อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 66 ยมราชแห่งแผ่นดิน (2)
ตอนที่ 66
หากกล่าวถึงดวงวิญญาณ… แน่นอนว่ามันเป็นพลังงานที่ไร้มวลสาร ไม่อาจสร้างเป็นอำนาจโจมตีโดยตรงได้เฉกเช่นพลังลมปราณ แต่ทว่าพลังวิญญาณจะแสดงผลที่แตกต่างออกไป โดยมากจะมีผลต่ออาคม หรือรูปแบบศาสตร์วิชาที่ถูกจำแนก
ศาสตร์วิชาอักขระกำกับ ก็ถือเป็นการนำดวงวิญญาณของสัตว์อสูรจากลูกแก้วดวงจิต มาแปรเปลี่ยนเป็นพลัง ที่ใช้ยกระดับพลังลมปราณให้เสริมส่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ค้อนหนัก 10 ชั่ง เมื่อเสริมด้วยลมปราณเข้าไปน้ำหนักอาจเพิ่มเป็น 100 ชั่ง และยิ่งเสริมด้วยพลังอักขระกำกับอาจเพิ่มเป็น 200 ชั่ง!! แต่ทว่า…หากค้อนหนัก 10 ชั่ง เสริมอักขระเข้าไปโดยไม่มีพลังลมปราณขับเคลื่อน ค้อนก็ยังคงหนักเพียง 10 ชั่ง เฉกเช่นเดิม พลังวิญญาณเป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยในการขยายอำนาจพลัง แต่ไม่มีพลังเป็นรูปธรรมของตนเอง…
ดวงวิญญาณมนุษย์ ก็เช่นกัน!!
ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใช้และผู้ควบคุม ว่าจะมีความเชี่ยวชาญอยู่ในระดับใด… ในอดีตยุทธภพใช่ว่าจะไม่เคยปรากฏผู้ใช้พลังวิญญาณผสานวรยุทธ แต่ตรงกันข้าม…ผู้ที่เคยใช้พลังวิญญาณประสานวรยุทธ ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือระดับที่น่ากลัวทั้งสิ้น ซึ่งผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดในสายวิชานี้ ก็คือ กุ่ยเยี่ยซา หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่ามนุษย์…
“ยมราชแห่งแผ่นดิน?! ผู้คุมวิญญาณ งั้นหรือ?!” ซุน พอดียินได้ฟังชีเปลือยยุแยงเช่นนั้น ก็เริ่มเกิดความลังเลใจ ตกอยู่ในภวังค์…
“ซุน…. ซุน!!” หญิงสาว เรียกขานพลางเขย่าร่าง เนื่องจาก ซุน มัวแต่พูดคุยกับ เฒ่าชีเปลือย ผ่านห้วงสำนึก จึงไม่ได้รับรู้ว่าตนกำลังถูก ฉีลู่ชิง เรียกสติ
“อืม… ข้าไม่ได้เป็นอะไร…” ซุน บอกปัด
นางขมวดคิ้ว…
“เจ้าเป็นเช่นนี้บ่อยมากเลยนะ เจ้ามีโรคประจำตัวใดกันแน่ ข้าไม่ยักรู้ว่ามีโรคประหลาดเช่นนี้”
“เจ้าเป็นภรรยาข้างั้นหรือ จึงห่วงใยนัก?” เด็กหนุ่ม กล่าวพลางยักมุมปากขึ้น
นางใบหน้าบิดงอทันที
“ภรรยาบ้านเจ้าน่ะสิ ฝันไปเถอะ!!”
