อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 89 : แมวสวรรค์
ตอนที่ 89
เสียงเฮที่กระหึ่มก้องดังริมรอบทะเลสาบ ทำให้ เหยาซาน ใบหน้าบิดงอไปโดยพลัน… จากที่ไม่ต้องการเด่นดังใด ๆ ในสำนัก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้าไปยุ่มย่ามกับความวุ่นวายต่าง ๆ ดูเหมือนว่ามันจะมิอาจย้อนกลับไปทำเช่นนั้นได้นับจากเวลานี้…
การผสานสองธาตุบนยอดเขา สร้างความตื่นตะลึงให้หมู่ศิษย์สายปราณวายุ ว่าผิดพลาดแล้ว… การรอดชีวิตหลังหล่นร่วงจากผาเสียดฟ้า สูงกว่า 800 จั้ง คือผิดพลาดที่มากยิ่งกว่า!! ณ ยามนี้ต่อให้อยากอยู่อย่างสงบก็คงช้าไปเสียแล้ว เว้นเสียแต่จะเข้าปิดด่านฝึกตนเพียงลำพัง…
เฒ่าชีเปลือย แผดเสียงหัวเราะสะใจยิ่ง…
“มันต้องงี้สิ!! เกิดเป็นบุรุษ ใยต้องหวาดกลัวชื่อเสียง!! ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของตัวข้า เพียงเอ่ยนาม อาเมนดูเอล ออกไป เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบงัน พลันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน!!”
เหยาซาน ทอดถอนหายใจ…
“นั่นมันก็ถูก แต่ข้าอยากสร้างชื่อในฐานะของ ซุน มากกว่า… มิใช่ในฐานะที่อุปโลกน์ขึ้นมาอย่าง เหยาซาน เช่นนี้ ช่างเถอะ! เพื่อแลกกับการรอดชีวิตจากการหล่นร่วงหน้าผาเสียดฟ้า ต่อให้ย้อนเวลากลับไป ข้าก็คงเลือกทำเช่นเดิมอยู่ดี มิอาจหลีกเลี่ยง…”
ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังลอยคอสับสนอยู่นั้นเอง ไม่รู้ว่าควรจะขึ้นฝั่งในท่าทีเช่นไร… จู่ ๆ พลันมีสายลมวูบหนึ่งผ่านพัดมา เหยาซาน ไม่อาจมองชัดเจนด้วยซ้ำในคราแรก รู้ตัวอีกทีก็เห็นราวกับเป็นความพริวไหวสีเขียวอ่อนจากชุดคลุมยาว แหวกทะเลสาบจนปรากฏเป็นเส้นน้ำตรงยาวเข้ามา หยุดนิ่งเบื้องหน้าของเด็กหนุ่มอย่างน่าตกใจ เป็นการยืนนิ่งบนผิวน้ำ ซึ่งผิดต่อกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ อย่างน้อยที่สุดชนชั้นสามัญก็ไม่อาจกระทำลักษณะนี้ได้..
เมื่อ เหยาซาน ค่อย ๆ มองเห็นภาพทั้งหมดแจ่มชัดขึ้น จึงดูออกมาเป็นชายชราใบหน้าดูสามัญ ดวงตาเฉียบคมแฝงไว้ด้วยความเจ้าระเบียบ สายตามีเชิงตำหนิอยู่เล็กน้อย แต่ไร้อำนาจคุกคามใด ๆ แผ่ล้น เป็นความลางเลือนที่ไม่น่าจะปรากฏได้ในตัวมนุษย์ผู้หนึ่ง หากบอกว่าภาพที่เห็นคือดวงวิญญาณก็พร้อมจะปักใจเชื่อโดยไม่เอ่ยถาม
ชายชราผู้นั้นพิจารณาเด็กหนุ่มอยู่ชั่วครู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหยาซาน ในเวลานี้มิได้สวมอาภรณ์ใด ๆ ดังนั้นรอยสักบนผิวร่างจึงถูกสังเกตเห็นได้ง่าย แต่กระนั้นยังมีบางสิ่งที่ดูเหมือนชายชราจะเพ่งพินิจเป็นพิเศษ… นั่นคือ จี้โลหะ ที่ เหยาซาน สวมใส่อยู่ ดวงตาของชายชราผู้นั้นหรี่แคบลงทันที…
‘จี้แปลงโฉม? สมบัติลับของ เตียมู่หยง งั้นหรือ?!’
