อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 65 ยมราชแห่งแผ่นดิน
ตอนที่ 65
แร่โลหะคงกระพัน… นับเป็นแร่ที่มีความแข็งแกร่งสูงมาก และมีสื่อนำพลังที่สูงเช่นกัน จึงถูกนำมาเป็นแร่เฉพาะในการใช้รองรับศาสตร์วิชาอักขระกำกับ และเกิดเป็น อาวุธอักขระ ขึ้นในปัจจุบัน…
หากเป็นแร่สามัญชนิดอื่น ๆ ความแข็งแกร่งของมันจะไม่เพียงพอให้รองรับพลังอักขระได้ ผลที่ได้คือพลังอักขระนอกจากไม่เสถียรและ ยังจะทำให้อาวุธที่ถูกสร้างจากแร่สามัญพลังทลายลงในเวลาอันสั้นอีกด้วย
และเป็นเพราะ อาวุธอักขระ ต้องเสาะหาทั้งลูกแก้วดวงจิตมาใช้เป็นต้นกำเนิดพลังอักขระ ต้องเสาะหาแร่โลหะคงกระพันเพื่อมารองรับ ทั้งยังต้องเสาะหาผู้เชี่ยวชาญวิชาศาสตร์อักขระกำกับ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า อาวุธอักขระ มีราคามหาศาลในท้องตลาด และเป็นศาสตราที่ดีที่สุดมาหลายยุคหลายสมัย…
แร่โลหะคงกระพัน ไม่สามารถขุดหาได้จากพื้นดินเฉกเช่นแร่ชนิดอื่น ๆ แต่มันมีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์อสูรโบราณสายพันธุ์หนึ่ง นั่นคือ มังกรสุริยันคงกระพัน สัตว์อสูรโบราณตนนี้ จะมีการลอกคราบตนเองในทุก ๆ ปี มิต่างสัตว์เลื้อยคลานอีกหลาย ๆ ชนิด แต่ความอัศจรรย์ก็คือเปลือกคราบเหล่านั้นของพวกมันแข็งแกร่งมากกว่าโลหะต่าง ๆ ในโลกมนุษย์แห่งนี้ จนถูกเรียกว่า แร่โลหะคงกระพัน
ณ ปัจจุบัน มังกรสุริยันคงกระพัน แทบจะหาไม่ได้อีกแล้ว หรือไม่เช่นนั้นพวกมันก็จะแอบซ่อนตัวอย่างมิดชิด ไม่ปรากฏตัวขึ้นง่าย ๆ แร่โลหะคงกระพันที่มีปรากฏโดยมากในยุทธภพ จึงมักเป็นแร่เก่าแก่ที่เคยถูกค้นพบมานับพันนับหมื่นปีมาแล้ว บ้างก็เป็นอาวุธอักขระที่ชำรุดเสียหาย แต่ถูกนำมาถลุงหลอมขึ้นใหม่…
ราชันย์มังกรทมิฬ แท้จริงเป็นสมญานามที่เรียกขานเท่านั้น แต่สายพันธ์ดั้งเดิมก็ถือเป็น มังกรสุริยันคงกระพัน ตนหนึ่ง ที่มีการกลายพันธุ์เป็นระดับที่สูงขึ้นไปอีกชั้น ทำให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รวมถึงเปลือกคราบก็กลายเป็น แร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษ มิใช่เรื่องแปลกอันใดที่จะมีการหลุดร่อนจากตัวในยามโบยบิน และผู้คนเบื้องล่างที่พบเจอ ก็ถือเป็นโชควาสนา
ซุน ถือแร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษ ไว้ในมือด้วยความตกตะลึง…
“เจ้าพอจะประเมิณราคามันได้หรือไม่?!”
ฉีลู่ชิง แสดงสีหน้าครุ่นคิด…
“ครั้งหนึ่ง ข้าเคยไปร่วมงานประมูลของทาง สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ พร้อมกันกับท่านปู่… ในตอนนั้นมีแร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษ เป็นสินค้าเอกในงานประมูลครั้งนั้น จำได้ว่ามันมีน้ำหนัก 1 ชั่ง(500 กรัม) เหมาะสำหรับสร้างกระบี่ ครั้งนั้นผู้ที่ประมูลไปได้รู้สึกจะเป็นราชวงศ์ไป๋หู่ ราคาที่ถูกแสดงคือ 1,200 ล้านเหรียญทอง…”
ตุบ!
