อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 316 ผู้ที่ผ่านเข้าประตู
ตอนที่ 316
การปรากฏของ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น พร้อม ๆ กัน นับเป็นวิกฤตรุนแรงที่สัมผัสได้อย่างแจ่มชัด… ทั้งอาการบาดเจ็บของ กังเฉิง ในเวลานี้ก็เรียกได้ว่าเพียงแค่ประคองชีวิต คงมิอาจเข้าร่วมการต่อสู้ได้แล้ว…
เหว่ยหม่าอวิ๋น เมื่อมาถึงก็ระเบิดคลื่นอัสนีจากระยะไกลนับร้อย ๆ สาย กระหน่ำโจมตีจากระยะไกล ยังคงไม่กล้าเข้าไปประชิด… เล้งหมิงเช่อ กัดฟันดังกรอด ขับขานเปลวเพลิงเข้มข้น เรียกเอา ราชสีห์ ภูติอสูรเพลิงประจำตัวของตนเองออกมา เสียงคำรามของราชสีห์เพลิงตนนี้ มากพอจะสร้างคลื่นคำรนหักล้างคลื่นอัสนีมากมาย…
ซุน และ เล้งหยุนฟง หันมองหน้ากัน ทั้งสองย่อมรู้ดีว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการหลบหนีเข้าไปในประตูมิติสีเขียวพร้อมกันทั้งสามคน แล้วปล่อยให้ เล้งหมิงเช่อ กับ เหว่ยหม่าอวิ๋น เผชิญหน้ากันที่ด้านนอก...
แต่แน่นอนว่าแผนการนี้ ไม่ต้องกล่าวถึง เล้งหมิงเช่อ... ต่อให้เป็น เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่ไม่ได้มีความแค้นเคืองต่อกัน ก็คงไม่ยินยอมให้ทั้งสามคนได้เข้าไปในประตูมิติ เพราะการชิงชัยในครั้งนี้ มีวัตถุชั้นสีรุ้งเป็นเดิมพัน!!
เพียงแค่ ซุน และ เล้งหยุนฟง ประคอง กังเฉิง ลุกยืน… เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็สัมผัสรับรู้ได้ ทั้งสองคนปลดปล่อยเงากระบี่และคลื่นอัสนี พุ่งเข้าสกัดชายหนุ่มทั้งสาม บีบบังคับให้ถอยห่างจากประตูมิติไปอีกระดับ… แรงกดดันของ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น มิใช่สามัญ เวลานี้ได้ครอบคลุมไปทุกทิศทาง ตราบที่ยังประคอง กังเฉิง ไว้เช่นนี้ไม่มีทางที่จะใช้ความเร็วผ่านเข้าประตูมิติไปได้ทันอย่างแน่นอน...
กังเฉิง รู้ดีว่าตนได้กลายเป็นตัวถ่วงของสหายอีกสองคน ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น กังเฉิง จึงตัดสินใจค่อย ๆ ล่วงมือเข้าไปในอาภรณ์หยิบเอาขวดโหลของตนเองออกมา… ขณะที่ กังเฉิง กำลังจะบีบไปที่ขวดโหลตนเองให้แหลกละเอียด กลับมีมืออีกข้างหนึ่งจับคว้าที่ข้อมือของ กังเฉิง เพื่อหยุดเอาไว้… ความเร็วนั้นเทียบเท่าความคิด มือข้างนั้นมิใช่มือของ เล้งหยุนฟง หากแต่เป็นมือของ ซุน…
“อย่าตัดใจ!! พวกเราสามคนคือผู้ที่ช่วยกันเปิดประตูลับ ดังนั้นข้าจะไม่ยอมให้คนอื่นมันชุบมือเปิบ แทนที่พวกเราคนใดคนหนึ่ง!!” น้ำเสียงของ ซุน เต็มไปด้วยความแน่นหนัก เผยความไม่ยินยอมออกมา
