อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 90 เผชิญหน้าเจ้าสำนัก
ตอนที่ 90
ตำหนักสายลมเหนือ…
สถานที่แห่งนี้ มิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ฝึกฝนแต่อย่างใด หากแต่มันถูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่ประชุม หรือเป็นตำหนักส่วนกลางที่ได้รับอนุญาตเพียงแค่บางคนเท่านั้นจึงจะเข้าออกได้ แม้แต่เหล่าศิษย์หลักก็ยังมิอาจย่างกรายเข้าไปหากไม่ได้รับอนุญาต
เหยาซาน ถูกพามาที่นี่ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสนับสิบที่เริ่มเอ่ยวาจาเรื่องสัพเพเหระ แน่นอนว่าประเด็นหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องข่าวลือที่ถูกแพร่สะพัดเกี่ยวกับนามของ แมวสวรรค์… เหยาซาน แม้จะได้ยินกระทบหูมาบ้างแต่เพราะมิได้สนใจ แน่นอนว่าเหตุผลหลักคือ เหยาซาน ไม่คิดว่า แมวสวรรค์ จะเป็นสมญานามของตนเองที่ถูกแต่งตั้งอย่างไม่เป็นทางการโดยหมู่ศิษย์ในสำนัก
สิ่งที่อยู่ในหัวของเด็กหนุ่มในเวลานี้ คือเรื่องที่ถูกเจ้าสำนักเรียกตัว ซึ่งไม่ทราบสาเหตุด้วยซ้ำ และเชื่อว่ามิใช่เพียงแค่เรื่องที่ตน รอดชีวิตจากการตกลงมาจากหน้าผาเสียดฟ้าอย่างแน่นอน... อีกเรื่องหนึ่งที่ยังค้างคาใจก็คือ สัตว์ร้ายแห่งสายลม ที่แอบซ่อนอยู่ภายในโพรงถ้ำแห่งนั้น!!
การที่มีสัตว์ร้ายที่น่ากลัวระดับนั้นอยู่ภายในสำนักที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้เยาว์ มองเยี่ยงไรก็นับว่าอันตรายอย่างมาก หากหลุดออกมาจริง ๆ ใช่ว่าจะเป็นระดับที่เหล่าผู้อาวุโสจะเผชิญหน้าได้ อาจจะมีชีวิตนับร้อยนับพันต้องเซ่นสังเวย…
หว่างคิ้วของ เหยาซาน ยับย่น… ครุ่นคิดกับตนเองในใจ…
“ท่านเจ้าสำนัก จะต้องทราบเรื่องนี้อยู่แล้วเป็นแน่… ไม่สิ! อาจรวมไปถึงอีกหลาย ๆ คน และเจ้าสัตว์ร้ายตนนั้น ท่านจูเยี่ย ก็ยืนยันว่าขนาดของมันมิใช่เล็กจ้อย ไม่สามารถเข้าออกจากปากโพรงขนาดเล็กนั่นได้แน่นอน แสดงว่ามีทางเข้าออกอื่น…
หรือไม่เช่นนั้น… ก็แปลว่ามันไม่เคยออกมาเลยตลอดชั่วเวลาแสนยาวนาน จนทำให้ปากโพรงค่อย ๆ ปิดตัวลงไปตามกาลเวลาที่แปรเปลี่ยน!!”
