อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 327 บุตรแห่ง เล้งซาน (2)
ตอนที่ 327
“องค์ประกอบของอณูวิญญาณนั้นเต็มไปด้วยความล้ำลึก ที่เรียงร้อยต่อกันจากความว่างเปล่าไร้สสาร ดังนั้นหากสามารถเข้าถึงมันได้ในระดับแก่นแท้ องค์ประกอบที่ล้ำลึกนี้จะสามารถบ่งชี้ความลับของการดำรงอยู่ได้มากยิ่งกว่า โลหิต กล้ามเนื้อ หรือแม้แต่พันธุกรรม…
มู่ซิ่วซิ่ว ภรรยาของข้านางมิใช่สายเลือดของมนุษย์แท้จริง หากแต่เป็นเพียงจิตวิญญาณที่ถือกำเนิดจาก [การแตกหน่อแห่งวิญญาณ] อันเป็นทักษะความสามารถของเผ่ากระต่ายแสงจันทร์ สัตว์อสูรสายเลือดผสมระหว่าง เทพสู่(ชวด) และ เทพทู่(เถาะ)
ภรรยาข้าถูกกำหนดอายุขัยมาเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น นางก็พร้อมจะดับสลายทั้งจิตวิญญาณและร่างกายได้ทุกเมื่อ… เพื่อให้นางอยู่กับข้าไปจนวาระสุดท้ายแห่งอายุขัย ข้าจึงต้องทุ่มเวลาทั้งหมดไปที่การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ ศาสตร์แห่งวิญญาณและการสร้างร่างเทียมสถิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด จวบจนเข้าถึงระดับที่รู้แจ้งแตกฉานเหนือยิ่งกว่าเจตจำนงแห่งวิญญาณ เหนือว่าราชันย์แห่งวิญญาณ
แตะย่างเข้าสู่ระดับของ จักรพรรดิแห่งวิญญาณ…
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ข้าสามารถมองออก ถึงสายสัมพันธ์และความเชื่อมโยงในจิตวิญญาณของเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นจิตวิญญาณที่ถูกส่งต่อมาจากสายเลือด ผู้ที่เปรียบเสมือนน้องชายของข้าอย่าง เล้งซาน ด้วยแล้ว ดังนั้นข้าไม่มีทางมองผิดหรือคลาดเคลื่อนไป…
เล้งซาน มีบุตรทั้งหมด 4 คนจาก 4 ภรรยาในแดนมนุษย์ แดนเทพ และแดนอสูร นอกเหนือจากนี้จวบจนวาระสุดท้าย เล้งซาน ก็ไม่มีบุตรเพิ่มอีกเลยในสุริยะ 4 ดวงดาว… ดังนั้นความเป็นไปได้เดียวในมารดาของเจ้า ก็คือ อาธีน่า ผู้ที่หลบหนีออกไปจากสุริยะ 4 ดวงดาวแห่งนี้…
ก่อนหน้านี้ข้าไม่แน่ใจนัก จึงได้ลองไปเผชิญหน้ากับเจ้าด้วยตนเอง… ซึ่งเมื่อได้ลองประมือกับเจ้าดูแล้ว ก็ยิ่งทำให้ข้านั้นแน่ใจ ว่าศาสตร์วิชาที่เจ้าใช้ เวทย์อาคมที่เจ้าร่ายขับขานออกมา ถึงแม้จะยกระดับพัฒนาขึ้นจากเดิมไปอีกหลายขั้น แต่มันก็ยังเต็มไปด้วยร่องรอยการชี้นำจากเผ่าปราชญ์เทพ ที่แตกฉานในเวทย์อาคมอย่าง อาธีน่า…”
ถ้อยวาจาของ กุ่ยเยี่ยซา ดังแน่นหนักไปทั่วโถงถ้ำสุสาน... เฒ่าชีเปลือย ชายผู้มีนามเดิมมา อาเมนดูเอล(ตอนที่ 15) รู้สึกสะท้านสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ ความมืดดำที่ปกคลุมในจิตใจนั้นมากเป็นล้นพ้นยิ่งกว่าครั้งใด ๆ
“บะ…บ้าน่า!! เรื่องเช่นนี้คิดว่าข้าจะเชื่อเจ้างั้นหรือ!!”
