อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 320 มรดกทั้งสามชิ้น
ตอนที่ 320
มหาขุมทรัพย์ ลำดับที่ 3
กังเฉิง จนถึงตอนนี้ ยังเต็มไปด้วยความสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่ตนเพียงแค่ก้าวเข้าประตูลับมาก่อนผู้อื่น แต่เมื่อก้าวเข้ามาแล้วกลับพบว่าประตูลับก็พลันเลือนหายไปในทันที แรกเริ่มใบหน้าของ กังเฉิง ถึงกับด้านชา และตระหนักได้ในภายหลังว่าประตูลับนี้ คงเข้ามาได้เพียงครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น
จากนั้น กังเฉิง จึงเฝ้ารอด้วยความพะว้าพะวง ทั้งที่ตนไม่คู่ควรอย่างที่สุด เมื่อเทียบกับสหายอีกสองคนแท้ ๆ แต่กลับกลายเป็นคนแรกที่ผ่านเข้ามา… อีกทั้งสถานการณ์ด้านนอกก็ยังเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรง เล้งหมิงเช่อ คงบ้าคลั่งอยู่เป็นแน่
กังเฉิง จึงฝืนอาการบาดเจ็บตั้งท่าพร้อมรบอยู่ตลอดเวลา… แต่หลังจากเวลาผ่านล่วงเลย กลับไร้ซึ่งเงาร่างของผู้ใดอีกหลังจากนั้น จวบจนกระทั่งดวงตาที่มีน้ำเสียงโบราณได้ปรากฏ และเอ่ยบอกว่าตนคือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ภายในมหาขุมทรัพย์แห่งนี้…
หน้ากากปกปิดเอกลักษณ์ค่อย ๆ สลายหายไป เผยให้เห็นดวงตาที่สั่นไหวและมิอาจยอมรับกับความเป็นจริงตรงหน้า กังเฉิง มิได้แสดงความยินดีแม้เพียงนิด รู้สึกว่าตนมิได้คู่ควรกับมรดกชิ้นนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะหากเทียบกับพรรคพวกอีกสองคนแล้ว ตนแทบจะเป็นเพียงตัวประกอบที่เติมเต็มเข้ามาเท่านั้น การที่กลายมาเป็นผู้รับโชควาสนาสูงสุดเช่นนี้จึงยากที่จะรู้สึกยอมรับ…
วัตถุเก่าแก่ลอยลงมาตรงหน้าของ กังเฉิง… รูปลักษณ์ของมันช่างแปลกประหลาด ลักษณะเหมือนกับมีดสั้นคู่หนึ่ง แต่ยิ่งมองอย่างละเอียดกลับพบว่ามันเป็นดั่งเขี้ยวสัตว์ที่ไม่มีแม้ความแหลมคมใด ๆ ให้ใช้เป็นอาวุธได้ แผ่ซ่านไปด้วยความเก่าแก่คร่ำครึไม่อาจคาดเดากาลเวลาที่ดำรงอยู่…
สีเส้นแสงเส้นหนึ่งขยับลากยาวเกิดเป็นตัวอักษร
“เขี้ยวคู่หมูตัน”
กังเฉิง สะท้านสะเทือนขึ้นมาโดยพลัน เพราะนามของเทพศาสตราชิ้นนี้ เป็นอาวุธประจำกายของผู้ยิ่งใหญ่ กุ่ยเยี่ยซา… หากแต่เรื่องรายละเอียดในพลังของมันนั้นยังเต็มไปด้วยปริศนาที่ยังไม่กระจ่างชัด กาลเวลานับหมื่นปีทำให้ข้อมูลมากมายที่ออกมา ถูกบิดเบือนไปจากอดีตจนยากจะเชื่อถือ…
………………………………………….
