อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 317 เส้นทางแห่งใหม่...
ตอนที่ 317
เล้งหยุนฟง หันมองไปยังจุดแสงบอกเวลาบนท้องฟ้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างปลดปลง… “กว่าจะเปิดประตูลับนั่นได้ พวกเราใช้เวลาร่วมสองชั่วยาม แต่ดูจากเวลาที่เหลืออยู่ในตอนนี้ คาดว่าคงเหลือไม่ถึงครึ่งชั่วยามแล้ว”
ซุน เองก็พอจะเข้าใจได้ในเรื่องนี้…
จะมีก็แต่ชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่สะท้านสะเทือนกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากยังไม่มีใครสามารถผ่านสู่ด่านต่อไปได้เลย ก็ยังพอว่า เพราะยังไงเสียเมื่อมหาขุมทรัพย์ถูกเปิดออกมาแล้ว ย่อมต้องมีผู้ชนะ ดังนั้นต่อให้ไม่มีใครผ่านด่านเลย สุดท้ายก็ต้องเริ่มการแข่งใหม่อีกครั้ง ซึ่งโอกาสที่ เล้งหมิงเช่อ จะชนะย่อมมีอยู่เต็มเปี่ยม…
ทว่า ณ เวลานี้ ได้ปรากฏผู้ผ่านด่านทดสอบไปหนึ่งคน!! ดังนั้นหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างเช่นเวลาหมดลงไป ผู้ชนะในมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเหนือจากชายหนุ่มที่บาดเจ็บเจือนตายเมื่อครู่นี้ ซึ่ง เล้งหมิงเช่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นใคร…
เล้งหมิงเช่อ หันมองมาด้วยไอดุร้ายที่แผ่ซ่าน...
“พวกเจ้าเปิดประตูลับ นั่นได้ยังไง หากไม่อยากตายก็จงบอกข้ามา!!”
ซุน และ เล้งหยุนฟง หันมองหน้ากันเมื่อถูกข่มขู่ ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น จริงอยู่ที่หากให้ เล้งหมิงเช่อ มาร่วมมือด้วย โอกาสจะพิชิตสัตวอสูรไพรระดับราชันย์ในครึ่งชั่วยามก็พอจะเป็นไปได้ ทว่าด้วยนิสัยของอีกฝ่าย สุดท้ายก็คงลงมือเล่นงานคนทั้งสอง และผ่านเข้ารอบไปเล่นงาน กังเฉิง เพียงลำพังแน่นอน คิดได้เช่นนี้แล้วก็สู้ให้ กังเฉิง ได้เป็นผู้ชนะการชิงชัยครั้งนี้ไปเลย ยังดีเสียกว่า…
“อย่ามาขู่พวกเราเสียให้ยาก... คนหยั่งเจ้าน่ะหรือจะรักษาสัจจะปล่อยพวกเรา เห็นก็รู้ว่าเจ้าอยากจะฆ่าพวกเราจนตัวสั่น แต่กลัวว่าพวกเราจะไม่บอกเรื่องการเปิดประตูลับ จึงไม่กล้าลงมืองั้นสินะ…” ซุน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางเขตแดนปิดกั้นสร้างโดมปราการขึ้นมาอีกครั้ง ปกปิดสายตาจากผู้คนด้านนอกมิให้มองเห็นได้ จากนั้นก็ชักกระบี่รุ่งอรุณที่เจิดจรัสออกมา
เล้งหยุนฟง มีดวงตาเศร้าสลดภายใต้หน้ากาก ก่อนจะขับขานอักษรเพลิงจำนวนมากโอบล้อมหมุนวนรอบกาย อาภรณ์เทพปักษาสถิต ยังคงแผ่ล้นเปลวเพลิงน่าหวาดหวั่น… “พี่ชาย ข้าไม่อยากให้พวกเราต่อสู้กันเลย แต่ในเมื่อท่านต้องการจะสังหารพวกเรา ข้าเองก็คงมิอาจนิ่งเฉย… และข้าก็ไม่คิดจะบอกวิธีการเปิดประตูลับแก่ท่านเช่นกัน…”
เล้งหมิงเช่อ เห็นท่าทีของทั้งสองคนที่ต่อต้าน ก็เดือดพล่านไปถึงทรวงใน… “โง่เขลาสิ้นดี!! ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมปริปาก เช่นนั้นข้าก็จะทรมานพวกเจ้าจนกว่าจะยินยอม!!”
