อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 87 ลมหวนย้อนกลับ (2)
ตอนที่ 87
ผู้อาวุโสม่อ ลุกพรวดขึ้น เกิดความวิตกกังวลเป็นที่ตั้งจนหนังศีรษะด้านชา ก่อนจะระเบิดท่าร่างทะลุผ่านประตูด้านหลังหอวายุด้วยความเร่งร้อนใจ… หากแต่ใช่ว่าจากหลังประตูหอวายุ จะเชื่อมถึงลานกว้างฝึกฝนได้ในทันที อีกหลายร้อยก้าวกว่าจะไปถึงตัวศิษย์ผู้อยู่ใกล้ที่สุด
ชายชราจึงตัดสินใจแผดเสียงดุจฟ้าร้อง กังวานแทรกกระแสลมก้องดัง 4 ทิศ…
“ระวังลมหวนย้อนกลับ!! ออกห่างจากหน้าผาให้มากที่สุด และใช้อุปกรณ์ให้พร้อม!!”
เหล่าศิษย์ที่ลานกว้างต่างตะลึงพรึงเพริด… สายตาละออกจาก เหยาซาน และเพ่งมองกลับมายังหอวายุ ซึ่งนอกจากจะสังเกตเห็นชายชราที่กำลังตื่นตระหนกแล้ว ยังมองเห็นยอดธงแดงแห่งหอวายุแจ่มชัด ว่ามันเกิดการเปลี่ยนทิศทางหันชี้…
พริบตาเดียวนั้นเอง แรงลมจากที่เคยกรรโชกเกิดความผันผวนเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว!! อีกทั้งยังรุนแรงมากกว่าปกติอีกหลายเท่า คาดว่าคงเกิดจากพายุบางอย่างที่ผ่านพัดโคจรเข้ามาในเขตสำนักอย่างกะทันหัน…
ที่ด้านตีนเขาแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสจากหอธาตุต่าง ๆ หรือแม้แต่ผู้อาวุโสจาก หอศาสตราต่าง ๆ แผนกวรยุทธดั้งเดิม ยังแสดงสีหน้าวิตกกังวล พลางหันมองไปยังยอดเขาลูกที่ 4 ทั้งสิ้น ทุกสายตาล้วนหวาดหวั่นใจ ว่าวิกฤตธรรมชาติสะสร้างครั้งนี้จะมีศิษย์จากสายปราณวายุคนใด ถูกพาพัดหล่นร่วงลงมาจากหน้าผาเสียดฟ้าหรือไม่…
บนยอดเขา…
ผู้อาวุโสม่อ รู้ดีว่าตนคงทะยานไปถึงตัวเหล่าศิษย์ไม่ทันการณ์แน่นอน หรือต่อให้ไปถึงก็คงช่วยเหลือได้เพียงไม่กี่คน จึงตัดสินใจระเบิดพลังลมปราณชนชั้นสีส้มออกมา รีดเค้นลมปราณควบคุมเพื่อก่อรูป สร้างเป็นปราการสายลมขนาดใหญ่ลดทอนอำนาจลมหวนที่กำลังจะถาโถมหาหมู่ศิษย์
“ปราการสายลมตระหง่าน!!”
ชั้นสายลมสีเขียวก่อตัวขึ้นดุจกำแพงอย่างน่าอัศจรรย์… แต่แน่นอนว่าพลังของมนุษย์เพียงผู้เดียวไหนเลยจะต้านทานธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ความคิดของชายชราคืออย่างน้อยขอให้เหล่าศิษย์มีเวลาตั้งตัวมากยิ่งขึ้นอีกเล็กน้อยก็ยังดี สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง ก่อนจะคำรามเสียงขึ้น…
“ข้าจะช่วยต้านแรงพายุลมหวนไว้สักระยะ… พวกเจ้าทั้งหมดจงใช้วิชาพื้นฐานปราณวายุ [สายลมเป็นหนึ่ง] มันจะช่วยสร้างลมหมุนรอบ ๆ ตัวเพื่อให้กระแสลมที่ผ่านพัดเข้าหากาย ถูกลดทอนลงไปอีกระดับ จากนั้นรีบกลับเข้าไปที่หอวายุ!!”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้น ก็เร่งมือปฏิบัติตามในทันที… ถึงแม้จะมีอุปกรณ์อย่างตรวนโซ่รั้งตัวเอาไว้ แต่ก็ไม่อาจเชื่อมั่นอย่างสมบูรณ์ เพราะการก่อลมหวนย้อนกลับในแต่ละครั้ง ไม่อาจชี้ชัดว่าทรงพลังมากเพียงใด ใช่ว่าโซ่ตรวนเหล่านั้นจะปกป้องคุ้มกันได้ตลอดรอดฝั่ง… กระแสลมพายุสามารถทำลายสิ่งปลูกสร้างมานักต่อนักแล้ว นับประสาอันใดกับโซ่เส้นหนึ่ง?!