กุ่ยเยี่ยซา พลันหัวเราะเสียงยาวก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกประโยค… “ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถใช้ยืนยันความเป็นสายเลือดของ เล้งซาน ที่ค่อนข้างจะพิเศษและชัดเจนมาก นั่นก็คือรอยปานรูปมังกรสีแดง ที่ด้านหลังบริเวณหัวไหล่ หากเจ้ามีรอยปานเช่นนั้นอยู่ ก็รับรองว่าไม่ผิดแน่…”
“!!!!!!!!!!” เฒ่าชีเปลือย ถึงกับจิตวิญญาณสั่นคลอน แม้อยากจะเอ่ยปากปฏิเสธแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะ เฒ่าชีเปลือย เกิดมาพร้อมกับปานรูปมังกรสีแดงนั่นจริง ๆ ความนิ่งเงียบจากเรื่องราวและความจริงบางอย่าง ทำให้ท่าทีของ เฒ่าชีเปลือย แทบจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
กุ่ยเยี่ยซา ยกมุมปากขึ้นน้อย ๆ ถึงจะสามารถอ่านสายสัมพันธ์แห่งวิญญาณได้ แต่ กุ่ยเยี่ยซา ก็ไม่สามารถมองเห็นอดีตและความลำบากที่ผ่านมาของอีกฝ่ายได้… เวลานี้จึงทำได้เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายจมจ่อมอยู่กับตนเอง วิเคราะห์และพิจารณาด้วยตนเองต่อไป
“เงื่อนไขของข้ายังคงเหมือนเดิม… ข้าเองก็เปรียบเสมือนท่านลุงของเจ้าคนหนึ่ง ข้ายินดีที่จะรับเจ้าเป็นศิษย์ช่วยเจ้าถอนคำสาปแห่งวิญญาณ หากเจ้ายอมกราบข้าเป็นอาจารย์ เวลาของข้าเหลืออีกไม่มากนัก ก่อนที่ข้าจะตัดสินใจละสังขารแห่งจิตวิญญาณนี้ไป…”
แม้ กุ่ยเยี่ยซา จะเอ่ยออกไปเช่นนั้น หากแต่ภายในใจกลับยังมีเหตุผลสำคัญอยู่อีกเรื่องที่มิได้บอกกล่าวออกไป เป็นความลับที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะทราบเรื่องนี้... ‘ไม่ว่าเจ้าจะใช่ เทพเทวะ ที่กลับมาจุติใหม่หรือไม่… แต่ในเมื่อเจ้าเป็นบุตรของ เล้งซาน บุตรของน้องชายข้า อย่างไรเสียข้าก็มิอาจใจร้ายทอดทิ้งเจ้าได้…’
ความกังวลของ กุ่ยเยี่ยซา มีอยู่ไม่น้อย แต่พอเห็นสภาพที่ย่ำแย่ของหลานชายผู้นี้แล้ว ความคิดที่ว่า อาเมนดูเอล จะกลายเป็น เทพเทวะ ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นปรปักษ์กับ เล้งซาน ก็ค่อนข้างที่จะถูกบั่นทอนลง… เพราะหากหลานชายน่าสงสารผู้นี้เป็น เทพเทวะ กลับมาจุติจริง ๆ คงไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้หมดรูป จนมีสภาพถูกคำสาปแห่งวิญญาณได้เช่นนี้…
อย่างไรเสียจิตวิญญาณหลักของ เทพเทวะ ที่หนีกลับมาจุติใหม่ ก็เป็นถึงจิตวิญญาณที่เคยบรรลุถึงชนชั้นลมปราณสีรุ้งอาณาจักรอนันต์แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวในสุริยะแห่งนี้ เป็นผู้สรรสร้างสิ่งมีชีวิตบนสุริยา 4 ดวงดาวแห่งนี้ตั้งแต่หลายล้านปีก่อน
เป็นชายที่มีพลังอำนาจอันไร้ขอบเขตสามารถดับทำลายได้แม้แต่ดวงดารา… มีความสามารถถึงระดับขั้นขีดเขียนชะตากรรมของผู้อื่น ให้เดินบนเส้นทางที่ตนกำหนดขึ้นมาได้ ต่อให้กลับไปจุติใหม่ ก็คงไม่มีทางที่คนเช่นนั้นจะพ่ายแพ้จนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้…
ขณะที่ เฒ่าชีเปลือย กำลังนิ่งค้างจมจ่อมในความคิดอยู่นั้นเอง… กลับมีชายหนุ่มอีกคนที่กำลังแสดงสีหน้าโง่งมเคว้งคว้าง ริมฝีปากกระตุกอยู่อีกนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ได้เข้าใจที่สิ่งที่ กุ่ยเยี่ยซา และ เฒ่าชีเปลือย พูดคุยกันเลยสักนิด… จับใจความได้เพียงแค่ เฒ่าชีเปลือย คือบุตรของ เล้งซาน!! บุตรของคนที่ ซุน พยายามตามหาความลับที่เชื่อมกับตนเองมาโดยตลอด ที่แท้บุตรของคนผู้นั้นกลับอยู่แนบชิดลอยวนเวียนเหนือศีรษะตนเองเรื่อยมา…