คนทั้งสามพุ่งเข้าหากัน โดยหอบหิ้วเจตนารมณ์ที่แตกต่าง!!
เล้งหมิงเช่อ ในเวลานี้ไม่คิดจะเก็บออมฝีมือใด ๆ เงากระบี่ที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้า วาดตวัดออกมาเกิดเป็นภาพนิมิตมายาแห่งราชันย์ เส้นแสงสีฟ้าและสีดำนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายน่าเกรงขาม…
“ข้าตั้งรับ เจ้าโจมตี!!” เล้งหยุนฟง แค่นเสียงขึ้นบอกกับ ซุน อย่างไรเสีย เล้งหยุนฟง ก็เป็นผู้ใช้ปราณอัคคีชนิดเดียวกัน ทั้งยังพอจะอ่านทางกระบี่ของพี่ชายตนเองได้ในบางส่วน จึงอาสาทำเรื่องที่อันตรายที่สุดในการเผชิญหน้า
ปีกเพลิงของ เทพปักษา ขยายขนาดหลายสิบจั้งในชั่วพริบตา เมื่อมันโน้มปกคลุมเบื้องหน้า มิต่างกำแพงเปลวเพลิงสีฟ้าคราม ต้านทานเส้นแสงเพลงกระบี่ของ เล้งหมิงเช่อ เอาไว้… ซุน โอบล้อมเรือนกายด้วยสายลมสีเขียว ก่อตัวเป็นพยัคฆ์กระโจมเข้าประชิด กระบี่ในมือถือกำแน่น พร้อมกับนัยน์ตาดุจสัตว์ร้าย…
“เพลงกระบี่รุ่งอรุณสีทอง… ช่วงโชติดับราตรี!!”
ซุน วาดกระบี่รุ่งอรุณออกไป หากแต่ไร้คลื่นพลัง… มันกลับกลายเป็นละอองแสงขนาดเล็กนับไม่ถ้วนล่อยลอยในความว่างเปล่าโดยรอบ พริบตาที่ ซุน แสดงปางมือรูปแบบหนึ่ง ละอองแสงเหล่านั้นพลันเปล่งแสงเจิดจ้าก่อนจะกลายเป็นการระเบิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เสียง ตูม! ตูม! ตูม! ก้องกังวานในความว่างเปล่า
เล้งหมิงเช่อ สะท้านสะเทือนจนต้องร่นถอยออกจากรัศมี สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวบางอย่างที่แผ่ซ่านครอบคลุม… จากนั้นก็เห็นเงาร่างของสองชายหนุ่มที่พุ่งผ่านแสงระเบิด คนหนึ่งเป็นกรงเล็บสีดำ อีกคนเป็นกระบี่สีทอง บีบบังคับให้ เล้งหมิงเช่อ ตวัดกระบี่เขี้ยวมังกรดำตั้งรับ
เสียงปะทะดังตูมตามขึ้นมาอีกครั้ง…
เล้งหมิงเช่อ ถูกผลักดันร่นถอย พร้อมกับโลหิตสายหนึ่งที่ไหลออกมาจากมุมปากหยดลงใต้หน้ากาก... จิตใจของ เล้งหมิงเช่อ กระตุกวูบ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าชายหนุ่มสองคนตรงหน้า เมื่อได้ร่วมมือกันแล้ว จะแข็งแกร่งถึงระดับที่เขย่าคลอนจิตใจของตนได้…
“พวกเจ้า!!”
