อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 313 ตราแห่งวงกต
ตอนที่ 313
ซุน จงใจเรียบเคียงถามเกี่ยวกับเรื่อง ตราแห่งวงกต ก็เพราะว่าตนเองนั้น ก็มีตราแห่งวงกตชิ้นหนึ่งติดตัวอยู่เช่นเดียวกัน… ซึ่งมันเป็นตราแห่งวงกต ลำดับที่ 5 ซึ่งได้รับมอบจากมรดกของ เหยาหมิง ผู้เป็นบิดาบุญธรรมมาอีกทอดหนึ่ง…
ก่อนหน้านี้ ตราแห่งวงกต สำหรับ ซุน เปรียบได้กับวัตถุอันตรายที่ไม่สามารถให้ผู้ใดรู้ว่าตนถือครองเท่านั้น… ซุน ยังไม่ได้มีความเข้าใจและไม่ได้ศึกษาในเรื่องของมหาขุมทรัพย์อย่างละเอียดลออมากนัก เหตุเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวมากเกินไป หากผู้ถือครองตราสามารถเปิดมหาขุมทรัพย์ได้โดยง่าย มันจะถูกเก็บซ่อนมายาวนานนับหมื่นปีได้อย่างไร?!
แต่ในเวลานี้ ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง… หากตราแห่งวงกต ลำดับที่ 3 ถูกเปิดขึ้นโดย กุ่ยจือชิง ผู้ถือครองจริง ๆ เหตุใด กุ่ยจือชิง ถึงได้เพิ่งจะเปิดมหาขุมทรัพย์ขึ้นมาในเวลานี้ ทั้งที่ กุ่ยจือชิง เมื่อเปิดมหาขุมทรัพย์ขึ้นมาแล้ว ตนเองก็ไม่สามารถจะเข้ามาช่วงชิง หรือมีทายาทที่จะส่งเข้ามาช่วงชิงมหาขุมทรัพย์กับผู้เยาว์คนอื่น ๆ ได้
ทุกอย่างยังเต็มไปด้วยปริศนา…
ซุน มองมายัง เล้งหยุนฟง อีกครา ก่อนจะตัดสินใจสอบถามให้เด็ดขาดเสียเลย เนื่องด้วยนี่เป็นโอกาสเดียวที่จะทราบถึงความลับสำคัญ... ต่อให้อีกฝ่ายนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่มีทางคิดว่า ซุน จะเป็นหนึ่งในผู้ถือครองตราแห่งวงกตที่ล้ำค่านี้อยู่เป็นแน่…
“ตราแห่งวงกต มันเปิดใช้งานยังไงหรือ?! ตรานั่นย่อมไม่มีค่ามากกว่ามหาขุมทรัพย์ แล้วเหตุใดตลอดหนึ่งหมื่นปีในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ที่ได้ครอบครองตราแห่งวงกตถึงไม่มีใครยอมเปิดใช้งานเพื่อช่วงชิงมหาขุมทรัพย์ด้านใน?!”