แม้จะคิดได้เช่นนั้น แต่ทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพราะสมมุติฐานเพียงลำพัง เหยาซาน มิอาจฟันธงกับเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัด นั่นก็คือ สำนักสายลมประจิม แห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยปริศนาอีกมากมาย และเชื่อว่าผู้ที่กุมความจริงทั้งหมดย่อมต้องเป็น อวิ๋นหยางหลิ่ง เจ้าสำนักที่มีตำแหน่งสูงสุด…
ไม่นานก็ปรากฏชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาด้วยความสุภาพ… สวมชุดคลุมสีขาวขุ่นเฉกเช่นเดียวกับศิษย์หลัก แต่ทว่าเส้นขอบของชุดคลุมจะมีเส้นดำที่เด่นชัด เป็นการบ่งบอกสถานะที่เหนือว่าศิษย์หลักขึ้นไป…
ระดับผู้ฝึกสอน…
ศิษย์ที่อายุเกินกว่ารุ่นเยาว์ 25 ปีไปแล้ว จำเป็นต้องถูกปลดออกจากสถานะของศิษย์… หากก่อนช่วงวัย 25 ปี ยังไม่อาจขึ้นเป็นศิษย์หลักได้ จะไม่ถือว่าคนผู้นั้นจบการศึกษาจากสำนักสายลมประจิม…
แต่ทว่า… หากอายุครบ 25 ปี และมีสถานะเป็นศิษย์หลักในเวลานั้น จะมีสองทางเลือก หนึ่งคือสำเร็จการศึกษาอย่างสมบูรณ์ สามารถใช้นามของ ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจจากสำนักสายลมประจิมออกสู่ยุทธภพได้ตลอดกาล โดยไม่ผิดต่อกฎของสำนัก
และตัวเลือกที่สองก็คือ… การเข้าร่วมเป็นคนของสำนักอย่างเต็มตัว เลื่อนขั้นขึ้นเป็นระดับผู้ฝึกสอนแห่งสำนักสายลมประจิม ตำแหน่งจะเหนือกว่าเหล่าศิษย์หลัก แต่จะเป็นรองเหล่าผู้อาวุโส ผู้ฝึกสอนถือเป็นหนึ่งในสมาชิกขุมกำลังของสำนักสายลมประจิมอย่างสมบูรณ์… มีหน้าที่หลายหลากขึ้นอยู่กับการจัดแจงของกลุ่มผู้นำสำนัก ซึ่งมีงานเบื้องหลังอีกมากมายของสำนักที่ไม่ได้รับการเปิดเผย แต่ผู้ฝึกสอนโดยมากจะทำการฝึกสอนกลุ่มศิษย์สายใน รวมถึงกลุ่มศิษย์หลัก…
ปัจจุบันจำนวนของผู้ฝึกสอนภายในสำนักจะมีอยู่ราว ๆ 300 คน ความแข็งแกร่งมีลดหลั่นตามลำดับช่วงอายุจะมีตั้งแต่ 25-60 ปีโดยประมาณ… กว่า 9 ใน 10 ส่วนของทั้งหมด จะเป็นระดับยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองทั้งสิ้น เว้นแต่บางคนที่เพิ่งถูกเลื่อนขั้นจากศิษย์หลักขึ้นมา ก็มักจะเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลาย…
และมีอีกราวหยิบมี ที่เป็นยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้ม จะถูกเรียกขานในนามของ… ว่าที่ผู้อาวุโส ซึ่งกลุ่มยอดฝีมือระดับนี้ เพียงแค่รอตำแหน่งว่างเว้นจากผู้อาวุโสที่ดูแลหอต่าง ๆ เท่านั้น ก็พร้อมจะขึ้นแทนที่ กลายเป็นผู้อาวุโสเต็มตัวทันที…
ชายวัยกลางคนที่ออกมา เป็นหนึ่งในผู้ฝึกสอน ประจำอยู่ที่ตำหนักสายลมเหนือแห่งนี้เป็นหลัก มีหน้าที่คล้ายธุรการ ดูแลเรื่องราวทั่วไปของตำหนักแห่งนี้…
“คารวะท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย… ท่านเจ้าสำนักอวิ๋น ต้องการพูดคุยกับศิษย์ผู้นี้เป็นการส่วนตัว ขอท่านผู้อาวุโสทั้งหลายโปรดกลับไปก่อน...”
เหล่าผู้อาวุโสได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แน่นอนว่าทุกคนก็อยากทราบเรื่องที่ เจ้าสำนักเรียกตัว เหยาซาน เข้าพบเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยปกติแล้ว เจ้าสำนักจะไม่ค่อยลงมาวุ่นวายกับเรื่องของ ศิษย์สายนอกและศิษย์สายใน…
ดังนั้นการเรียกพบครั้งนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดยิ่ง… แต่ในเมื่อมีคำสั่งลงมา เหล่าผู้อาวุโสก็มิอาจขัดได้ ต่างพากันแยกย้ายออกไป… จะมีก็แต่ผู้อาวุโสเฟิง แห่งหออัคคี ที่เดินเข้ามาวางมือไหล่ของ เหยาซาน เบา ๆ
