อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 325 เรียกตัว...(2)
ตอนที่ 325
ท่ามกลางสายตาที่อึ้งค้างของทุกคน ซุน แค่นเสียงออกมาครั้งหนึ่งเรียกสติ ก่อนจะมองเขม็งมายัง โจวต้ากวาน... “หากมีเรื่องจะพูดคุยกับข้า ก็แสดงมารยาทกันบ้าง… ศิษย์พี่โอวหยาง มาเชื้อเชิญข้าก่อน และข้าเองก็ตอบรับไปแล้ว หากศิษย์พี่โจวต้องการจะสนทนากับข้า ก็ไว้รอโอกาสหน้า
ทว่าหากท่านและคนของท่านยังดึงดังขัดขวาง ก็อย่ามาหาว่าข้าเสียมารยาท…” ใบหน้าของ ซุน เผยถึงความไม่ยินยอม และเน้นย้ำเจตนาที่ชัดเจนยิ่ง จริงอยู่ที่กลุ่มผู้ฝึกสอนระดับสูงตรงหน้าจะฝีมือไม่ธรรมดา ทว่า ซุน ที่เคยเผชิญหน้ากับยอดฝีมือแท้จริงอย่าง เล้งหมิงเช่อ และ เหว่ยหม่าอวิ๋น มาก่อน กลับมองคนเหล่านี้สามัญยิ่งนัก ไม่มีความหวาดหวั่นใด ๆ หลังจากผ่านศึกที่ยากลำบากมาแล้ว…
โจวต้ากวาน ใบหน้าด้านชาในทันที… หากแต่ด้วยภาระหน้านี้จะยินยอมปล่อยไปก็คงไม่ได้ วาดมือเหี้ยมหาญสั่งการเสียงหนัก… “จับกุม!! หลังจากนี้ข้ารับผิดชอบเอง!!”
สี่ผู้ฝึกสอนเผยแววตาดุร้าย… ชักกระบี่ประจำกายออกมาอย่างพร้อมเพรียง แค่ละคนล้วนแผ่รังสีศาสตรากล้าแกร่งสมกับที่มีสามารถชี้แนะสอนสั่งหมู่ศิษย์หลัก พลังฝีมือแต่ละคนยอมไม่ธรรมดาถึงที่สุด… ซุน ก้าวเดินเนื่องช้าแผ่กลิ่นอายของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อในทุกราย…
โอวหยางมู่ ยังมีอาการบาดเจ็บตกค้าง แต่ก็ฝืนตนเองเข้าเผชิญหน้า… ทว่า โจวต้ากวาน กลับวาดตวัดกระบี่เข้ามาขัดขวาง ทั้งสองล้วนเป็นผู้ใช้กระบี่ดำ แร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษจากเกล็ดของมังกรทมิฬที่ประเมินค่าไม่ได้ พลังฝีมือทั้งสองนั้นสูสีทำให้เกิดเป็นการปะทะที่ยากจะชี้ชัดในระยะสั้น โจวต้ากวาน แสดงเจตนาว่าจะสกัดเอาไว้ เพื่อให้สี่ผู้ฝึกสอนรีบพาตัว ซุน กลับไปเท่านั้น…
แต่ดูเหมือนว่า โจวต้ากวาน จะประเมินพลังฝีมือของ ซุน ต่ำเกินไป!! โจวต้ากวาน มั่นใจว่าพลังรบของ ซุน อย่างมากที่สุดก็น่าจะเทียบเคียงกับน้องชายของตน โจวหมิง ซึ่งไม่มีทางที่จะเผชิญหน้ากับชนชั้นผู้ฝึกสอนระดับสูงที่พามาด้วยนี้ได้แน่นอน
สี่ผู้ฝึกสอนโอบล้อม ซุน ทั้งสี่ทิศ ยกกระบี่ชี้เป็นวง…
“ยอมกลับไปพร้อมพวกเราเถอะ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”
ซุน เผยสีหน้าเมินเฉย ทั้งยังยกมือขึ้นตวัดปลายนิ้วเชื้อเชิญให้เข้ามาเสียด้วยซ้ำ… ผู้ฝึกสอนตรงหน้ากดคิ้วต่ำลง เคยเจอมาก็มากสำหรับศิษย์หลักที่เย่อหยิ่งทะนงตน แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นศิษย์ ซึ่งถูกผู้ฝึกสอนระดับสูงรายล้อม แต่ก็ยังกล้าแสดงท่าทีเย้ยหยันไม่กริ่งเกรง...
