อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 322 เฒ่าชีเปลือย ปะทะ กุ่ยเยี่ยซา
ตอนที่ 322
พลังอำนาจของ กุ่ยเยี่ยซา แตะย่างเข้าสู่ระดับที่มิอาจประเมินได้ในศาสตร์แห่งวิญญาณอย่างแท้จริง ๆ กระทั่งสิ่งไร้ชีวิตยังสามารถปลุกจิตวิญญาณที่หลับใหล ก่อร่างสร้างรูปลักษณ์ทางวิญญาณขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และยังมิได้จำกัดขอบเขตเฉพาะดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิต…
เฒ่าชีเปลือย ยังอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เมื่อได้เห็นจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติที่ก่อรูปลักษณ์ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังในการดำรงอยู่ยังมิติที่สูงส่งเกินกว่าชั้นสามัญ นี่คือขอบเขตรู้แจ้งที่อยู่นอกเหนือภูมิความรู้ของ เฒ่าชีเปลือย อย่างน้อยในดินแดนที่เฒ่าชีเปลือยเคยจากมา ก็ไม่มีใครบรรลุแตกฉานได้ถึงระดับนี้…
หากแต่วิญญาณชายชรายังเผยแววตาที่ไม่ยินยอม หากต้องพ่ายแพ้ก็ยังพอว่า แต่ในเมื่อถูกดูแคลนความสามารถ ไหนเลยที่จะยอมรับได้… เฒ่าชีเปลือย กระตุกปลายนิ้วเพียงครั้ง ลูกแก้วประจุวิญญาณของ จูห้าวชง พลันลอยเข้ามาหาตน…
“ขอข้ายืมหน่อย!! หากมีวิญญาณพวกนี้แปรเปลี่ยนเป็นตบะทดแทน ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะสู้มันไม่ได้!!” เฒ่าชีเปลือย ปลดปล่อยอำนาจอาคมระดับสูงออกมา การจะครอบงำยึดครองเพื่อเป็นเจ้าของ ลูกแก้วประจุวิญญาณ นี้แทน จูห้าวชง ก็มิใช่เรื่องยากเย็นนัก จำนวนของดวงวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ภายใน เมื่ออยู่ในมือของ เฒ่าชีเปลือย ก็เปรียบได้ดังวัตถุดิบอันทรงคุณค่า…
เฒ่าชีเปลือย เผยแววตาเหี้ยมเกรียม… ฉุดดึงเอาวิญญาณอาฆาตจำนวนหนึ่ง ย่อยสลายมันจนแตกดับให้หลงเหลือเพียงตบะบริสุทธิ์ของวิญญาณเหล่านั้น ชักนำตบะแปรสภาพให้กลายเป็นอักขระอาคมหมุนวนในอากาศ…
“ข้ายอมรับ ว่าการเข้าถึงศาสตร์แห่งวิญญาณ ข้านั้นยังด้อยและตื่นเขินกว่าเจ้า… ทว่าสำหรับข้าศาสตร์แห่งวิญญาณเป็นเพียงหนึ่งในแขนงศาสตร์ที่ข้ารู้แจ้ง เพื่อชักนำมาสู่การบรรลุมหาเวทย์แห่งอาคมระดับสูงเท่านั้นเอง…
การต่อสู้นั้นมิได้ชี้วัดว่าผู้ในบรรลุรู้แจ้งเหนือกว่า แต่ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้… ถึงข้าจะสร้างจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติเช่นเดียวกับเจ้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าข้าจะทำลายจิตวิญญาณแห่งธรรมชาตินั่นทิ้งไปไม่ได้!!”
