อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 86 ลมหวนย้อนกลับ
ตอนที่ 86
เหยาซาน ยื่นมือรับตำราเคล็ดวิชา วายุทะยานเหยียบเมฆา… แต่ในตอนที่จะดึงเก็บนั้น ดูเหมือนว่าอีกปลายด้านหนึ่งของตำรา ผู้อาวุโสม่อจะยังจับไว้แนบแน่นไม่ยอมปล่อยออกมา สีหน้าของผู้อาวุโสม่อเต็มไปด้วยความลังเลพลางวิตกกังวล ทั้งสองจึงฉุดยื้อกันเช่นนั้นอีกหลายชั่วครู่ ก่อนที่ เหยาซาน จะกระชากพรวดครั้งเดียว ให้หลุดจากมือผู้อาวุโสม่อ และรีบยัดเข้าไปในแหวนมิติของตนทันที…
ทำเอา ผู้อาวุโสม่อ แสดงสีหน้าปั้นยาก ก่อนจะทอดถอนหายใจยาวพืด และส่ายหน้าเบา ๆ ศิษย์สายนอกไม่ควรได้รับตำราเคล็ดวิชาของศิษย์หลัก… แน่นอนว่าการทำเช่นนี้นับว่าผิดต่อกฎสำนัก ถึงจะไม่ถือว่าร้ายแรงก็ตามที เนื่องด้วยอย่างไรเสีย ตำราเหล่านี้ก็มีขึ้นเพื่อมอบให้ศิษย์อยู่แล้ว ทั้งยังเป็นแค่ฉบับคัดลอกเท่านั้น
แต่หอวายุในเวลานี้ ก็ไม่มีผู้ใดนอกเหนือจากคนทั้งสอง จึงไม่มีใครรับรู้ถึงการผิดกฎของผู้อาวุโสม่อ…
“บอกไว้ก่อนนะว่า ที่ข้ายอมมอบตำราให้เจ้า ใช่ว่าข้าจะเชื่อถือเรื่องคำสาปอะไรนั้นทั้งหมด… แต่เพราะข้ารู้ดีว่า ต่อให้เจ้าได้มันไปก็ไม่อาจฝึกสำเร็จได้ เนื่องจากเคล็ดวิชานั้นจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญปราณวายุในระดับหนึ่งแล้วจึงจะฝึกฝนมันได้ สุดท้ายเจ้าก็ต้องนำมันกลับมาคืนข้าอยู่ดี…
ห้ามเจ้านำเรื่องนี้ไปบอกกับผู้ใด และหากฝึกไม่สำเร็จเจ้าก็หมดโอกาสได้ตำราเล่มใหม่แล้ว เมื่อเจ้าหมดสิ้นความพยายาม ก็จงนำตำรากลับมาคืนก่อนที่จะย้ายไป หอธาตุ แห่งอื่น…” ว่าจบผู้อาวุโสม่อ ก็โยนตำราฝึกฝนปราณวายุขั้นพื้นฐานมาให้อีกเล่มหนึ่งตามหน้าที่
เหยาซาน ประสานมือสุภาพ…
“ขอบคุณผู้อาวุโส… ศิษย์จะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดแน่นอน...”
