อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 319 มรดกแห่งโบราณ
ตอนที่ 319
ที่โลกภายนอก หลายฝ่ายหลายขุมกำลังเต็มไปด้วยความว้าวุ่นใจที่การมองเห็นถูกปิดกั้นจากกระแสลมสีครามที่โบกพัดมิต่างหมอกปกคลุมเอาไว้… ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังได้เห็นเหตุการณ์ถึงช่วงที่ เล้งหมิงเช่อ สามารถเล่นงาน เหว่ยหม่าอวิ๋น จนถูกตัดสิทธิ์ออกไปจากการชิงชัย และความพลิกผันของชายหนุ่มบาดเจ็บคนหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสได้หายเข้าไปในประตูลับ…
แน่นอนว่าตัวตนของ กังเฉิง มิได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในยุทธภพแม้แต่ตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ เพราะว่าราชครูต้วน อาจารย์ของ กังเฉิง ได้ปฏิเสธการเข้าร่วมการแข่งขันที่เป็นทางการเกือบทั้งหมด… ดังนั้นการสืบค้นตัวตนของ กังเฉิง จึงยากพอ ๆ กับการคาดเดาตัวตนของ ชายหมายเลข 1 ที่ทุกฝ่ายอยากทราบถึงตัวตน…
หลังจาก กังเฉิง ได้เข้าไปในประตูลับ แล้วภาพเหตุการณ์ทุกอย่างพลันถูกปิดกั้นลงทันทีด้วยฝีมือของ ซุน จวบจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีใครทราบเหตุการณ์ด้านในที่เกิดขึ้น…
ณ มหาสมุทรกิเลนอัสนี…
เล้งหมิงเช่อ กลับออกมาด้านนอก พร้อมใบหน้าที่อาบท่วมไปด้วยโลหิตจากดวงตาที่สูญเสียไป การปรากฏของ เล้งหมิงเช่อ สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนโดยรอบเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยภาพสุดท้ายที่ทุกคนได้เห็นนั้น คือภาพที่ เล้งหมิงเช่อ กำลังเผชิญหน้ากับ เล้งหยุนฟง และ ชายหมายเลข 1 ซึ่งไม่ว่าจะมองจากมุมใด ก็คงไม่มีใครคิดว่า เล้งหมิงเช่อ จะพ่ายแพ้กลับมาได้…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข่าขันสิ้นดี ตระเตรียมทุกสิ่งอย่างด้วยเจตนาชั่วช้า ทว่าสุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ออกมา ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!!” เสียงหนึ่งแทรกดังขึ้น ขณะที่ เล้งหมิงเช่อ กำลังเดินผ่านฝูงชน แน่นอนว่าเป็นอื่นใดมิได้นอกจากเสียงของ เหว่ยหม่าอวิ๋น ที่ถูกตัดสิทธิ์ออกมาก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มหัวเราะเย้ยหยันราวกับสะใจยิ่ง
เล้งหมิงเช่อ กัดฟันดังกรอด… “ข้าน่าจะฆ่าเจ้าเสียตั้งแต่ด้านใน!!”
สองชายหนุ่มมองหน้ากันด้วยจิตสังหารที่ลุกโชน ทว่าทั้งสองคนหลังจากที่ก้าวออกมาจากมิติคู่ขนานในมหาขุมทรัพย์ ก็หมดโอกาสที่จะลงมือต่อกันได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในความโจ่งแจ้งของฉากหน้า…
หากคนทั้งสองเกิดการต่อสู้หรือเข่นฆ่าล้างแค้นกันอย่างโจ่งแจ้ง จะถือเป็นเรื่องที่ผิดต่อพันธสัญญาที่บรรพบุรุษเคยให้ไว้แก่กัน ซึ่งความผิดนี้ก็มากพอจะทำให้ทั้งสองชายหนุ่ม ถูกทางเบื้องบนของสองตระกูลสั่งลงโทษขั้นเด็ดขาดได้เพื่อรักษาความมั่นคงให้สืบไป…
เล้งหมิงเช่อ เดินผ่านกลุ่มสมาชิกตระกูลเล้ง… โดยเฉพาะผู้อาวุโสชายชราหนึ่งคนที่ดูคล้ายจะแผ่รัศมีแรงกดดันออกมาอย่างมหาศาล เผยแววตาที่เดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง… “เล้งเมิงเช่อ!! เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ยังไง!! ต่อให้มหาขุมทรัพย์ถูกเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทว่าข้าก็ผลักดันเจ้าอย่างเต็มที่ แม้แต่คนจากฝ่ายหยินข้าก็ยังหาเหตุผลมากดดัน ทำให้พวกมันส่งคนเข้ามาด้านในไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดเจ้าก็ยังพลาดท่า!! ไม่อาจแม้แต่จะลงมือจัดการคนทรยศอย่าง เล้งหยุนฟง!!”