เฒ่าชีเปลือย วาดมือออกไปขับขานมหาเวทย์ขั้นสูง…
“มหาเวทย์ตะวัน… แสงอรุณปลิดวิญญาณ”
พริบตาที่มหาเวทย์ขับขาน อักขระก็หล่อหลอมเกิดเป็นดวงตะวันจำลองขนาดย่อม ปรากฏเหนือศีรษะของ เฒ่าชีเปลือย สาดประกายความร้อนที่มหาศาล ปกคลุมกระจายออกไปแผดเผาฟ้าดิน... จากนั้นดวงตะวันราวกับถูกชักนำ ยิงลำแสงทำลายล้างที่บีบอัดจนหนาแน่นให้พวยพุ่งดุจหอกจากสวรรค์ เมื่อกระแทกเข้าใส่ร่างมหึมาของจิตวิญญาณแห่งภูเขา ร่างของมันก็พลันแตกสลายกลับคืนสู่อณูและย้อนกลับสู่วังวนแห่งธรรมชาติ…
กุ่ยเยี่ยซา หรี่ตาแคบลงเล็ก ๆ ก่อนจะพยักหน้าด้วยท่าทีชื่นชม ปรบมือเบา ๆ มิต่างผู้ผ่านโลกมากมายที่กำลังชี้นำผู้เยาว์… “ยอดเยี่ยมมาก... ทว่าหากเจ้าคิดว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้ ทั้งที่เจ้ากำลังผนึกตบะตนเอง และถูกคำสาปแห่งวิญญาณพันธนาการอยู่เช่นนี้ เจ้าจะไม่ดูแคลนข้าเกินไปหน่อยหรือ?!”
“!!!!!!!!!” เฒ่าชีเปลือย เบิกตากว้างขึ้นมาโดยพลัน
“ทะ…ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องนั้นได้”
“เคี๊ยก! เคี๊ยก! เคี๊ยก! ข้าเป็นถึงผู้ที่รู้แจ้งในศาสตร์แห่งวิญญาณ แม้แต่อดีตผู้ครอบครองจิตวิญญาณอมตะอย่าง เทพจี(ระกา) ก็ยังให้การยอมรับ… ฉะนั้นเพียงแค่กลิ่นอายแห่งวิญญาณที่เจ้าแผ่ล้นออกมา ก็มากพอจะทำให้เข้ารับรู้ทุกสิ่งอย่างได้แล้ว…
จริงอยู่ที่การผลึกตบะเป็นความต้องการของตัวเจ้าเอง ที่อีกไม่นานมันก็สามารถปลดคายได้ ทว่าสำหรับคำสาปแห่งวิญญาณนั่น พลังของคำสาปมันเกิดจากวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งมาก อาศัยแค่พลังและความรู้แจ้งของเจ้า อีกพันปีหมื่นปี ก็คงไม่อาจปลดเปลื้องพันธนาการแห่งคำสาปดังกล่าวได้…
ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะยอมมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่เล่า?! หากยอมกราบข้าเป็นอาจารย์ ด้วยความรู้แจ้งในศาสตร์แห่งดวงวิญญาณของข้า ย่อมสามารถปลดคำสาปที่กัดกินดวงวิญญาณของเจ้าได้…” กุ่ยเยี่ยซา เอ่ยปากทั้งรอยยิ้มที่มืดดำ
เฒ่าชีเปลือย ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะกัดฟันดังกรอด…
“ให้ข้ากราบเจ้าเป็นอาจารย์งั้นหรือ เจ้าคู่ควรแล้วงั้นหรือ!!”
เฒ่าชีเปลือย รู้สึกเหมือนกำลังถูกดูหมิ่นในศักดิ์ศรี ทำการสลายดวงวิญญาณอาฆาตอีกนับสิบดวง พร้อมกับสร้างดวงตะวันจำลองขนาดย่อมขึ้นมาทั้งหมดเก้าดวง!! แผ่ไอความร้อนที่มากพอจะทำให้รัศมีหลายลี้ พร้อมจะลุกท้วมไปด้วยเปลวเพลิง แม้แต่ จูห้าวชง ยังอกสั่นขวัญแขวน รีบถอยหนีด้วยความหวาดกลัวขลาดเขลา ละทิ้ง เฒ่าชีเปลือย โดยไม่สนใจแม้แต่ ลูกแก้วประจุวิญญาณอันล้ำค่าของตนเอง…
“มหาเวทย์ตะวัน… เก้าสุริยันดับดารา!!”