ฉะนั้นแล้ววิธีที่ดีที่สุด คือการเข้าไปหลบเข้าไปในหอวายุ สิ่งปลูกสร้างที่สามารถทนต้านทานแรงลมมาได้ยาวนานนับหมื่นปี จากพลังอักขระที่ถูกสลักเอาไว้โดยรอบตัวหอ… ทุกคนเมื่อเริ่มใช้วิชา สายลมเป็นหนึ่ง และค่อย ๆ หยัดยืนขึ้นมาทนต่อกระแสลมที่กรรโชกได้…
จึงตัดสินใจปลดโซ่ของตน และใช้พลังทั้งหมดพุ่งทะยานกลับไปยังหอวายุ… จากจำนวนศิษย์ทั้ง 9 คน ในลานกว้าง บัดนี้มี 5 คนสามารถกลับเข้าไปในหอวายุได้แล้ว ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์สายนอก ส่วนศิษย์สายในที่เป็นรุ่นพี่จำนวน 3 คน คอยรับหน้าที่คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยของศิษย์น้องที่ด้านหลัง…
แต่ทว่า… ยังเหลือศิษย์สายนอกที่ผู้หนึ่ง
คนผู้นั้นคือ เหยาซาน!!
เหตุก็เพราะเด็กหนุ่ม ตกอยู่ในห้วงภวังค์ ณ ตอนที่ผสานสองธาตุ ดังนั้นทุกสิ่งรอบกายจึงถูกลบเลือนไปชั่วครู่ขณะ ถึงแม้ว่า เฒ่าชีเปลือย จะตวาดเสียงเรียกสติให้กลับคืนมา แต่นั่นก็ทำให้ เหยาซาน มีปฏิกิริยาที่ช้ากว่าผู้อื่นไปแล้วหลายชั่วอึดใจ…
สำคัญกว่านั้น… เหยาซาน ยังไม่ได้เรียนรู้วิชาพื้นฐานอย่าง สายลมเป็นหนึ่ง!! เพราะเคล็ดวิชานี้อยู่ช่วงท้าย ๆ ของตำราขั้นพื้นฐาน แต่เด็กหนุ่มมัวไปให้ความสำคัญกับการผสานสองธาตุเสียก่อน จึงยังไม่ได้ศึกษามัน…
“ศิษย์น้อง!! นี่เจ้ายังสำเร็จวิชา สายลมเป็นหนึ่ง งั้นหรือ?!” หนึ่งในศิษย์สายในตะโกนถามขึ้น เพราะเมื่อครู่พวกมันเพิ่งเห็น เหยาซาน ใช้การผสานสองธาตุ จึงไม่ทันคิดว่าเด็กหนุ่มจะยังไม่ได้สำเร็จพื้นฐานปราณสายลมที่สมบูรณ์
เหยาซาน ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ เท่านั้น… เริ่มสัมผัสได้ว่ากระแสลมทำให้ตนค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ริมหน้าผามากขึ้น จนเวลานี้โซ่ตรวนถูกขึงจนตรึงตลอดความยาวเต็ม 5 จั้ง รั้งดึงร่างของ เหยาซาน เอาไว้มิให้ปลิดปลิว…
เหยาซาน เริ่มรู้สึกว่าท่าไม่ดีแล้ว ทั้งที่ ผู้อาวุโสม่อ สร้างปราการสายลมเอาไว้ แรงกรรโชกยังดุดันถึงเพียงนี้ หากผู้อาวุโสม่อหมดสิ้นพลังลมปราณจะต้านทานไว้ คงเกิดกระแสลมที่มากขึ้นอีกเป็นทบทวี เด็กหนุ่มหน้าเจื่อนเล็กน้อย เหลียวมองไปยังศิษย์สายในที่เอ่ยทักคนแรก...