“คราวก่อนต้องขอโทษด้วย ที่ตำหนิเจ้าว่าเป็นคนเหลาะแหละไร้ความพยายาม… ข้าได้ยินเรื่องของเจ้าจาก เฟิงอี้จุน มาบ้างแล้ว ดังนั้นหากคิดจะกลับมาที่หออัคคีอีกครั้ง ก็อย่าได้ลังเลใจ…” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผิดกับคราวก่อน
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็ มีรอยยิ้มเล็ก ๆ ประดับ
“ขอบคุณผู้อาวุโสเฟิง ขอให้ศิษย์ได้ลองศึกษาหออื่น ๆ อีกสักเล็กน้อย แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง”
ชายชราพยักหน้า พลางตบไหล่ของเด็กหนุ่มเบา ก่อนจะทะยานร่างจากไป…
เหยาซาน ติดตามผู้ฝึกสอนคนดังกล่าวเข้าไปในตำหนัก… ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยบรรยากาศแสนอึมครึม เด็กหนุ่มรู้สึกหวาดหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าสำนึกมีความคิดอ่านเยี่ยงไร ทั้งยังได้ยินว่าให้ตาม เตียมู่หยง เข้ามาพบด้วย ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเข้าไปอีก เกรงว่าตนจะสร้างความเดือดร้อนให้กับ เตียมู่หยง…
“ท่านเจ้าสำนักรอที่ด้านใน… จงรักษามารยาทด้วย…”
ผู้ฝึกสอนกล่าวสั้น ๆ ชี้ตรงไปยังประตู
เด็กหนุ่ม ก้าวเดินเนืองช้า ก่อนจะพบว่าด้านในมีผู้คนที่เฝ้ารออยู่แล้วถึง 4 คนด้วยกัน… ซึ่งคนทั้ง 4 ล้วนเป็นผู้ชราที่ เหยาซาน คุ้นหน้าคุ้นตา… คนแรกคือเจ้าสำนักอวิ๋น ที่ใบหน้าดูเคร่งขรึม ถัดมาก็คือรองเจ้าสำนักเตีย ที่เวลานี้ยังมีความนิ่งสงบในการยกดื่มจอกน้ำชา…
และอีกสองคน คือผู้อาวุโสเถิง หัวหน้าแผนกวรยุทธดั้งเดิม และ ผู้อาวุโสจาง หัวหน้าแผนกวรยุทธประยุกต์ แม้จะยังขาดรองเจ้าสำนักไปอีกคนหนึ่ง แต่ทั้ง 4 คน ที่อยู่ภายในโถงตำหนักแห่งนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่อยู่บนสุดสูงสุดของสำนักสายลมประจิมในยุคนี้…
“รองเจ้าสำนักฉี ยังไม่กลับจากภารกิจต่างทวีปงั้นสินะ… เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ ประชุมแค่พวกเรา 4 คน ไปก่อนก็แล้วกัน หากได้ข้อสรุปค่อยติดต่อชี้แจงไปยัง รองเจ้าสำนักฉี…” เจ้าสำนักอวิ๋น กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ก่อนที่สายตาจะเพ่งมองมายังเด็กหนุ่ม…
สลับมองไปยัง เตียมู่หยง อีกครั้งหนึ่ง…
“รองเจ้าสำนักเตีย… เจ้าเด็กคนนี้ เป็นเด็กที่ท่านส่งเข้าสำนักมางั้นสินะ ทั้งยังยอมมอบจี้แปลงโฉมหนึ่งในสมบัติลับที่เจ้าครอบครองให้กับเด็กนี่อีกด้วย ใยต้องทำให้เป็นเรื่องลำบากถึงเพียงนั้น?! การที่รองเจ้าสำนักจะส่งเด็กมีความสามารถสักคนเข้าสู่สำนักของตนเอง ไม่เห็นต้องลำบากปิดบังเรื่องเช่นนี้เลย…” อวิ๋นหยางหลิ่ง เอ่ยถามขึ้น
ผู้อาวุโสเถิง และ ผู้อาวุโสจาง เบิกตากว้างในทันที… ทั้งสองรู้อยู่แล้วว่า เหยาซาน เป็นเด็กหนุ่มที่มีความสามารถ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเด็กที่รองเจ้าสำนักเตียเป็นผู้ส่งเข้ามา… อีกทั้งความสำคัญของ เหยาซาน คงมิใช่สามัญ หาไม่แล้วรองเจ้าสำนักเตีย คงไม่มอบสมบัติลับให้ติดตัวเอาไว้…
เมื่อถูกกดดันเช่นนี้ ทำเอา เตียมู่หยง ทอดถอนหายใจพลางวางจอกน้ำชา…
“เรียนท่านเจ้าสำนัก… ขออภัยที่ปิดบังเรื่องนี้ ข้าเพียงแค่เห็นว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวจึงไม่อยากดึงเอาสำนักเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อีกทั้งภายในสำนักสายลมประจิมของพวกเรา ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยสมบูรณ์จากการถูกแทรกซึม เพราะพวกเรารับศิษย์จากภายนอกอยู่ทุกวี่วัน
