อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 326 : บุตรแห่ง เล้งซาน
ตอนที่ 326
ซุน แอบมองเห็นว่าทุกคนภายในเขตสุริยา ล้วนเป็นสตรี… ไม่ว่าจะคนดูแลสวน คนรับรอง หรือแม้แค่ทหารองค์รักษ์ที่สวมชุดเกราะครบครัน ซึ่งพวกนางทุกคนล้วนมีสถานะเป็นสนมของ กุ่ยจือชิง ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้ ซุน ก็เคยได้ยินว่าชายชราอายุร่วม 200 ปีอย่าง กุ่ยจือชิง มีสนมปรนนิบัติทุกสิ่งอย่าง จำนวนของสนมที่อาศัยอยู่ในเขตสุริยามีเกือบ 800 คน เป็นที่น่าอิจฉาของบุรุษหนุ่มทั่วทั้งใต้หล้า…
ซุน จึงแอบที่จะอดหมั่นไส้ในใจมิได้…
“จอมราชันย์ กุ่ยจือชิง ผู้นำพรรคมังกรฟ้า ได้ชื่อว่าเป็นชายผู้มีความมั่งคั่งที่สุดในยุทธภพ… ยุคสมัยช่วงวัยหนุ่มอายุต่ำกว่าร้อยปี ยกมือชี้ขึ้นหนึ่งครั้งหญิงงามคนใดในใต้หล้าล้วนไม่กล้าปฏิเสธเข้าเป็นสนม… เอ่ยปากหนึ่งวาจาสมบัติใดในใต้หล้าก็สามารถหามาครอบครอง…
พลังฝีมือก็เรียกได้ว่าเป็นที่ประจักษ์สยบแผ่นดิน เก่งกล้าไร้เทียมทานเป็นรองเพียงแค่ เทพราชันย์ หนึ่งเดียวในยุทธภพ ช่างเป็นช่วงชีวิตที่น่าริษยายิ่งนัก… ความทุกข์ระทมเดียวของจอมราชันย์ กุ่ยจือชิง ก็คือไม่อาจมีทายาทสืบทอดสายเลือดตระกูลกุ่ยให้สืบไป ในส่วนนี้ก็น่าเห็นใจเช่นกัน ที่ตำนานหมื่นปีอันยิ่งใหญ่ของตระกูลกุ่ย ต้องมาจบลงในยุคนี้…”
ไม่นาน ซุน และ โอวหยางเจี่ย ก็เดินทางมาถึงหน้าตำหนักใหญ่… มีสนมจำนวนหนึ่งออกมารองรับ และแจ้งให้ โอวหยางเจี่ย รอที่ด้านนอก อนุญาตให้เพียงแค่ชายหนุ่มเข้าไปพบ กุ่ยจือชิง ภายในเขตหวงห้ามด้านหลังเท่านั้น
คราแรก โอวหยางเจี่ย ก็รู้สึกไม่ยินยอมนัก เพราะหวั่นเกรงในความปลอดภัย แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงต้องยอมรับ โดยเผยแววตาขึงขังกำชับกับ ซุน อย่างแน่นหนักว่าห้ามเสียมารยาทต่อผู้นำพรรคโดยเด็ดขาด… ซุน เองก็นึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย ในการไปพบ กุ่ยจือชิง เพียงลำพัง
อีกทั้งในส่วนของเขตหวงห้ามที่กล่าวถึงนี้ แม้แต่ผู้นำตระกูลทั้งห้าหรือเหล่าสนมก็ยังไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามา… เพราะเขตพื้นที่ดังกล่าวอนุญาตเพียงแค่สายเลือดตระกูลกุ่ยเท่านั้น การที่ยอมให้ ซุน ซึ่งเป็นคนนอกเข้าไป จึงสร้างความประหลาดใจเป็นล้นพ้นให้กับ โอวหยางเจี่ย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินความสำคัญของชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นไปอีกระดับ…
สนมสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง ถือตะเกียงประดับอัญมณีงดงาม นำพา ซุน เดินตรงมายังด้านหลังของตำหนัก ทะลุผ่านสวนพฤกษาขนาดใหญ่ จวบจนมาถึงถ้ำศิลาที่มืดดำทอดยาวเข้าไป ปากถ้ำถูกปิดกั้นด้วยม่านพลังกล้าแกร่ง ที่หนาแน่นยิ่งกว่าม่านพลังเขตสุริยานับสิบเท่า
สนมผู้นั้นโค้งตัวเคารพน้อย ๆ ก่อนจะยื่นตะเกียงให้กับชายหนุ่ม เพราะนับจากจุดนี้นางเองก็มิอาจนำทางได้อีกแล้ว… ซุน สูดลมหายใจลึกยาว โดยมี เฒ่าชีเปลือย ที่ลอยตามมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นมิต่างกันเท่าใด เมื่อมาหยุดยืนหน้าปากถ้ำ ม่านพลังก็ค่อย ๆ ถูกปลดคลายออก...