ชายชราพึมพำขึ้นในจิตสำนึกตนเอง เผยแววตาประหลาดใจ…
ระหว่างที่เด็กหนุ่ม กำลังลอยคออยู่กลางทะเลสาบ โดยมีชายชราประหลาดที่กำลังจดจ้องพิจารณาอยู่นั้นเอง… จู่ ๆ ก็ปรากฏเงาร่างของคนอีกนับสิบ ห้อทะยานมาจากริมทะเลสาบในแต่ละฝั่ง สามารถเหยียบย่างไปบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ บ่งบอกถึงทักษะวิชาตัวเบาที่เหนือชั้นจากทั้งกลุ่มเงาร่างเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะดูไม่เทียบเท่าชายชราประหลาดคนแรกก็ตามที…
เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้มากในระดับหนึ่ง เหยาซาน ก็ได้สะดุดกับเงาของคนผู้หนึ่งในจำนวนนั้น ซึ่งเป็นคนที่ตนรู้จัก… นั่นคือ ผู้อาวุโสเฟิง จากหออัคคี!! ซึ่งเมื่อสังเกตดี ๆ ก็จะพบว่าผู้ที่ทะยานมาทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่มีความอาวุโสเป็นที่ตั้ง สวมชุดคลุมนักพรตที่แตกต่างไปจากหมู่ศิษย์อย่างชัดเจน...
เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักสายลมประจิม!!
ผู้ปกป้องหออัคคี หออัสนี หอวารี รวมถึงหอธาตุ ๆ ขาดแต่เพียง ผู้อาวุโสม่อ จากหอวายุ ที่เวลานี้คงยังอยู่บนยอดเขา… สำคัญกว่านั้น แม้แต่ผู้ปกป้องหอศาสตราทั้ง 8 แห่ง ที่สถานะเทียบเท่าผู้อาวุโสจากหอธาตุ ก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน…
เหล่าผู้อาวุโสนับสิบร่าง หยุดยืนบนผิวน้ำโอบล้อมเด็กหนุ่มที่ดำผุดดำว่ายและชายชราประหลาดอีกระยะหนึ่งเป็นรูปวงกลม ทุกสายตาจดจ้อง เหยาซาน ด้วยความประหลาดและฉงนใจ เนื่องด้วยต่อให้เป็นระดับผู้อาวุโสเหล่านี้ หากตกลงมาจากหน้าผาเสียดฟ้า ก็ใช่ว่าจะรอดชีวิต... หรือต่อให้รอดก็คงอยู่ในสภาพที่สาหัสสากรรจ์ ไหนเลยจะสามารถแหวกว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำด้วยตนเองเช่นนี้ได้…
จากนั้นเมื่อเหล่าผู้อาวุโสมายืนกันอย่างครบถ้วน ทุกคนก็ประสานมือและโค้งตัวลงอย่างสุภาพ หันตรงไปยังชายชราประหลาดคนแรก ที่เข้ามาหา เหยาซาน...
“คารวะท่านเจ้าสำนัก…”
“!!!!!!!!!” เหยาซาน ใบหน้าด้านชาในทันที ดวงตาเบิกโพรงด้วยความตื่นตะลึง… แท้จริงแล้ว ชายชราประหลาดคนแรกที่มาถึง ก็คือเจ้าสำนักสายลมประจิม หนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งของทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะศิษย์สำนัก เหยาซาน ย่อมต้องรู้จักนามของท่านเจ้าสำนัก ถึงจะยังไม่เคยเห็นหน้าคราตาก็ตามที…
“เจ้าสำนักสายลมประจิม… อวิ๋นหยางหลิ่ง”
การที่เหล่าผู้อาวุโสจากแต่ละหอธาตุ และหอศาสตรามารวมตัวกัน หาได้เป็นเพราะ เหยาซาน แต่เป็นเพราะกลุ่มชายชรามองเห็น เจ้าสำนัก ซึ่งมีสถานะสูงสุดของสำนักสายลมประจิม มาปรากฏตัวที่นี่ ตามกฎแล้วเหล่าผู้อาวุโสจึงจำเป็นต้องเข้ามาแสดงความเคารพ...