เสียงโลหะตกลงสู่พื้นทรายในทันที จากมือที่สั่นเทาของเด็กหนุ่ม ดวงตาเบิกโพลง กลมโตดังไข่หาน... “หนึ่งพันสองร้อยล้านเหรียญทองเนี่ยนะ!! บ้าไปแล้ว!!”
นางถอนหายใจ…
“ก็บอกแล้วอย่างไร ว่ามูลค่ามันสูงมาก... ส่วนที่เจ้ามีอยู่ หนักประมาณครึ่งชั่ง ราคาอาจจะต่ำลงมาเพราะมันมีน้อยเกินกว่าจะนำไปสร้างศาสตรา แต่คิดว่าคงไม่ต่ำกว่า 3-400 ล้านเหรียญทองเป็นแน่…”
ซุน ดวงตาแทบถลนจากเบ้า ได้ยินเช่นนั้นก็รับหยิบคว้าแร่ที่หล่นร่วงไปเมื่อครู่มาโอบกอดไว้ มองค้อนมาทางสองหญิงสาว… “แร่ชิ้นนี้ข้าเป็นผู้พบเจอ ดังนั้นถึงพวกเจ้าจะอยู่กับข้าตอนนี้ แต่ข้าก็ไม่คิดจะแบ่งให้หรอกนะ…”
พวกนางหัวเราะเบา ๆ
“เห็นสีหน้าเจ้าแล้ว ใครกันจะกล้าไปขอแบ่งกับเจ้า” เหม่ยลี่ กล่าวขึ้นพลางยิ้มประดับ
ซุน ลูบคล้ำไปบนแร่ พลางถูไปมาบนแก้มอย่างมีความสุข… เมื่อรู้ว่ามันมีราคามหาศาลเช่นนี้ ยิ่งอดไม่ได้ที่จะทะนุถนอมมันเป็นพิเศษ ก่อนที่ ซุน จะเริ่มรู้สึกตัวบางอย่างขึ้น ทำการเพ่งมอง พร้อมสูดดมเบา ๆ กลิ่นและผิวของโลหะมักมีเอกลักษณ์ ซึ่งมันทำให้ ซุน รู้สึกคุ้นชิน...
“เพิ่งรู้ตัวงั้นหรือไอหนู?!” เฒ่าชีเปลือย โพลงขึ้นทั้งรอยยิ้ม
“กระบี่ราชวงศ์เสวียนอู่ที่เจ้ามีอยู่ มันก็ถูกสร้างจากแร่แบบเดียวกันนี้…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้าง ก่อนจะรีบนำกระบี่ราชวงศ์ออกมาเปรียบเทียบ ซึ่งเนื้อสัมผัสและกลิ่นโลหะ มันช่างเหมือนกันจริง ๆ ก่อนหน้านี้หลงนึกว่า กระบี่เล่มนี้มันทรุดโทรมจนเป็นตะกอนสีดำเกาะกุม แต่ความจริงแล้วนี่เป็นสีดั้งเดิมของมันเสียมากกว่า!!
“มิน่าเล่า!! กระบี่เล่มนี้ทั้งที่ ยังมิใช่อาวุธอักขระแท้ ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกที่ดูแข็งแกร่งทรงพลัง ไม่ด้อยไปกว่าอาวุธอักขระระดับสูงเลย!! ที่แท้เป็นเพราะมันถูกสร้างจากแร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษนี่เอง!!”