พื้นที่ด้านในคละคลุ้งไปด้วยอณูแห่งวิญญาณอันรุนแรง ที่แม้แต่สัมผัสลมปราณหรือสายลมสีม่วงก็ยังมิอาจสอดส่องเข้าไปได้ มีเพียงตะเกียงในมือที่ถืออยู่เท่านั้น จึงจะสามารถสาดส่องให้ความสว่างมองเห็นด้านในรัศมีไม่กี่ก้าวเบื้องหน้า…
หลัง ซุน และ เฒ่าชีเปลือย ผ่านปากถ้ำ ม่านพลังก็ได้สร้างผลึกปิดกั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ป้องกันมิให้คนนอกสามารถเข้ามาได้อีก... ชายหนุ่มละล่ำละลักไม่กล้าก้าวเดินต่อ สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากพื้นที่ด้านใน จวบจนมีเสียงที่สะท้อนก้องออกมา…
“เข้ามาสิ… พวกเรากำลังรอเจ้าอยู่”
เสียงที่ก้องดังนั้น เขย่าคลอนจิตใจของชายหนุ่มโดยพลัน อีกทั้งยังใช้คำพูดที่ว่า ‘พวกเรา’ ซึ่งในความเป็นจริง สมควรจะมีเพียงแค่ กุ่ยจือชิง อยู่ภายในนั้นเพียงผู้เดียว… ยิ่งทำให้ ซุน ประหม่าหนักขึ้นไปอีกระดับ ก่อนที่ฝ่าเท้าข้างหนึ่งจะถีบดันหลังของ ซุน ให้ก้าวเดินไปต่อ
“ชักช้าลีลาอยู่ได้!! ทำอย่างกับจะเข้าห้องหอเปิดพรหมจรรย์งั้นแหละ!!” เฒ่าชีเปลือย แค่นเสียงตำหนิ
“หุบปากน่า!! เจ้ามันตายไปแล้วเจ้าจะไปรู้อะไร ข้ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องรักตัวกลัวตายกันบ้างนั่นแหละ” ซุน ตวาดสวนกลับทันควัน น่าตกใจที่เพียงแค่พูดคุยกับ เฒ่าชีเปลือย ไม่กี่ประโยค ความตื่นเต้นทั้งหมดก็พลันลดลง
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก เผยแววกลับมาเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินต่อไปด้วยฝีเท้าแน่นหนัก… ตลอดเส้นทางในถ้ำ ซุน มองเห็นอักขระโบราณมากมายนับไม่ถ้วนซึ่งเจ้าตัวมิได้รู้ความหมาย แต่สามารถอ่านจากกระแสพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้อยู่บางส่วน ว่าอักขระที่ทรงพลังเหล่านี้ มีขึ้นก็เพื่อคงสภาพบางอย่างมิให้เสื่อมถอย เป็นพลังอำนาจที่แข็งแกร่งจนน่าตกใจ ราวกับว่าหากอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ แม้แต่อายุขัยก็เคลื่อนตัวได้ช้ากว่าปกติหลายเท่า…
ซุน ก้าวเดินมาถึงโถงปลายทาง เพียงแค่พลังวิญญาณภายในสถานที่แห่งนี้ ยังหนาแน่นจนน่าตกใจ ราวกับมีอณูวิญญาณโบราณจำนวนนับไม่ถ้วนไหลเวียนอยู่ในกระแสวังวนที่ไม่รู้จบ ซึ่งอณูวิญญาณเหล่านี้มิได้มีรูปลักษณ์หรือจิตสำนึก เป็นเพียงจิตวิญญาณเก่าแก่ที่อยู่เคียงคู่ดวงดาวจากแก่นแท้…
เบื้องหน้าของ ซุน มองเห็นร่างไร้วิญญาณของคนสองคนที่นอนอยู่ในโลงศพแก้ว… ร่างหนึ่งเป็นหญิงสาวงดงามหาที่เปรียบมิได้ แฝงเร้นไปด้วยกาลเวลาที่ไม่รู้จบ แม้นางจะตายไปนานแล้ว หากแต่ยังคงมีผิวกายที่เปล่งปลั่ง ราวกับหญิงสาวที่กำลังนอนหลับอย่างสงบ
อีกร่างเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ที่แผ่รัศมีแห่งความน่ากลัวไร้ที่สิ้นสุด แฝงเร้นไปด้วยกลิ่นอายของร่างสถิตที่เข้มข้น ชนิดที่ว่าร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาวของ ซุน กลายเป็นกลิ่นที่อ่อนจางเมื่อเปรียบเทียบกัน ซุน จดจำใบหน้าของชายผู้นี้ได้ จากภาพความทรงจำแห่งสายลมสวรรค์ที่พยัคฆ์วาตะ เคยถ่ายทอด(ตอนที่ 177)…
