อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 321 ผู้เชี่ยวชาญ
ตอนที่ 321
พรรคมังกรฟ้า ณ เขตสุริยา…
ประตูมิติมหาขุมทรัพย์ได้พลันหายไป ท่ามกลางใบหน้าที่งุนงงสับสนของ กุ่ยจือชิง ผู้นำพรรคมังกรฟ้าคนปัจจุบัน ชายชราชำเลืองมองไปยังดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ… “ทะ…ท่านบูรพาจารย์ บรรพบุรุษ ไม่ทราบว่าใครได้รับมหาขุมทรัพย์ ลำดับที่ 3 นี้ไปหรือ?!”
ดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา หัวเราะออกมาเบา ๆ ไร้ความหมาย “โธ่ถัง… หากเจ้าจะถามข้ามันเสียทุกเรื่อง แล้วจะยังมีอะไรน่าตื่นเต้นเล่า?! ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าไปทำ….” กุ่ยเยี่ยซา เอ่ยปากบอกในสิ่งที่อยากให้ กุ่ยจือชิง ไปจัดการ
ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อยเผยความไม่เข้าใจบางอย่าง ทว่าไหนเลยที่จะสามารถปฏิเสธได้ จึงประสานมือรับคำสั่งทันทีโดยไม่มีคำถาม… จากนั้นดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา ก็พลันหันมองไปยังที่ไกล ๆ เผยรอยยิ้มเจือจางน่าขนลุกออกมา…
“จบเรื่องในมหาขุมทรัพย์เสียที… ไหนขอข้าลองดูหน่อยเถอะว่า พลังอำนาจจากสุริยะที่แตกต่างมันจะสักเท่าใดกันเชียว…” กล่าวจบดวงวิญญาณของ กุ่ยเยี่ยซา ก็พลันสะบัดร่างเบา ๆ อณูวิญญาณแตกสลายเป็นส่วนเล็ก ๆ ก่อนจะก่อรูปขึ้นมาใหม่ เป็นชายหนุ่มเยาว์วัยใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา อายุอานามมองแล้วไม่เกิน 20 ปี…
ชายชราที่อยู่ใกล้ ๆ สำลักลมหายใจไปโดยพลัน… “ทะ…ท่านบูรพาจารย์ บรรพบุรุษ ท่านคิดจะทำอะไรงั้นหรือ เหตุผลจึงสร้างร่างจิตวิญญาณที่เป็นกายหยาบชั่วคราวนี้ขึ้นมา…”
กุ่ยเยี่ยซา ตบไหล่ กุ่ยจือชิง เบา ๆ พร้อมเสียงหัวเราะที่แปลกประหลาด
“เคี๊ยก! เคี๊ยก! เคี๊ยก! ข้าจะทำอะไรมันเรื่องของข้า… ต่อให้เจ้าเป็นทายาทในรุ่นนี้ของข้า แต่หากมายุ่มย่ามกับข้ามากนัก ระวังข้าจะเตะก้นเจ้าแทนบิดา… พรรคมังกรฟ้าแห่งนี้ข้าปล้นชิง เอ้ย! ข้าหมายถึงว่าข้าสร้างมันขึ้นมากับมือ ฉะนั้นแล้วหากข้าต้องการจะไปไหนมาไหน ใครกล้ามีปัญหา?!”
กุ่ยจือชิง ได้ยินเช่นนั้นพลันยิ้มหน้าเจื่อน จอมราชันย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปพยัคฆ์ขาวผู้นี้ ทำให้เพียงผงกศีรษะระรัวราวกับไก่จิกข้าวสาร เมื่ออยู่ต่อหน้าดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ…
กุ่ยเยี่ยซา ในร่างชายหนุ่มหัวเราะเสียงยาว ก่อนจะห้อทะยานพุ่งร่างผ่านประตูมิติสีดำที่สร้างขึ้น และเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาของชายชรา ทำเอา กุ่ยจือชิง ขนลุกชูชันขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “สมเป็นท่านบูรพาจารย์ บรรพบุรุษ… หนึ่งเดียวตามตำนานหมื่นปีในสุริยะ 4 ดวงดาวแห่งนี้ ผู้ที่มีพลังในการควบคุมมิติหลุมดำและมิติคู่ขนานได้อย่างอิสระ ช่างเป็นบุญตาก่อนตายของข้ายิ่งนัก!!”