หญิงสาวกระทืบเหยียบไปบนเท้า ซุน เต็มแรง พลางกระฟัดกระเฟียดเดินหนีไป… เหม่ยลี่ และ มู่เจี้ยน เห็นภาพเช่นนั้นก็อึ้งไปชั่วครู่ขณะ ก่อนที่ เหม่ยลี่ จะออกปากขึ้น…
“ตั้งแต่รู้จักศิษย์พี่ฉีมา ข้าเพิ่งจะเคยเห็นนางเป็นเช่นนี้… แม้นางจะดูรุนแรงกับ ซุน ไปเสียบ้าง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนอย่างประหลาด… ผิดกับตัวนางโดยปกติที่ราวกับองค์หญิงเหมันต์ แสนเย็นชา…”
มู่เจี้ยน ยิ้มอ่อน…
“นางก็เป็นเช่นนี้ เฉพาะกัน ซุน เท่านั้นแหละ…”
ซุน สูดลมหายใจลึก สีหน้าและแววตาแปรเปลี่ยนไป ประหนึ่งก้าวข้ามการตัดสินใจบางอย่างอีกครั้ง… เฒ่าชีเปลือย แสดงสีหน้าปลื้มปริ่มที่สามารถชักจูง จนมองเห็นรอยสักกลีบดอกบัวสวรรค์สลายหายไปอีก 1 กลีบ ยามนี้เหลือเพียง 6 กลีบเท่านั้น!! หายไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้…
เด็กหนุ่ม จดจ้องมายังร่างไร้ลมหายใจของ จูเยี่ย…
“ยามนี้ร่างเพิ่งสิ้นลม วิญญาณยังไม่สามารถออกมาจากร่างอย่างสมบูรณ์… ต้องให้ข้าช่วยดึงเอาวิญญาณของมันออกมาหรือไม่?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยถามขึ้น
“ไม่ต้อง… เรื่องแค่นั้น ข้าเองก็สามารถทำได้…” ซุน เค้นเสียงเคร่งขรึม ก่อนจะทางมือลงบนศีรษะของ จูเยี่ย ใช้พลังตบะของตน ผลักดันให้วิญญาณหลุดลอยออกมาลักษณะเป็นอณูไม่ก่อรูป ก่อนที่ ซุน จะส่งถ่ายแบ่งพลังตบะส่วนหนึ่งเข้าไปในอณูวิญญาณเหล่านั้น จนผสานกลายเป็นรูปลักษณ์ของ จูเยี่ย ที่โปร่งใส
มือปราบหนุ่ม เกิดความสับสน... ปกติแล้ว ดวงวิญญาณต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะสามารถก่อรูปลักษณ์ขึ้นได้ หรืออาจจะไม่สามารถก่อรูปได้เลยขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งในพลังวิญญาณที่แอบซ่อน… ทั้งยังต้องใช้เวลาอีกราว 7 วัน กว่าจะดึงความเป็นตัวตน และจดจำเรื่องราวในยามที่ยังมีชีวิตได้…
แต่ด้วยพลังตบะที่ ซุน ถ่ายทอด… มันจึงทำให้ จูเยี่ย รับรู้ทุกอย่างได้แทบจะในทันที สายตาที่จดจ้องมองมายังร่างไร้ลมหายใจของตนเอง ก็ทำให้รูปลักษณ์วิญญาณแสดงสีหน้าสลดลง…
“นี่ข้า… ตายไปแล้วงั้นสินะ”
“ใช่… ท่านตายไปแล้ว…” ซุน กล่าวตอบขึ้น
จูเยี่ย เบิกตากว้างทันที… เนื่องด้วยจากที่เห็นรอบ ๆ ทั้ง มู่เจี้ยน ฉีลู่ชิง และ เหม่ยลี่ ดูไม่มีท่าทีว่าจะมองเห็นดวงวิญญาณของตนได้เลย แต่เบื้องหน้ากลับมี ซุน ที่จดจ้องประสานสายตา และยังมองเห็น เฒ่าชีเปลือย ที่ดูซอมซ่อผู้หนึ่งล่องลอยในอากาศ
“ซุน? นี่เจ้ามีความสามารถทางวิญญาณงั้นหรือ?!” จูเยี่ย เป็นมือปราบมากประสบการณ์ จึงพอจะทราบได้ว่าในโลกมนุษย์แห่งนี้ ยังมนุษย์บางคนที่มีความสามารถทางวิญญาณสูง แต่ส่วนมากคนเหล่านั้น มักจะเป็นนักพยากรณ์ หรือกลุ่มลัทธิความเชื่อ และแน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเป็นพลังที่สามารถติดต่อกับดวงวิญญาณได้เท่านั้น ไม่อาจดึงเอาดวงวิญญาณมาใช้งานได้…
ดวงวิญญาณของ จูเยี่ย เมื่อมองมายัง เด็กหนุ่ม ก็ไม่นับเป็นอย่างไร… แต่ทุกครั้งเมื่อ จูเยี่ย หันมอง เฒ่าชีเปลือย ประหลาดผู้นี้แล้ว รู้สึกราวกับดวงวิญญาณตนเองพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ แม้ภาพลักษณ์ของเฒ่าชราจะไม่ได้สง่า หากแต่ดูเปี่ยมไปด้วยรัศมีที่มิอาจแตะต้อง…
เฒ่าชีเปลือย ยกมุมปากสูง…
“ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอกน่า…”
จูเยี่ย อดไม่ได้ที่จะประสานมือขึ้นคำนับ จากสัญชาตญาณ…