“ชะ…ช้าก่อน!! ข้าขออภัยที่ขัดจังหวะท่านผู้ยิ่งใหญ่ กุ่ยเยี่ยซา แล้วตัวข้าเล่า?! ท่านพูดออกมาเองว่าตัวข้าไม่มีสายเลือดของ เล้งซาน... แล้วทำไมข้าถึงต้องถูกชักนำมาสู่ความวุ่นวายหรือความเกี่ยวพันต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย?! เส้นทางของข้าราวกับถูกกำหนดเอาไว้เช่นกัน ข้าไม่มีคำตอบใด ๆ ให้กับตนเองแม้สักนิด ข้าพยายามครุ่นคิดเรื่องนี้มาโดยตลอด จนกระจ่างแจ้งว่ามันมิใช่เรื่องที่ข้าจะสามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเอง
ข้าต้องตามหาทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับอดีตเมื่อหมื่นปีก่อน เกี่ยวพันกับผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เกี่ยวพันกับราชันย์พยัคฆ์ขาว มีเหตุผลอะไรกันแน่ที่ข้าถูกพามาที่นี่ มีเหตุผลอะไรกันแน่ที่พรากเอาชะตากรรมของตัวข้ามาจากดินแดนเก่าก่อน มีเหตุผลอะไรกันแน่…” ซุน โพลงออกมาด้วยความสับสน จนแทบไม่อาจเก็บงำมารยาท ทำให้ชายชรา กุ่ยจือชิง วางมือลงบนไหล่ของชายหนุ่มเบา ๆ เพื่อเตือนสติ
“ใจเย็น ๆ ก่อน... แม้ทุกคำถามอาจไม่มีคำตอบให้กับเจ้า แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจก็คือ… ทุกอย่างมิใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่เจ้าคิด และคงมีเหตุผลที่กระจ่างชัดในตัวของมัน…” กุ่ยจือชิง กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มชรา ทั้งยังส่งพลังลมปราณให้กับ ซุน เพื่อผ่อนปรนความร้อนรนและความว้าวุ่นใจ ให้สงบลง…
ซุน เผยแววตารู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย… อันที่จริง ซุน เป็นคนที่สามารถตั้งตัวอยู่บนสติได้แม้ยามวิกฤต ทว่าความสับสนของจิตใจที่ถูกพรากดึงมาจากดินแดนเก่าก่อน แน่นอนว่ามันมิใช่สิ่งที่ ซุน ได้ปรารถนาสักนิดเดียว… ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มพยายามปลอบใจตนเอง ว่าทั้งหมดเป็นเพราะ เฒ่าชีเปลือย ทำไปเพื่อช่วยชีวิตของตนเอาไว้ และความเกี่ยวพันของชะตากรรมเป็นเพียงความบังเอิญที่มาบรรจบ
แต่พอทราบความจริงที่น่าตกใจ ว่า เฒ่าชีเปลือย กลับกลายมาเป็นบุตรของ เล้งซาน และแม้แต่ตัวของ เฒ่าชีเปลือย เอง ก็คล้ายว่าจะถูกชักนำจากชะตากรรมดังกล่าวอีกด้วย!! นั่นจึงยิ่งทำให้ ซุน เต็มไปด้วยความสับสนเป็นทบทวีกับสิ่งที่เกิดขึ้น…
กุ่ยเยี่ยซา ทอดสายตามองมายัง ซุน ด้วยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยนัยยะบ้างอย่าง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ออกมา “หึหึ…เจ้าอยากรู้คำตอบงั้นหรือ?! ว่าเพราะอะไรเจ้าถึงพบเจอเรื่องราวเช่นนี้ มีเหตุผลอันใดที่วิถีทางของเจ้าล้วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับ เล้งซาน ทั้งที่เจ้านั้นไม่ได้มีความเกี่ยวพันใด ๆ ทางสายเลือดกับ เล้งซาน แม้แต่น้อย…” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
กุ่ยเยี่ยซา ค่อย ๆ ลอยเข้ามาใกล้ จนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของ ซุน…
“เช่นนั้นก็ลองถามเจ้านั่นมันเอง เสียเลยสิ?!”