ณ เขตจันทรา…
เฒ่าชีเปลือย อยู่ภายในเขตจันทรา มานานกว่าเจ็ดวันแล้ว โดยผลุบ ๆ โผล่ ๆ ไปมาตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ขาดสาย หากจวนตัวถูกยอดฝีมือจับสังเกตได้ก็จะใช้อาคมวกกลับไปยังสถานที่พัก ซึ่ง จูห้าวชง ได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ภายในเขตตำหนักตระกูลจู…
บางครั้ง เฒ่าชีเปลือย ยังแอบมองเห็น ลู่เหรินฮ่าว ที่ซ่อนตัวลับ ๆ ล่อ ๆ จากที่ไกล ๆ ทว่าเจ้าตัวก็ไม่อยากเข้าไปเผชิญหน้าให้เสียแผนในการสำรวจ จึงหลีกเลี่ยงออกมาไม่เข้าปะทะ…
ถึงกระนั้น เฒ่าชีเปลือย กลับไม่เคยพบเจอผู้นำเทวะกลุ่มมังกรทองอย่าง จูเจ๋อ เลยสักครั้ง เนื่องด้วย เฒ่าชีเปลือย จะไม่เสี่ยงเข้าไปใกล้ตำหนักของทั้ง 5 ตระกูล เพราะเกรงว่าจะถูกผู้นำตระกูลชนชั้นจักรพรรดิที่มีสัมผัสตรวจสอบอันแรงกล้าตรวจพบได้ ขณะเดียวกัน จูเจ๋อ ก็จะไม่ยอมเคลื่อนไหวออกจากตำหนักหลักของตระกูลจูเช่นกัน…
อีกเหตุผลหนึ่งที่ เฒ่าชีเปลือย และ จูห้าวชง ยังสามารถเดินเตร่ที่เขตจันทราได้ในระดับหนึ่งเช่นนี้ เป็นเพราะกลุ่มยอดฝีมือจำนวนมากไปจับจ้องที่เหตุการณ์ภายในมหาขุมทรัพย์เป็นหลัก ไม่มีใครให้ความสนใจกับ เฒ่าชีเปลือย ในร่างผู้เยาว์ที่ถูกประกบติดโดย เจ้าตำหนักลับอย่าง จูห้าวชง มากนัก…
เฒ่าชีเปลือย ยังมักจะใช้เวลาอยู่ใกล้กับม่านพลังในเขตสุริยา… คาดหวังว่าจะพบเจอช่องโหว่ของม่านพลัง โดยอ้างอิงจากภายในม่านพลังเขตจันทราเป็นหลัก กระทั่งอยู่ด้านนอกเช่นนี้ยังสามารถสัมผัสได้ถึงไอวิญญาณจากภายใน เขตสุริยา ได้อย่างรุนแรง…
“จูห้าวชง ไม่มีวิธีการอื่นที่จะเข้าไปด้านใน เขตสุริยา นอกจากจะถูก กุ่ยจือชิง เรียกตัว ได้เลยใช่มั้ย?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยถามขึ้น
“ถูกต้องแล้วนายท่าน... เว้นเสียแต่จะเป็นระดับผู้นำตระกูลเท่านั้น ถึงจะได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปด้านในด้วยเหตุผลอื่น… ข้าเองก็อายุเกือบ 160 ปีแล้ว เพิ่งจะเคยเข้าไปด้านในเขตสุริยา แค่เพียงครั้งเดียวตอนที่ จอมราชันย์ กุ่ยจือชิง มอบตำแหน่ง เจ้าตำหนักลับ ให้…” จูห้าวชง กล่าวอธิบายขึ้นตามตรง
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าด้วยความปลดปลง เพราะเมื่อพิจารณาดูในช่วงหลายวันมานี้ กลับพบว่า ม่านพลังเขตสุริยา แข็งแกร่งยิ่งกว่าม่านพลังในเขตจันทรานับสิบเท่า ทั้งยังมีความสมบูรณ์ไร้ช่องโหว่ใด ๆ จึงแทบไม่มีทางเลยที่จะทะลวงผ่านเข้าไปได้…