“ท่านจูเยี่ย… เหตุผลที่ข้าปลุกวิญญาณท่านขึ้นมามีอยู่สองเหตุผล… ประการแรกข้าอยากจะขอขอบคุณท่านจากใจจริง ถึงมันจะเกิดจากเหตุหลายประการแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ข้าก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านต้องสละชีวิตในภารกิจครั้งนี้…” ซุน ประสานมือโค้งตัวจากใจจริง
ดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ก้มหน้าลงต่ำ…
“ทุกคนย่อมไม่อยากตาย ข้าเองก็เช่นกัน… แต่ในเมื่อข้าพลาดท่าให้กับ เมิ่งหยวน ที่ไว้วางใจ จะสามารถกล่าวโทษใครได้ ต่อให้ไม่ตายในภารกิจครั้งนี้ สักวัน เมิ่งหยวน มันก็คงทรยศและสังหารข้าอยู่ดี ดังนั้นข้าไม่ขอกล่าวโทษอะไรเจ้า…”
จูเยี่ย ยอมรับการคำนับตอบ...
จากนั้นดวงตาของ ซุน ก็แปรเปลี่ยนไป…
“และเหตุผลอีกประการ... ข้าอยากถามท่านว่ายินดีจะมาเป็น วิญญาณอารักษ์ ให้กับข้าหรือไม่?!”
“!!!!!!!!!!!!” จูเยี่ย เบิกตากว้างทันที…
“หมายความว่ายังไง…”
“หมายความอย่างที่กล่าวนั่นแหละ เวลานี้ข้ามีความคิดที่จะรวบรวมดวงวิญญาณผู้ติดตาม เพื่อสร้างกองทัพวิญญาณเป็นของตนเองขึ้นมา แน่นอนว่ามันมิใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นโดยง่าย และคงต้องใช้เวลาไม่น้อย ถึงกระนั้นข้าก็อยากที่จะเริ่มต้นมันเสียตั้งแต่วันนี้…” ซุน กล่าวตามตรงไม่อ้อมค้อม
จูเยี่ย ขมวดคิ้วแนบแน่นทันที…
“มีเหตุผลอันใดให้ข้าต้องตกลง?! มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเจ้ากำลังต้องการดวงวิญญาณไปเป็นทาสรับใช้ ในเมื่อวาสนาของข้ากับโลกนี้หมดสิ้น ใยข้าต้องลำบากทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์และทำเรื่องที่เป็นทุกข์ทรมานต่อตนเองเช่นนั้น”
ซุน ยกมือขึ้นปราม…
“ฟังก่อนท่านจูเยี่ย… ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าเป็นหนี้บุญคุณท่าน ข้าย่อมไม่คิดที่จะเหนี่ยวรั้งดวงวิญญาณท่านอย่างทุกข์ทรมานแน่นอน แต่ข้ามีข้อเสนอหยิบยื่นให้ท่านต่างหาก และหากท่านไม่เห็นพ้องอยากปฏิเสธก็สามารถทำได้ ข้าจะทำการส่งดวงวิญญาณท่านไปสู่สุขคติโดยมิบ่ายเบี่ยง…”
“ข้อเสนอ?!” จูเยี่ย กดหัวคิ้วลงต่ำ
ซุน ยกมุมปากสูง…
“ในความคิดของข้า การจะสร้างกองทัพวิญญาณ ข้าคงไม่อาจมาทำพันธสัญญากับวิญญาณนับพันนับหมื่นได้… แต่ข้าจะสร้างวิญญาณอารักษ์จำนวนหนึ่งขึ้นมา ให้เป็นดัง ขุนพลวิญญาณ คอยบัญชาการกองทัพดวงวิญญาณสัมภเวสีเหล่านั้น…
และข้าจะทำพันธสัญญากับเฉพาะ วิญญาณอารักษ์ หรือดวงวิญญาณที่ข้าไว้วางใจเท่านั้น… ไม่ทราบว่า ณ ตอนนี้ ท่านจูเยี่ย ยังมีครอบครัวที่ท่านห่วงใยอยู่อีกหรือไม่ หากท่านยอมทำพันธสัญญาณเป็น วิญญาณอารักษ์ ให้ข้า 50 ปี ข้ารับปากว่าจะเลี้ยงดูและปกป้องครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ของท่าน ให้อยู่อย่างสุขสบายที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้…”
จูเยี่ย ได้ยินเช่นนั้นดวงตาถึงกับสั่นไหว สีหน้าของมือปราบหนุ่มสลดลงอย่างเห็นได้ชัด…
“ตระกูลจูของข้า อยู่ย่านสลัมในเมืองหลวง เป็นตระกูลเล็ก ๆ ถือครองป้ายไม้ระดับต่ำ… ข้าเปรียบเสมือนเสาหลักครอบครัว ที่ส่งเงินจุนเจือ 18 ชีวิต ตลอดชีวิต 35 ปีของข้า แทบไม่เคยมองหาความสุขเป็นของตนเองเลย ยึดมั่นในคุณธรรมแห่งมือปราบ และอุทิศชีวิตเพื่อครอบครัวเท่านั้น ไม่คิดว่าแม้จะตกตายไปแล้ว ข้ายังสามารถทำหน้าที่นี้ต่อไปได้อีก...”