เล้งหมิงเช่อ คุกเข่าลงในทันที… “อาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว มีหลายปัจจัยทำให้แผนของข้าต้องพังทลายลง อีกทั้งองค์ประกอบและกติกาด้านในก็คล้ายว่าจะแตกต่างไปจากที่พวกเราศึกษามา ข้ารู้สึกเหมือนกับว่ากติกามันถูกเปลี่ยนอย่างกระชั้นชิดจนน่าตกใจ…”
“เหลวไหล!! กติกาที่ถูกสร้างมาตั้งแต่เมื่อหมื่นปีก่อน มันจะมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่าสามผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นผู้สร้าง จะลุกออกมาจากสุสานเพื่อเปลี่ยนแปลงมันเท่านั้นแหละ!!
เรื่องที่พลาดไปแล้ว ต่อให้ลงโทษเจ้าไปก็ไม่มีวันได้กลับคืนมา… อย่างน้อยเจ้าก็คงจะมีคำตอบให้ข้างั้นสินะ ว่าใครกันที่มันได้มหาขุมทรัพย์ มรดกแห่งชนชั้นสีรุ้งไปครอบครอง!!” ชายชราตวาดเสียงขึ้น
เล้งหมิงเช่อ ชำเลืองมองไปยังประตูมิติที่สะท้อนภาพเหตุการณ์เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากเนิบนาน... “ใครจะเป็นผู้ชนะในมหาขุมทรัพย์ ยังไม่อาจชี้ชัดได้… ทว่ามรดกแห่งวัตถุชั้นสีรุ้ง จะต้องอยู่ในมือของสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน!! พวกเราสามารถจัดเตรียมกำลังพลล่วงหน้า หาทางช่วงชิงมรดกนั่นกลับมาได้ในทันที…”
……………………….………………………..
ด้านในมิติคู่ขนาน…
“จงเปิดออก ประตูมิติสู่มหาขุมทรัพย์!!”
ทันทีที่กระบี่สวรรค์โลหิต กระแทกเข้ากับ ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 7 ใบหน้าของ ซุน และ เล้งหยุนฟง ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัด เรือนกายสะท้านสะเทือนจากพลังอำนาจที่ผลักดัน ก่อนที่มันจะระเบิดพลังออกมา ผลักดันทั้งสองคนให้ออกจากกัน พร้อมกับลำแสงสายหนึ่งที่พุ่งขึ้นไปย้อมสีท้องฟ้าของป่าแห่งวงกตให้กลายเป็นสีรุ้ง!!
พลานุภาพที่แผ่ซ่านออกมานั้น สร้างขอบเขตปิดกั้นที่ครอบคลุมไปทั้งมิติคู่ขนานแห่งนี้ ปกปิดภาพสะท้อนจากประตูมิติด้านนอกทั้งหมดให้กลายเป็นสีรุ้งอันมืดบอดเช่นกัน สร้างความตกตะลึงและไม่มีใครด้านนอกสามารถเข้าใจได้ว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น…
ด้วยความที่ป่าแห่งวงกตเป็นขอบเขตที่ถูกกำจัด และมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับโลกด้านนอก ดังนั้นกระบวนการจึงถูกเร่งรัดให้เร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอให้ท้องฟ้าสีรุ้งเรือนหายไป ประตูมิติซ้ำซ้อนก็พลันปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของสองชายหนุ่ม…
เล้งหยุนฟง เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น หากแต่ ซุน เพียงแค่ปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ภายใต้หน้ากากเท่านั้นเอง… ประตูมิติสีรุ้งนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเข้าออกก็ชัดเจนสมบูรณ์ พร้อมที่จะรองรับการก้าวเข้าไปของชายหนุ่มทั้งสอง…
เล้งหยุนฟง สูดลมหายใจลึกก่อนจะฉายแววตาเด็ดเดี่ยว…
“ไปกันเถอะ… ไม่จำเป็นต้องออมมือ!!”