เล้งหยุนฟง เมื่อได้ยินคำถามนี้ พลันเขม็งมองตามที่ ซุน คาดไว้… ทว่า ซุน ก็ได้เสแสร้งเฉไฉ กลบเกลื่อนด้วยกิริยาที่อยากรู้อยากเห็นตามอุปนิสัย… เล้งหยุนฟง เผยความลังเลใจอยู่สักระยะ แต่สุดท้ายก็ยอมเอ่ยปากโดยดี…
“เพราะการเปิดใช้ ตราแห่งวงกต มีเงื่อนไขที่ยากเกินไปยังไงล่ะ… มันจำเป็นต้องได้รับเศษเสี้ยวพลังชั้นลมปราณสีรุ้งในการกระตุ้นเพื่อเปิดใช้งาน ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าในยุทธภพ ณ ปัจจุบันนี้ เพียงแค่พลังระดับชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงก็ถือเป็นพลังอำนาจในจุดสูงสุดแล้ว การจะเฟ้นหาเศษเสี้ยวพลังชั้นลมปราณสีรุ้งมากระตุ้น ตราแห่งวงกต จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย…
เมื่อ 7,000 ปีก่อน ในวันที่ตราแห่งวงกตชิ้นแรกถูกเปิดใช้นั้น… ผู้ที่เปิดมันก็คือตระกูลเล้ง โดยอาศัยความช่วยเหลือจากราชันย์อสรพิษกลืนนภา ราชันย์แห่งสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีรุ้งในหอคอยเทพอสูรเต่าทมิฬ…”
“!!!!!!!!!” ซุน เบิกตาโพลงขึ้นมาในทันที พร้อมกับหวนนึกถึงอสรพิษเฒ่าเกล็ดสีทองตนนั้น บิดาของ เฟยเสอ ที่ได้บังเอิญพบเจอในมหาสมุทรเสรี(ตอนที่ 253) ซึ่ง ซุน ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย หากอสรพิษเฒ่าตนนั้นจะทำสิ่งใดแปลก ๆ อย่างเช่นการยอมช่วยเหลือ ตระกูลเล้ง เพื่อเปิดตราแห่งวงกต
เพราะอสรพิษเฒ่า ยังมักจะแอบออกมาเที่ยวเล่นด้านนอกหอคอยอยู่เป็นประจำ การพบเจออาจจะทำได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสนั้นเสียเลย… เชื่อว่าตระกูลเล้งคงจะเห็นถึงจุดอ่อนในความสำส่อนของอสรพิษตันหากลับตนนั้น เพียงแต่หาอสรพิษสาวเกล็ดงดงามมาบวงสรวงให้มันเสพสมพึงพอใจ เท่านี้ก็ไม่น่าที่ถูกปฏิเสธคำร้องขอ…
“แล้วทำไมหลังจากครั้งนั้น ถึงไม่ได้ให้ราชันย์อสรพิษกลืนนภาช่วยเหลืออีกเล่า?!” ซุน เอ่ยถามย้ำอย่างสนอกสนใจ
เล้งหยุนฟง ส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะมันเป็นเพียงบันทึกเก่าแก่เมื่อ 7,000 ปีมาแล้ว… แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในครั้งจะส่งผลกระทบออกไปหลายด้าน มีคนนับล้านที่ต้องตายไป ทั้งจากภายในมหาขุมทรัพย์และหลังจากที่วัตถุชั้นสีรุ้งถูกนำออกมาแล้ว… อาจไม่มีการป่าวประกาศออกไปอย่างโจ่งแจ้ง แต่ในยุคสมัยนั้นมีขุมกำลังกว่าครึ่งยุทธภพ พยายามส่งคนมาแย่งชิงวัตถุชั้นสีรุ้ง จนพรรคมังกรฟ้าที่ตระกูลเล้งดูแลในยุคสมัยนั้น แทบจะถูกย้อมทางเดินไปด้วยโลหิตในทุก ๆ วัน
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างในครั้งนั้น ราชันย์อสรพิษกลืนนภา ก็ปฏิเสธที่จะช่วยเหลืออีกต่อไป… ครั้นจะไปร้องขอต่อจิตวิญญาณแห่งราชันย์สัตว์อสูรจากหอคอยอื่น ๆ ก็ไม่มีทางทำได้ เพราะว่าราชันย์ที่เหลือเหล่านั้น มิได้ออกมาด้านนอกหอคอยอยู่เป็นนิจ เฉกเช่นราชันย์อสรพิษกลืนนภา จึงไม่มีใครสามารถปีนหอคอยไปจนถึงชั้นบนสุดเพื่อร้องขอได้…