แม้แต่ เล้งหยุนฟง ก็ยังต้องอึ้งงัน สัมผัสได้ถึงสายใยแห่งความสัมพันธ์บางอย่างที่มิอาจอธิบายได้ เพราะอันที่จริงสหายปริศนาผู้นี้และ กังเฉิง ไม่น่าจะสนิทกันถึงเพียงนั้น จากการพบเจอกันแค่ไม่กี่วัน… แต่การหยุด กังเฉิง มิให้ทำลายขวดโหลเมื่อครู่ แม้แต่ตัวของ เล้งหยุนฟง ก็ยังตอบสนองได้ไม่ทันด้วยซ้ำไป ทว่าสหายปริศนาผู้นี้ราวกับว่าอ่านใจของ กังเฉิง ได้ล่วงหน้า ว่าคิดจะทำอะไร จึงหยุดการกระทำดังกล่าวได้ทันท่วงที…
หลังจากที่ ซุน เห็น กังเฉิง และ เล้งหยุนฟง มองตรงมายังตนด้วยท่าทีอึ้งงันประหลาดใจ ซุน ก็ราวกับได้สติขึ้น และรู้สึกว่าตนคงจะแสดงท่าทีเกินกว่าสหายที่เพิ่งมารู้จัก กังเฉิง ดังนั้นจึงกระแอมไอกลมเกลื่อนครั้งหนึ่ง…
“อะฮึ่ม! อย่าเข้าใจผิด ข้าเพียงเห็นว่าการผ่านด้านทดสอบนี้จะมีได้แค่สามคน ดังนั้นต่อให้ข้าและ เล้งหยุนฟง สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ ทว่าคนสุดท้ายที่จะเข้ามาไม่ว่าจะเป็น เล้งหมิงเช่อ หรือ เหว่ยหม่าอวิ๋น ย่อมต้องสร้างความลำบากให้ข้าในด่านสุดท้าย มากขึ้นอย่างมหาศาล…
แต่หากเป็น กังเฉิง ที่บาดเจ็บ โอกาสของข้าย่อมมีมากขึ้น… หรือต่อให้พลาดท่า มหาขุมทรัพย์ตกอยู่ในมือของ เล้งหยุนฟง อย่างน้อยข้าก็คงไม่เจ็บใจเท่ากับมันตกอยู่ในมือ เล้งหมิงเช่อ หรือ เหว่ยหม่าอวิ๋น...” ซุน พยายามอธิบายเรื่อยเปื่อย
แต่แน่นอนว่า กังเฉิง และ เล้งหยุนฟง มิได้โง่เขลา ทั้งคู่ย่อมสามารถสัมผัสได้ว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง กลบเกลื่อนมิตรภาพจากใจที่แสดงออกมาเท่านั้น… ชายหนุ่มทั้งสองอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มใต้หน้ากาก...
“ตกลงตามนี้ ไม่ว่ายังไงคนที่จะผ่านเข้าสู่ด่านต่อไป จะต้องเป็นพวกเราสามคน!!” เล้งหยุนฟง เผยแววตาเด็ดเดี่ยว ก่อนจะลุกยืนขึ้น… “สหาย… เจ้าประคอง กังเฉิง เอาไว้ ข้าจะทำหน้าที่สกัดการโจมตีของ เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ให้เอง พวกเราจะทะลวงผ่านเข้าไปที่ประตูในคราเดียว!!”
ซุน พยักหน้าตอบรับ…
กังเฉิง ก็กัดฟันทนได้เช่นกัน…
เล้งหยุนฟง วาดมือสองข้าง อักษรเพลิงห้าตัวได้ปรากฏพร้อมกัน จากนั้นพลันโยงใยเชื่อมต่อกลายเป็นดาวห้าแฉกเบื้องหน้า เจตจำนงแห่งเปลวเพลิงสีฟ้าที่เข้มข้นถูกขับขานออก ก่อนจะรูปลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
“จงปรากฏ เงาภูติอสูรเพลิง… เทพปักษา!!”