ลำแสงทำลายล้างของดวงตะวันทั้งเก้า หักเหทิศทางระหว่างกันมากมาย จนเกิดเป็นลำแสงทำลายล้างนับร้อย ๆ สาย สาดกระจายออกไปรอบทิศทาง โดยเป้าหมายกลับถูกเจาะจงแม่นยำไปที่ชายหนุ่มประหลาดตรงหน้า
กุ่ยเยี่ยซา เผยใบหน้าไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที… “คิดเล่นงานข้ายังพอรับได้… แต่นี่เจ้าคิดจะทำลายพรรคมังกรฟ้า ที่สร้างข้ามากับมืองั้นหรือ!! จะบังอาจมากไปแล้วเจ้าเด็กน้อย!!”
กุ่ยเยี่ยซา แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย และพลานุภาพสยบที่สั่นไหวไปทั้งพรรคมังกรฟ้า แม้แต่ม่านพลังในชั้นต่าง ๆ ยังเริ่มบิดงอ เหล่ายอดฝีมือระดับสูงในพรรค จิตใจหล่นวูบอย่างที่ไม่ทราบสาเหตุ ทุกคนหันมองไปยังทิศทางของ เขตโลกา โดยไม่ได้นัดหมาย…
รอบตัว กุ่ยเยี่ยซา ปรากฏประตูมิติสีดำมากมายนับไม่ถ้วน ดูดกลืนทุกการโจมตีจากลำแสงทำลายล้างเหล่านั้นให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ว่าการโจมตีในใต้หล้านี้จะทรงพลังมากเพียงใด แต่เมื่อมันถูกดูดเข้าไปในหลุมดำแห่งความว่างเปล่า ก็ไม่หลงเหลือแม้เศษเสี้ยวผลกระทบ... (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เฒ่าชีเปลือย ดวงตาแข็งค้างไปอย่างอดไม่ได้… แม้ว่า เฒ่าชีเปลือย ก็มีมหาเวทย์ห้วงมิติในลักษณะนี้เช่นกัน แต่การจะขับขานออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งในชั่วพริบตาที่สะบัดมือเช่นนี้ เฒ่าชีเปลือย ย่อมไม่สามารถทำได้ อีกทั้งขอบเขตการรองรับพลังของอีกฝ่าย ยังราวกับไร้จุดสิ้นสุด ประหนึ่งว่าถ้ามีอุกบาตรมหึมาร่วงหล่นใส่ดวงดาวในตอนนี้ ก็ยังสามารถดูดกลืนให้หายไปได้ในชั่วพริบตาโดยไม่ได้รับผลกระทบ...
กุ่ยเยี่ยซา โบกสะบัดมืออีกครั้ง ดวงตะวันขนาดย่อมทั้งเก้าดวงต่างก็ค่อย ๆ ถูกดับรัศมี มิต่างพระราหูที่กลืนกินตะวัน จนเกิดเป็นสุริยคราสที่ครอบงำ… เฒ่าชีเปลือย เห็นท่าไม่ได้ดีแล้ว พิจารณาอีกฝ่ายชั่วครู่หนึ่ง ก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายคงเป็นผู้เชี่ยวชาญการโจมตีนอกระยะ ที่ไม่ถนัดในการปะทะในระยะประชิด จึงตัดสินใจระเบิดความเร็วพุ่งตรงเข้าสู่ระยะประชิดโดยพลัน…
“เจ้าเป็นเพียงวิญญาณจำแลงกายหยาบ ไม่มีทางเทียมได้กับร่างศพหลอมระดับ 4 ที่มีกายหยาบแท้จริง และผ่านการยกระดับนับมามายมาย!!” เรือนกายของ เฒ่าชีเปลือย หมุนวงไปด้วยอักขระอาคมเกื้อหนุน...