ซุน และ เล้งหยุนฟง ก้าวเดินเนื่องช้า แผ่ซ่านไปความอันตรายในทุกอณู…
“สหาย… เจ้าสัมผัสได้หรือไม่?!” เล้งหยุนฟง เอ่ยทักขึ้น
“อืม…ข้าเองก็สัมผัสได้ หากเปรียบเทียบกับตอนที่ข้าเคยประมือพี่ชายเจ้า ก่อนเริ่มด่านทดสอบที่สอง เล้งหมิงเช่อ ในตอนนี้อ่อนกำลังลงไปไม่น้อยกว่า 5 ใน 10 ส่วน หากให้คาดเดาคิดว่าคงเป็นเพราะได้ต่อสู้กับ เหว่ยหม่าอวิ๋น มาสักระยะแล้วก่อนจะมาเจอพวกเรา มิเช่นนั้นสองคนนี้คงไม่ปรากฏตัวออกมาพร้อม ๆ กัน” ซุน เอ่ยตอบตามความรู้สึก
“เช่นนั้นนี่ก็เป็นโอกาสของพวกเรา!!”
สองชายหนุ่มดวงตาเปล่งวาบ เผยความเด็ดเดี่ยวเชื่อมั่น แยกกำลังกันระเบิดกระบวนท่าสะท้านฟ้าดินออกมาสลับรุกรับ ทั้ง ซุน และ เล้งหยุนฟง ล้วนมีทักษะระดับเฉพาะหยิบใช้ได้แทบจะอิสระ ต่อให้คู่ต่อสู้ฝึกฝนเคล็ดวิชามาจากตระกูลเล้งที่ยิ่งใหญ่ ก็ใช่ว่าจะเหนือกว่าในด้านระดับของเพลงยุทธ…
“พายุสลาตัน พยัคฆ์คำรน!!”
“เทพปักษา ผลาญนภา!!”
เปลวเพลิงสีฟ้าและสายลมหลากสี ซัดประโคมลงมายัง เล้งหมิงเช่อ ไม่หยุดหย่อน… ถึงอีกฝ่ายจะตอบโต้ด้วยเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจ หากแต่กระบี่รุ่งอรุณ กลับมิได้ด้อยกว่าในการฟาดฟันปะทะ ส่วนผ้าสีดำประหลาดของ เล้งหยุนฟง ก็แฝงเร้นเอาไว้ด้วยพลังที่ไม่สามัญ นอกจากมันจะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ตามการรัดพันแล้ว ยังเปลี่ยนสภาพเป็นของแข็งได้มิต่างโลหะกล้าแกร่ง
เสียง ตูม! ตูม! ตูม! ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระคนไปกันเสียงคำรามที่เดือดดาลของ เล้งหมิงเช่อ… ซุน ยังมีการช่วงชิงจังหวะลอบโจมตีขวดโหลเป็นระยะ กดดันให้อีกฝ่ายเสียสมาธิอยู่บ่อยครั้ง… เล้งหมิงเช่อ หายใจหอบหนัก แม้จะพยายามเก็บงำความอ่อนล้าที่สั่งสม จากการเผชิญหน้าไล่ล่าสังหารยอดฝีมือในด่านนี้ไปเป็นจำนวนมาก ทั้งยังปะทะกับ เหว่ยหม่าอวิ๋น ติดต่อกันยาวนานถึงสองชั่วยามเต็ม ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นองค์ประกอบ ให้สองรุ่นเยาว์เข้ากดดันจนโงหัวไม่ขึ้น
กล่าวได้ก็คือ เล้งหมิงเช่อ... ประเมินสองคนนี้เอาไว้ต่ำเกินไปก่อนการต่อสู้!!
เสียง ตูม! ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่ออักษรเพลิงระเบิดของ เล้งหยุนฟง กระแทกเข้ากลางทรวงอกของพี่ชายตนเองไปเต็ม ๆ โลหิตจำนวนมากสำลักออกมาจากปาก เกราะอักขระที่ซ่อนอยู่ด้านในเวลานี้ฉีกขาดสิ้นสภาพไปเป็นที่เรียบร้อย…
ซุน ห้อทะยานเหยียบขึ้นบนยอดไม้ ก่อนจะโดดลงมาจากความสูงหลายสิบจั้ง เก็บงำกระบี่รุ่งอรุณในแหวนมิติ ก่อนจะหยิบเอาขวานจักรพรรดิขึ้นมาตวัดฟัน… ใช้ความสูงและน้ำหนักเพิ่มพลานุภาพการโจมตี แผ่รัศมีแรงกดดันอันมหาศาลออกมา… (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“บดทำลาย!!”