อวิ๋นหยางหลิ่ง ยกมือขึ้นแผ่วเบา…
“ไม่ต้องมากพิธี… นำเด็กคนนี้ไปแต่งกายให้เรียบร้อย และพาไปที่ตำหนักสายลมเหนือ ผู้อาวุโสจื่อ ช่วยติดต่อไปยัง รองเจ้าสำนักเตีย ให้ข้าด้วย… เรียกไปที่ตำหนักสายลมเหนือพร้อม ๆ กันเลย…”
เหล่าผู้อาวุโสเหลือบมองหน้ากันเล็กน้อย… โดยเฉพาะ ผู้อาวุโสจื่อ แห่งหอกระบี่ มีสถานะเป็นศิษย์เอกของ เตียมู่หยง อีกทอดหนึ่ง แต่สุดท้ายทุกคนก็พลันประสานมือรับคำสั่ง…
จากนั้นเจ้าสำนักอวิ๋น ก็ดีดตัวเบา ๆ จากผิวน้ำ แปรเปลี่ยนเป็นสายลมพลิ้วไหวไหลวูบ เกิดรอยแยกบนผิวน้ำทะยานออกไปอีกครั้ง และหายไปท่ามกลายสายตาหมู่ศิษย์โดยรอบ ยากที่จะบอกได้ว่าชายชราผู้นี้มีพื้นฐานลมปราณระดับใด แต่ที่แน่ ๆ ทักษะวิชาตัวเบา คงถูกจัดอยู่ในระดับชั้นสูงสุดของยุทธภพเป็นแน่
“ก่อเรื่องอีกจนได้นะ เจ้าเด็กตัวแสบ เหยาซาน!!” ผู้อาวุโสเฟิง เป็นคนเดียวให้หมู่ผู้อาวุโสกลุ่มนี้ที่รู้จักกับเด็กหนุ่ม จึงกล่าวทักเป็นคนแรกหากแต่ก็ได้ปรากฏรอยยิ้มแสนประหลาดจากชายชรา ราวกับว่าล่วงรู้บ้างสิ่งบ้างอย่างมาก็มิปาน
เด็กหนุ่มก็ได้แต่ไอแห้ง ๆ ออกมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องแสดงสีหน้าเยี่ยงไร…
“ข้าหรือก่อเรื่อง?! ผู้อาวุโสก็ช่างเข้าใจพูด… ใครจะอยากโดดหน้าผาเสียดฟ้าเล่นกันเล่า ทั้งหมดล้วนเป็นอุบัติเหตุทั้งสิ้น…”
……………………………………………
ช่วงบ่ายวันเดียวกันนั้น… เรื่องราวของศิษย์ใหม่ เหยาซาน ที่ตกจากหน้าผาเสียดฟ้าแล้วยังรอดชีวิต จนถูกหมู่ศิษย์ที่พบเห็นตั้งสมญานามกันไปเองว่า “แมวสวรรค์” ข่าวได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วทั่วทั้งสำนักในเวลาอันนั้น กล่าวว่าเด็กหนุ่มที่ทักษะเอาตัวรอดจากชั้นฟ้าที่น่าตกใจยิ่ง ตกจากที่สูงเพียงใดก็ไม่มีวันตาย…
ซึ่งแน่นอนว่าพอคนผู้หนึ่งเริ่มมีชื่อเสียง… ประวัติความเป็นมาต่าง ๆ ย่อมถูกขุดคุ้ยไปโดยปริยายจากความสนใจของคนหมู่มาก... ความลับนั้นหาใช่สิ่งของที่สามารถฝังกลบ ต่อให้สิบคนสัญญาว่าจะปิดปากเงียบ สุดท้ายก็ย่อมมีเล็ดลอดออกไป ทั้งยิ่งเมื่อข่าวเริ่มเล็ดลอดจากคนที่ 1 คนที่ 2 และ 3 ก็ย่อมติดตามมาเป็นสัจธรรม ส่งผลให้เรื่องราวที่ เหยาซาน พยายามเหยียบไว้ เริ่มเอ่อล้นฟุ้งกระจายดุจกลิ่นบุปผาที่หอมหวน…
“พวกเจ้ารู้หรือว่า… ว่า แมวสวรรค์ ผู้นั้น วันก่อนได้ก่อเรื่องขึ้นที่ถ้ำอัคคี!! เป็นศิษย์สายนอกคนแรกที่กล้าเข้าไปด้านในถ้ำ ทั้งยังขับไล่ ต้วนไห่ ศิษย์สายในผู้หนึ่งให้วิ่งลนลานออกมาเยี่ยงหมูเยี่ยงสุนัข!!”