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจางขึ้น…
“แปลว่า ท่านจูเยี่ย ยินดีตอบรับข้อเสนอของข้า งั้นสินะ…”
จูเยี่ย ประสานมือขึ้น…
“ข้าถูกสอนสั่งตั้งแต่เยาว์วัย ว่าจงไขว้คว้าโอกาสทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา… หากวันนี้ข้าดับสูญไปสู่ภพภูมิที่ไร้รู้จัก มันจะเกิดประโยชน์อันใดกัน? ข้ายังมีความฝันที่อยากเห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ แม้จะตายไปแล้วความฝันก็มิได้เลือนหาย ขอบคุณสำหรับโอกาสที่หยิบยื่น…
ข้ายินดีเป็น วิญญาณอารักษ์ ให้กับท่าน...”
ซุน ประสานมือ โค้งตัวตอบรับ คำนับวิญญาณ…
แน่นอนว่าท่าทีของ ซุน ที่แสดงออกมา สร้างความงุนงงให้กับผู้ที่อยู่รอบข้างอย่างมาก มู่เจี้ยน ฉีลู่ชิง และ เหม่ยลี่ แม้จะไม่ได้ยินเสียงที่ ซุน เอ่ยกล่าว เพราะเป็นการติดต่อทางจิตวิญญาณ หากแต่ทั้งสามคนมองเห็นอากัปกิริยาทุกอย่างของ ซุน ประเดี๋ยวก็มีรอยยิ้ม ประเดี๋ยวก็ใบหน้าเศร้าสลด ประเดี๋ยวก็ประสานมือยกขึ้น…
มันทำให้ทั้งสามคนที่เห็น ใบหน้างุนงงอย่างหนัก แม้จะพยายามเอ่ยทักก็ดูเหมือนว่า ซุน จะตกอยู่ในห่วงภวังค์ที่ไม่อาจรับรู้ ทั้งสามจึงได้แต่เฝ้ามองการกระทำเหล่านั้น ด้วยสีหน้าประหลาด…
“เคยได้ยินว่ามักมีเส้นบาง ๆ ขวางกั้นระหว่างยอดอัจฉริยะกับวิกลจริต แต่ข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นกับตาจริง ๆ ก็ครานี้นี่แหละ…” มู่เจี้ยน สบถพึมพำ ก่อนจะใช้ช่วงเวลานี้ ฟื้นฟูลมปราณหลังการต่อสู้
ซุน ได้ทำกระบวนการบางอย่างกับร่างของ จูเยี่ย มันเป็นหนึ่งในกระบวนการทางไสยเวทย์ที่เป็นภาพไม่น่าอธิบายนัก เกี่ยวพันธ์กับโลหิตและการดึงเอาชิ้นส่วนบางอย่างจากศพ…
เฒ่าชีเปลือย เฝ้ามองสักระยะก็เอ่ยโพล่งขึ้น…
“นี่… เจ้ามีสื่อแห่งวิญญาณแล้วงั้นหรือ?! การจะสะกดให้วิญญาณติดตามเป็นอารักษ์เจ้า มันผิดต่อกฎเกณฑ์แห่งวัฏสงสาร ดังนั้นจำเป็นต้องมีสื่อแห่งวิญญาณเป็นตัวเชื่อมโยง เฉกเช่นเดียวกับรอยสักเบญจสารสัตว์ของเจ้าเป็นต้น… แต่ดวงวิญญาณมนุษย์มีความหยาบกระด้างจากกิเลสที่มากกว่า ดังนั้นไม่สามารถสะกดไว้ในรอยสักได้ จำเป็นต้องใช้วัตถุเข้าทดแทน เจ้ามีสิ่งนั่นแล้วงั้นหรือ?!” วิญญาณชราเอ่ยถาม
ซุน ยกมุมปากสูง…
“มีสิ!! เพิ่งได้มาหมาด ๆ เลย ในเมื่อข้าไม่อาจขาย หรือใช้งานมันทำอย่างอื่นได้… ก็เปลี่ยนมันให้กลายเป็นแผ่นสะกดวิญญาณเสียเลย!!”