เล้งหมิงเช่อ สัมผัสได้ถึงวิกฤตรุนแรง!! ถูกกดดันให้ต้องตกกระบี่ดำขึ้นตั้งรับ… ทว่าพลังอันมหาศาลของขวานจักรพรรดิ เมื่อรวมเข้ากับพละกำลังของ ซุน ที่ฝึกฝนเคี่ยวกรำมาในด้านนี้ อีกทั้งยังมีพลังจากร่างสถิตที่เกื้อหนุนส่งเสริม ความหนักหน่วงจึงราวกับภูเขาที่ถล่มทับลงมา…
รูปแบบอักขระจากขวานจักรพรรดิ ยังสะกดพลังอักขระของกระบี่เขี้ยวมังกรดำเอาไว้ จนทำให้มิอาจขับขานเปลวเพลิงเสริมพลังได้ แรงกดทับมีมากพอจะทำให้เท้าทั้งสองข้างของ เล้งหมิงเช่อ จมหายลงไปในพื้นดินที่แตกระแหง…
ชั่วพริบตานั้นเอง ที่กรงเล็บเทพปักษา พวยพุ่งเข้ามายังจุดบอด… ใบหน้าภายใต้หน้ากากของ เล้งหยุนฟง เต็มไปด้วยความเศร้าสลดในการลงมือ “ท่านพี่… ข้าขอโทษ”
ความเร็วของกรงเล็บนี่พุ่งตรงเข้ามา… แต่ เล้งหมิงเช่อ ยังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว กระแทกเข่าไปที่ข้อมือเพื่อสกัดการโจมตี แต่น่าเสียดายที่พลังของ เล้งหมิงเช่อ ในตอนนี้ร่อแร่เต็มทีแล้ว… กรงเล็บเทพปักษา จึงเพียงแค่ถูกเบี่ยงทิศทางได้เล็กน้อย จากที่ควรจะกระแทกกลางหน้าอก มันกลับยกสูงขึ้นมาตรงใบหน้า…
หน้ากากปกปิดเอกลักษณ์นั้น มิได้มีพลังป้องกันใด ๆ มันเป็นเพียงหน้ากากที่เกิดจากภาพมายา จึงทำให้กรงเล็บเทพปักษาทำลายดวงตาข้างหนึ่งของ เล้งหมิงเช่อ ไปเต็ม ๆ เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดก้องกังวาน พร้อมโลหิตที่สาดกระเซ็น…
เล้งหยุนฟง เบิกตากว้างตกใจ ลึก ๆ แล้วตนมิได้ต้องการมอบความพิการให้พี่ชายตนเองแม้แต่น้อย ทั้งหมดล้วนเกิดจากความผิดพลาดในการป้องกันของ เล้งหมิงเช่อ เองทั้งสิ้น…
“อย่าเสียสมาธิ!! ขวดโหลอยู่ที่ตำแหน่งซี่โครงซ้ายซี่ที่เจ็ด!!” เสียงตะโกนของ ซุน ฉุดดึงสติ เล้งหยุนฟง ให้กลับคืนมา ก่อนที่จะสะบัดร่างและเตะเข้าไปยังตำแหน่งที่บ่งชี้ในทันที
เสียง เพล้ง! ดังขึ้นพร้อมกับดวงแสงสีเขียวที่ลอยฟุ้งออกมา เล้งหมิงเช่อ พ่ายแพ้ในท้ายที่สุด ทั้งยังสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งไปอย่างน่าเจ็บปวด… “สักวันข้าจะต้องแก้แค้น!!” เสียงคำรามสุดท้ายของ เล้งหมิงเช่อ กังวานก้อง ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับออกไปยังโลกด้านนอก...