กุ่ยเยี่ยซา ใบหน้าบิดเบี้ยวตื่นตะลึง เผยท่าทีหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด… ทำให้ เฒ่าชีเปลือย ยิ่งมีความมั่นใจเป็นล้นพ้น กำหมัดแนบแน่นที่เสริมส่งไปด้วยพลังกายและอาคม ระเบิดท่าทางหมายกำราบอีกฝ่ายพิชิตชัย…
แต่ทว่า…
เมื่อเข้ามาถึงระยะเอื้อมมือ จากใบหน้าที่หวาดวิตกของ กุ่ยเยี่ยซา พลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย ปรากฏอักขระสีโลหิตที่วาดเป็นมนตราขึ้นมาบนใบหน้า “เคี๊ยก! เคี๊ยก! เคี๊ยก! กว่าหมื่นปีมาแล้วสินะ ที่ไม่มีคนกล้าเข้ามาแลกหมัดกับข้า…
ระบำโลหิตอสูร!!”
เสียง ตูม! ตูม! ตูม! ดังขึ้น เผยให้เห็นรอยหมัดที่กระแทกเข้าใส่ร่างของ เฒ่าชีเปลือย กว่าสิบเจ็ดหมัดในชั่วพริบตา ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของ กุ่ยเยี่ยซา ประหนึ่งเป็นการร่ายรำกระบวนที่เสริมส่งไปด้วยปราณโลหิตสีแดง อันเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของคนผู้นี้
“ข้าจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้… ก่อนที่ข้าจะถูกเรียกว่าหนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่ สมญาเดิมในอดีตของข้าก็คือ จอมวิปลาส!!”
ตูม!! ฝ่ามือสุดท้ายของ กุ่ยเยี่ยซา ที่กระแทกใส่หน้าอก มากพอจะทำลายกระดูกทั้งร่างของศพหลอมทหารเงาตนนี้… เฒ่าชีเปลือย ดวงตานั้นเบิกโบก เผยความไม่อยากจะเชื่อและสับสน ตระหนักชัดเจนแล้วว่าคนผู้นี้ มิใช่ผู้ที่ตนจะสามารถต่อกรได้เลย เหนือล้ำยิ่งไปกว่า ราชันย์อสรพิษเกล็ดสีทอง ที่ตนได้เคยเผชิญหน้าเสียอีก
หากมิใช่เพราะอีกฝ่ายลงมือโดยออมแรงเอาไว้มิต่างการเล่นสนุก ไม่ได้แสดงเจตนาว่าจะทำลายล้างตนให้สิ้นซาก ก็คงไม่รอดมาจนถึงตอนนี้… หากอีกฝ่ายเอาจริงขึ้นมาเกรงว่าร่างศพหลอมระดับ 4 คงได้กลายเป็นเศษเนื้อแอ่งเลือดไปแล้ว หรือแม้แต่ดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ก็อาจต้องเผชิญกับวิกฤตแห่งการดับสูญแท้จริง…
“นะ…นี่เจ้าเป็นใครกัน!! ภายในมิติดินแดนที่อ่อนแออย่างดาวดวงนี้ ไม่ควรจะมีตัวตนของคนอย่างเจ้าปรากฏขึ้นมาได้!!” เฒ่าชีเปลือย สะท้านสะเทือนทั้งกายและจิต จำเป็นอาศัยอาคมประคับประคองร่างให้หยัดยืนดำรงตั้งเอาไว้ได้
“เคี๊ยก! เคี๊ยก! เคี๊ยก! อะไรกัน… นี่เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าข้าเป็นใคร?! นี่เจ้าเข้ามาในเขตแดนของผู้อื่น โดยไม่ทราบถึงเจ้าของสถานที่ได้อย่างไร?!” กุ่ยเยี่ยซา หัวเราะเย้ยหยัน
เฒ่าชีเปลือย เผยท่าทีตื่นตระหนกไปโดยพลัน “ระ…หรือว่าเจ้าคือผู้สร้างพรรคมังกรฟ้าสาขานี้ ดวงวิญญาณของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตที่ยังดำรงอยู่ กุ่ยเยี่ยซา…”
ชั่วพริบตานั้นเอง เงาร่างของ กุ่ยเยี่ยซา ก็เลือนหายไปตรงหน้า และปรากฏอีกครั้งผ่านประตูมิติสีดำในตำแหน่งมุมอับ พร้อมกับมือเย็น ๆ ที่จับศีรษะร่างทหารเงานี้เอาไว้…
“ถูกต้อง ข้านี่แหละคือ กุ่ยเยี่ยซา!!”