เปลวเพลิงสีฟ้าที่เข้มข้น กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งนกที่น่าเกรงขาม ร่างเป็นมนุษย์กำยำดุจดั่งบุรุษล่ำสัน หากแต่ใบหน้ากลับมีปากเป็นจะงอยเหมือนนก ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวฟ้า ปีกขนาดใหญ่สยายขึ้นด้านหลัง มือทั้งสองข้างและปลายเท้าเป็นดั่งกรงเล็บแหลมคม ร่างกายลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้า มองดูแล้วเปี่ยมไปด้วยความสง่าเกรียงไกรที่เหนือล้ำยิ่งว่า ราชสีห์เปลวเพลิง ของ เล้งหมิงเช่อ อย่างเทียบกันไม่ได้…
นี่คือ เทพปักษา ภูติอสูรเพลิงคู่บารมีของ เล้งหยุนฟง…
ซุน สูดลมหายใจลึกด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภูติอสูรเพลิงที่ได้ปรากฏ… รูปร่างของภูติอสูรเพลิง เทพปักษา ตนนี้ ช่างมีความคล้ายคลึงกับหนึ่งในสัตว์เทพ พญาครุฑ จากดินแดนเก่าก่อนที่ ซุน เคยจากมา…
ในยามที่เผชิญหน้ากับวานรไพร ซุน ก็พอสังเกตเห็นได้แล้วว่า เล้งหยุนฟง ใช้เพียงวิชาอักษรเพลิงเท่านั้น มิได้ใช้ศาสตราประจำกาย หรือภูติอสูรเพลิงของตนเองเลย แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ยังเก็บไว้อย่างมิดชิด…
“ไป!!”
ชายหนุ่มทั้งสามตรงไปยังประตูมิติสีเขียวในทันที…
“!!!!!!!!!!” เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่กำลังปะทะกันอยู่ย่อมสังเกตเห็นได้ จึงระเบิดเคล็ดวิชาโจมตีจากระยะไกลตรงเข้ามาเล่นงานสกัด… ทว่าในตอนนั้น เล้งหยุนฟง เพียงวาดแขนออกไปพร้อมสั่งการผ่านเจตนารมณ์
เทพปักษา พลันโบยบินปลดปล่อยพลานุภาพแห่งเปลวเพลิงที่โหมลุก สะบัดปีกครั้งหนึ่งเกิดเป็นฝนเพลิงสีฟ้าพวยพุ่งออกไปเป็นวงกว้าง… ขยายกรงเล็บฟาดฟันเงากระบี่ ฉีกกระชากคลื่นอัสนี เปล่งประกายอำนาจสะท้านสะเทือน...
การโจมตีจากระยะไกลมีข้อจำกัดและพลังที่ถูกลดทอน ดังนั้นทำให้ เทพปักษา สามารถสกัดการโจมตีเหล่านั้นในระดับหนึ่ง ส่งผลให้สามชายหนุ่มพุ่งเข้าไปใกล้ประตูมิติกระชั้นชิด… เล้งหมิงเช่อ เผยไอสังหารอันรุนแรงขึ้นโดยพลัน
“บังอาจ!!” พื้นฐานกึ่งราชันย์ถูกรีดเค้นทุกหยาดหยดพวยพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด การเสือกแทงกระบี่ดำของ เล้งหมิงเช่อ ราวกับเส้นแสงทมิฬที่ตัดผ่านในทุกสรรพสิ่ง… แม้แต่ เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็ระเบิดเสียงกัมปนาทกลายเป็นเงาอัสนีฟาดผ่า ไม่ยินยอมให้ผู้ใดเข้าไปในประตูมิติดังกล่าวนั้นได้เช่นเดียวกัน…
เล้งหยุนฟง และ ซุน สัมผัสได้ถึงวิกฤตที่รุนแรง การโจมตีสองทิศทางเช่นนี้ต่อให้เป็น เล้งหยุนฟง ก็ไม่สามารถสกัดกั้นพร้อม ๆ กันได้… ซุน จึงตัดสินใจผลักร่างของ กังเฉิง ที่บาดเจ็บให้กระเด็นออกไปยังทิศทางใกล้ประตูมิติ
“กังเฉิง หากสบโอกาสก็หนีเข้าประตูไปก่อน ไม่ต้องรอพวกเรา!!”