ขณะที่กำลังชั่งใจพิจารณาอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ก็พลันปรากฏความมืดดำไร้ที่มา พร้อมกับการก้าวเดินออกจากความว่างเปล่าของชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มน่ากลัวประดับใบหน้า… เฒ่าชีเปลือย หันมองตาค้าง แม้แต่ จูห้าวชง ยังเผยถึงความสับสนงุนงง
ชั่วพริบตาต่อมาทั้ง เฒ่าชีเปลือย และ จูห้าวชง รู้สึกถึงความบิดเบือนของภาพทิวทัศน์ตรงหน้า กว่าที่จะรู้สึกตัวทั้งสองก็ถูกพลังอำนาจที่มองไม่เห็น ผลักดันเข้าไปในห้วงมิติที่แปลกแยก จากนั้นทิวทัศน์รอบด้านก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน รู้สึกตัวอีกทีทั้งสองคนก็ออกมาอยู่ด้านนอกเขตจันทราเสียแล้ว ข้ามผ่านแม้กระทั่งช่วง เขตดารา จนออกมาปรากฏยังลานกว้างภายใน เขตโลกา ที่รกร้างไร้ผู้คน…
“กะ…เกิดอะไรขึ้น!!” จูห้าวชง เผยความลนลานหันมอง ซ้ายขวาด้วยความอึ้งงันสับสน... หากแต่ เฒ่าชีเปลือย กับรู้สึกถึงความเย็นวาบไปทั้งร่าง และรู้ได้ทันทีว่าตนได้ถูกเล่นงานเข้าเสียแล้ว ถูกผลักดันเข้าไปในห้วงมิติเคลื่อนย้ายในชั่วพริบตานั้น จนได้มาปรากฏยังสถานที่ห่างไกลจากตำแหน่งเดิมนับร้อยลี้…
“พลังควบคุมห้วงมิติ?!”
ชายหนุ่มปริศนา ตรงหน้าหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งด้วยเสียงที่ประหลาดเป็นเอกลักษณ์ รัศมีรอบกายปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งวิญญาณ เรือนกายแท้จริงกลับมองไม่เห็นแม้แต่ลมปราณอันมิดชิดไร้ร่องรอย เป็นความแปลกแยกที่ตลบอบอวลไปด้วยความเก่าแก่จนจิตวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ยังต้องสะท้านสะเทือน... (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“จูห้าวชง เจ้านี่มันเป็นใคร!!” เฒ่าชีเปลือย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น
“ไม่ทราบเช่นกันนายท่าน ขะ…ข้าไม่เคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน”
กุ่ยเยี่ยซา สวมกอดอก รอยยิ้มปรากฏนั้นประหนึ่งว่าพบเจอเรื่องน่าสนุก… “พวกเจ้าทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งวิญญาณมิใช่หรือ น่าจะมองออกตั้งแต่แรกแล้วนี่ว่าข้าเองก็เป็นดวงวิญญาณ… แล้วจะทำให้ข้าเสียเวลาไปใย ข้าหรืออุตส่าห์ออกมาช่วยชี้แนะพวกเจ้าด้วยตนเอง”
กุ่ยเยี่ยซา เผยเจตนาว่าต้องการมาเพื่อเผชิญหน้า…
เฒ่าชีเปลือย และ จูห้าวชง แม้ยังไม่ทราบตัวตนของอีกฝ่าย แต่ก็พอจะมองออกว่าไม่ธรรมดา… หากแต่ความไม่ธรรมดานั้น กลับมองไม่เห็นซึ่งขอบเขตที่แน่ชัดนัก มีเพียงสัญชาตญาณที่กำลังกู่ร้องบ่งบอกวิกฤตบางอย่าง…