กุ่ยเยี่ยซา ระเบิดพลังวิญญาณรุนแรงระลอกหนึ่ง ก่อนจะผลักดันดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ให้หลุดออกมาจากร่างทหารเงา!! กลับกลายเป็นดวงวิญญาณของ ชายชราที่มิได้สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ หนวดเครายาวเฟื้อยจนปกปิดเรือนกายและส่วนลับ…
ดวงวิญญาณเฒ่าชราถึงกับอึ้งงัน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถกระชากวิญญาณตนออกมาจากร่างทหารเงาได้ตรง ๆ เช่นนี้… กุ่ยเยี่ยซา เพ่งมองชำเลืองรูปลักษณ์จิตวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ก่อนจะคำรามเสียงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! นั่นมันอะไรกันฟะ!! คำสาปแห่งวิญญาณทำให้เจ้าอัปลักษณ์ไม่น่าดูถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขรูปลักษณ์ทางดวงวิญญาณ แม้แต่อาภรณ์ก็ไม่อาจเนรมิตมาสวมใส่ได้งั้นสินะ ช่างน่าเวทนาเสียจริง ๆ ดูท่าคนที่มันใช้คำสาปแห่งวิญญาณกับเจ้า คงจะเกลียดชังเจ้าไม่น้อยเลย…”
กุ่ยเยี่ยซา ขณะที่กล่าวก็สัมผัสได้ถึงการมาของคนจำนวนมาก คงเกิดการผลกระทบในการต่อสู้ทำให้เริ่มที่คนของพรรคมังกรฟ้ามาสำรวจบริเวณนี้… ถึงแม้ว่า กุ่ยเยี่ยซา จะเป็นเจ้าของที่นี่ แต่ก็ไม่อยากเป็นสร้างความวุ่นวายโดยไร้ประโยชน์ จึงหันมองมายังเฒ่าชีเปลือยอีกครั้ง
“วันนี้ข้าสนุกมากพอแล้ว ไว้ข้าจะขอเก็บร่างศพหลอมนี้กลับไปก่อน... เอาไว้คราวหน้า เจ้าค่อยกลับมาหาข้าพร้อมกับเจ้าเด็กคนนั้นด้วย และแน่นอนว่าเงื่อนไขของข้ายังคงเหมือนเดิม หากต้องการให้ข้าช่วยถอนคำสาป และชี้แนะสอนสั่งศาสตร์แห่งวิญญาณระดับสูงให้กับเจ้า ก็มากราบกรานข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าซะ…”
กล่าวจบ กุ่ยเยี่ยซา ก็วาดแขนอีกครั้งสร้างประตูมิติสีดำ ก้าวเดินเข้าไปด้วยท่าทีเนืองช้า พร้อมกับลากเอาร่างศพหลอมระดับ 4 ตนนี้กลับไปพร้อมกันด้วย… เฒ่าชีเปลือย ทำได้เพียงเฝ้ามอง รู้ดีว่าพลังของตนในเวลานี้ ไม่มีทางหยุดยั้งคนผู้นั้นได้เลย…
หลังจากการไปของ กุ่ยเยี่ยซา… เฒ่าชีเปลือย ก็ชำเลืองมองรูปโฉมอัปลักษณ์นี้ของตนด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง กว่าสองพันปีมาแล้วที่ตนตกอยู่ในสภาพที่น่าอนาถเช่นนี้ และด้วยพลังของตนก็ไม่สามารถแก้ไขคำสาปที่ได้รับ…
สุดท้ายคำพูดของ กุ่ยเยี่ยซา จึงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างอดไม่ได้…