ทั้งสี่คนจึงระเบิดแรงกดดันชนชั้นลมปราณสีส้มออกมาพร้อม ๆ กัน โดยมีสองคนที่เป็นชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1 อีกสองคนที่เหลือเป็นถึงชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 2 และ 3 ดังนั้นพลานุภาพสยบสี่ด้านที่กดทับลงมานั้น ไม่มีชนชั้นศิษย์คนใดจะไม่คุกเข่าศิโรราบ…
ซุน เรือนกายสั่นสะท้านขึ้นเล็กน้อย หากแต่ดวงตากลับเผยความเหี้ยมเกรียมออกมาแทนที่… ก่อนจะดึงเอาลมปราณไว้ที่ปอด แผดคำรามเสียงกรรโชกก้องกังวานดุจราชันย์พยัคฆ์ ทำลายแรงกดดันรอบด้านให้แตกกระจายออกไปอย่างสมบูรณ์… ชั่วพริบตาที่เหล่าผู้ฝึกสอนกำลังตกตะลึงอยู่นั้นเอง ซุน ได้กระโจมเข้าหาหนึ่งในผู้ฝึกสอนชนชั้นลมปราณสีส้มที่อ่อนแอที่สุด
อีกฝ่ายใช้ว่าจะมืออ่อน แทงกระบี่ถี่ยิบสวนกลับไปเป็นเส้นแสง ทว่ากระบี่เหล่านั้นกลับถูกปัดป้องด้วยกระแสลมที่มองไม่เห็น!! ซุน ยื่นแขนออกไปตะปบนิ้วทั้งห้าที่ดุจดังกรงเล็บ จับคว้าเข้าที่ข้อมืออีกฝ่ายเกิดเป็นรอยแผลฉกรรจ์จนโลหิตสาดกระเซ็น… ซุน สะบัดร่างเข้าประชิดอีกครั้ง พร้อมกระแทกศอกเข้าที่กลางหน้าอก จนอีกฝ่ายสำลักโลหิตและปลิวกระเด็นออกไปไกลหลายสิบก้าว
ผู้ฝึกสอนคนข้าง ๆ เผยอำนาจคุกคามโดยพลัน วาดตวัดกระบี่ฉับไวจนเป็นเงาเลือนราง หากแต่พริบตาที่กระบี่ถึงร่างของ ซุน ชายหนุ่มกลับกลายเป็นเพียงภาพติดตาที่ไร้ร่างจริง!! ซุน ไหลเวียนดุจสายลมสีเขียวพัดวูบหนึ่งเข้าประชิดเรือนกายอีกฝ่าย แล้วใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าใส่ข้อมือและใบหน้าของอีกฝ่ายพร้อม ๆ กัน จนเกิดเป็นเสียง ตูม! ที่ดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง…
จากนั้น ซุน ก็สะบัดปลายเท้า เตะด้ามกระบี่ที่อีกฝ่ายทำหลุดมือ ให้พุ่งตรงไปยังผู้ฝึกสอนคนที่สาม การโจมตีที่กะทันหันแลพิสดารเช่นนี้ ทำให้อีกฝ่ายตั้งรับอย่างทุลักทุเล… แม้จะป้องกันกระบี่แรกได้ ทว่าสายลมสีน้ำเงินที่โบกพัดระลอกที่สอง ก็ได้ฉีกกระชากอาภรณ์ของผู้ฝึกสอนคนที่สามนี้จนกลายเป็นริ้วยาว พร้อมกับผิวหนังอีกหลายส่วนที่ปรากฏรอยกรงเล็บของสัตว์ร้าย จนโลหิตสาดกระเซ็นเต็มพื้นดิน...