ซุน และ เล้งหยุนฟง ถึงกับทรุดตัวลงนั่ง หายใจหอบหนัก… แต่ยังมีรอยยิ้มอันขมขื่นอยู่ภายใต้หน้ากาก เพราะถึงแม้จะเอาชนะ เล้งหมิงเช่อ ลงได้ แต่ทั้งสองเมื่อมองไปบนท้องฟ้าแล้ว ก็พบว่าจุดแสงสุดท้ายนั้นจวบจะมอดดับลงเต็มที…
“ควรจะดีใจมั้ยล่ะเนี่ย… งานนี้ข้าขาดทุนย่อยยับเลย…” ซุน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปลดปลง
“เอาน่า… อย่างน้อยคนที่ได้มหาขุมทรัพย์นั่นไปก็เป็น กังเฉิง ศิษย์น้องของข้า… ต้องขอโทษเจ้าด้วยแล้วกัน ที่ทำให้ต้องลำบากเพื่อช่วยพวกเรา ไว้คราวหน้าพวกเราค่อยมาชิงชัยกันใหม่ ในมหาขุมทรัพย์ลำดับต่อไปก็แล้วกัน…” เล้งหยุนฟง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่คล้ายว่าจะไม่ได้เสียใจอะไรนัก
ซุน สัมผัสได้ถึงเลศนัยบางอย่างในวาจา จึงนิ่งขรึมไปก่อนจะเอ่ยถาม… “ลำดับถัดไปงั้นหรือ?! เจ้าพูดราวกับว่าอีกไม่นาน มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง จะถูกเปิดขึ้นมาอีกเร็ว ๆ นี้งั้นแหละ”
เล้งหยุนฟง หันมองมายัง ซุน… “ก็นั่นแหละที่ข้ากำลังจะบอก ไว้รออีก 2 ปี ให้ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น เลยช่วงวัย 30 ปีขึ้นไปก่อน ถึงเวลานั้นข้านี้แหละจะเปิดมหาขุมทรัพย์ให้เจ้าดู…”
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างไปโดยพลัน…
“ระ…หรือว่าเจ้าเองก็มี ตราแห่งวงกต!!”
เล้งหยุนฟง หัวเราะเบา ๆ “อืม…ก็มีน่ะสิ!! ที่ข้ายอมบอกเจ้าก็เพราะรู้สึกติดค้างเจ้าหรอกนะ เรื่องที่ช่วยเหลือในครั้งนี้… ไว้รอให้ กังเฉิง ได้วัตถุชั้นสีรุ้งกลับไปที่สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ ที่เหลือก็เพียงแค่ไหว้วานท่านผู้อำนวยการสูงสุดแห่งสถาบันฯ ยอดฝีมือชนชั้นเทวะ ใช้ช่วยใช้พลังจากวัตถุชั้นสีรุ้งนั่น เปิดตราแห่งวงกตในอีก 2 ปีข้างหน้า ถึงตอนนั้นหากตัวเจ้ายังอายุไม่เกิน 30 ปี พวกเราค่อยมาชิงชัยกันใหม่…
คิด ๆ ดูแล้วก็น่าเสียดายนะ หากพวกเราสามารถเปิด ตราแห่งวงกต ภายในมิติคู่ขนานแห่งนี้ ประตูที่เปิดออกก็จะไม่ใช่ที่โลกภายนอก แต่เป็นที่นี่!! เท่านี้ก็จะมีแค่พวกเราสองคนที่จะเข้าไปยัง มหาขุมทรัพย์แห่งใหม่ได้…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหูกางผึ่งขึ้นมา…
“ทำแบบนั้นได้ด้วยงั้นหรือ?!”