ซุน เข้าไปยืนเคียงคู่กับ เล้งหยุนฟง ดุจดั่งปราการมนุษย์… ก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะระเบิดพลังทั้งหมดออกมา เพื่อแยกกำลังรับการปะทะของสองยอดฝีมือ!! เล้งหยุนฟง ไม่ได้เผชิญหน้ากับพี่ชายตนเองมาหลายปีแล้ว ทั้งก่อนหน้านี้ก็ยังไม่เคยชนะเลยสักครั้งเดียว จากช่วงวัยที่ห่างกันถึงสิบปีเต็ม…
หากแต่ เล้งหยุนฟง เปี่ยมล้มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง การแยกตัวออกจากตระกูลเล้ง มาตลอดหลายปีและฝึกฝนตนเองอย่างหนักหน่วงที่สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ จนก้าวขึ้นเป็นราชันย์รุ่นเยาว์ ความมุ่งมั่นเหล่านั้นมิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะพึงมีได้…
เล้งหยุนฟง วาดอักษรเพลิงรูปแบบพิเศษขึ้น… ก่อนจะกดอักษรเพลิงลงที่กลางหน้าอกของตนเอง พลังมหาศาลระลอกขึ้นพลันระเบิดออก ก่อนที่ เทพปักษา จะโบยบินลงมายืนที่ด้านหลัง เกิดเส้นใยระหว่างชายหนุ่มและภูติอสูรเพลิงของตนเอง…
“ผสานร่าง… อาภรณ์เทพปักษาสถิต!!”
ร่างของ เล้งหยุนฟง และ เทพปักษา เกิดการทับซ้อน หน้ากากของ เล้งหยุนฟง กลายเป็นหน้ากากเพลิงเศียรนก ปีกเพลิงด้านหลังสยายออก ผ้าประหลาดสีดำโอบรัดพันมือทั้งสองข้าง ก่อนจะกลายเป็นดั่งกรงเล็บสีดำอันแข็งแกร่ง ความหนาแน่นของลมปราณขยายขอบเขตถึงขีดสุด… (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เล้งหยุนฟง ตวัดกรงเล็บโดยมีอักษรเพลิงปรากฏ
ปะทะกับกระบี่ของ เล้งหมิงเช่อ อย่างไม่เกรงกลัว!!
ตูม!! เสียงปะทะดังรุนแรง ร่างของ เล้งหยุนฟง กระเด็นถอยร่นมาหลายสิบก้าว มีโลหิตไหลซึมออกมาเล็กน้อยใต้หน้ากาก... หากแต่ เล้งหมิงเช่อ และกระบี่ดำในมือรู้สึกได้ถึงอาการสั่นไหวด้านชาเช่นกัน!! เล้งหมิงเช่อ แทบไม่อยากจะเชื่อว่าน้องชายของตน จะสามารถหยุดพลังกึ่งราชันย์ของตนเองไว้ได้จริง ๆ และสัญชาตญาณยังบอกกันตนอีกว่า หากปล่อยให้ เล้งหยุนฟง เติบโตมากไปกว่านี้อีกไม่กี่ปี จะต้องก้าวข้ามความแข็งแกร่งของตนไปได้อย่างแน่นอน...
ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ เล้งหมิงเช่อ ไม่มีทางยอมรับได้…
ซุน เลือกที่จะเผชิญหน้ากับ เหว่ยหม่าอวิ๋น เป็นครั้งแรก... แน่นอนว่าทั้งสองมิได้มีความแค้นเคืองต่อกัน แต่ในเมื่อมีเป้าหมายอย่างเดียวกันย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้... ความเร็วของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ราวกับเป็นภาพติดตา ต่อให้ ซุน มีสัมผัสที่เฉียบคมและสายลมสีม่วงก็ยังต้องเหงื่อตก กลอกตาไปมาอยู่ใต้หน้ากาก ยังแทบจะมองตามได้ไม่ทัน…
สิ่งที่ ซุน หยิบออกมาจากแหวนมิติ มิใช่กระบี่รุ่งอรุณ หากแต่เป็นขวานจักรพรรดิ ศาสตราที่หนักและมีอำนาจโจมตีทรงพลังที่สุด ซุน รู้ดีว่าไม่มีทางตามความเร็วของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ได้ทันอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจใช้อำนาจอันทรงพลัง เพื่อสะกดข่มความเร็ว…
ซุน มองเห็นง้าวเทพอัสนีที่พุ่งตรงเข้ามา มันรวดเร็วจนมองเห็นเป็นเงาติดตาจำนวนนับไม่ถ้วนประหนึ่งว่ามีง้าวร้อยเล่มอยู่ตรงหน้า… ชายหนุ่มรีดเค้นพลังกายและลมปราณทั้งหมด อันแน่นลงไปในตัวขวาน ก่อนจะยกมันขึ้นโบกสะบัด…
“ปัดกวาด!!”