กุ่ยเยี่ยซา แตะมือวางไปบนหน้าอกของ ซุน… ทันใดนั้นเกิดเสียง ตูม! ดังขึ้นภายในจิตวิญญาณของชายหนุ่ม สั่นคลอนไปถึงก้นบึ้งแก่นแท้ เงาร่างของราชันย์พยัคฆ์ที่แฝงเร้น ปรากฏพร้อมแผดเสียงคำรามออกมา ก่อนที่เงาร่างพยัคฆ์จะค่อย ๆ สลายหายไป จากนั้นก็พลันปรากฏเงาร่างที่สองโผล่ออกมาต่อเนื่อง เป็นเงาร่างราชันย์มังกร!!
เสื้อคลุมที่ ซุน สวมใส่ถูกฉีกออกเป็นเศษผ้า เผยร่างกายที่เปลือยช่วงท่อนบน จนมองเห็นรอยสักอักขระมากมายที่ด้านหลัง และรวมไปถึงรอยสักของประตูทรงกลมลวดลายอักขระโบราณที่ถูกปิดผนึกด้วยสี่รอยกุญแจ ซึ่งเดิมทีมันเคยเป็นรอยสักดอกบัวสวรรค์(ตอนที่ 113)
เงาร่างของมังกรที่ปรากฏ มิได้สลายหายไปเฉกเช่นเงาพยัคฆ์ หากแต่มันเกิดการเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นเงาร่างของคนผู้หนึ่ง จากที่พร่าเลือนก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เปล่งประกายแสงสว่างวิบวาบก่อนจะเผยโฉมเงาที่ ซุน เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ ผ่านความทรงจำแห่งสายลมสวรรค์เช่นเดียวกัน
เงาของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน...
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่แอบซ่อนเร้น อยู่ภายใต้รอยสักประตูปิดผนึกบนแผ่นหลัง… ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะ ซุน กุ่ยจือชิง หรือแม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ต่างก็แสดงท่าทีหวาดหวั่นกริ่งเกรงออกมาอย่างอดไม่ได้
มีเพียงแค่ กุ่ยเยี่ยซา เท่านั้นที่เผยรอยยิ้มยินดี…
“ไม่เจอกันนานเลยนะ ศิษย์น้อง…”
ดวงตาของ เล้งซาน ลืมตื่นขึ้นอีกครั้ง…
“ดีใจที่ได้พบท่าน ศิษย์พี่กุ่ย…”
สองดวงวิญญาณเก่าแก่โบราณ สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยเมื่อในอดีต ได้กลับมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง… เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นในความสัมพันธ์และบรรยากาศระหว่างทั้งคู่ ก่อนที่ กุ่ยเยี่ยซา จะเผยสีหน้าปลดปลงเอ่ยปากเนิบนาบ...