“ผู้ยิ่งใหญ่ กุ่ยเยี่ยซา!!” ซุน หลุดปากเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้…
ทันใดนั้น เงาร่างของชายชราก็ก้าวออกมาจากมุมหนึ่งของโถงถ้ำแห่งนี้… “ถูกต้อง สถานที่แห่งนี้คือสุสานของท่านบูรพาจารย์ บรรพบุรุษ กุ่ยเยี่ยซา และภรรยาเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของท่าน มู่ซิ่วซิ่ว…
ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ต้องห้าม แม้แต่คนในสายเลือดตระกูลกุ่ย ยังอนุญาตให้เข้ามาเคารพสักการะร่างของท่านบรรพบุรุษเพียงปีละครั้งเท่านั้น… น่าเสียดายที่เวลานี้หลงเหลือเพียงแค่ข้าผู้เดียว ที่ยังถือครองสายเลือดตระกูลกุ่ย…” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ซุน หันมองตรงมาในทันที ก่อนจะประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ…
“คารวะท่านผู้นำพรรค…”
กุ่ยจือชิง พยักหน้าตอบรับเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม… ซุน เพียงแค่ได้เห็น ก็สัมผัสได้ว่าคน ๆ แข็งแกร่งมาก กระแสลมปราณและพลังวิญญาณที่โอบล้อมตัวตนนั้น แทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มากพอจะทำให้รัศมีรอบกายนั้นพร่าเลือนบิดเบี้ยว หากนับเฉพาะมนุษย์ที่ ซุน เคยพบเจอ กุ่ยจือชิง ถือว่าเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้บรรลุพลังเทวะแห่งชนชั้นลมปราณสีแดงที่แท้จริง…
กุ่ยจือชิง เพ่งพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้านี้เช่นกัน แน่นอนว่าการปิดกั้นพลังของ ซุน ไม่ได้มีผลต่อ กุ่ยจือชิง แม้แต่น้อย ชายชราสามารถมองเห็นพื้นฐานแท้จริงได้อย่างชัดเจน ทั้งยังจำแนกและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของร่างสถิตแท้จริง ซึ่งแตกต่างไปจากร่างสถิตเทียมของคนทั่วไปได้อย่างถ่องแท้ เหตุก็เพราะว่า กุ่ยจือชิง มีสายเลือดของร่างสถิตแท้จริง จากบรรพบุรุษ กุ่ยเยี่ยซา อยู่นั่นเอง…
“หากไม่เห็นกับตาข้าก็คงทำใจเชื่อไม่ลง กว่าหมื่นปีแล้วสินะที่ไม่มีใครสามารถพิชิตหอคอยเทพอสูรลงได้ ทั้งยังเป็นหอคอยเทพอสูรพยัคฆ์ขาว ที่แม้แต่สามผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ยังถูกราชันย์พยัคฆ์ขาวปฏิเสธไม่ยอมให้ขึ้นไปบนหอคอย…”
“!!!!!!!!!!” ซุน ถึงกับสูดลมหายใจตื่นตระหนก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสัมผัสได้ถึงความลับที่ ซุน ไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟัง ยามนี้ ซุน รู้สึกเหมือนตัวเองนั้นตัวเปล่าเปลือย ไม่สามารถปกปิดสิ่งใดต่อสายตาของยอดฝีมือชนชั้นเทวะผู้นี้…
“อย่าตกใจไป… ข้าอายุปูนนี้แล้ว ไม่สามารถออกไปจากเขตสุริยาได้ด้วยซ้ำ เพื่อรักษาพลังชีวิตและอายุขัยให้เดินช้าลงกว่าปกติ คนใกล้ตายที่ถูกจองจำอย่างข้า ต่อให้รู้ความลับสำคัญอะไร ก็มีแต่จะปล่อยให้ดับสลายลงไปพร้อมกับร่างกาย…” กุ่ยจือชิง กล่าวด้วยรอยยิ้มของชายชราที่แสนใจดี