เสียง ตูม!! ดังขึ้นอย่างรุนแรง ซุน ถูกแรงกระแทกที่หนักหน่วง ทั้งยังถูกพลังอัสนีที่รุนแรงแทรกซึม จนถึงกับสำรอกโลหิตคำใหญ่ออกมา ลมปราณในร่างปั่นป่วน ทว่านอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็มิได้ปรากฏอาการบาดเจ็บที่ร้ายแรงประการใดอีก สามารถต้านทานพลังกึ่งราชันย์ของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ได้เช่นเดียวกัน!!
ส่วนทางด้าน เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็ตื่นตะลึงกับแรงที่สะท้อนกลับมา ความหนักหน่วงของขวานจักรพรรดิ มากพอจะทำให้ชายหนุ่มร่นถอยออกไป ทั้งยังเสียสมดุลในการเคลื่อนไหวในชั่วเวลาหนึ่ง…
ในตอนนั้นเอง… ดวงตาชั่วร้ายของ เล้งหมิงเช่อ พลันเปล่งวาบ ก่อนจะถลาตัวดุจเกาทัณฑ์ที่ออกจากแล่ง หักเหทิศทางตนเอง พุ่งเข้าไปหา เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่กำลังเสียสมดุลโดยทันที!! “หากไม่มีเจ้าสักคน สวะสามตัวนี้มันจะนับเป็นอย่างไรสำหรับข้า!!”
เหว่ยหม่าอวิ๋น ไม่คิดว่า เล้งหมิงเช่อ จะใช้วิธีสกปรกถึงเพียงนี้ แต่ไหนเลยที่การเสียสมดุลเพียงเล็กน้อยจะทำให้ เหว่ยหม่าอวิ๋น จนตรอกได้ ปราณเทพอัสนีตลอดร่างระเบิดออกมาในชั่วพริบตา…
แต่ เล้งหมิงเช่อ กลับหัวเราะน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะหยิบเอาอาวุธลับที่เก็บงำมาโดยตลอด โยนขึ้นไปท้องฟ้า รูปร่างของมันเป็นเพียงแท่งโลหะขนาดไม่ใหญ่มาก มองดูอย่างไรก็ไม่เห็นถึงพิษภัย… แต่แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็ปรากฏ เมื่อแท่งโลหะดังกล่าวเปล่งแสงวาบขึ้น มันกลับชักนำปราณเทพอัสนีให้ปรวนแปร และหักเหทิศทางให้อยู่นอกเหนือการบังคับควบคุมของ เหว่ยหม่าอวิ๋น!!
“โลหะชักนำอัสนี!! นี่คืออาวุธอักขระ ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของกระแสอัสนีได้!!”
เมื่อไม่มีปราณอัสนีคอยขวางสกัด เล้งหมิงเช่อ จึงสามารถเสียบแทงกระบี่ดำลงบนร่างของ เหว่ยหม่าอวิ๋น!! ยังดีที่ เหว่ยหม่าอวิ๋น ยังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เร็วมากพอ จึงทำให้บาดแผลนั้นห่างจากจุดตันเถียนของตนเองไปหนึ่งชุ่น แต่ก็ยังกล่าวได้ว่า นี่เป็นบาดแผลฉกรรจ์อย่างแท้จริง…
“บัดซบ!!”