สองราชันย์ที่ยังมีลมหายใจอย่าง ราชันย์มังกรทมิฬ และ ราชันย์วาฬเจ้าทะเล ราชันย์ทั้งสองตนนั้น ก็มีความเย่อหยิ่งเป็นของตนเอง จึงไม่ยินยอมรับฟังคำขอของพวกมนุษย์ ไม่มีใครสามารถบีบบังคับได้…
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ตราแห่งวงกตชิ้นอื่น ๆ หลังจากนั้น ไม่สามารถเสาะหาเศษเสี้ยวพลังชนชั้นสีรุ้งมาใช้ในการกระตุ้นได้อีกเลย… ส่วนเหตุผลที่ กุ่ยจือชิง สามารถเปิดตราแห่งวงกตในครั้งนี้ได้นั้น ข้าเองก็จนปัญญาที่จะคาดเดา…”
“ใช้เศษเสี้ยวพลังชนชั้นสีรุ้งในการกระตุ้นงั้นหรือ?! จำเป็นต้องมีผู้แข็งแกร่งระดับชนชั้นลมปราณสีรุ้งให้ความช่วยเหลือ หรือว่าเพียงแค่ใช้พลังชนชั้นสีรุ้งจากแหล่งอื่นได้?! อย่างเช่นวัตถุชั้นสีรุ้งที่ตระกูลเล้ง ได้มาครอบครองในมหาขุมทรัพย์ครั้งแรก เพียงพอจะสามารถใช้กระตุ้นตราแห่งวงกตได้หรือไม่?!” ซุน ถามย้ำเจาะลึกลงไปอีกระดับ
เล้งหยุนฟง เพ่งมองมายังชายหนุ่มทันที… “สหาย…เจ้าจะไม่ถามเจาะลึกเกินไปหน่อยหรือ?! เจ้าถามราวกับว่าเจ้ามีตราแห่งวงกตอยู่ในมือ และหาทางเปิดมันไม่ได้อย่างนั้นแหละ”
ซุน สำลักลมหายใจแทบจะทันที ก่อนจะรีบเอ่ยตอบ “พะ…พูดเป็นเล่นน่า ข้าก็แค่เป็นคนขี้สงสัยและชอบที่จะรู้คำตอบให้ไม่ค้างคาใจเท่านั้น จึงสอบถามประดับความรู้ไม่อย่างนั้นเอง ตราแห่งวงกตทั้งหมดถูกครอบครองโดย ตระกูลเล้ง ตระกูลเหว่ย และตระกูลกุ่ย มิใช่หรือ คนนอกอย่างข้าจะไปมีของแบบนั้นได้ยังไงกัน?!”
เล้งหยุนฟง เงียบขรึม ก่อนจะถอนหายใจหนัก ๆ “นั่นสินะ ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่เจ้าไม่ได้มีสายเลือดของสามตระกูลใหญ่แน่นอน มิเช่นนั้นตัวข้าคงต้องสัมผัสได้รับรู้ได้ไปแล้ว… เอาเถอะ! เห็นแก่ที่เจ้าถามข้าก็จะยอมตอบให้ ข้าเองก็ไม่คิดว่าตระกูลเล้งควรจะได้รับอภิสิทธิ์ใด ๆ เหนือคนนอกมานานแล้ว ไม่อยากนั้นข้าคงไม่ตัดสินใจออกมาจากตระกูล…
คำตอบของคำถามเจ้าเมื่อครู่ ก็คือสามารถทำได้… วัตถุชั้นสีรุ้งย่อมมีเศษเสี้ยวพลังชั้นสีรุ้งแฝงเร้นอยู่ภายใน ดังนั้นตามหลักการแล้วมันจึงสามารถใช้กระตุ้นตราแห่งวงกตได้เช่นเดียวกัน… แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถเข้าถึงวัตถุชิ้นนั้นได้อีกแล้ว… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
วัตถุสีรุ้งที่ถูกนำกลับมาจากมหาขุมทรัพย์เมื่อคราวก่อน มันเป็นเหมือนกับวัตถุต้องสาป ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าความแข็งแกร่งของคนในยุคหลัง ไม่สามารถที่จะควบคุมพลังชั้นสีรุ้งอันยิ่งใหญ่ได้… ผู้จะถือครองวัตถุชั้นสีรุ้งได้อย่างน้อยต้องเป็นยอดฝีมือชนชั้นเทวะขึ้นไป และการดึงพลังของวัตถุสีรุ้งชิ้นนั้นออกมา ก็แทบจะต้องเอาชีวิตของยอดฝีมือชนชั้นเทวะเข้าไปแลกเปลี่ยน เนื่องด้วยลมปราณในร่างถูกสูบไปจนแห้งเหือด…
ยอดฝีมือชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง แม้แต่ภายในตระกูลเล้ง ก็มิได้ปรากฏขึ้นมามากมายนัก มีเพียงแค่ 3-4 คนในแต่ละรุ่นเท่านั้นเอง และบุคคลเหล่านั้นก็ล้วนเป็นสมาชิกระดับแนวหน้าหรือไม่ก็ผู้นำฝ่าย... บุคคลระดับนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะสละชีวิตตนเองใช้พลังจากวัตถุชั้นสีรุ้ง เพียงเพื่อเปิดมหาขุมทรัพย์โดยที่ไม่รู้ว่าด้วยซ้ำ ว่าใครจะเป็นผู้ได้มหาขุมทรัพย์ไปครอบครองหลังจากเปิดขึ้นมา…
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงได้เกิดเป็นการรักษาสมดุลระหว่างกลาง… ตระกูลเล้งไม่ยินยอมเปิดมหาขุมทรัพย์ด้วยตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวจนไม่ยินยอมให้ใครได้มันไปครอง สมดุลจึงเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา…
อีกทั้งยังเป็นเพราะวัตถุสีรุ้งชิ้นนั้น ทำให้ความแตกแยกภายในตระกูลเล้ง ทั้งฝ่ายหยินและฝ่ายหยาง ทวีความรุนแรงต่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่เมื่อ 7,000 ปีก่อนและลุกลามมาจนถึงในปัจจุบัน… ข้าเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าวัตถุชิ้นนี้ไม่ควรจะปรากฏออกมาเลยด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นตระกูลเล้งในปัจจุบันอาจจะสามารถรวมเป็นปึกแผ่นได้แล้ว…”
ซุน แม้ไม่เห็นสีหน้าใต้หน้ากากของ เล้งหยุนฟง ขณะที่กล่าว หากแต่ก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าสลดที่ปนเปกับความเจ็บแค้นใจอยู่ภายในน้ำเสียง… เชื่อว่าความแตกแยกภายในตระกูลเล้ง สำหรับ เล้งหยุนฟง เป็นดั่งรอยร้าวภายในจิตใจส่วนลึกที่ยากจะลบเลือน…
“ที่ว่าวัตถุสีรุ้งชิ้นนั้น ไม่อาจมีใครเข้าถึงมันได้อีก... แปลว่ามันสูญหาย หรือถูกทำลายไปแล้วงั้นหรือ?!” คราวนี้ กังเฉิง เป็นผู้เอ่ยถาม หลังจากที่นิ่งรับฟังมาโดยตลอด ก็เริ่มเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา…
เล้งหยุนฟง ส่ายหน้าเบา ๆ “มันยังคงอยู่ที่เดิมมาโดยตลอด แต่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้มากกว่า… สถานที่เก็บซ่อนวัตถุสีรุ้งชิ้นนั้นก็คือด้านในของปราสาทปราการเทพสมุทร ที่ผู้นำฝ่ายหยางเป็นผู้ดูแลครอบครอง… หากแต่กุญแจที่จะใช้เปิดปราสาทปราการเทพสมุทรนี้ได้ กลับอยู่ในมือของคนในฝ่ายหยิน และได้ยินว่ามันได้หายสาบสูญไปหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่ในวันที่พรรคมังกรฟ้าสาขาหลักได้ล่มสลายไป…”
“!!!!!!!!!!” ซุน ได้ยินถึงตอนนี้ ก็เชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวของ กุญแจ ที่ เล้งซิ่วอัน เคยพยายามทวงถามกับ เหยาหมิง เพื่อให้นำกลับไปคืนนาง(ตอนที่ 242) โดยมั่นใจว่าจะต้องเป็นกุญแจดอกเดียวกันนั้นอย่างแน่นอน…