ผู้ฝึกสอนคนที่สี่แข็งแกร่งที่สุด ทั้งยังเปี่ยมล้นไปด้วยไอสังหารที่ถูกขับขานออกมา เมื่อเห็นสหายทั้งสามคนเพลี่ยงพล้ำไปแล้ว… กระบี่อักขระในมือจากเดิมที่มีขนาดสามัญ เวลานี้กลับปรากฏเงาขนาดใหญ่ในชั่วพริบตาจากลมปราณที่อัดแน่นเข้าไป เมื่ออีกฝ่ายวาดตวัดฟันเข้ามาหา ซุน ก็จำต้องขับขานปราการสายลมสีครามขึ้นมาตั้งรับ
แรงปะทะมากพอจะทำให้ชั้นบรรยากาศโดยรอบถูกฉีกกระชาก เปิดรอยกระบี่และสายลมแหลมคมกระจายออกไปทั่วทั้งเขตป่าหิน ฝากรอยมากมายบนพื้นดินและก้อนศิลา… แต่สุดท้าย ซุน ก็สามารถป้องกันเงากระบี่ยักษ์นี้เอาไว้ได้ ก่อนชายหนุ่มจะกลายเป็นเส้นเงาสีเขียวที่ห้อทะยาน เผยร่างของพยัคฆ์วาตะออกมา พร้อมทั้งระเบิดกระแสลมกรรโชกที่รุนแรงผลักดัน
เสียง ตูม! ดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าดุจว่าวสายป่านขาด พริบตาที่อีกฝ่ายเสียสมดุลยามหล่นร่วงลงมา หมัดขวาที่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลาย ก็กระแทกใส่ปราณคุ้มกันทั้งหมดของอีกฝ่ายจนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ กระดูกซี่โครงหักร้าว เสียงดังชัดเจน กลิ้งไถลไปกับพื้นโดยไม่มีแต่การตั้งหลักใด ๆ
ช่วงเวลาทั้งหมดใช้เวลาอธิบายยืดยาว หากแต่แท้จริงแล้วผ่านเลยไปเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้นเอง… ซุน ที่ยังไม่ได้หยิบใช้แม้แต่อาวุธประจำกาย อาศัยเพียงร่างเปลือยเปล่า จัดการสี่ผู้ฝึกสอนระดับสูงให้สิ้นราบลง จนไม่อาจหยัดยืนขึ้นมาได้อีก...
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ โจวต้ากวาน และ โอวหยางมู่ ที่กำลังต่อสู้กันนั้น สั่นเทิ้มไปทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ หากบอกว่าผู้ที่กำราบสี่ผู้ฝึกสอนนั้น คือชายชราชนชั้นผู้อาวุโสของพรรคมังกรฟ้า ยังสามารถทำใจยอมรับได้ง่ายกว่า…
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!!” โจวต้ากวาน ลมหายใจถี่กระชั้น จึงทำให้ โอวหยางมู่ สบโอกาสใช้ช่องว่างดังกล่าว ฟันเข้าที่ไหล่เกิดเป็นบาดแผลยาวลึกกว่าครึ่งชุ่นเจาะไปถึงกระดูก จนทำให้อีกฝ่ายจำต้องถอยร่นออกมาด้วยใบหน้าที่ขาวซีด…
ซุน ชำเลืองมอง โจวต้ากวาน ด้วยแววตาเมินเฉยไร้อารมณ์ “ศิษย์พี่โจว… ข้าได้เอ่ยเตือนท่านแล้ว ดังนั้นท่านมิอาจมากล่าวโทษเมื่อข้าลงมือหนักเกินไป…”
ซุน และ โอวหยางมู่ ห้อทะยานจากไปในทันที ไม่ได้ลงมือหนักหน่วงถึงขั้นจะฆ่าแกงกันให้ตายคามือ… โจวต้ากวาน ในเวลานี้ทำได้เพียงแค่มองแผ่นหลังของทั้งสองคนที่ทะยานจากไป แววตาเผยความสับสนที่มากยิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สภาพของเหล่าผู้ฝึกสอนที่นอนบาดเจ็บหนักในตอนนี้ เกินกว่าจะอยู่ในความคาดหมายของชายหนุ่ม… (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“แมวสวรรค์… เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
………………………………………
ณ ประตูสู่เขตจันทรา…
หลังจากผ่านกลุ่มของ โจวต้ากวาน มาได้แล้ว ซุน และ โอวหยางมู่ ก็ไม่ได้เผชิญหน้าอุปสรรคใดอีกเลย ซึ่งก่อนจะเข้ามาในเขตประตูม่านพลัง ยังมองเห็นสายตาทิ่มแทงจากตระกูลใหญ่ที่เหลืออีกสามตระกูลที่ถูก โอวหยางมู่ ล่อลวงไปในทิศทางอื่น กว่าที่ฝ่ายอื่น ๆ จะตามมาทันก็หมดโอกาสเสียแล้ว… เพราะ ซุน ได้อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายรักษาเขตแดนที่ประจำการอยู่ที่นี่นับร้อยคน…
“คารวะท่านปู่…” โอวหยางมู่ ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพต่อหน้าชายชราผู้นำตระกูลโอวหยาง… ซุน สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของชนชั้นจักรพรรดิที่น่าหวาดหวั่นจากร่างของชายชราผู้นี้ รู้สึกเหมือนกับตอนที่เคยพบเจอ ลู่เหรินฮ่าว ก็ไม่ปาน...