มหาขุมทรัพย์ ลำดับที่ 7
เล้งหยุนฟง จิตใจเต็มไปด้วยความรู้สึกติดค้าง ตั้งแต่ที่เข้ามายังมหาขุมทรัพย์ ก็หันมองไปยังด้านหลังนับครั้งไม่ถ้วน รู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่าสหายปริศนาผู้นั้น จะไม่ยอมเข้ามาในนี้จริง ๆ จวบจนมีการประกาศจากน้ำเสียงโบราณว่า เล้งหยุนฟง กลายเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน…
ความรู้สึกของ เล้งหยุนฟง แตกต่างไปจาก กังเฉิง ตรงที่มีความมั่นใจมากกว่าเท่านั้น แต่จิตใจที่รู้สึกไม่ยอมรับยังคงปรากฏให้เห็นผ่านจุดลึกในดวงตา… ทั้งยังตั้งปณิธานกับตนเองไว้อย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องทดแทนบุญคุณในครั้งนี้ให้จงได้…
ศาสตราสีรุ้งอีกหนึ่งชิ้นที่ปรากฏออกมา คือปลอกแขนสีดำชิ้นหนึ่ง… หน้ากากที่สลายไปแล้วทำให้เห็นดวงตาของ เล้งหยุนฟง เบิกโพรงชัดเจน ปลายนิ้วเฉียบเย็นขึ้นมาในฉับพลัน หากเป็นคนอื่นมาเห็นอาจไม่แจ่มแจ้งนักในความยิ่งใหญ่ของวัตถุชิ้นนี้… ทว่าตัวของ เล้งหยุนฟง ที่ศึกษาเรื่องราวในอดีตมาตั้งเยาว์วัยจนแทบจะจำได้ทุกตัวอักษร โดยเฉพาะเรื่องราวของสามผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกจดบันทึกโดยตระกูลเล้ง ไหนเลยที่จะคาดเดาไม่ได้ว่า ปลอกแขนชิ้นนี้คือสิ่งใด…
หนึ่งในยุทธภัณฑ์แห่งตำนานที่กล่าวได้ว่าล้ำค่าหาที่เปรียบ ถูกสร้างขึ้นโดยเทพอสูรในตำนาน และวัตถุดิบที่ใช้สร้างนั้น ยังเป็นกระดูกซากร่างของ 1 ใน 12 เทพนักษัตรยุคแรกเริ่ม เทพโก่ว(จอ) ทำให้เกิดเป็นยุทธภัณฑ์ล้ำค่าที่ทรงพลังชิ้นนี้…
เส้นแสงขีดเขียนอักษรบอกนาม…
“ปลอกแขนจิ้งจอกมายา”
เล้งหยุนฟง ถือปลอกแขนไว้ตรงหน้าด้วยแววตาที่สั่นไหว เผลอลูบคลำด้วยความอ่อนโยนราวกับกลัวว่ามันจะพังทลาย… ทั้งที่ปลอกแขนชิ้นนี้อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นหนึ่งในเครื่องป้องกันที่แข็งแกร่งทนทานที่สุดในสุริยะแห่งนี้เลยก็ว่าได้…
“7,000 ปีก่อน ในมหาขุมทรัพย์ ลำดับที่ 6 วัตถุชั้นสีรุ้งที่ปรากฏออกมาตอนนั้นก็คือ [ดวงตาแห่งอสรพิษ] วัตถุที่เกิดจากดวงตาของ เทพเสอ(มะเส็ง) แต่ช่างน่าเสียดายที่วัตถุชิ้นนั้นเต็มไปด้วยปริศนาที่ไร้การบันทึก จึงไม่มีใครสามารถใช้งานมันได้ แม้แต่ยอดฝีมือชนชั้นเทวะ พยายามจะฝืนใช้ ดวงตานั้นยังถูกสูบเอาพลังชีวิตและลมปราณในร่างอย่างมหาศาล เพื่อแลกกับการมองผ่านเนตรอย่างไร้ประโยชน์เพียงครั้งเดียว…
นับแต่นั้นมา ดวงตาแห่งอสรพิษ จึงเป็นวัตถุที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง และถูกเก็บรักษาไว้ในปราสาทปราการเทพสมุทร จนกว่าจะค้นพบวิธีการใช้งาน ดวงตาแห่งอสรพิษ ที่ถูกต้อง… จวบจนถึงในยุคปัจจุบัน ก็ไม่อาจเข้าถึงวัตถุชิ้นนั้นได้อีกแล้ว จากกุญแจที่หายไป…
ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ปลอกแขนจิ้งจอกมายา ชิ้นนี้ อาจจะสามารถใช้งานได้ง่ายยิ่งกว่า ดวงตาแห่งอสรพิษ เสียด้วยซ้ำ… แม้ว่าตัวข้าในตอนนี้คงจะยังไม่สามารถดึงพลังของยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้ออกมาได้ก็ตามที…” เล้งหยุนฟง เอ่ยขึ้นอย่างปลดปลง
พอได้เห็นความล้ำค่าของวัตถุชิ้นนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้ เล้งหยุนฟง อดนึกถึงสหายปริศนาผู้นั้นไม่ได้ ความรู้สึกอัดอั้นภายในจิตใจยิ่งทบทวีหาใดเปรียบ…
………………….…………………..