“จะทำยังไงดีศิษย์พี่?!”
ศิษย์พี่ผู้นั้นมีนามว่า เค่อหยงไห่ ดูเหมือนจะเป็นศิษย์สายในที่แข็งแกร่งที่สุดบนลานกว้างแห่งนี้ ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 ฝีมือน่าจะไม่ด้อยกว่า เฟิงอี้จุน เท่าใดนัก… สีหน้าของ เค่อหยงไห่ ดูกังวลเล็กน้อย ก่อนจะให้สัญญาณศิษย์สายในอีก 2 คนที่เหลือ กลับเข้าไปในหอวายุก่อน…
จากนั้น เค่อหยงไห่ ก็ได้แสดงความกล้าหาญของศิษย์พี่ที่น่าเคารพ... ปลดโซ่ตรวนของตน และตรงเข้าไปหา เหยาซาน ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
“ไม่ต้องกังวล… ข้าจะช่วยเจ้าเอง!!”
น้ำเสียงของชายหนุ่มแน่นหนัก ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับ เหยาซาน อยู่ไม่น้อย… เค่อหยงไห่ ฝ่ากระแสลมหวนตรงเข้ามาหา เหยาซาน ในแต่ละก้าวที่เดิน เค่อหยงไห่ จะคว้าโซ่ตรวนไว้ในมือเป็นระยะ สลับเปลี่ยนโซ่ไปเรื่อย ๆ เพื่อเข้าใกล้ เหยาซาน จนเวลานี้เหลืออีกเพียงสิบก้าวก็จะถึงตัว…
ทว่า ถือเป็นความโชคร้าย… ผู้อาวุโสม่อ ใบหน้าแดงก่ำ ใช้พลังจนมาถึงขีดสุด พลังแห่งธรรมชาตินั้นน่าสะพรึงเกินไป ปราการสายลมตระหง่านของชายชราเริ่มไม่มั่นคง จวบจนมันพังทลายในที่สุดมิอาจต่อกรกับความดุดันของลมหวนครั้งนี้… แรงกรรโชกของกระแสลมหวนชั่วพริบตา จึงระเบิดออกมาอย่างมิอาจต่อต้าน…
“ระวัง!!” ผู้อาวุโสม่อ ตวาดคำรามด้วยเสียเตือน…
มองเห็นศิษย์ที่ยังเหลืออีก 2 คนอยู่สุดสายตา…
เมื่อภัยถึงตัวทั้ง เหยาซาน และ เค่อหยงไห่ จำต้องช่วยเหลือตนเองเป็นประการแรก มือทั้งสองข้างกำโซ่ตรวนเอาไว้แนบแน่น ได้แต่ฝากชีวิตไว้กับโซ่ในมือ… ความรุนแรงทำให้ร่างของทั้งสองถูกยกลอยสูงจากพื้น สะบัดไปมาดุจว่าวสายป่านขาด…
เค่อหยงไห่ มีเกราะสายลมจากวิชาสายลมเป็นหนึ่ง จึงทำให้พอควบคุมประคับประคองตนเองไว้ได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่อาจหยัดยืน แต่ก็คว้าโซ่ตรวนได้สองเส้นรัดพันรอบแขนทั้งสองข้างเอาไว้ ทางรอดเดียวคือการอดทนรอให้แรงกรรโชกครั้งนี้ทุเลา
แต่ เหยาซาน มิอาจทำเช่นนั้นได้!! มีเพียงโซ่เส้นเดียวที่รัดพันรอบเอวเอาไว้ ทั้งยังถูกเหวี่ยงสะบัดซ้ายขวาอย่างรุนแรง ถูกกระแทกนับครั้งไม่ถ้วน…
“ศิษย์น้อง เจ้าต้องอดทนไว้!!” เสียงของ เค่อหยงไห่ ดังขึ้นเป็นระยะเพื่อเรียกสติ
หากผู้ที่ถูกแรงเหวี่ยงไปมาเช่นนี้มิใช่ เหยาซาน แต่เป็นศิษย์สายนอกคนอื่น ๆ ร่างกายคงบอบช้ำจนหมดสติไปแล้ว แต่ร่างกายของ เหยาซาน แข็งแกร่งมาก ทั้งยังขับขานอาคมคงกระพันชาตรีออกมาคุ้มภัย แรงกระแทกที่ดูรุนแรง แต่เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนถึงฟาดด้วยหมอนหนัก ๆ เท่านั้น ไม่ได้รับบาดเจ็บเท่าใดนัก…
ถึงแม้ เหยาซาน จะทนได้…
ใช่ว่าโซ่เส้นหนึ่งจะทนได้!!