“ดูเหมือนจะพบเจอเรื่องเล็กน้อยระหว่างทางงั้นสินะ แต่เมื่อผ่านมาได้ก็ดีแล้ว…” โอวหยางเจี่ย กล่าวพลางขยี้ศีรษะของหลายชายเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะชำเลืองมองมายัง ซุน ด้วยแววตาที่คมดุจดั่งกระบี่ ทำเอา ซุน รู้สึกขนลุกขนพองอยู่ไม่น้อย…
“คารวะท่านผู้อาวุโส… ผู้เยาว์นามว่า ซุน ศิษย์ตามธรรมเนียมสังกัด สำนักสายลมประจิม”
โอวหยางเจี่ย พยักหน้าเบา ๆ “เป็นโชควาสนาของ สำนักสายลมประจิม ยิ่งนัก… ได้ยินว่าเจ้าเข้าร่วมกลุ่มพิชิตมังกร ของตระกูลเฉียงด้วยนี่… ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจจริง ๆ จงตามข้ามาพวกเราจะไปพบท่านผู้นำ กุ่ยจือชิง ด้วยกัน ภายใต้การคุ้มครองของข้า จะไม่มีใครสามารถแตะต้องเจ้าได้…”
น้ำเสียงที่ทรงพลังนี้ ทำให้ ซุน รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย จึงโค้งเคารพอีกครั้งก่อนจะตามประชิดข้างกาย โอวหยางเจี่ย อย่างองอาจ ถูกรายล้อมด้วยกองกำลังฝ่ายรักษาเขตแดน ที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือระดับสูง…
ทางด้าน โอวหยางมู่ ไม่ได้ติดตามไปด้วย ทำได้เพียงเฝ้ามองจากด้านหลังเท่านั้น ชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนที่ไม่ต่างจาก โจวต้ากวาน รู้สึกทึ่งในตัวของ แมวสวรรค์ ผู้นี้ยิ่งนัก และยังรู้สึกอีกด้วยว่าอีกไม่นาน ชายหนุ่มผู้นี้คงเก่งกล้าพอจะสั่นคลอนไปทั้งยุทธภพชนิดที่ว่า พรรคมังกรฟ้า อาจจะยังคับแคบเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มผู้นี้เสียด้วยซ้ำ…
“เล้งหมิงเช่อ ก็ดี เหว่ยหม่าอวิ๋น ก็ยอด เล้งหยุนฟง ก็ไม่ธรรมดา ยามนี้ยังจะปรากฏแมวสวรรค์ตนนี้ขึ้นมาอีก? สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งยิ่งนัก…ที่ให้ข้าเกิดมาในรุ่นเดียวกับคนเหล่านี้…” โอวหยางมู่ ถอนหายใจด้วยความปลดปลง
จากประตูเขตจันทราไปยังประตูในเขตสุริยา เป็นระยะทางที่ไกลเกือบร้อยลี้… ดังนั้น โอวหยางเจี่ย จึงพา ซุน และกองกำลังในหน่วย นั่งไปบนหลังของสัตว์อสูรพาหนะเทียมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจระเข้บกที่ตัวยาวเกือบหนึ่งร้อยจั้ง เป็นสัตว์อสูรพาหนะระดับสูงของฝ่ายรักษาเขตแดน ใช้สำหรับเคลื่อนกำลังพลที่รวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งที่ไม่อาจประเมินได้…
ซุน แม้จะมองไม่เห็นผู้ใดเลยในระหว่างเส้นทาง หากแต่สัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนมากที่แอบซ่อนอยู่ ทว่าภายใต้การนำของ โอวหยางเจี่ย ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าที่จะลงมือ อีกทั้งนี่ยังเป็นคำสั่งโดยตรงของจอมราชันย์ กุ่ยจือชิง ผู้ใดขัดขืนย่อมมีโทษสถานหนัก…