มหาขุมทรัพย์ ลำดับที่ 5
ทางด้านของ ซุน ซึ่งไม่มีหน้ากากบนใบหน้าอีกแล้ว ยามนี้กำลังเฝ้ารอจะได้เห็นวัตถุชั้นสีรุ้งอันทรงคุณค่าอย่างใจจดใจจ่อ คาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่ามันจะต้องเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า กระบี่สวรรค์โลหิต อย่างแน่นอน... เพราะกระบี่สวรรค์โลหิตเป็นกระบี่ที่มีความชำรุดไม่สมบูรณ์ ดังนั้นมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งที่ควรจะเป็นศาสตราหรือยุทธภัณฑ์อันสมบูรณ์แบบ ก็น่าที่จะต้องเหนือล้ำยิ่งกว่าไปอีกขั้นหนึ่ง…
จวบจนกระทั่งมี เสียมไม้ เก่า ๆ เล่มหนึ่งหล่นลงมาจากด้านบน และลอยหยุดอยู่ตรงหน้าของ ซุน… ชายหนุ่มชำเลืองมองเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่สุดท้ายก็มองข้ามมัน และเฝ้ารอวัตถุชั้นสีรุ้งที่จะปรากฏต่อไปอย่างจดจ่อ…
ทว่าจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นสิ่งใดปรากฏเพิ่มเติม ทั้ง เสียมไม้ ยังคล้ายจะลอยมาตรงหน้ายังทิศทางที่ ซุน หันมองไปมองมา ซึ่งชายหนุ่มมองดูอย่างผิวเผิน เสียมไม้นี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากท่อนไม้เก่า ๆ ท่อนหนึ่ง ที่ปลายด้านหนึ่งเรียบแบนจนเหมือนกับเสียมขุดดิน...
ซุน หันซ้ายหันขวา เสียมไม้ นี้ก็คล้ายจะเคลื่อนลอยตามขัดขวางสายตา… ด้วยความโมโหและรู้สึกขัดหูขัดตา ซุน จึงจับที่ด้ามของมัน ก่อนจะขว้างปาออกไปไกล... “เกะกะจริง!!” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เสียมไม้ ลอยละลิ่วออกไปอย่างหดหู่ ก่อนจะหยุดชะงักด้วยท่าทีสั่นไหว จากนั้นจึงพุ่งกลับมาด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึง ทำเอา ซุน ถึงกับเบิกตากว้าง แต่ด้วยอารามตกใจ จึงหยิบเอาขวานศิลาเล่มหนึ่งออกมา พร้อมขว้างสวนกลับไปทันที…
ชั่วพริบตานั้นเอง ปลายไม้ด้านหนึ่งที่แบนราบของ เสียมไม้ กลับสามารถผ่าแยกขวานศิลาได้มิต่างเต้าหู้!! ไม่มีแม้แต่เสียงปะทะ ไม่มีแม้แต่แรงสะท้าน ราวกับมันเพียงแค่ผ่านวูบไป พร้อม ๆ กับแยกขวานศิลาออกเป็นสองท่อน จากความคมที่เกินจะคาดเดา…
“เฮ้ย!!” ซุน ถึงกับมองตาค้างร้องเสียงหลง ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวหลบในชั่วพริบตา ใบหน้าพลันขาวซีดสัมผัสได้ถึงวิกฤตบางอย่างที่ไร้ซึ่งคำอธิบาย... เสียมไม้ ดังกล่าวเมื่อเห็นว่า ซุน หลบได้ มันก็หยุดนิ่งอีกครั้งโยกตัวบิดงอด้วยท่าทีคล้ายกระฟัดกระเฟียด โมโหที่ ซุน โยนมันทิ้งไป…
เรือนกายของ ซุน พลันสั่นเยือก สูดลมหายใจลึกยาวขึ้น…
“ยะ…อย่าบอกนะว่า เจ้าเสียมไม้เก่า ๆ เล่มนี้ ก็คือมหาขุมทรัพย์ มรดกแห่งชนชั้นลมปราณสีรุ้ง!! พูดเป็นเล่นน่า ข้าลำบากดั้นด้นหาทางเปิดตราแห่งวงกตด้วยความยากลำบาก เพียงเพื่อเข้ามาเอาเจ้าท่อนไม้เก่า ๆ นี่กลับไปเนี่ยนะ!!”