ทว่า ซุน กลับหยุดยืนที่หน้าประตูนั้น ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ล่ะ จะไม่มีการแย่งชิงอะไรทั้งสิ้น เพราะข้าจะไม่เข้าไปพร้อมกับเจ้าด้วย…”
“!!!!!!!!!!” เล้งหยุนฟง เอ่ยท่าทีอึ้งงัน
“นี่เจ้า?! กำลังเล่นตลกอันใด”
ซุน หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกล่าว “ไม่ใช่การเล่นตลกอะไรทั้งนั้น ข้าพูดเรื่องจริง… ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 7 นี้เป็นของเจ้า เงื่อนไขที่จิตวิญญาณแห่งกระบี่สวรรค์โลหิตได้ร้องขอ ก็เป็นโลหิตของเจ้า ข้านั้นเพียงแค่ให้เจ้าหยิบยืมใช้กระบี่เท่านั้นเอง… (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ดังนั้น มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ลำดับที่ 7 นี้… มันก็ควรจะเป็นของเจ้า ราชันย์รุ่นเยาว์ เล้งหยุนฟง…” คำพูดที่แน่นหนักในช่วงท้าย บ่งบอกว่ามิใช่วาจาที่เอ่ยขึ้นมาล้อเล่น แต่แฝงไว้ด้วยการตัดสินใจที่แน่วแน่
เล้งหยุนฟง สะท้านสะเทือนไปโดยพลัน… “นะ…นี่เจ้า?!”
ซุน วางมือบนไหล่ของ เล้งหยุนฟง ตบเบา ๆ สองสามครั้ง… “พยายามเข้าสหาย ข้ายินดีกับเจ้าด้วย… ซากตราแห่งวงกต ลำดับที่ 7 นั่น มันคงไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้าอีกแล้ว ไม่ทราบว่าข้าจะขอเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้หรือไม่?”
เล้งหยุนฟง มองที่ตราแห่งวงกตในมือเล็กน้อย… หลังจากที่มันได้เปิดใช้งานครั้งหนึ่งแล้ว ตรานี้จะกลายเป็นโลหะไร้ประโยชน์ในทันที เพราะมันมิอาจใช้เปิดประตูมิติขึ้นได้อีกเป็นครั้งที่สอง ชายหนุ่มจึงยื่นมันให้กับ ซุน โดยไม่ลังเล…
“นี่เจ้า จะไม่เข้าไปพร้อมกับข้าจริง ๆ น่ะหรือ?! เจ้าจะยกมรดกแห่งลมปราณสีรุ้งให้กับข้าโดยตรง ทั้งที่เจ้าเองก็มีโอกาสชิงชัยอย่างยุติธรรมกับข้าเนี่ยนะ” เล้งหยุนฟง แทบไม่อยากจะยอมรับกับสิ่งที่ได้ยิน หากนำเรื่องนี้ไปกล่าวกับผู้ใด รังแต่จะเป็นเรื่องที่น่าขบขันเท่านั้น เพราะใครกันในยุทธภพนี้จะปฏิเสธโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะครองครอบวัตถุชั้นสีรุ้ง…
ซุน ถอนหายใจยาวออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเปล่งวาจาด้วยเสียงที่เรียบและสงบ ประหนึ่งบุรุษที่เห็นความสัมพันธ์แห่งมิตรภาพเหนือล้ำเกินทรัพย์สมบัตินอกกาย… “จริงอยู่ที่ข้าเองก็อยากได้มรดกนั่น แต่ข้าอยากได้มันมาด้วยพลังฝีมือและความทะเยอทะยานของข้าเองเท่านั้น… หากให้ข้าต้องไปเบียดเบียนโชควาสนาของสหายผู้หนึ่งเพียงเพราะมรดกนั่น ข้าก็ยินดีเป็นผู้เสียสละ…”
กล่าวจบ ซุน ก็ผลัก เล้งหยุนฟง เข้าไปด้านใน… ทำเอาชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสศรัทธากับจิตใจงดงามของสหายผู้นี้ จิตใจที่กว้างใหญ่ดุจดั่งมหาสมุทร เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมราวกับเทพเซียนที่บรรลุแตกฉานห้วงสัจธรรมที่ล้ำลึก ไม่ยึดติดต่อวัตถุนอกกาย…
“ข้าติดค้างเจ้าแล้ว… บอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้ามีนามว่าอะไร?” เล้งหยุนฟง เอ่ยถามหลังจากผ่านประตูไปแล้วครึ่งก้าว…
“ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้ามาตอบแทนบุญคุณกับข้า ดังนั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้ามีนามว่าอะไร… แต่เชื่อเถอะว่าสักวันหนึ่ง พวกเราต้องได้พบกันแน่นอน สหาย…” ซุน เอ่ยปากเนิบนาบ ก่อนจะผลัก เล้งหยุนฟง ให้หายเข้าไปในประตูมิติอย่างสมบูรณ์…
ซุน เฝ้ามองสักระยะ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายออกมาไม่ได้แล้ว จึงส่งเสียงหัวเราะดัง หึหึ ขึ้นในลำคอ… “ไม่ต้องการให้ตอบแทนบุญคุณงั้นหรือ… อ้างเข้าไปนั่น!! เรื่องอะไรข้าจะต้องไปเหนื่อยแย่งชิงกับเจ้าด้วย ในเมื่อข้าก็มีของข้าเองเช่นกัน… สู้ปล่อยให้เจ้าติดค้างหนี้บุญคุณข้าเช่นนี้ ย่อมดีกว่าเป็นไหน ๆ ชาตินี้ทั้งชาติก็อย่างหวังว่าจะใช้หนี้ข้าได้หมด เล้งหยุนฟง!!”