ใช้เวลาไม่นานก็สามารถมาถึงประตูสู่เขตสุริยา… ซุน นั้นอ่านกฎระเบียบมาอย่างถ่องแท้แล้ว รู้ดีว่ายามที่เข้าไปใน เขตสุริยา จะไม่สามารถพกพาแม้แต่แหวนมิติหรือโลหะใด ๆ เข้าไปด้านใน… ก่อนหน้านี้ที่ ซุน ไม่ได้หยิบเอาอาวุธขึ้นสู้รบ เพราะ ซุน เก็บงำทุกอย่างไว้ในแหวนมิติ และฝากให้ เฒ่าชีเปลือย เก็บซ่อนไว้ในมิติส่วนตัวจากอาคมอีกขั้นหนึ่ง เพื่อที่ ซุน จะได้ไม่ต้องพกสิ่งใดติดตัวไว้เลย ส่วนรัดเกล้าไม้ก็อยู่นอกเหนือกฎ เพราะมันมิใช่โลหะและมองไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันเป็นอาวุธชิ้นหนึ่ง…
จากม่านพลังเข้ามาจะมีเพียง โอวหยางเจี่ย และ ซุน เท่านั้นที่จะก้าวเข้าไปข้างในได้… ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา อยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก โอวหยางเจี่ย จึงไม่ได้เอ่ยถามหรือพูดอะไรกับ ซุน เลยแม้แต่คำเดียว เพราะต่อให้เป็นคนของกองกำลังฝ่ายรักษาเขตแดน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถไว้วางใจได้…
ทว่าเมื่อเหลือกันแค่สองคน โอวหยางเจี่ย จึงเริ่มเอ่ยปากขึ้น… “ปกติแล้ว ท่านผู้นำไม่เคยเรียกตัวชนชั้นศิษย์มาก่อน หากมิได้ก่อคุณงามความดีในระดับที่สร้างชื่อเสียงให้พรรคมังกรฟ้า… ตามประวัติข้อมูล เจ้าเป็นศิษย์ตามธรรมเนียมที่เพิ่งจะเข้ามาในพรรคได้ไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ
และหากจะกล่าวถึงคุณงามความดีของเจ้า… ข้าว่าประวัติของเจ้าออกจะเป็นการสร้างชื่อเสียงในแง่ลบภายในพรรคเสียมากกว่า ก่อเรื่องถึงขั้นที่หมู่ศิษย์ในทุกฝ่ายต่างเดือดร้อนกันไปหมด แม้แต่ในเขตจันทราที่แบ่งแยกออกจากเขตของเหล่าศิษย์ ยังต้องได้ยินนามของ แมวสวรรค์ ผ่านหูมาบ้าง…
ชื่อเสียงของเจ้าในตอนที่อยู่สำนักสายลมประจิม ก็ยิ่งหนักหนาสากรรจ์กว่าที่นี่เสียอีก ได้ยินว่าเจ้าเอาเปรียบกระทั่งชนชั้นผู้อาวุโส หลอกขายสุราให้ศิษย์ด้วยกัน ทั้งยังถูกขนานนามว่าเป็นเสือผู้หญิง ทั้งที่ในสำนักไม่มีสตรีแม้สักคนเดียว?!
นอกเหนือจากตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนใหม่ในปีนี้แล้ว ก็เรียกได้ว่าไม่มีเรื่องดีเลย… ความด่างพร้อยในประวัติของเจ้า ข้าอ่านศึกษามาทั้งคืนก็ยังไม่หมดไม่สิ้น… ตกลงเจ้าไปพัวพันกับเรื่องอะไรกันแน่ ท่านผู้นำถึงไว้วางใจเรียกเจ้าเข้าพบโดยตรงเช่นนี้ ข้าล่ะไม่เข้าใจเลยจริง ๆ” โอวหยางเจี่ย กล่าวลอย ๆ ระคนสงสัย ในฐานะที่เป็นผู้คุ้มกันสูงสุดข้างกาย กุ่ยจือชิง ประวัติที่แปลกประหลาดของ ซุน ย่อมต้องถูก โอวหยางเจี่ย รื้อค้นมาอย่างละเอียด
ซุน ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ หน้าเจื่อน หลังถูกลากไส้ออกมาถึงเพียงนี้ จะกล่าวโต้แย้งไปก็ใช่เรื่อง เพราะทุกอย่างก็มิได้ผิดไปจากที่ โอวหยางเจี่ย เอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มทำได้เพียงก้มหน้าต่ำทำตัวสงบเสงี่ยมไปตามสถานการณ์เท่านั้น…
……………………………………………….