ผู้อาวุโสม่อ ชี้ตรงไปที่ด้านหลัง หอวายุ…
“สายปราณวายุของพวกเราไม่แบ่งแยกพื้นที่การฝึกระหว่างศิษย์สายนอกและศิษย์สายในเพราะพวกเรามีคนไม่มากนัก… ลานกว้างด้านหลังหอวายุ ใกล้ริมหน้าผาเสียดฟ้า คือตำแหน่งที่รับพลังจากกระแสลมได้มากที่สุด
แต่ข้าขอเตือนว่าจงอย่าเข้าไปในรัศมีร้อยก้าวนับจากหน้าริมผา และจงใช้อุปกรณ์ที่เตรียมไว้ให้ในทุก ๆ ครั้งที่เริ่มฝึก… เพราะถึงแม้ว่าโดยมากกระแสลมจะพัดจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก เป็นการพัดมาจากทางหน้าผาเข้ามาสู่หอวายุ ดังนั้นต่อให้มีกระแสลมรุนแรงจนยากจะยืนต้านทาน อย่างมากก็จะปลิวเข้ามายังหอวายุแห่งนี้
แต่นาน ๆ ครั้ง ก็จะยังมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ลมหวนย้อนกลับ… กระแสลมจะเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน พัดจากทิศตะวันออกกลับมายังทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศตรงข้าม… หากอยู่ใกล้ริมหน้าผาเสียดฟ้าเกินไป เจ้าอาจถูกกระแสลมพัดปลิวลงไปยังเบื้องล่าง!! ความสูงจากทะเลสาบจนถึงยอดหน้าผาแห่งนี้ มีมากกว่า 800 จั้ง(เกือบ 2,000 เมตร)
ต่อให้ด้านล่างเป็นผิวน้ำทะเลสาบ ก็อย่าคิดว่าจะรอดชีวิตได้… ตลอดหมื่นปีที่ก่อตั้งสำนัก ชนชั้นยอดฝีมือที่สำเร็จวิชาตัวเบาระดับสูงก็ล้วนตกลงไปตายมานักต่อนักแล้ว…” ชายชรากล่าวเน้นย้ำ เพราะไม่อยากเห็นศิษย์ต้องพลาดท่าตกตายด้วยอุบัติเหตุเช่นนี้
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ ศิษย์จะจดจำไว้…” ขณะที่ เหยาซาน หันหลังเดินจากมา อดไม่ได้ที่จะเหลียวสายตามองกลับไป เห็นผู้อาวุโสม่อกำลังพนมมือภาวนาต่อฟ้าดิน ขออย่าให้เกิดเภทภัยกับตนเองเฉกเช่นอาจารย์ทั้ง 4 ก่อนหน้านี้ของเด็กหนุ่ม
ดูท่าผู้อาวุโสม่อผู้นี้ จะมีอุปนิสัยเชื่อถือเรื่องของชะตาฟ้าดินอยู่ไม่น้อย…
เหยาซาน เกาศีรษะเบา ๆ พลางยิ้มเยาะ และได้ตรงออกไปยังประตูด้านหลังหอ ที่นั่นมีลานกว้างขนาดใหญ่อยู่จริง ๆ แต่จำนวนศิษย์สายนอกและศิษย์สายในที่ฝึกฝนรวมกันอยู่นั้น มีไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำไป… คาดว่าคงเกิดจากจำนวนศิษย์สายปราณวายุที่มีน้อยเป็นทุนเดิม อีกทั้งบางส่วนยังต้องออกไปทำภารกิจนอกสำนัก หรือเลือกที่จะไปฝึกฝนในที่อื่นซึ่งปลอดภัยกว่าที่นี่…
เหยาซาน เห็นว่าตำแหน่งการนั่งฝึกฝนในแต่ละตำแหน่งนั้น ยังมีโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่ถูกยึดตรึงกับพื้นศิลา มองดูก็พอจะทราบว่านี่คืออุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระหว่างฝึกตามที่ผู้อาวุโสม่อได้แนะนำให้ใช้ หากนำโซ่ตรวนนั้นผูกรั้งกับเอวไว้ เมื่อเกิดปรากฏการณ์ลมหวนย้อนกลับ อย่างน้อยร่างก็จะถูกรั้งติดโดยโซ่ตรวนเอาไว้กับพื้นศิลา ทำให้ไม่ถูกพัดลงไปยังริมหน้าผา…
ศิษย์ทุกคนในลานกว้างล้วนแล้วแต่คล้องโซ่นี้ตามระเบียบ ซึ่งความยาวของโซ่ก็ร่วม ๆ 5 จั้ง(10 เมตรเศษ) เพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนไหวฝึกฝน หากต้องมีการขยับท่วงท่าตามความเหมาะสมของเคล็ดวิชาที่ฝึก…
การเดินเข้ามาของ เหยาซาน ทำให้หมู่ศิษย์บริเวณนั้นเหลียวหันมอง… แต่ก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจนัก ทั้งตำแหน่งการฝึกของแต่ละคนยังดูคล้ายจะมีความเป็นอิสระไม่เกาะกลุ่ม บ่งบอกว่าศิษย์สายปราณวายุ ส่วนมากมักจะชอบการฝึกฝนเพียงลำพังเสียมากกว่า ไม่ได้รวมเป็นกลุ่มก้อนเฉกเช่นศิษย์สายปราณอัคคี…