ซุน ทำได้เพียงโค้งเคารพแทนคำขอบคุณ…
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ได้ตื่นตระหนก หรือตกใจมากนับ เรื่องที่ข้าเรียกเจ้ามาพบที่นี่… แสดงว่า ผู้อาวุโสท่านนั้น บอกเรื่องที่ได้พบเจอกับท่านบูรพาจารย์บรรพบุรุษแล้วงั้นสินะ…” กุ่ยจือชิง กล่าวพลางชำเลืองมองมายัง เฒ่าชีเปลือย ก่อนจะประสานมือโค้งคำนับอย่างมีมารยาท…
“โฮ่… มองเห็นวิญญาณของข้าด้วยงั้นหรือนี่ สมแล้วที่ถูกเรียกว่าจอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณ…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางสวมกอดอก
จากนั้นไม่นานกระแสของอณูวิญญาณโบราณโดยรอบก็เกิดการหมุนวน พร้อมกับการปรากฏของเงาร่างวิญญาณดวงหนึ่ง ซึ่งการปรากฏตัวในครั้งนี้ของ กุ่ยเยี่ยซา มิได้เป็นรูปโฉมเด็กหนุ่มเฉกเช่นตอนที่ปะทะกับ เฒ่าชีเปลือย… ทว่ามาในรูปโฉมที่แทบไม่ต่างไปจากร่างที่นอนอยู่ในโลงแก้ว พลานุภาพสยบที่แผ่ล้นออกมานั้น ราวกับมีพลังที่สามารถสั่นคลอนดวงดารา มิอาจมองเห็นจุดสิ้นสุดแห่งการดำรงอยู่…
“กว่าจะมากันได้นะ ให้ข้ารอเสียเนิ่นนาน… นานนับหมื่นปีเลยทีเดียว…”
เพียงแค่น้ำเสียงที่ดังก้องขึ้น ยังทำให้อณูวิญญาณโดยรอบพากันหลีกหนีขยายวงออก กุ่ยจือชิง โค้งเคารพด้วยความนอบน้อม… ซุน ร่างกายและจิตวิญญาณเกิดการสั่นไหวรุนแรง ราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ที่ปกติจะล่องลอยไปมาอย่างไร้มารยาท บัดนี้ยังต้องเท้าแนบพื้น มาหยุดยืนอยู่ข้างกาย ซุน ใบหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความมืดครึ้ม…
“คนผู้นี้แหละที่ข้าเคยพบเจอ... เจ้ายังจะกล้าถามอยู่อีกหรือ ว่านั่นใช่ตัวจริงหรือไม่?!”
ซุน ลำคอแห้งผาก เพียงแค่รัศมีที่อีกฝ่ายแผ่ซ่านยังชัดเจนจนไม่มีทางเป็นอื่น ชายหนุ่มทำได้เพียงโค้งเคารพไม่ต่างอะไรกับ กุ่ยจือชิง… สายตาของ กุ่ยเยี่ยซา ทอดมองมาพร้อมรอยยิ้ม เอ่ยปากเนิบนาบ เกิดเป็นเสียงกังวานก้องไปทั้งโถงถ้ำสุสาน...
“หึหึ… บุตรชายผู้สืบทอดสายเลือดแห่ง เล้งซาน ผ่านไปหนึ่งหมื่นปี ที่ต้องระหกระเหินไปนอกสุริยะถิ่นกำเนิดที่ควรจะเป็น วันนี้ได้กลับสู่มาตุภูมิแท้จริง ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก…” กุ่ยเยี่ยซา กล่าวพลางทอดสายตามองมาทั้งรอยยิ้ม
ซุน เบิกตากว้างสะท้านสะเทือนอย่างอดไม่ได้ เรือนกายสั่นเยือกขึ้นอย่างมิอาจห้ามปรามได้ “อะ…อะไรนะ!! บุตรชาย?! ผู้สืบทอดสายเลือดของ เล้งซาน งั้นหรือ!! ตัวข้าเนี่ยนะ!!”
กุ่ยเยี่ยซา หัวเราะเสียงยาวออกมา ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่… ไม่ใช่เจ้าหรอก... ข้าหมายถึงดวงวิญญาณที่ต้องคำสาปแห่งวิญญาณผู้นั้นต่างหาก... บุตรชายแท้ ๆ ที่สืบทอดสายเลือดของ เล้งซาน ส่วนมารดาของเจ้าก็คงจะเป็นเผ่าปราชญ์เทพ นามว่า อาธีน่า งั้นสิ…”
“!!!!!!!!!!!” ครั้งนี้กลับกลายเป็น เฒ่าชีเปลือย ที่สะท้านสะเทือน
“ทะ…ทำไมเจ้า ถึงได้รู้จักนาง!!”
…………………………………..