“ข้ายังได้ยินว่า เหยาซาน แมวสวรรค์ผู้นั้น… ฝึกวิชาอาภรณ์เปลวเพลิงได้ ภายในวันเดียวด้วยนะ!! และยังมีศิษย์พี่เฟิงอี้จุน หลานรักของ ผู้อาวุโสเฟิง ให้การสนับสนุนอีกด้วย เรื่องนี้ข้าได้ยินมาในหมู่ศิษย์สายในสายปราณอัคคี เป็นข่าวจริงแท้แน่นอน...”
“เหอะ!! ข่าวของเจ้ายังตื้นเขินนัก ได้ยินว่าภายในถ้ำอัคคีแห่งนั้น เหยาซาน ได้เอาชนะศิษย์สายในระดับสูงสุด ที่ใกล้จะเป็นศิษย์หลักอยู่รอมร่อมาแล้ว!! ดูเหมือนจะชื่อว่า เปียวเฟยฟง น้องชายของศิษย์หลักอันดับ 7 ของสำนัก เปียวเฟยหง… จนทำให้ เปียวเฟยฟง ไม่กล้าเข้าไปในถ้ำอัคคีอีกเลย จากความอับอายและหวาดกลัว!!”
“ข่าวเจ้าช่างคร่ำครึยิ่งนัก… ข้าได้ข่าวที่เอี่ยมอ่องยิ่งกว่า!! ได้ยินว่าช่วงเช้าวันนี้ แมวสวรรค์ ก่อนจะตกลงมาจากหน้าผาเสียดฟ้า มันได้สำเร็จเคล็ดวิชาผสานสองธาตุอีกด้วย!! ไม่ใช่เพียงแค่ปราณอัคคี แม้แต่ปราณวายุ มันก็ยังรู้แจ้งได้ในวันเดียว!!”
ข่าวแพร่กระจายทั่วสำนักภายในเวลาอันสั้น แต่ทว่า…
ขึ้นชื่อว่าข่าวลือ ไหนเลยจะจริงแท้ครบถ้วน…
“พวกเจ้ารู้กันหรือไม่… ว่าการตกลงจากหน้าผาเสียดฟ้า มิใช่อุบัติเหตุ!! แต่ แมวสวรรค์ ต้องการแสดงความสามารถท้าทายสวรรค์ จึงตัดสินใจกระโดดลงมาเอง!!”
“รู้หรือไม่ว่า ที่ท่านเจ้าสำนักออกมาด้วยตนเองนั้น เพราะแมวสวรรค์ เหยาซาน แท้จริงแล้วเป็นบุตรของท่านเจ้าสำนัก!! และถูกทาบทามให้สืบทอดตำแหน่งสูงส่งของสำนักในอนาคต… ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยที่ แมวสวรรค์ จะแข็งแกร่งเพียงนั้น!!”
“เจ้าบ้า!! ข้าได้ยินว่า เหยาซาน ผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นยอดคนจากทวีปอื่น!! เคยเข้าร่วมกองทัพสังหารผู้คนนับพัน จนสุดท้ายหลบหนีการตามล่าจนมาถึงเมืองหลวงแห่งนี้ แอบแฝงตัวด้วยการเข้าสำนักของพวกเราต่างหาก!!”
“เหอะ… พวกเจ้าไม่รู้อะไร จริง ๆ แล้ว เหยาซาน ผู้นั้นมิใช่มนุษย์ แต่มันคือสัตว์อสูร แมวปีศาจ ที่แปลงโฉมมาเป็นมนุษย์เพื่อลอบกินมนุษย์ในยามราตรี!!”