“จูห้าวชง จัดการเลย…” เฒ่าชีเปลือย พร้อมผลักชายชราให้ก้าวออกมาด้านหน้าครึ่งก้าว ทำเอา จูห้าวชง ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยว “นะ…นายท่าน!! ไม่เห็นเหมือนที่ตกลงกันไว้นี่”
“ที่ตกลงกันไว้คือถ้าพวกเราพบเจอ ลู่เหรินฮ่าว หรือ ผู้นำเทวะ ข้าจะช่วยจัดการให้… แต่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเจ้าในตอนนี้ มันแปลกประหลาดเกินไป ข้าไม่มีดวงวิญญาณที่จะหยิบใช้ตบะ ดังนั้นเจ้านั่นแหละที่ต้องออกหน้า ส่วนข้าจะช่วยสนับสนุนเจ้าให้เอง…”
จูห้าวชง ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง แต่สุดท้ายก็จำยอมอย่างช่วยไม่ได้… ในเขตโลกา เป็นเขตที่กว้างขวางที่สุด ดังนั้นจึงมีพื้นที่รกร้างกระจัดกระจายอยู่มากมาย ดังเช่นบริเวณในจุดนี้ รัศมีสิบลี้โดยรอบไม่มีสิ่งใดนอกเหนือไปจากภูเขาและต้นไม้ ไร้กลิ่นอายศิษย์สายนอกสายใน…
เฒ่าชีเปลือย เลือกให้ จูห้าวชง ออกไปหยั่งเชิง เพื่อที่ตนจะได้สามารถพิจารณาประเมินชายหนุ่มแปลกประหลาดที่น่าหวาดหวั่นตรงหน้า… ทางด้านชายชราไม่มีทางเลือก หากแต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นดวงวิญญาณจำแลงร่าง ก็พอจะมีความมั่นใจอยู่หลายส่วน…
“ช่วยไม่ได้… เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้ารังแก!!” จูห้าวชง แม้ภายนอกจะดูเขลาขลาด หากแต่ด้านฝีมือก็จัดอยู่ในชนชั้นราชันย์ขั้นกลางที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงไม่กี่สิบคนในพรรคมังกรฟ้านี้ที่จะสามารถต่อกรกับ จูห้าวชง ได้ โดยเพราะในศาสตร์แห่งวิญญาณ เรียกได้ว่าติด 1 ใน 10 ผู้เชี่ยวชาญของตระกูลจู เลยก็ว่าได้…
เมื่อขับขานพลังอำนาจ ดวงวิญญาณอาฆาตนับพัน ก็ปรากฏออกมาจาก ลูกแก้วประจุวิญญาณ ที่ จูห้าวชง ถือไว้ในมือ… เสียงโหยหวนคร่ำครวญ เต็มไปด้วยความโศกาที่น่าเศร้า ศาสตร์แห่งวิญญาณนั้นจัดหนึ่งในแขนงวิชาที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในยุทธภพ…
“ดวงวิญญาณนับพันที่ข้าชุบเลี้ยงเหล่านี้ มิใช่วิญญาณอาฆาตสามัญ แต่ละดวงล้วนเคยกัดกินดวงวิญญาณด้วยกันเพื่อชุบเลี้ยงตบะให้กล้าแกร่ง ถือว่าเจ้าโชคร้ายที่ต้องมาเผชิญหน้ากับข้า!!” จูห้าวชง คำรามเสียงดังอวดโอ้ ก่อนจะเผยแววตาเด็ดเดี่ยวโบกสะบัดมือครั้งหนึ่งวิญญาณทั้งหมดก็ราวกับได้รับคำสั่ง เพ่งมองตรงมายังชายหนุ่มประหลาดด้วยความเคียดแค้น ก่อจะพวยพุ่งเข้าเล่นงานจากรอบทิศทาง…
เฒ่าชีเปลือย หดนัยน์ตาแคบเฝ้ามอง แอบชื่นชมว่า จูห้าวชง มีฝีมือไม่เลวเลย… ก่อนจะชำเลืองมองปฏิกิริยาตอบสนองของชายหนุ่มประหลาดตรงหน้า…