ห่วงโซ่มิอาจทนรับแรงลมและแรงเหวี่ยงไปมา ห่วงโซ่ที่ยึดพื้นศิลาเริ่มถ่างออกทีละนิด… ก่อนมันจะขาดสะบั้นในที่สุด!! ท่ามกลางสายตาของเหล่าศิษย์พี่ หรือแม้แต่ ผู้อาวุโสม่อ ร่างของ เหยาซาน ลอยสูงไม่ติดพื้น ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้ไขว่คว้า ถูกแรงลมผ่านพัดไปสุดขอบเหว หล่นร่วงลงไปในผาเสียดฟ้า…
“ศิษย์น้อง!!” เค่อหลงไห่ แผดเสียงออกมา
ทุกคนล้วนใบหน้าซีดเผือด ไม่เว้นแม้แต่ ผู้อาวุโสม่อ...
แม้แต่สายตาของเหล่าผู้อาวุโสเบื้องล่างยังเบิกโพลง ชนชั้นยอดฝีมือย่อมมีสายตาที่กว้างไกลและเฉียบคมกว่าบุคคลสามัญ ย่อมมองเห็นเงาร่างหนึ่งตกลงมาจากหน้าผาสูง สิ่งที่ไม่อยากให้เกิด พลันบังเกิดขึ้นมาจริง ๆ ฝ่ามือของเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดล้วนแตกพลั่กไปด้วยเหงื่อ ไหนเลยที่จะมีผู้อาวุโสคนใดอย่างเห็นศิษย์สำนักล้มตาย…
ในหมู่ผู้ที่อยู่เบื้องล่าง ยังปรากฏชายชราที่หน้าประตูทางเข้าสำนัก แต่งกายสามัญด้วยชุดคลุมยาวสีเขียวอ่อนผู้หนึ่ง แผ่ล้นปราณพลังที่รุนแรงมิต่างพายุ นัยน์ตาหดแคบเขม็งมองไปยังยอดเขา และได้พุ่งทะยานจากตำแหน่งหน้าประตูตรงไปยังใจกลางสำนักดุจเงาร่างภูติพราย…
หน้าผาสูงกว่า 800 จั้ง(เกือบ 2,000 เมตร) ทั้งยังเป็นหน้าผาที่ผิวเรียบสนิทไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะ ร่างกายที่ลอยเคว้งหมุนวน ขยับเข้าไปใกล้หน้าผาไม่ได้ด้วยซ้ำ ความเร็วในการร่วงหล่นก็ไม่ต้องประเมิน จะหายใจยังทำได้ลำบาก...
เป็นใครก็ตามแต่หากเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ คงจะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แง่มฝาโลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว… แต่นั่นมิได้อยู่ในตำราชีวิตของ เหยาซาน!! ดวงตาของเด็กหนุ่มยิ่งเจิดจ้าขึ้นเมื่อภัยอันตรายเข้ามาย่างกราย ห้วงสำนึกทำการวิเคราะห์กลั่นกรองหาหนทางรอดชีวิตอย่างรวดเร็ว มีสมาธิมากยิ่งกว่าตอนที่ฝึกฝนวิชาเสียอีก...