ลานกว้างมีที่ว่างมากกว่าจำนวนผู้ฝึกฝนเสียอีก จึงไม่จำเป็นต้องมีการยื้อแย่งตำแหน่งกัน… สายตาของเด็กหนุ่มหันมองไปยังริมหน้าผา ซึ่งห่างจากลานฝึกราว ๆ 100 ก้าว มีป้ายบอกเป็นเขตหวงห้ามเพื่อป้องกันอันตราย แม้ว่าตำแหน่งนั้นจะสามารถรับกระแสลมที่ตกกระทบร่างได้ดีที่สุดก็ตามที…
“ดูเหมือนว่าที่นี่ คงไม่ต้องมีเรื่องมีราวกับผู้ใด นอกจากกระแสลมงั้นสินะ…” เหยาซาน กล่าวพึมพำเบา ๆ ก่อนจะเลือกหนึ่งตำแหน่งที่ว่าง ผูกโซ่ตรวนเก่า ๆ ไว้เฉกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ก่อนจะเริ่มเปิดตำราพื้นฐานปราณวายุ…
เด็กหนุ่มตัดสินใจว่าจะฝึกฝนพื้นฐานปราณวายุให้มั่นคง ณ ที่แห่งนี้เสียก่อน... ส่วนด้านเคล็ดวิชาตัวเบา วายุทะยานเหยียบเมฆา คงไม่เหมาะที่จะฝึกฝน ณ ยอดเขาที่กระแสลมรุนแรงและอันตรายแห่งนี้ เอาไว้ค่อยไปฝึกฝนต่อยังสถานที่ลับตาและเป็นพื้นที่ปลอดภัยน่าจะดีกว่า…
“พื้นฐานปราณวายุ คือการเปลี่ยนลมปราณที่หลั่งไหลออกมาจากร่างให้หมุนวนอย่างรุนแรงเพื่อสร้างเป็นกระแสลมปราณงั้นสินะ มิน่าเล่าจึงควบคุมทิศทางของกระแสลมเหล่านั้นได้ ที่แท้ก็เพราะมันเกิดจากลมปราณในร่างนี้เอง
ปราณอัคคีก็ครั้งหนึ่งแล้ว ไม่คิดว่าลมปราณจะเปรียบเสมือนมวลพลังงานอันไร้ขอบเขต สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสสารรูปแบบต่าง ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับความชำนาญในแต่ละด้านงั้นสินะ สมแล้วที่เป็นแหล่งกำเนิดของพลังต่าง ๆ ในดินแดนแห่งนี้”
ยิ่งเด็กหนุ่มได้เข้าศึกษาจริงจัง ก็ยิ่งค้นพบความน่าอัศจรรย์ที่ล้ำลึก… พื้นฐานความรู้ของ เหยาซาน แตกต่างไปจากทุกคนในดินแดนแห่งนี้ เนื่องด้วยเป็นบุคคลจากสองยุคที่ทุกอย่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นแนวคิดและกระบวนการด้านจินตนาการของ เหยาซาน จึงแปลกประหลาดไปกว่าผู้คนทั่วไป ทั้งยังมีพรสวรรค์ไร้เพดานที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ยังมีความลับอีกมากที่รอคอยการค้นหา…
บัดนี้รอยสักดอกบัวสวรรค์ที่ด้านหลัง เหลือเพียงแค่ 5 กลีบสุดท้ายแล้ว โดยที่ เหยาซาน แทบไม่ได้รู้สึกตัวเลย มีเพียงแต่ เฒ่าชีเปลือยเท่านั้น ที่เฝ้ามองมันด้วยความตื่นเต้น อยากรู้ยิ่งว่ายังมีสิ่งใดแอบซ่อนอยู่ภายในการสะกดที่ทรงพลังนั่น…
เหยาซาน เริ่มต้นด้วยการสร้างลมปราณหมุนวนจากใจกลางฝ่ามือตนเอง… ซึ่งดูเหมือนว่าจะสร้างความตื่นเต้นให้กับ เหยาซาน ในทุก ๆ ครั้งที่ปรากฏรูปแบบพลังประเภทใหม่ขึ้น เนื่องด้วยมันหมายถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานที่ถูกสั่งสมบ่มเพาะ…
ลมปราณหมุนวนในมือของ เหยาซาน ค่อย ๆ รุนแรงขึ้นตามการรีดเค้น… ยามนี้ เหยาซาน เข้าใจแล้วว่าเหตุใดการฝึกในพื้นที่กระแสลมรุนแรง จึงก่อประโยชน์สำหรับผู้ฝึกฝนในสายวิชานี้ เพราะมันจะทำให้ผู้ฝึกสามารถดึงเอากระแสลมโดยรอบ มาประสานกับสายลมที่สร้างด้วยลมปราณ เพื่อทดแทนลมปราณบางส่วนที่ต้องสูญเสียเกินจำเป็น
เมื่อสูญเสียลมปราณน้อยลง เวลาในการฝึกฝนก็ย่อมยืดยาวออกไป มีเวลาให้ทำความเข้าใจในเคล็ดวิชาที่มากขึ้น… ทั้งยังสะท้อนความรู้แจ้งแห่งสายลม จากเสียง จากกลิ่น จากผิวหนัง จากการปะทะ ทุกสิ่งล้วนทำให้ผู้ฝึกฝนรู้จักกับสายลมมากยิ่งขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการฝึกภายในถ้ำอัคคี…
แต่สิ่งที่ยากที่สุดของผู้ฝึกลมปราณสายวายุ…
มันมิใช่การสร้าง แต่เป็นการควบคุม!!