ข่าวลือที่แพร่สะพัด เริ่มถูกตีไข่ใส่สี วิพากษ์วิจารณ์โดยติดเอาสนุกปาก จนช่วงหลังเริ่มไม่สนใจกลั่นกรองเนื้อหาที่แท้จริงกันแล้ว ปักใจก็แค่เพียงว่า เหยาซาน ผู้นี้มิใช่คนธรรมดา ทั้งยังเป็นศิษย์สายนอกที่แข็งแกร่งที่สุด จนแม้แต่หมู่ศิษย์สายในก็ไม่อาจเข้าไปยุ่มย่ามด้วยได้…
แน่นอนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในสำนัก เจ้าตัวนั้นมิได้ล่วงรู้ใด ๆ เลยแม้กระผีกเดียว… เพราะหลังขึ้นทะเลสาบ ก็ถูกประกบข้างกายด้วยเหล่าผู้อาวุโสของสำนักนับสิบ ไม่มีแม้แต่เวลาจะอธิบายหรือเอ่ยปากใด ๆ กับผู้อื่น
ผู้อาวุโสมู่ จากหอธาตุพฤกษา นับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาของสำนักสายลมประจิม รับหน้าที่ตรวจสอบอาการของเด็กหนุ่ม… นี่เป็นครั้งแรกของ เหยาซาน เช่นกัน ที่ได้รับการรักษาด้วยวิทยาการทางการแพทย์ของดินแดนแห่งนี้ ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่าตนกำลังอยู่ในโรงพยาบาลชื่อดังจากโลกเดิมที่เคยจากมา…
จะแปลกก็ตรงที่ ในส่วนของห้องรักษานั้น เต็มไปด้วยลวดลายอักขระและอาคมมากมาย เพื่อช่วยในการฟื้นฟูระดับสูงสุด ทั้งยังสร้างความรู้สึกว่าลมหายใจปลอดโปร่งยิ่ง และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของปราณธรรมชาติที่แผ่ล้นไร้ขีดจำกัด…
ในส่วนของอุปกรณ์ โดยมากจะเป็นโลหะที่กำกับไว้ด้วยอักขระ ทั้งยังมีละอองเกสรสมุนไพรที่ฟุ้งกระจายแปลกตา เกิดจากพืชพฤกษาชนิดต่าง ๆ ซึ่งจำต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น จึงจะสามารถกระตุ้นการทำงานของพืชพฤกษาเหล่านั้นได้ การรักษาทั้งหมดล้วนเริ่มต้นจากลมปราณทั้งสิ้น…
สีหน้าของ ผู้อาวุโสมู่ เปลี่ยนแปลงหลายครั้งหลายคราระหว่างตรวจสอบชีพจร…
“แปลกจริง ๆ ร่างกายของเจ้า ดูแตกต่างไปจากผู้ฝึกฝนลมปราณคนอื่น ๆ แต่ข้าก็ไม่อาจอธิบายความแปลกประหลาดเหล่านั้นให้เป็นคำพูดได้… เจ้ามีพลังฟื้นตัวที่สูงมาก มวลกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่น ท่อนกระดูกที่แข็งแกร่ง
ร่างกายของเจ้า ราวกับผู้เป็นร่างสถิตของสัตว์อสูรก็มิปาน... แต่จุดตันเถียนของเจ้า กลับไม่ได้ผสานลูกแก้วดวงจิต?! น่าแปลกจริง ๆ หรือว่าเจ้ามีสายเลือดจาก บิดา มารดา เป็นร่างสถิตของสัตว์อสูร?!”
ผู้อาวุโส เอ่ยถามขึ้น…
เหยาซาน ไม่แน่ชัดเช่นกันว่าควรตอบออกไปอย่างไร… สำหรับความคิดของ เหยาซาน นั้น คิดแค่เพียงว่าตนเอง เป็นมนุษย์จากสุริยะแห่งอื่น ทั้งยังฝึกฝนร่างกายมาเป็นอย่างดี ดังนั้นการจะดูมีร่างกายที่แตกต่างไปจากผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ก็ไม่อาจนับว่าแปลกประหลาดอันใด…
จึงตัดสินใจพยักหน้าตอบรับไปแบบส่ง ๆ ปล่อยให้ผู้อาวุโสมู่ เข้าใจว่าตนเองมีสายเลือดของร่างสถิตไปเช่นนั้น น่าจะง่ายกว่าการอธิบายเหตุผล…
“งั้นหรือ…” ผู้อาวุโสมู่ ยังคงแสดงสีหน้าเคร่งครึม แต่ก็ไม่อาจคาดคั้นอะไรได้อีก ทั้งร่างกายของ เหยาซาน ในเวลานี้ก็กลับมาสมบูรณ์กว่า 8 ใน 10 ส่วนแล้ว แทบไม่ต้องทำการรักษาอะไรก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้… ชายชราจึงไม่อาจเหนี่ยวรั้ง นำพาเด็กหนุ่มไปยังตำหนักสายลมเหนือตามคำสั่งของ เจ้าสำนัก อวิ๋นหยางหลิ่ง…