุน ต้องลำบากทำเช่นนี้นั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อปกปิดวิธีการที่ตนกำลังจะทำ และในขณะเดียวกัน ซุน ก็จะได้หยิบใช้อาวุธให้ถนัดมือ โดยไม่ต้องกังวลว่าผู้ชมด้านนอกเหล่านั้น จะสามารถบ่งชี้ตัวตนของ ซุน จากศาสตราประจำกายที่หยิบใช้…
ซุน ชำเลืองมองมายัง เล้งหยุนฟง และ กังเฉิง…
“พวกเจ้า พร้อมกันแล้วนะ”
เมื่อทั้งสองคนพยักหน้า ซุน ก็ทำการหยิบเอา อัญมณีระดับสูงชิ้นหนึ่งออกมาในทันที… จากนั้นก็ขว้างมันออกไปจนกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง… กระบวนการดูดซับปราณพฤกษาจึงเริ่มขึ้น ต้นไม้ใหญ่เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรากฏวานรไพรขนาดใหญ่ยักษ์ ที่แผ่รัศมีชนชั้นราชันย์ออกมา เสียงคำรามอู้พร้อมกับกำปั้นที่ทุบหน้าดุจกลองศึก เขย่าคลอนจิตใจของชายหนุ่มทั้งสามอย่างอดไม่ได้… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ลงมือ!!”
ชั่วพริบตานั้น ชายหนุ่มทั้งสามแยกกำลังต่างทิศ… กังเฉิง หยิบเอาทวนยาวสีแดงเล่มหนึ่งออกมา ทำการโคจรเคล็ดวิชาวิถีบรรพชนสกุลต้วน หนึ่งในเคล็ดวิชาระดับสูงสุด ที่สืบทอดมาจากราชครูต้วน เทพปรมาจารย์ลำดับที่ 1 แห่งทวีปพยัคฆ์ขาว(ตอนที่ 84)
เงาร่างของ กังเฉิง ก็พลันโอบล้อมไปด้วยภาพมายาของขุนพลเทพผู้เกรียงไกร เปล่งรัศมีสีทองอร่ามน่ากริ่งเกรงอย่างถึงที่สุด… กังเฉิง หมุนควงทวนยาวก่อนจะสะบัดทิ่มแทง กลายเป็นลำแสงเงาทวนนับร้อยสาย ทำลายขาข้างหนึ่งของ วานรไพร จนทำให้มันเสียหลักทรุดตัวลง…
เล้งหยุนฟง ในเวลานี้ รอบกายหมุนวนไปด้วยอักษรอักขระโบราณที่สร้างจากเปลวเพลิง ผ้าประหลาดที่ดำที่พันรอบแขนทั้งสองข้าง เปล่งแสงวูบวาบเป็นอักขระโบราณแปลกประหลาดตา ทว่ามันกลับทำให้เปลวเพลิงของ เล้งหยุนฟง เปี่ยมไปด้วยสมดุลมหาศาล รุนแรงแต่ไม่คลุ้มคลั่ง นิ่งสงบแต่แฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัว…
การวาดฝ่ามือแต่ละครั้ง อักษรอักขระจะพวยพุ่งออกไป… ตัวอักษรในแต่ละตัวล้วนมีเอกลักษณ์พลังที่แตกต่างกัน ซึ่งมันเป็นเคล็ดวิชาที่ถูก เล้งหยุนฟง บัญญัติขึ้นมาด้วยตนเองตั้งแต่ยังวัยเยาว์ ไม่มีใครสามารเลียนแบบได้ จนทำให้สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ ยังต้องขนานนามยกย่องราชันย์รุ่นเยาว์ผู้นี้ ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ที่กลับมาจุติใหม่ในยุคปัจจุบัน…
ความเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้และความรู้แจ้งในภาษาโบราณที่ศึกษาด้วยตนเอง ผนวกกับการฉุดดึงเจตจำนงแห่งเปลวเพลิงสีฟ้าครามออกมาได้จนถึงขั้นเชี่ยวชาญ ผันแปรนับพันรูปแบบหมื่นชำนาญ เหนือล้ำสมเป็นราชันย์ของรุ่น
“เคล็ดอักษรเพลิง... ระเบิดกัมปนาทฟ้า”
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดที่ดังต่อเนื่อง ทำลายแขนขนาดใหญ่ทั้งสองข้างของวานรไพรตนนี้ในทันที เสียงคำรามโหยหวนของวานรยักษ์คล้ายจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าดวงตาของมันยังแฝงด้วยพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด ชักนำปราณพฤกษาจากต้นไม้ใหญ่นับสิบต้นรอบด้านมายังตนเอง หมายจะฟื้นฟูความเสียหายทั้งหมด…
ซุน เผยแววตาเด็ดเดี่ยว ห้อทะยานดุจพยัคฆ์กระโจม… วาดมือออกไปในความว่างเปล่า กระบี่รุ่งอรุณ พลันถูกดึงออกมาเป็นครั้งแรกในการมิติวงกตแห่งป่า แสงทองที่สาดส่องเจิดจรัสไร้รูปลักษณ์ รังสีศาสตราที่แผ่จากร่างนั้นบ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้และจิตวิญญาณแห่งกระบี่ จนทำให้ กังเฉิง และ เล้งหยุนฟง ยังต้องตื่นตะลึง เพราะนอกจาก เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น แล้ว ก็ยังไม่เคยเห็นใครสามารถบรรลุรังสีศาสตราได้ถึงขั้นนี้ ในช่วงวัยก่อน 30 ปี…
“เพลงกระบี่รุ่งอรุณสีทอง… แสงตะวันแยกสมุทร!!”