เสียมไม้ ประหนึ่งมีจิตวิญญาณสิงสถิต ราวกับมันฟังออกและรับรู้ว่าตนกำลังถูกดูแคลน จึงพุ่งตรงเข้ามาหา ซุน อีกครั้งด้วยความดุดันราวกับกระทิงเปลี่ยวที่คลุ้มคลั่งเดือดดาล... ซุน ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยว ก่อนจะหยิบเอากระบี่รุ่งอรุณมาไว้ในมือ หมายจะกำราบเจ้าท่อนไม้ประหลาดนี้ให้สิ้นราบ...
แต่แล้วเมื่อกระบี่สีทองปรากฏ จิตวิญญาณแห่งกระบี่รูปลักษณ์หญิงสาว ก็ปรากฏขึ้นมาพร้อม ๆ กันด้วย ใบหน้าของนางขาวซีด ก่อนจะรีบเอ่ยปากห้ามปราบ… “นายท่าน อย่าทำได้เช่นนั้น!! หากท่านนำกระบี่รุ่งอรุณไปฟาดฟันเผชิญหน้ากับสิ่งนั่น… ตัวข้าคงได้พังทลายลงในพริบตาเป็นแน่!!”
“!!!!!!!!!!!” ซุน อ้าปากค้างไปโดยพลัน การที่จิตวิญญาณแห่งกระบี่ออกมากล่าวด้วยตนเองเช่นนี้ ไหนเลยที่ชายหนุ่มจะไม่ยอมรับฟัง ซุน ตัดสินใจเบี้ยงตัวหลบอีกครั้ง ไม่กล้าฟาดฟันกระบี่รุ่งอรุณเข้าปะทะ ช่วงเวลาที่เสียมไม้ผ่านไปตรงหน้า เหงื่อเย็น ๆ ผุดออกมาแทบจะอาบร่าง…
และเมื่อ เสียมไม้ ตั้งท่าจะวกกลับมาอีกครั้ง…
ชายหนุ่มรีบชิงประสานมือและโค้งคำนับโดยพลัน
“ขะ…ข้าอภัยที่ผู้น้อยล่วงเกิน โปรดอย่าถือสาผู้มีตาแต่ไร้แวว…”
เสียมไม้ จึงหยุดนิ่งลง ผ่อนปรนท่าทีเกรี้ยวกราดก่อนหน้านี้ คอย ๆ ลอยกลับมาตรงหน้า จากนั้นจึงใช้ด้ามจับที่กลมมน ฟาดหน้าผากของ ซุน แรง ๆ ไปครั้งหนึ่ง จนชายหนุ่มหงายหลังคอแทบเคล็ด กลางหน้าผากมีลอยปูดบวมขึ้นอย่างน่าอนาถ…
ทันใดนั้นจึงปรากฏเส้นแสงเขียนนามเอาไว้…
“เสี้ยมเคราแพะ”
ซุน ขมวดคิ้วฉับในทันที รู้สึกว่าตนจะสัมผัสถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของ เสียมไม้ นี้ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อเทียบกับ กระบี่สวรรค์โลหิต ที่เพียงแค่จะหยิบยกมาตวัดก็ยังเกินความสามารถ… ซุน เอื้อมมือจับคว้า เสียมไม้ ด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่รู้สึกถึงพลังมหาศาล หรือเศษเสี้ยวพลังอันใดเลย ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากท่อนไม้ธรรมดาท่อนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ…
“นี่มันยังไงกันแน่นะ?!” ชายหนุ่มรู้สึกสับสนในใจ ก่อนที่จะมองเห็นประตูมิติปรากฏออกมาตรงหน้า ซึ่งคาดเดาได้ไม่ยากว่านั่นคงจะเป็นทางออกไปจากมิติคู่ขนานแห่งนี้ หลังจากถอนหายใจปลดปลงออกมาแล้ว ก็ตัดสินใจเก็บเสียมไม้ไว้ภายในแหวนมิติ จากนั้นก็ใช้จี้แปลงโฉมเปลี่ยนใบหน้า ก้าวเดินออกไปยังทางออกอย่างระแวดระวัง…
ซุน ปรากฏตัวอีกครั้งที่โลกด้านนอก คราแรกก็หวาดหวั่นว่าจะถูกจับตามอง… แต่กลับเป็นโชคดีที่ตำแหน่งปรากฏตัวของ ซุน ห่างออกไปไกลจากฝูงชนพอสมควร อาจเพราะเป็นการกลับมาจากมิติคู่ขนานซ้ำซ้อน ไม่ได้กลับออกมาจากมิติคู่ขนานเดิม จึงทำให้ตำแหน่งนั้นคลาดเคลื่อน...