ยามที่ เหยาซาน ฝึกปราณอัคคีนั้น สามารถฝึกฝนมันโดยการก่อรูปเปลี่ยนแปลง สามารถรับรู้มองเห็นในทุก ๆ การควบคุมผ่านดวงตา… แต่ปราณวายุนั้นแตกต่างออกไป!! เพราะไม่อาจมองเห็นรูปร่างและทิศทางใด ๆ ของมันได้เลย
ต่อให้เวลานี้ เหยาซาน สัมผัสได้ว่าสายลมกำลังหมุนวนอยู่ในฝ่ามือ หากแต่ภาพความเป็นจริงนั้น กลับมองไม่เห็นอะไรเลย… สำหรับผู้อื่นที่มองจากระยะห่างไกล จะเห็นเพียง เหยาซาน จดจ้องความว่างเปล่าบนฝ่ามือตนเองเท่านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นสายลมได้ เว้นแต่มันจะถูกพาพัดมาพร้อมกับเศษฝุ่นละออง หรือสายฝน…
การที่มองไม่เห็น ย่อมทำให้การควบคุมทำได้ยากยิ่งเป็นทวี…
เด็กหนุ่ม เริ่มเกิดความรู้แจ้งหลังได้เรียนรู้แขนงธาตุมาแล้วถึงสองแขนง จึงสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างเห็นภาพแจ่มชัด…
“ธาตุแต่ละธาตุล้วนมีความยากง่ายในรูปแบบที่แตกต่างกันงั้นสินะ… ปราณอัคคีควบคุมได้ง่าย ทั้งยังมีอำนาจเผาทำลายในตัวของมัน ไม่แปลกใจเลยที่จะได้รับความนิยม เหมาะกับการฝึกเพื่อใช้ในการต่อสู้อย่างสมบูรณ์…
ส่วน ปราณวายุ ควบคุมได้ยากกว่ามาก แต่ก็ใช้พลังลมปราณเพียงน้อยนิด ด้วยการดึงเอาอากาศธาตุซึ่งมีอยู่ทั่วทุกที่รอบกายมาเสริมส่ง เมื่อเทียบกับปราณอัคคีที่เผาผลาญลมปราณในร่างเพียงอย่างเดียวให้แห้งเหือดอย่างรวดเร็วแล้ว… ถือว่า ปราณวายุ เหมาะกับการสู้ศึกระยะยาวมากกว่า
เช่นนั้นขอทดสอบอะไรบางอย่างหน่อยดีกว่า…”
เหยาซาน เข้าสู่ห้วงภวังค์สมาธิ พยายามขับขานพื้นฐานปราณอัคคีขึ้นที่มือขวา และขับขานพื้นฐานปราณวายุที่มือซ้าย… แน่นอนว่ามันต้องใช้พลังสมาธิอย่างมหาศาลในการแบ่งแยก ไม่ต่างอะไรกับใช้มือขวาวาดรูปวงกลม แต่ใช้มือซ้ายวาดสี่เหลี่ยมไปพร้อม ๆ กัน
เหยาซาน ล้มเหลวอยู่นับร้อยนับพันครั้ง!! จนเหงื่อเริ่มแตกซีก สมาธิในการควบคุมการแปลงโฉมใบหน้าเริ่มสูญเสียไปเล็กน้อย โชคดีที่ เหยาซาน ยังคงมุ่งเน้นให้ปานแดงรูปดาวห้าแฉกปรากฏชัดเจน อีกทั้งศิษย์คนอื่น ๆ ก็มีการฝึกฝนเป็นของตนเอง จึงไม่ได้มีผู้ใดสงสัยกับปากและจมูกของ เหยาซาน ที่เริ่มแปลกไปจากเดิม…
ผ่านไปกว่า 1 ชั่วยาม เหยาซาน ก็เริ่มสร้างรูปแบบสองแขนงธาตุขึ้นมาพร้อม ๆ กันได้ ก่อนจะค่อย ๆ นำทั้งสองแขนงธาตุมาผสมผสานกัน ก่อเกิดเป็นวายุเพลิงที่หมุนวนภายในอุ้มมือทั้งสองข้าง!!