เล้งหยุนฟง พยักหน้าเบา ๆ “ตามหลักการ ก็คงจะทำได้นั่นแหละ บอกแล้วไงว่าข้าเคยอ่านบันทึกตำราลับของตระกูลเล้งมาหมดแล้ว… ประตูมิติที่จะทำพาพวกเราไปยังมหาขุมทรัพย์ จะอ้างอิงจากสถานที่ซึ่ง ตราแห่งวงกต ถูกใช้งานเป็นหลัก… หากเปิดมันขึ้นในดาวดวงนี้ ประตูก็จะกระจายไปทั่วทั้งดาวดวงนี้ หากเปิดขึ้นที่ดาวดวงอื่นประตูย่อมกระจายออกไปยังดาวดวงอื่น
และขณะเดียวกัน หากเปิดขึ้นในมิติคู่ขนานที่ถูกจำกัดขอบเขตเช่นนี้ มันจะเกิดสภาวะมิติคู่ขนานซ้ำซ้อนขึ้นมา ดังนั้นจะต้องเป็นคนที่อยู่ในมิติคู่ขนานแห่งแรกเท่านั้น ถึงจะไปยังมิติคู่ขนานแห่งที่สองได้… ซึ่งนั่นก็หมายถึงพวกเราสองคนในตอนนี้…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน ร่างกายสั่นเยือกขึ้นมาในทันที แน่นอนว่า ซุน เองก็มีตราแห่งวงกตในครอบครอง ต่อให้ในอนาคต ซุน หาทางเปิดมันออกมาได้ แต่สุดท้ายตราแห่งวงกตก็จะเปิดประตูมิติที่กระจัดกระจายออกไปทั้ง 4 ทวีปเฉกเช่นครั้งนี้ และ ซุน ก็จำต้องช่วงชิงกับคนรุ่นเดียวกันอีกนับหมื่นนับแสนคน คราวหน้าอาจจะไม่โชคดีผ่านเข้ามาได้เช่นคราวนี้…
ซุน หันมอง เล้งหยุนฟง ด้วยสายตาที่ล้ำลึก…
“เจ้าบอกว่ามี ตราแห่งวงกต ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่?!”
เล้งหยุนฟง ได้ยินเช่นนั้นก็มีท่าทีนิ่งเงียบไประยะหนึ่งเช่นกัน ตามหลักแล้วของวัตถุชิ้นนี้ไหนเลยที่จะสามารถนำมาอวดโอ้… ทว่าสุดท้าย เล้งหยุนฟง ก็ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง “ก็ได้… แต่ข้าไม่ให้จับนะบอกไว้ก่อน และหากเจ้าคิดจะช่วงชิง ต่อให้เป็นเจ้าก็คงต้องเห็นดีกัน…”
เล้งหยุนฟง เปิดแหวนมิติสว่างวาบ
ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 7 ถูกแสดง…
ซุน มองพิจารณาอย่างละเอียด ก็มั่นใจว่านั่นเป็นของแท้แน่นอน เพราะตนเองก็มี ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 5 อยู่เช่นกัน… ชายหนุ่ม หันมองไปยังจุดแสงบนท้องฟ้า เวลายังพอมีเหลืออยู่เล็กน้อย จากนั้นก็หันมองไปยัง เขตแดนปราการสายลม ว่ายังปกปิดสายตาผู้คนภายนอกได้ดีอยู่หรือไม่ ซึ่งทุกอย่างค่อนข้างที่จะเอื้อประโยชน์…
ซุน หันมองไปยัง เล้งหยุนฟง อีกครั้ง… “เช่นนั้นพวกเรามาลองเปิด ตราแห่งวงกต นั่นดูดีหรือไม่?!”
เล้งหยุนฟง หัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างปลดปลง… “น่าขัน… ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วไงว่าการเปิดตราแห่งวงกตได้ จำเป็นต้องมีเศษเสี้ยวพลังชั้นสีรุ้งในการกระตุ้น ของแบบนั้นใช่ว่าจะหาพบเจอได้เสียเมื่อไหร่…”
ซุน เผยใบหน้าเคร่งขรึม ก่อนที่แหวนมิติของตนจะสว่างวาบขึ้น… กระบี่หักโบราณคร่ำครึเล่มหนึ่ง พลันปรากฏขึ้นมาในมือของชายหนุ่ม แน่นอนว่ามันคือ กระบี่สวรรค์โลหิต(ตอนที่ 235) เทพศาสตราโบราณที่เคยสยบใต้หล้ามาแล้ว เมื่อหลายหมื่นปีก่อน...
……………………………………..