ซุน เริ่มรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งของที่ เหยาหมิง ทิ้งไว้ในห้องลับเสียแล้ว ของทุกชิ้นมิต่างจากสิ่งของในตำนาน ทั้งกระบี่ราชวงศ์ ทั้งขวานจักรพรรดิ หรือแม้แต่ ตราวงกต ลำดับที่ 5 ทั้งยังมีของชิ้นอื่น ๆ ที่ ซุน ไม่รู้จักอยู่อีกหลายชิ้น แต่ก็พอจะประเมิณความล้ำค่าของมันได้บ้างแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่แม้ว่า เหยาหมิง จะถอนตัวออกจากยุทธภพมาเนิ่นนาน แต่ก็ยังถูกตามล่าไม่หยุดหย่อน คงมีความเกี่ยวพันธ์บางอย่างที่เหนือกว่าระดับที่ ซุน จะคาดเดาได้…
“ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่เจ้าจะต้องรู้ไว้…” ฉีลู่ชิง เอ่ยปากขึ้น
ซุน เหลือบมองฉงนใจ
“อะไรงั้นหรือ?!”
“แร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษนี้… การที่เจ้าจะขายมัน จะต้องถูกสอบสวนอย่างหนัก จากทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ถึงที่มาและรายละเอียด ทั้งยังต้องบ่งชี้ตัวตนของเจ้า เพื่อยืนยันสถานะการเป็นเจ้าของก่อนที่จะเข้าร่วมสินค้าในการประมูล…
แต่เจ้าในตอนนี้ ยังมีสถานะเป็นคนเถื่อน ที่แอบอ้างเป็นตระกูลเหยา ของ เหล่าซือ เจ้ามิใช่หรือ?! ทางสมาพันธ์เป็นหน่วยราชการแผ่นดินที่เข้มงวดที่สุด ไม่ทางที่เจ้าจะหลอกลวงทางสมาพันทำเนียบยุทธภพได้เลย ดีไม่ดีเจ้าอาจจะถูกจับกุมพร้อมยึดทรัพย์สินเสียด้วยซ้ำ!! โทษฐานที่เจ้าลอบเข้าเมืองใหญ่ ที่สถานะคนเถื่อนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป…”
ซุน อ้าปากค้างในบัดดล…
“อะไรนะ!! มีเรื่องเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ!!”
“ถูกต้อง… และหากเจ้าคิดที่จะหลอมแร่โลหะคงกระพันชั้นพิเศษนี้ ก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน!! เพราะด้วยวิทยาการในปัจจุบัน มีขุมกำลังเดียวเท่านั้นที่สามารถหลอมแร่ชนิดนี้ได้… นั่นคือ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรกิเลนอัสนี สถานที่แห่งนั่นเป็นเขตปกครองพิเศษที่ไม่สามารถเข้าไปได้ด้วยวิธีการปกติ ผู้เยาว์ไร้ที่มาอย่างเจ้า เลิกหวังที่จะเข้าไปภายในนั้นได้เลย…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างอีกครั้ง…
“เช่นนั้นก็แปลว่าข้ามีสิ่งของล้ำค่า แต่ไม่อาจทำสิ่งใดกับมันได้เลยงั้นสิ!!”
หญิงสาวไม่กล่าวตอบ หากแต่นางปริยิ้มแทนคำตอบ...
ซุน ถึงขั้นกุมขมับ วิงเวียนศีรษะ
ในตอนนั้นเอง ที่จู่ ๆ สามผู้เยาว์ ก็ได้ยินเสียงปะทะที่ก้องดังดุจฟ้าถล่ม เมื่อหันมองไปยังทิศทางของเสียงนั้น จากระยะที่ห่างไกลยังเป็นเค้าลางของฝุ่นทรายที่ก่อรูปเป็นพยัคฆ์ขนาดใหญ่ ค่อนข้างเด่นชัดมากว่ามันเป็นพลังจากเคล็ดวิชาเทพพยัคฆ์…
“ไม่ผิดแน่ เอกลักษณ์ลมปราณเช่นนี้ น่าจะเป็นของ มือปราบมู่…” ซุน ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับไปยังจุดปะทะเดิมอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการลอบเข้าไปอย่างระแวดระวัง โดยมีสองหญิงสาวที่ติดตามไปด้วย…
ซึ่งเมื่อมาถึง ทั้งสามก็พลันตะลึงงัน… มู่เจี้ยน ทั่วร่างอาบไปด้วยโลหิต ไม่แน่ชัดนักว่าเป็นของตนเองหรือศัตรู แต่ที่แน่ ๆ จุดหยัดยืนของ มู่เจี้ยน แทบเท้าเกลื่อนกราดไปด้วยซากศพนับสิบร่าง รอบกายไม่มีผู้ใดยืนหยัดเสมอ… ออร่าที่ครอบคลุมร่างของ มู่เจี้ยน เต็มไปด้วยความดุดันน่าสะพรึง แววตาคมกริบน่ากลัวมิต่างพยัคฆ์ตนหนึ่งที่เพิ่งผ่านการต่อสู้…
ทั้งสามเห็นว่า มู่เจี้ยน เก็บกระบี่คืนสู่ฝัก ก็ชัดเจนแล้วว่าการต่อสู้คงจบสิ้นลงแล้ว… ซุน จึงตัดสินใจออกมาจากที่ซ่อน พร้อมกับสองหญิงสาว…
“พี่ชายมู่!!”