จากที่ เหยาซาน มองไม่เห็นปราณวายุซึ่งเป็นจุดอ่อนในการควบคุม บัดนี้เมื่อมันรวมเข้ากับเปลวเพลิง ย่อมทำให้มองเห็นการเคลื่อนไหวของสายลมไปตามทิศทางของเปลวเพลิงสีแดง รวบรัดทั้งสองทักษะเข้าด้วยกัน เพื่อลบล้างจุดอ่อนของการฝึกไปในตัว…
เด็กหนุ่ม เผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพอใจ…
แต่ทว่า… ที่นี่ไม่ได้มี เหยาซาน เพียงลำพัง…
หมู่ศิษย์สายปราณวายุ ทั้ง 8 คน ณ ที่แห่งนี้ หันมองมายัง เหยาซาน รวมเป็นตาเดียว!! ทุกคนล้วนเบิกตากว้างตกตะลึงกับสิ่งที่ เหยาซาน ได้กระทำ เนื่องด้วยการประสานธาตุทั้งสองให้เป็นหนึ่งนั้น มิใช่ทักษะที่จะปรากฏให้พบเห็นได้โดยง่าย และสิ่งนี้คือการชี้ชัดว่าบุคคลผู้นั้นแตกฉานธาตุพรสวรรค์ทั้งสองชนิดพร้อมกัน!!
“บ้าน่า!! เจ้าศิษย์สายนอกผู้นั้น เป็นศิษย์ใหม่มิใช่หรือ!!”
“สองปราณธาตุผสาน… สวรรค์!! มันเป็นใครกัน!!”
“หากเป็นผู้มีความสามารถระดับนี้ ใยข้าไม่คุ้นหน้าคุ้นตามันแม้แต่น้อย อย่าบอกนะว่ามันเพิ่งจะเข้าสำนัก!!”
เสียงของเหล่าศิษย์ทั้งสายนอกและสายใน ภายในลานกว้างเริ่มมีเสียงกล่าวขวัญขึ้น…
เหยาซาน นั้นติดอยู่ในภวังค์ตั้งสมาธิที่แน่วแน่ จนหลงลืมผู้คนโดยรอบไปจนหมดสิ้น… จากที่คิดว่าไม่อยากรีบร้อนสร้างความเด่นดัง กระทั่งเรื่องที่เล่นงาน เปียวเฟยฟง ก็ยังไม่อยากให้ข่าวลือแพร่กระจาย
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว…
ระหว่างที่ลานกว้างกำลังแตกตื่นกับความสามารถของเด็กหนุ่มผู้ผสานสองธาตุอยู่นั้นเอง… ผู้อาวุโสม่อ ที่กำลังเปิดอ่านตำราเฝ้าหอวายุ ก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ด้วยความที่ชายชราก็นับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งจึงมีสัญชาตญาณและสัมผัสลมปราณอันแรงกล้า ค่อย ๆ วางตำราและหันมองออกไปยังด้านนอกประตูด้วยใบหน้าเคร่งขรึม…
บนยอดของ หอวายุ จะมีธงสีแดงรูปสามเหลี่ยมผืนใหญ่ที่ปลิวไสว… ปลายแหลมของธงมักจะชี้ไปยังทิศตะวันออกอยู่เสมอ แต่ตอนนี้มันเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ปลายธงแดงค่อย ๆ หมุนวนช้า ๆ และหันชี้ไปยังทิศตะวันตก!!
นี่คือสัญญาณก่อนที่ ปรากฏการณ์ลมหวนย้อนกลับกำลังจะเกิดขึ้น…