เหยาซาน เป็นศิษย์คนสำคัญของสหายข้า… แต่เพราะได้เข้าไปเกี่ยวพันธ์กับองค์กรใต้ดิน จึงทำให้ถูกตามล่าตัว แม้แต่ข้าก็ยังไม่อาจรับประกันว่าจะสามารถปกป้องชีวิตของมันได้ ทางเดียวคือจำเป็นต้องลบตัวตนดั้งเดิมออกไป และสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่… ข้าขอเอาตำแหน่งและชีวิตตนเองรับประกัน ว่าเหตุผลที่ เหยาซาน แฝงตัวเข้ามามิได้มีเจตนาร้ายใด ๆ ต่อสำนักของเรา…”
อวิ๋นหยางหลิ่ง ได้ยินเช่นนั้นก็พลันกดหัวคิ้วต่ำลง… แม้ยังมีเรื่องค้างคาใจ แต่ก็เชื่อมั่นในคำพูดของ เตียมู่หยง ที่อยู่ร่วมกันมาเสมือนพี่น้อง ในเมื่อ เตียมู่หยง ไม่เอ่ยรายละเอียดมากไปกว่านี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะซักไซ้ต่อไป…
“เอาเถอะ… ทุกคนล้วนมีความจำเป็นของตนเอง หากท่านกล้าเอาตำแหน่งและชีวิตตนเองรับประกันเด็กหนุ่มผู้นี้ ข้าก็ไม่มีอะไรจะกล่าวต่อ แต่มีข้อแม้ว่า เหยาซาน จะต้องเปิดเผยใบหน้าแท้จริง ณ ที่แห่งนี้ เพื่อแสดงตัวตนในฐานะศิษย์สำนักอย่างแท้จริง มิใช่ใบหน้าที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น แล้วข้าจึงจะอนุญาตให้ร่ำเรียนเคล็ดวิชาในสำนักได้…
ซึ่งข้ารับปากว่าความลับนี้ จะรู้กันเพียงแค่พวกเรา 4 คน ณ ที่นี่เท่านั้น หากกลับออกไป ข้าจะยังอนุญาตให้ เหยาซาน ใช้ใบหน้าอุปโลกน์ได้ดังเดิม ถือว่าเจ้ายืนยันตัวตนอย่างสมบูรณ์แล้ว…” น้ำเสียงของ เจ้าสำนักเต็มไปด้วยความแน่นหนักจริงจัง
เตียมู่หยง จึงได้แต่ถอนหายใจ เหลียวมองมายัง เหยาซาน คราหนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้ปฏิบัติตามคำสั่ง… “ไม่ต้องกังวล ท่านเจ้าสำนัก และสองผู้อาวุโส ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับกลุ่มคนร้ายอย่างแน่นอน ข้าสามารถรับประกันได้…”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหลับตาลงชั่วครู กลับสู่ใบหน้าดั้งเดิมราวกับภาพมายาที่เสื่อมคลาย… สร้างความประหลาดใจให้กับ ผู้อาวุโสเถิง และผู้อาวุโสจาง อยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองไม่รู้จักจี้แปลงโฉมมาก่อน… แต่สำหรับเจ้าสำนักไม่มีแม้แต่การกระตุกของหางคิ้ว รู้ดีในความสามารถของจี้แปลงโฉมอยู่ก่อนแล้ว
“เอาล่ะ… พอแล้ว ถือว่าข้ายอมรับการเข้าสำนักของเจ้า ดังนั้นก็ไม่นับว่าผิดต่อกฎ ผู้อาวุโสเถิง ผู้อาวุโสจาง ฝากเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย เพื่อความสบายใจของ รองเจ้าสำนักเตีย…”
สองผู้อาวุโส ประสานมือน้อมรับ…
เตียมู่หยง หันมองมายัง เจ้าสำนักอีกครั้งด้วยแววตาที่ประหลาดใจ…
“ท่านเจ้าสำนัก… จริงอยู่ที่การแฝงตัวเข้ามาของ เหยาซาน จะนับเป็นการผิดกฎ แต่ทว่าก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องเรียกระดับผู้นำสำนักทั้งหมดมารวมตัวกันเลยนี่?! ท่านสามารถติดต่อข้าได้โดยตรงเพื่อสอบถามเรื่องนี้ได้ด้วยซ้ำ แปลว่ามีอะไรที่มากยิ่งกว่านั้นงั้นสินะ…”
เจ้าสำนักอวิ๋น พยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับ เขม็งมองมายังเด็กหนุ่ม…
“ก็ลองให้เจ้านั้นพูดออกมาสิ ว่ามันพบเจอกับอะไรมา…”
เหยาซาน ใบหน้าบิดงอเล็กน้อย คิดในใจว่าทำไมต้องโยนมาให้ตนเป็นคนพูด เพราะตนมิได้รู้เหตุผลอะไรเลยด้วยซ้ำ… “เรียนท่านเจ้าสำนัก ศิษย์ไม่ทราบความหมายที่ท่านต้องการจะสื่อ…”
อวิ๋นหยางหลิ่ง พ่นลมหายใจแรงคราหนึ่ง…
“เหอะ… ถึงผู้อื่นที่ตีนเขาจะไม่เห็นเรื่องที่เจ้ากระทำ แต่กับข้าที่เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิ มีสัมผัสลมปราณถึงขั้นมองเห็นดวงวิญญาณ ไหนเลยจะมองข้าม?! ขณะที่ตัวเจ้าค้างเติ่งอยู่ริมผาเสียดฟ้าชั่วครู่หนึ่ง เจ้าก็ได้สั่งการวิญญาณรับใช้ของเจ้า ให้เข้าไปสำรวจในเขตหวงห้ามของสำนักเรา คิดว่าข้าไม่เห็นงั้นหรือ?!”