ทว่า… ชายหนุ่มประหลาด กลับแสดงสีหน้าที่เอือมระอา…
“น่าเบื่อ… เจ้ารู้แจ้งเพียงตื้นเขิน ก็เรียกตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งวิญญาณได้แล้วหรือนี่… ยุทธภพในปัจจุบันตกต่ำถดถอยลงไปจริง ๆ งั้นหรือนี่?!” กุ่ยเยี่ยซา ยกมือขึ้นเนืองช้า ก่อนจะดีดนิ้วเบา ๆ เพียงครั้ง เสียงจากการดีดนิ้วได้กระจายออกเป็นระลอกคลื่นเสียง เขย่าขวัญดวงวิญญาณอาฆาตทั้งหมด ให้ต้องโหยหวนครวญคราง รู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมานยิ่งไปกว่าเดิม…
เฒ่าชีเปลือย เห็นเช่นนั้นจึงขยับมาเบื้องหน้า ขับขานอาคมผ่านปลายนิ้วเกิดเป็นเส้นใยอาคมกระจายออกไป ทำให้วิญญาณอาฆาตนับพันเหล่านั้นค่อย ๆ สงบลง ราวกับได้รับเกราะม่านป้องกันจิตวิญญาณ… เฒ่าชีเปลือย ชำเลืองมองมายังชายหนุ่มประหลาดด้วยแววตาเย้ยหยัน “เช่นนั้นแบบนี้ พอจะเรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญได้หรือยัง?!”
กุ่ยเยี่ยซา หรี่ตาแคบพร้อมมุมปากที่ยกสูง “โฮ่ , ไม่เลว… ไม่เลว… แต่ก็ยังไม่พอ! หากจะเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญแห่งวิญญาณที่แท้จริง มันต้องมีอะไรมากกว่าการควบคุมดวงวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว… ต้องสามารถเข้าถึงการดำรงอยู่ สามารถสร้างปลุกและกระตุ้นให้ก่อเกิด ได้แม้แต่สิ่งที่ไม่ควรจะมีวิญญาณ
ถ่างตาดูให้ดี ๆ เจ้าเด็กน้อย นี่ถือเป็นคำชี้แนะจากผู้รู้แจ้งแท้จริง…”
กุ่ยเยี่ยซา ระเบิดรัศมีแห่งวิญญาณที่รุนแรงจนน่าขนลุก ก่อนจะกระทืบเท้าลงที่พื้นหนึ่งครึ่ง เสียงที่ดังก้องออกไปราวกับเป็นเสียงของฟ้าดินที่ถูกเขย่าคลอน... ดวงตาของ เฒ่าชีเปลือย เบิกกว้างสะท้านสะเทือน รู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณอันมหาศาลที่คละคลุ้งขึ้นมา ทั้งที่ไม่ควรจะมีอยู่
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!! เจ้าสามารถสร้างจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติขึ้นมาได้เชียวหรือ!!”
ทันใดนั้นเอง ภูเขาลูกหนึ่งก็ได้ถูกสั่นคลอน ก่อนที่จะปรากฏอณูวิญญาณแผ่ซ่านออกมาจากภูเขา ก่อรูปลักษณ์กลายเป็นมนุษย์หินผาขนาดมหึมา ซึ่งเป็นจิตวิญญาณแท้จริงแห่งภูเขา… เงาร่างมีขนาดใหญ่โตจนมองเห็นดวงวิญญาณอาฆาตนับพันก่อนหน้านี้ เป็นเพียงฝูงมดฝูงหนึ่ง…
“เคี๊ยก! เคี๊ยก! เคี๊ยก! มันต้องให้ได้ประมาณนี้สิ ถึงสมควรจะเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญ!!”
………………………………………