มู่เจี้ยน หันมองตามเสียง ดวงตาพลันเบิกกว้างดีใจ จิตสังหารและจิตคุกคามสลายหายไปพร้อมกับรอยยิ้มยินดี…
“พวกเจ้าปลอดภัยดีงั้นสินะ ข้ากำลังกังวลอยู่ว่าพวกเจ้าหายไปไหน...”
ซุน ยิ้มแห้งตอบรับ…
“ให้พวกนางอธิบายก็แล้วกัน…”
หลังโยนภาระหน้าที่ให้กับหญิงสาว ซุน ก็แยกตัวออกมาทันที สายตามองต่ำลงที่พื้นด้วยจิตใจที่เต้นระส่ำ ใบหน้าเคร่งขรึม… มู่เจียน และสองหญิงสาว หันมองตามการกระทำของเด็กหนุ่ม ด้านมือปราบหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยยังไม่แตกฉานนัก… ฉีลู่ชิง จึงได้เริ่มอธิบาย เกี่ยวกับการเสียสละของ มือปราบจู ที่มันได้สะเทือนจิตใจของ ซุน อยู่ไม่น้อย ทำให้ มู่เจี้ยน ถอนหายใจหนักหน่วงออกมา…
ไม่นานนัก ซุน ก็พบศพของ มือปราบจู ที่นอนคู่กับ มือปราบเมิ่ง… สภาพศพ คือทั้งสองล้วนแทงกระบี่สังหารอีกฝ่าย ตายตกตามกันไปอย่างน่าเวทนา… ซุน รู้สึกราวกับจิตใจหล่นร่วงจากที่สูง ใบหน้าไร้ซึ่งเลือดฝาด ก่อนจะทรุดเข่าลงกำหมัดแนบแน่น...
มู่เจี้ยน เดินตรงเข้ามา พร้อมกับวางมือลงไหล่ของ ซุน เบา ๆ
“จูเยี่ย แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ไม่ยินยอมตกตายไปเพียงลำพัง สังหารยอดฝีมือใต้ดินไป 4 คน และเข้าแลกชีวิตกับสหายผู้ทรยศอย่าง เมิ่งหยวน ถือเป็นการตายอย่างมีเกียรติในฐานะมือปราบ… ข้าเองพยายามแล้ว แต่ก็เข้ามาช่วยเหลือได้ไม่ทันการณ์”
ยิ่งได้ฟัง ก็ยิ่งทำให้ ซุน สลดใจมากยิ่งขึ้นจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา ก่นด่าว่าตนเองมีส่วนร่วมในการตายที่ต้องเสียสละครั้งนี้…ในตอนนั้นเอง ที่ เฒ่าฉีเปลือย ได้เข้ามานั่งยอง ๆ ใกล้ศพมือปราบจู ลูบหนวดเคราใบหน้าครุ่นคิด…
“เจ้ามือปราบคนนี้มีจิตใจที่แน่วแน่มุ่งมั่น ส่งผลให้พลังวิญญาณของมันมีความแก่กล้าในระดับหนึ่ง จัดอยู่ในประเภทดวงวิญญาณที่หายากหนึ่งในพัน เป็นวิญญาณที่สามารถสั่งสมตบะได้… หากเจ้าอาลัยอาวรณ์นัก ใยไม่สะกดวิญญาณเจ้ามือปราบผู้นี้ ให้มาเป็นวิญญาณข้ารับใช้เสียเลยเล่า?!” เฒ่าชีเปลือย กล่าวยุยง
“!!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างทันที…
“มือปราบจู เป็นดวงวิญญาณของมนุษย์นะ สำคัญกว่านั้นคือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าเอาไว้!! จะให้ข้าทำเฉกเช่นเดียวกับเหล่าวิญญาณสัตว์ร้ายได้ยังไงกัน!!”