“เล้งซาน ถึงเจ้าในร่างวิญญาณนี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณบางส่วนที่หลงเหลือ ทว่าเจ้าก็น่าจะแฝงเร้นไปด้วยเจตนารมณ์ดั้งเดิมเอาไว้งั้นสินะ เช่นนั้นเจ้าก็กล่าวบอกเจ้าเด็กคนนี้เองก็แล้วกัน เพราะข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายให้มันฟังได้ถึงขอบเขตใด…”
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เล้งซาน ประสานมือโค้งเคารพอย่างนอบน้อมให้กับ กุ่ยเยี่ยซา แม้ว่าในอดีต เล้งซาน จะแข็งแกร่งกว่าผู้ใดในใต้หล้า หากแต่ก็ยังมีความรักและความเคารพอันสมควรกับเหล่าพี่น้อง เหล่าผู้มีพระคุณ หรือเหล่าอาจารย์ที่เคยสั่งสอนตนมาโดยเสมอ…
จากนั้น เล้งซาน ก็ทอดสายตาลงมายัง ซุน ด้วยความล้ำลึกบางอย่าง… ทำเอาชายหนุ่มถึงกับจิตใจสะท้านสั่นไหว เห็นได้ชัดว่าเศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้ของ เล้งซาน ถูกผลึกอยู่ภายในร่างของตนเองมาโดยตลอด และเท่าที่ ซุน ทราบมา รอยสักปิดผนึกที่ด้านหลังนี้ ก็ติดตัวมาตั้งแต่ที่ อาจารย์ผัน รับ ซุน มาอุปการะแล้ว
เป็นรอยสักที่มีมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จึงไม่อาจตามหาเส้นสนกลในเกี่ยวกับความลึกลับใด ๆ ได้เลย ดังนั้นการที่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เล้งซาน แฝงเร้นอยู่ภายในนี้ได้นั้นจึงเต็มไปด้วยปริศนาที่ยังไม่มีความกระจ่างชัด
“จริงอยู่ที่เจ้ามิใช่สายเลือดของข้า… หากแต่ก็มิอาจหนีพ้นความจริงที่ว่า เจ้านั้นคือผู้สืบทอดเจตนารมณ์อันตั้งมั่น ที่ข้าได้ถ่ายทอดให้… ข้านั้นยังไม่อาจบอกเรื่องราวทั้งหมดกับเจ้าได้ในตอนนี้ มิเช่นนั้นอาจทำให้เจ้าสูญเสียวิถีและเส้นทางที่จะก้าวเดิน
ทว่าความจริงจะค่อย ๆ กระจ่างชัดผ่านการปลดคลายผลึกของประตู โดยผู้ถือครองกุญแจทั้งสี่ ซึ่งคนเหล่านั้นคือผู้ที่ข้าไว้วางใจในแต่ละดวงดาวบนสุริยะ 4 ดวงดาว แดนมนุษย์ แดนเทพ แดนอสูร และดินแดนศักดิ์สิทธิ์… ในส่วนของผู้ครอบครองกุญแจปลดผนึกดอกแรกที่อยู่ในโลกมนุษย์นั้น ก็คือพี่ชายร่วมสาบานของข้า… เหว่ยถู” เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เล้งซาน ได้ยอมกล่าวขึ้นเพียงความจริงบางส่วน ภายใต้ความลับสวรรค์ที่ไม่อาจแพร่งพรายได้ทั้งหมด
ซุน เผยสีหน้าอึ้งงัน หากแต่แววตาก็ยังเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม… “ข้าไม่เข้าใจ!! เพราะอะไรต้องเป็นข้า และเพราะอะไรข้าต้องทำตามคำพูดนั้นของท่านด้วย!! ข้าจะไม่ไปค้นหรือตามหาอะไรทั้งนั้น เว้นเสียแต่ท่านจะบอกกับข้าถึงเหตุผลที่สมควรจะก้าวเดิน!!”
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เล้งซาน เผยรอยยิ้ม ก่อนที่เงาร่างจะค่อย ๆ เลือนรางลง ราวกับว่ามีพลังในการปรากฏได้เพียงแค่ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น… “ไม่หรอก เจ้าต้องเดินบนเส้นทางที่ข้าชี้นำอย่างแน่นอน เพราะมันจะเป็นเส้นทางเดียวที่จะนำเจ้าไปสู่ชาติกำเนิดที่แท้จริงของเจ้า…”
“!!!!!!!!!!” ซุน เต็มไปด้วยลมหายที่ถี่ระรัว
“ชาติกำเนิดที่แท้จริง?!”
…………………….…………………….
**ประกาศแจ้งล่วงหน้า ในวันเสาร์-อาทิตย์ (20-21/02/64) ไรท์มีธุระที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด จึงขอประกาศหยุดอัพนิยาย 2 วันนะครับ จะอัพอีกครั้งในวันจันทร์ (22/02/64) ทั้งนี้ทั้งนั้น หากไรท์สามารถหาเวลาในการเขียนได้มากพอ จะพยายามอัพให้วันละ 1 ตอน แต่ขอแจ้งเป็นหยุดอัพไว้ก่อนตามความเหมาะสมครับ ขออภัยสำหรับผู้อ่านและผู้ติดตามไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ Frее-J**