เด็กหนุ่ม โยนแร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษเบา ๆ ในอุ้มมือ… เฒ่าชีเปลือย อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มตอบรับ เนื่องด้วยแร่โลหะชิ้นดังกล่าวนับเป็นสื่อนำอาคมที่ดีมากชิ้นหนึ่ง…
ซุน เริ่มทำการบริกรรมคาถาไสยเวทย์ตามที่เคยได้เรียนรู้ พร้อมทั้งใช้โลหิตของ จูเยี่ย วาดอักขระลงไปในแผ่นโลหะ ไม่นานดวงตาของ ซุน ก็สาดประกายขึ้น พร้อมทั้งโลหิตบนแผ่นโลหะที่เปล่งแสงขึ้นวูบวาบ...
ร่างวิญญาณของ จูเยี่ย พลันแตกสลายกลายเป็นอณูขนาดเล็ก และถูกดูดกลืนเข้ามาในแผ่นอาคม เรียกได้ว่ากระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นจบพิธี…
“อัญเชิญ ท่านจูเยี่ย…”
เพียงแค่ ซุน ขับขานเบา ๆ อณูวิญญาณของ จูเยี่ย ก็ล้นทะลักออกมาจากแผ่นโลหะ และกลับคืนสู่รูปลักษณ์จิตวิญญาณอีกครั้ง สีหน้าของ จูเยี่ย ดูคล้ายจะตกใจไม่น้อย เริ่มคุ้นชินกับกายละเอียดแห่งดวงวิญญาณ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงการเชื่อมต่อบางอย่าง…
“ท่านจูเยี่ย ตั้งแต่นี้ต่อไป ท่านจะกลายมาเป็นวิญญาณอารักษ์ที่จะติดตามข้าไปทุกหนทุกแห่ง ตราบเท่าที่ข้ายังถือครองแผ่นโลหะนี้อยู่ ตามพันธสัญญาระหว่างพวกเราคือ 50 ปี จากนั้นหากท่านประสงค์จะจากไป ข้าก็ยินดีจะช่วยส่งวิญญาณของท่านตามที่ต้องการ...”
จูเยี่ย ประสานมือขึ้นตอบรับ…
“หน้าที่ของข้า มีสิ่งใดบ้าง…”
ซุน ยิ้มมุมปากซ้ายฟันเขี้ยวมีประกาย… ก่อนจะกวาดสายตามองไปยัง ซากศพอื่น ๆ ที่ยังเกลื่อนกราดบนพื้นทราย… เด็กหนุ่ม ประกบมือพนม ริมฝีปากขยับพึมพำบริกรรมคาถาอีกครั้ง ในตอนนั้นเองที่บังเกิดเสียงโหยหวนร้องดังระงมขึ้น พร้อมดวงวิญญาณของเหล่ายอดฝีมือใต้ดินนับสิบตนผุดจากซากศพ
อีกทั้งพวกมันยังถูกพันธนาการไว้ด้วยไสยเวทย์สีแดง จากวิชาสะกดวิญญาณของ ซุน เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากการเรียกวิญญาณของ จูเยี่ย อย่างสิ้นเชิง… เพราะ ซุน รู้ดีว่าวิญญาณเหล่านี้ชั่วช้า และไม่น่าไว้ใจ ไม่คิดที่จะทำพันธสัญญาด้วย จึงต้องใช้ไสยเวทย์อาคมช่วยกำราบ...
“ท่านจูเยี่ย… หน้าที่ของท่านก็คือ คอยเป็นผู้บัญชาวิญญาณร้ายเหล่านี้!!”
…………………………………………..