ระลอกคลื่นสีทองขนาดใหญ่ถูกตวัดพุ่งออกไป มันอัดแน่นไว้ด้วยพื้นฐานลมปราณและรังสีกระบี่เข้มข้นที่ผสมผสาน พลานุภาพสยบแผ่ซ่านออกมากรีดชั้นบรรยากาศผ่าแยกทุกสรรพสิ่ง ชั่วพริบตาที่คลื่นสีทองนี้ตกกระทบบนร่างของ วานรไพร ก็ได้สะบั้นลำคอของวานรยักษ์ให้ขาดออกในกระบวนท่าเดียว…
“สำเร็จ!!” กังเฉิง ร้องตะโกนขึ้น ไม่คิดว่าจะสามารถจัดการสัตว์อสูรไพรชนชั้นราชันย์ได้ง่ายกว่าที่คิดไว้…
“ยังหรอก!! ดูที่กลางหน้าผากของมันให้ดี ๆ สิ!!” เล้งหยุนฟง รีบคำรามเสียงขึ้น
ก่อนที่ทุกคนจะเห็นว่ากลางหน้าผากของวานรยักษ์ในเวลานี้ ไม่ได้มีอัญมณีติดอยู่… และไม่เพียงเท่านั้น ร่างกายที่เสียหายไปจากการโจมตีของชายหนุ่มทั้งสาม ก็พลันฟื้นสภาพกลับมาสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว…
ซุน หดนัยน์ตาแคบภายใต้หน้ากาก... ก่อนจะใช้สายลมสีม่วงทำการตรวจสอบวานรไพรตนนี้ นั่นจึงทำให้มองเห็นถึงความพร่าเลือนที่ผิดปกติบางอย่าง… ซุน ตาค้างไปโดยพลัน ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะมีเสียงลมหายใจถี่ระรัวดังออกมา
“บัดซบ!! เจ้าสัตว์อสูรไพรระดับราชันย์ตนนี้ มันสามารถเคลื่อนย้ายอัญมณีไปหลบซ่อนยังตำแหน่งอื่น ๆ ภายในร่างขนาดใหญ่นี้ได้เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีของพวกเรา ทั้งความเร็วในการเคลื่อนย้ายอัญมณีก็ทำได้เร็วมาก จนสัมผัสสายลมของข้าก็ไม่อาจระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้”
วานรไพร คำรามเสียงดังดุจฟ้าร้องออกมา ก่อนมันจะทุบลงบนพื้นดินอย่างรุนแรง… หอกพฤกษาจำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นจากพื้นดิน ตรงเข้าเล่นงานสามชายหนุ่มครอบคลุมทั่วรัศมี จนทำให้ต้องแยกกำลังกันหลบหนี…
วานรไพรระดับราชันย์ตนนี้ ยังสามารถควบคุมต้นไม้ใหญ่โดยรอบให้เกิดการโยกคลอนสั่นไหว จนทั้งสามไม่สามารถหาพื้นที่มั่นคงบนยอดไม้ได้ ถูกบีบบังคับให้ต้องเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา ขัดขวางการร่วมผสานโจมตี…
ทำให้สามชายหนุ่มตระหนักแล้วว่า การจะโค่นล้มสัตว์อสูรไพรระดับราชันย์แห่งป่าวงกต ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำได้โดยง่าย… แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มทั้งสามที่มีอัญมณีคอยดูดซับฟื้นฟูร่างกายเช่นกัน ก็เปี่ยมไปด้วยพลังกายที่ไร้ขีดจำกัด จนทำให้เกิดเป็นการต่อสู้ยืดเยื้อ ที่ต้องใช้เวลาในการตัดสิน...
ณ ยังวงกตแห่งป่า ในอีกด้านหนึ่ง…
เล้งหมิงเช่อ เรือนกายอาบท่วมไปด้วยโลหิต หลังจากทำการสังหารยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มอีกสองคนที่ยังเหลืออยู่ จนบัดนี้จุดแสงบ่งชี้จำนวนบนท้องฟ้าเหลือเพียงแค่ 5 จุดสุดท้าย… มังกรคลั่ง แม้จะมีหน้ากากปกปิดใบหน้าเอาไว้ หากแต่ไอสังหารรอบกายกลับทวีความรุนแรงจนน่าขนลุก...
ทันใดนั้นเอง เงาร่างหนึ่งที่โอบล้อมไปด้วยปราณอัสนีเข้มข้น ก็ค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาพร้อม ง้าวสีดำในมือ… เล้งหมิงเช่อ หดนัยน์ตาแคบ ก่อนจะหัวเราะเสียงเย็นเยือก...
“หึหึ… ในที่สุด ก็กล้าออกมาแล้วงั้นหรือ?!”
เหว่ยหม่าอวิ๋น ในเวลานี้เต็มไปด้วยไอปราณดุร้ายมิต่างกัน… คนของสมาพันธ์แห่งท้องทะเลที่หลบหนีไปได้ ถูก เหว่ยหม่าอวิ๋น บังคับให้ทุกคนกลับออกไปที่โดยภายนอก เพื่อที่ตนเองนั้นจะได้สามารถต่อสู้โดยไร้ซึ่งความกังวล…
คมง้าวหันชี้มายัง เล้งหมิงเช่อ เสียงแล่น เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! ของสายฟ้าดังขึ้นไม่ขาดระยะ…
“มาตัดสินกันไปเลยดีกว่า…”
…………………………………………………….