ซุน มองดูซากตราแห่งวงกตลำดับที่ 7 ซึ่งได้ขอมาโดยอ้างเป็นของที่ระลึก ทว่าอันที่จริงมันยังสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง สามารถใช้แสดงตัวตนให้ เล้งหยุนฟง ได้รู้ ว่าตนนี่แหละคือผู้มีพระคุณของอีกฝ่าย…
รวมไปถึงผู้คนภายนอก ซึ่งยังไม่มีใครทราบในเรื่องที่ ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 7 เคยถูกเปิดใช้งานไปแล้ว คนภายนอกย่อมเข้าใจว่า ตราแห่งวงกตที่ถูกเปิดไปแล้วมีเพียงแค่ ตราลำดับที่ 6 เมื่อ 7,000 ปีก่อน และตราลำดับที่ 3 ในครั้งนี้เท่านั้น ตราลำดับที่ 7 จึงยังมีอำนาจต่อรองในตัวเอง…
ซุน เก็บซากตราชิ้นนี้ลงไปด้วยท่าทีหน้าชื่นตาบาน...
ก่อนที่ชายหนุ่มหยิบเอา ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 5 ของตนเองออกมา… กระบี่สวรรค์โลหิต ก็ใช่ว่า ซุน จะใช้เศษเสี้ยวพลังชนชั้นลมปราณสีรุ้งทั้งหมดไปในการเปิด ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 7 จึงยังเปล่งประกายพลังหลงเหลืออีกบางส่วน…
ซุน ปักกระบี่สวรรค์โลหิตลงไปอย่างไม่ลังเล พร้อมกระตุ้นเจตนารมณ์ กระบวนการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ประหนึ่งเป็นภาพย้อนกลับซ้ำอีกครั้ง ปรากฏประตูมิติแห่งใหม่ขึ้นมาตรงหน้าของชายหนุ่ม…
เสียงหัวเราะของ ซุน ดังกังวานอย่างอดไม่ได้
พร้อมกับร่างที่พุ่งผ่านเข้าไปด้วยความมุ่งมั่น
พริบตาที่ ซุน ผ่านประตูมิติเข้าไป เป็นดังสลักกลไกเงื่อนไขที่ถูกปลดออก... เพราะมันได้ทำให้ มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งทั้งสามแห่ง ได้ตรงตามเงื่อนไขที่ว่าหลงเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวภายในมหาขุมทรัพย์….
มหาขุมทรัพย์ลำดับที่ 3 ไม่มีผู้ชิงชัยเหล่าอยู่ที่นี่อีกแล้ว ดังนั้น กังเฉิง จึงได้รับการประกาศจากภายในด่านทดสอบสุดท้าย ว่าเป็นผู้ชนะสมบูรณ์… มหาขุมทรัพย์ลำดับที่ 7 มีเพียง เล้งหยุนฟง ที่เข้าร่วมการชิงชัย ไม่มีผู้ใดหลงเหลือที่ด้านนอกอีกแล้ว จึงไม่มีด่านทดสอบใด ๆ และกลายเป็นผู้ชนะสมบูรณ์… และ มหาขุมทรัพย์ลำดับที่ 5 ซุน คือผู้ที่เปิดและเป็นผู้ชิงชัยหนึ่งเดียวที่สู่ด้านใน จึงไม่มีด่านทดสอบเกิดขึ้นมาเช่นกัน…
กังเฉิง เต็มไปด้วยสับสน...
เล้งหยุนฟง ลำบากใจและรู้สึกติดค้าง…
มีเพียง ซุน ที่หัวเราะออกมา…
สามชายหนุ่ม แม้จะแยกกระจายออกไปในมิติคู่ขนานที่แตกต่าง ทว่าสภาพพื้นที่โดยรอบกลับมีความคล้ายคลึงกัน เป็นมิติไร้น้ำหนักที่เต็มไปด้วยแสงสว่างเจิดจรัสขึ้นมา ก่อนที่จะมีวัตถุอันเป็นมรดกชั้นสีรุ้ง ลอยลงตรงหน้าของชายหนุ่มทั้งสามคน สภาพจิตใจสะท้านสะเทือนอย่างอดไม่ได้…
ตรงหน้าของ กังเฉิง เป็นมีดสั้นคู่หนึ่งที่ไร้คม…
ตรงหน้าของ เล้งหยุนฟง เป็นปลอกแขนสีดำ…
และสิ่งที่ปรากฏออกมาตรงหน้าของ ซุน
ก็คือ เสียมไม้ ที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่…