สายตาของ เหยาซาน มองกวาดมองทุกสิ่งที่สามารถใช้งานได้ ความเร็วในการตกจากที่สูงจะค่อย ๆ ทวีความแรงและความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ พริบตาเดียวก็ตกลงมากว่า 50 จั้งจากยอดเขาแล้ว หากตกถึงพื้นโดยตรงในลักษณะนี้โอกาสรอดย่อมไม่มีเหลือ
เหยาซาน ดึงเอาขวานศิลาออกมา… ใช้ความแรงจากการเหวี่ยงสะโพก ขว้างขวานศิลาออกไปสุดกำลังจนปักลงแน่นที่หน้าผา จากนั้นก็กวัดแกว่งโซ่ที่ติดมากับเอว ขว้างออกไปเพื่อให้มันคล้องมัดกับด้ามขวานศิลา…
เมื่อสุดปลายโซ่ ร่างของ เหยาซาน ก็พลันกระตุกอย่างรุนแรง หากไม่เพราะมีอาคมคุ้มกาย แรงกระตุกกระชากเมื่อครู่คงทำให้กระดูกบางส่วนแตกร้าวไปแล้ว… เด็กหนุ่ม ถอนหายใจโล่งอกอย่างน้อยก็สามารถหยุดการหล่นร่วงเอาไว้ที่ระยะ 100 จั้ง จากยอดหน้าผา
“แม้จะต้องค้างเติ่งอยู่เช่นนี้ไปก่อน ก็ยังดีกว่าตกลงไปเบื้องล่างละนะ…”
แต่ในระหว่างที่กำลังชื้นใจอยู่นั้นเอง สายตาของ เหยาซาน ก็ดันไปเห็นเข้ากับโพรงขนาดเล็ก… ที่แผ่กลิ่นอายอันแปลกประหลาดบางอย่างออกมา ขนาดของโพรงไม่กว้างมาก แต่เพียงพอที่เด็กหนุ่มจะมุดแทรกตัวเข้าไปได้ ทว่าก็ไม่ได้ใหญ่ถึงขั้นที่คนด้านล่างจะสามารถสังเกตเห็นจากความกลมกลืนของพื้นที่และความสูง
“นั่นมันโพรงอะไร?!”
โพรงขนาดเล็กนั่น อยู่เยื้องด้านขวาจากตำแหน่งของ เหยาซาน ไปราว ๆ 10 จั้ง… จากความยาวของโซ่เพียง 5 จั้งไม่มีทางเลยที่ เหยาซาน จะสามารถเหวี่ยงตัวไปให้ถึงจุดนั้นได้ เว้นเสียแต่จะต้องปลดโซ่ที่เอวออก แต่นั่นก็เสี่ยงมากเกินไป หากพลาดท่าขึ้นมา เหยาซาน คงตกลงไปด้านล่างนี้เป็นแน่ ระยะ 700 จั้งถึงพื้นน้ำ ก็มิได้ต่างอะไรกับระยะ 800 จั้งบนยอดเขา ตกตายเป็นแน่แท้…
กระนั้นความช่างสงสัยก็ยิ่งก่อตัว กลิ่นอายแห่งปริศนากำลังโชยเตะจมูกที่เฉียบคมของเด็กหนุ่ม คิดได้เช่นนั้นแล้ว ดวงตาของ เหยาซาน ก็มีประกายวาววาบขึ้น สะบัดแขนเนืองช้าเรียกขานผู้ช่วยเหลือ…
“ท่านจูเยี่ย…”
ดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ปรากฏขึ้นมาทันทีตามการเรียกขาน...
“มีสิ่งใดให้ช่วยเหลืองั้นหรือ นายท่าน...”
เหยาซาน แหงนมองขึ้นด้านบน คงต้องรอให้ภาวะลมหวนหมดสิ้นไปเสียก่อน เด็กหนุ่มจึงจะตะโกนขอความช่วยเหลือจากด้านบนยอดหน้าผาได้ คาดว่าคงอีกนานพอดู…
“เรื่องช่วยเหลือคงไม่ต้องแล้ว หลังพายุสงบผู้อาวุโสม่อ น่าจะมีหนทางช่วยเหลือได้… แต่ข้าอยากให้ท่านจูเยี่ย ช่วยเข้าไปสำรวจในโพรงแห่งนั้นให้ข้าหน่อย ข้าอยากรู้ว่าที่นั่นมันมีอะไรแอบซ่อนอยู่ คุ้มค่ากับความเสี่ยงให้ข้าเข้าไปหรือไม่?!”
“รับบัญชา…”
แน่นอนว่าดวงวิญญาณสามารถล่องลอย ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะตกลงไปเบื้องล่าง… มีอิสระในการเคลื่อนไหวมากกว่า เหยาซาน ทำให้วิญญาณของมือปราบหนุ่ม ทะยานพุ่งหายเข้าไปในโพรงดังกล่าวทันที…
………………………………………..