ชายหนุ่ม จึงรีบไปจากที่นี่ในทันที ไม่รอให้ถูกผู้ใดสังเกตได้ ภายในใจยังรู้สึกลบภาพของ เสียมไม้ ประหลาดนี้ออกจากหัวตนเองไม่ได้ ตั้งใจจะลองกลับไปค้นคว้าอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือ เสียมไม้ นี้คงไม่ใช้วัตถุธรรมดาสามัญแน่นอน...
………………………………………
ณ สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์… ช่วงเวลาที่ เล้งหยุนฟง และ กังเฉิง ปรากฏตัวออกมานั้นค่อนข้างจะไล่เลี่ยกัน ซึ่งเมื่อทั้งสองได้ออกมาแล้ว ประตูมิติที่กระจัดกระจายอยู่มากมายในดวงดาวนี้ ก็เลือนหายไปพร้อม ๆ กัน สูญสลายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขุมกำลังทั้งหมดล้วนสะท้านสะเทือน การถูกปิดกั้นในช่วงท้ายทำให้ไม่มีใครสามารถระบุได้แน่ชัดว่าใครกันแน่คือผู้ที่ได้มรดกชั้นลมปราณสีรุ้งของ มหาขุมทรัพย์ ลำดับที่ 3 ไปไว้ในครอบครอง…
กังเฉิง แม้จะถูกโอบล้อมจากทั้งหมู่ศิษย์และเหล่าผู้อาวุโสจากภายในสถาบันฯ เนื่องจากทุกคนค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ที่เข้าไปในประตูลับก่อนการมองเห็นจะถูกปิดกั้นก็คือ กังเฉิง จากเอกลักษณ์พลังที่คนในสถาบันฯต่างรับรู้
ทว่า กังเฉิง กลับแหวกกลุ่มคนโดยยังไม่ให้คำตอบ สอดส่องสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความลนลาน จวบจนกระทั่งได้พบเจอกับ เล้งหยุนฟง ที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้ายามหันมองกลับมา… “ยินดีด้วยศิษย์น้อง…”
กังเฉิง รู้สึกจิตใจสะท้านสะเทือน ก่อนจะรีบรุดหน้าตรงเข้ามา… “ศิษย์พี่ ท่านปลอดภัยดีงั้นสินะ ข้าขอโทษ…ข้าไม่คิดว่ามันจะออกมาเป็นเช่นนี้เลย ข้านั้นไม่คู่ควรเลยสักนิดที่จะได้รับมรดกชิ้นนั้น ข้านั้นคิดว่า……”
ยังไม่ทันที่ กังเฉิง จะกล่าวจบประโยค เล้งหยุนฟง ก็ตบไหล่ของ กังเฉิง เบา ๆ “ใจเย็น ๆ ก่อน ทำใจให้สบาย สิ่งนั่นเป็นโชควาสนาของเจ้า มันเป็นชะตากรรมของเจ้า ทั้งข้าและสหายปริศนาผู้นั้น ล้วนไม่มีใครเสียใจที่เจ้าเป็นผู้ชนะ…
แต่ถึงกระนั้น… พวกเราสองคนก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าพวกเราติดค้างสหายผู้นั้นมากมายจริง ๆ แต่ข้าก็เชื่อว่าสักวัน คน ๆ จะต้องมาปรากฏตัวตรงหน้าพวกเรา และถึงเวลานั้นข้าตั้งปณิธานไว้แล้ว ว่าจะตอบแทนคนผู้นั้นด้วยทุกอย่างที่ข้าสามารถทำได้…” เล้งหยุนฟง ถอนหายใจหนักหน่วงก่อนจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ห่างไกล
กังเฉิง ได้ยินเช่นนั้นก็สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย และคิดอ่านมิต่างกับศิษย์พี่ของตน…
……………………..……………………..