เฒ่าชีเปลือย แสยะยิ้ม…
“อย่าทำเป็นคนดีหน่อยเลย… ข้ากับเจ้ามีห้วงสำนึกที่เชื่อมต่อกันแล้ว ในเมื่อข้ามีทักษะลับสามารถอ่านความทรงจำของผู้อื่นได้ ใยข้าจะอ่านความทรงจำของเจ้าไม่ได้?! คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าเองก็เคยฝึกวิชาไสยเวทย์ เกี่ยวกับการสะกดวิญญาณเด็กทารกนำมาสร้างเป็นกุมาร สะกดวิญญาณสัมภเวสีนำมาสร้างเป็นโหงพราย ให้กลายมาเป็นวิญญาณข้ารับใช้…”
ซุน กดหัวคิ้วต่ำลงทันที…
“เหลวไหล!! แม้ข้าจะเรียนรู้อวิชชาเหล่านั้นมาจากผู้ใช้ไสยเวทย์คนอื่น ๆ แต่นั่นก็เพื่อที่ข้าจะได้รู้วิธีป้องกันไสยเวทย์ที่จะมาทำร้ายตัวข้าเท่านั้น ข้าเคยแต่สะกดวิญญาณสัตว์ร้าย แต่ไม่เคยสะกดวิญญาณของมนุษย์ด้วยกัน…
มันเป็นกรรมติดพัน อีกทั้งยังทำให้ดวงวิญญาณของผู้ที่ถูกสะกด ถูกจองจำไม่อาจดับสูญหรือไปภพภูมิอันสมควรได้ หากมิได้รับการปลดปล่อย… ข้าไม่อาจใช้อวิชชาเช่นนี้กับมนุษย์ด้วยกัน และยิ่งเป็นผู้มีบุญคุณด้วยแล้ว ยิ่งไม่สมควร…”
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็แผดเสียงหัวเราะทันที…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้าเด็กน้อย ทุกอย่างมันย่อมอยู่ในเงื่อนไขและข้อตกลง!! หากวิญญาณของเจ้ามือปราบผู้นี้มันยังมีห่วงกังวลต่อโลกคนเป็น ถึงไม่มีใครคอยสะกดมันเอาไว้ ก็ต้องกลายเป็นดวงวิญญาณสัมภเวสีอยู่ดีนั่นแหละ!!
ในทางกลับกัน!! หากวิญญาณยอมรับผู้เป็นนายโดยไม่ต้องบีบบังคับ ก็จะยิ่งสร้างสัมพันธ์ทางวิญญาณที่แข็งแกร่ง หวังว่าเจ้าจะมิได้หลงลืม ว่าสถานที่แห่งนี้แตกต่างไปจากดินแดนดั้งเดิมของเจ้า สถานที่แห่งนี้การฆ่าฟันแทบจะเป็นเรื่องสามัญ แต่ละวันมีชาวยุทธถูกสังหารมิต่างผักปลา เจ้ายังจะหาวิถีแห่งศีลธรรมอันใดกับดินแดนที่อาบย่อมโลหิตเช่นนี้?!
ในเมื่อเจ้ามีทักษะแห่งวิญญาณที่แตกต่างไปจากยอดฝีมือในยุทธภพ ใยมิใช้มันให้ก่อประโยชน์สูงสุด!! มีกระบี่วิเศษในมือแต่คิดจะใช้เพียงฝักกระบี่ฟาดฟันงั้นหรือ?! ช่างโง่เง่า!! หากข้าเป็นเจ้าในเวลานี้แล้วล่ะก็ ป่านนี้ข้าคงเป็น ยมราชแห่งแผ่นดิน กลายเป็น ผู้คุมวิญญาณ ไปแล้ว!!”
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที
“ยมราชแห่งแผ่นดิน?! ผู้คุมวิญญาณ งั้นหรือ?!”
…………………………………………………