เล้งหยุนฟง ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะลุกยืนขึ้น… “ข้าว่าข้าคงพูดมากเกินไปหน่อยแล้ว อันที่จริงเรื่องราวพวกนี้แม้แต่ในตระกูลเล้ง ก็ยังนับเป็นความลับเฉพาะในตระกูลสายเลือดหลัก และที่ข้ายอมเล่าให้พวกเจ้าฟัง มิใช่เพราะไว้ใจพวกเราหรอกนะ แต่เพราะข้าอยากจะเอาคืนตระกูลเล้งเสียบ้าง ที่ยึดติดกับความแข็งแกร่งจนไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ของคนภายในตระกูล…
หากวันหนึ่งข้ามีโชควาสนาได้รับโอกาสครอบครองวัตถุชนชั้นสีรุ้ง จากมหาขุมทรัพย์ขึ้นมาจริง ๆ ข้าจะไม่ยอมให้วัตถุชิ้นนั้น มาเป็นสิ่งที่ทำให้คนในตระกูลต้องเกิดความแตกแยก… ตรงกันข้ามเลย ข้าจะใช้วัตถุชั้นสีรุ้งเพื่อทำให้ตระกูลกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันดังเดิม ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็ไม่มีความลังเล…”
ซุน และ กังเฉิง ได้ยินน้ำเสียงที่กล่าวอย่างแน่นหนักดุจคำสัตย์สาบาน ก็รู้สึกชื่นชม เล้งหยุนฟง อยู่เนืองลึก วิถีทางที่ชายหนุ่มผู้นี้เลือกจะก้าวเดิน ช่างเป็นวิถีทางแห่งลูกผู้ชายและวีรบุรุษอย่างแท้จริง…
ซุน ลุกยืนขึ้นมาเช่นกัน… “เช่นนั้นพวกเราก็คงต้องแก่งแย่งกันหน่อยแล้ว ต่อให้เป็นพวกเจ้าสองคนข้าก็ไม่คิดจะยกให้หรอกนะ วัตถุสีรุ้งแห่งมหาขุมทรัพย์ที่ว่านั่น…”
กังเฉิง ลุกยืนตามขึ้นมา… “ก็อย่างว่านั่นแหละ แม้ข้าจะสนับสนุนและอยากช่วยเหลือวิถีทางของศิษย์พี่ แต่ข้าก็ไม่ยอมแพ้ท่านเช่นกัน เพราะสักวันข้าจะต้องก้าวข้ามท่านไปให้ได้…”
ทั้งสามชายหนุ่ม จู่ ๆ ก็พลันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนที่จะชำเลืองมองหน้ากันไปมา… “หากถึงช่วงเวลาที่ต้องแย่งชิงมหาขุมทรัพย์กันจริง ๆ พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องออมมือให้แก่กัน ทว่าข้าอยากให้มันจบลงแค่ผลแพ้ชนะเท่านั้น อย่าให้ต้องถึงกับฆ่าแกงกันเลย…” เล้งหยุนฟง กล่าวขึ้นพร้อมกับยื่นมือมาด้านหน้า…
กังเฉิง ยิ้มรับภายใต้หน้ากาก ก่อนจะวางมือของตนเองประกบทับเหนือมือของ เล้งหยุนฟง “ข้าเห็นด้วย แม้ยุทธภพจะมีความโหดร้าย แต่ไมตรีระหว่างสหายก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ใช่ว่ามหาขุมทรัพย์และโชควาสนั้นจะมีเพียงหนึ่งเดียว”
เล้งหยุนฟง และ กังเฉิง หันมองตรงมายัง ซุน เล็กน้อย… ทำเอาชายหนุ่มต้องเกาศีรษะอย่างอดไม่ได้ แม้ ซุน ยังไม่รู้จัก เล้งหยุนฟง ดีพอหากเทียบกับ กังเฉิง แต่ทางฝ่ายนั้นก็ไม่รู้จักตัวตนของ ซุน เลยสักนิดเดียว ทว่ากลับยอมแสดงความเป็นมิตรสหายที่ดี ถึงขั้นบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อันเป็นความลับของตระกูลเล้งให้คนที่ไม่รู้จักอย่างตนได้รับรู้…
สุดท้าย ซุน ก็ถอนหายใจหนัก ๆ ครั้งหนึ่ง พลันยื่นมือประกบเป็นคนสุดท้าย… “บอกไว้ก่อนนะว่า ถึงข้าจะโป้ปดผู้อื่นอยู่เป็นประจำ แต่ข้าไม่เคยผิดคำสัตย์สาบานที่ให้ไว้กับใครมาก่อน… หากใครร้ายมาข้าจะร้ายตอบกลับไปเป็นร้อยเท่า แต่หากใครดีมาข้าก็พร้อมจะตอบแทนเป็นร้อยเท่าเช่นกัน
ในเมื่อพวกเจ้าหยิบยื่นไมตรีให้กับข้า
ก็จะถือว่าพวกเราเป็นสหายที่ร่วมคำมั่น…”
………………………………