เล้งหมิงเช่อ แผ่ล้นจิตสังหารอันรุนแรง เมื่อพลาดจุดตายในกระบี่แรก กระบี่ที่สองย่อมตามมาติด ๆ ทว่าในช่วงเวลาแค่เสี้ยวอึดใจนั้นเอง เสียง เพล้ง! ก็ดังขึ้นจากภายในอาภรณ์ของ เหว่ยหม่าอวิ๋น มันคือเสียงของ ขวดโหล ที่แตกออก
และมันก็เป็นฝีมือของ ซุน ที่ยิงกระสุนสายลมทำลายอย่างแม่นยำจากระยะไกล การโจมตีครั้งนี้มิต่างการช่วยชีวิต... เหว่ยหม่าอวิ๋น แม้จะตกตะลึง แต่สุดท้ายก็หันมองมายัง ซุน พร้อมกับมีเสียงผ่านกระแสลมปราณดังขึ้นในชั่วพริบตา…
“ขอบคุณ…”
ร่างของ เหว่ยหม่าอวิ๋น หายวับไปจากการถูกดึงออกไปยังโลกภายนอก จึงทำให้กระบี่ที่สองของ เล้งหมิงเช่อ พลาดเป้า!! แม้จะเป็นเรื่องน่าเจ็บใจที่มิอาจสังหาร เหว่ยหม่าอวิ๋น ลงได้ แต่ในทางกลับกัน นี่ก็คือการตัดสิทธิ์ของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ออกจากด่านทดสอบนี้…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เมื่อไม่มี เหว่ยหม่าอวิ๋น เท่านี้มหาขุมทรัพย์ยังจะเป็นของใครได้อีกนอกจากข้า!!” เสียงหัวเราะคำรามของ เล้งหมิงเช่อ กังวานก้องก่อนที่จะระเบิดความเร็วมุ่งสู่ประตูมิติ ทำเอาชายหนุ่มทั้งสามต่างพากันขนลุกชูชันอย่างอดไม่ได้…
เล้งหยุนฟง และ ซุน พุ่งเข้าสกัดกั้นในทันที… แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองคนลมปราณปั่นป่วนไปตั้งแต่การปะทะเมื่อครู่นี้ หลังจากมีเสียง ตูม! ดังขึ้น ร่างของทั้งสองก็ลอยกระเด็นไปคนละทาง ไม่อาจหยุด เล้งหมิงเช่อ เอาไว้ได้…
“กังเฉิง!! รีบเข้าไปในประตู!!” เล้งหยุนฟง ตะโกนบอก กังเฉิง ที่อยู่ใกล้ประตูมากที่สุด ทำให้ กังเฉิง กัดฟันแน่นฝืนอาการบาดเจ็บใช้พลังทั้งหมดตรงไปยังประตูมิติในทันที… ซึ่งมองจากความเร็วและระยะทาง ยังไง กังเฉิง ก็สามารถเข้าประตูได้ก่อน เล้งหมิงเช่อ อย่างแน่นอน...
“หึหึ… น่าขันยิ่งนัก จวบจะตายเช่นนั้น ต่อให้รอดไปถึงด่านที่สามได้ สุดท้ายก็ต้องตายภายใต้คมกระบี่ของข้า… ส่วนพวกเจ้าอีกสองคน ไม่ว่าผู้ใดจะสามารถรอดมาถึงด่านที่สาม แต่พวกเจ้าก็อ่อนแอเกินกว่าจะเอาชนะข้าได้ สุดท้ายแล้วข้านี่แหละคือผู้ที่จะชนะ และได้มหาขุมทรัพย์ไปครองอยู่ดี ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” เล้งหมิงเช่อ เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ในที่สุด กังเฉิง ก็สามารถมาถึงประตูได้สำเร็จ ตัดสินใจกระโจนเข้าไปทันที โดยมี เล้งหมิงเช่อ ตามหลังมาเพียงแค่ระยะไม่ถึงสิบก้าวเท่านั้น… ซุน และ เล้งหยุนฟง ที่อยู่ไกลออกไปมาก ไม่มีทางจะหยุด เล้งหมิงเช่อ ได้ทันอีกแล้ว…
ทว่า…
พริบตาที่ กังเฉิง รอดผ่านประตูมิติ…
ประตูก็ได้เลือนหายไปพร้อม ๆ กัน…
“!!!!!!!!!!” สามคนที่เหลือ มองตาค้างภายใต้หน้ากาก...
“บัดซบ!! เกิดอะไรขึ้น!!” เล้งหมิงเช่อ ใบหน้าโง่งมลนลาน
หลังจากคิดใคร่ครวญดูแล้ว ซุน ก็ถึงกับสูดลมหายใจลึกดังเฮือกขึ้น “ระ…หรือว่า ประตูลับในแต่ละประตู จะสามารถผ่านเข้าไปได้แค่เพียงหนึ่งคน!! นั่นแปลว่าพวกเราต้องสังหาร สัตว์อสูรไพรระดับราชันย์ มากกว่าเกินหนึ่งตัวงั้นหรอกหรือ!!”
จุดแสงบอกเวลาดวงสุดท้ายบนท้องฟ้า
กะพริบแสงริบหรี่เต็มที…