“!!!!!!!!!!!!” สิ้นเสียงของ เจ้าสำนักอวิ๋น... ทั้ง เตียมู่หยง และสองผู้อาวุโสหัวหน้าแผนกก็พลันเบิกตาโพลงขึ้นทันที ตวัดสายตาดุดันมายังตัวของ เหยาซาน พร้อมเพียง…
เหยาซาน ถึงกับยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก... คิดไม่ถึงว่าการส่ง จูเยี่ย เข้าไปสำรวจโพรงแห่งนั้น จะถูกเจ้าสำนักอวิ๋นพบเห็นจากระยะที่ห่างไกลเบื้องล่าง สัมผัสลมปราณของชนชั้นจักรพรรดิ (ลมปราณสีส้มขั้นปลาย) เฉียบคมในระดับที่มิอาจจินตนาการได้จริง ๆ
เตียมู่หยง ลุกพรวดขึ้นโดยพลัน ตวาดเสียงมายัง เหยาซาน...
“เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ!!”
เด็กหนุ่มได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ
“เป็นเรื่องจริง… แต่บอกไว้ก่อนนะว่าศิษย์ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพื้นที่ส่วนนั้นมาก่อนเลย เพียงแค่เห็นว่ามันมีกลิ่นอายบางอย่างที่แปลกประหลาด จึงอยากรู้อยากเห็นตามวิสัยเท่านั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาละลาบละล้วงในเขตหวงห้าม…
อีกอย่าง…พวกท่านจะมากล่าวโทษตัวศิษย์ได้เยี่ยงไร ในเมื่อไม่มีบัญญัติกฎข้อใดเขียนกำกับเอาไว้ด้วยซ้ำ ว่าโพรงถ้ำริมหน้าผาเป็นเขตหวงห้ามของสำนักเรา… ศิษย์ที่เวลานั้นชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ก็จำต้องค้นหาวิธีการเอาตัวรอดเท่าที่ตนเองจะทำได้…ถูกต้องหรือไม่?!”
เจ้าสำนักอวิ๋น ได้ยินเช่นนั้นก็พลันอึ้งสะอึกไปเล็กน้อย… เนื่องด้วยไม่มีกฎของสำนักชี้ชัดในพื้นที่ส่วนนั้นจริง ๆ เหตุผลก็เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ไปพบเจอโพรงถ้ำแห่งนั้นได้ เนื่องจากมันอยู่ในตำแหน่งที่อันตรายที่สุดของสำนัก การจะพบเห็นโพรงถ้ำก็เท่ากับการตกลงไปในหน้าผาสูง 800 จั้ง!!
อีกทั้งการบัญญัติกฎชัดเจนก็มีผลเสียเช่นกัน นั่นคือมันอาจเกิดผลสะท้อนทำให้ตำแหน่งที่ถูกสั่งห้าม ยิ่งกลายเป็นตำแหน่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีก ยุทธภพมีผู้คนหลากหลายประเภท สถานที่ต้องห้ามใด ๆ ล้วนแล้วแต่จะต้องมีผู้ประสงค์ร้ายอยากเข้าไปสำรวจทั้งสิ้น…
เหยาซาน เห็นสีหน้าของทั้ง 4 คน ก็พอจะเดาได้ว่าทั้ง 4 รู้เรื่องโพรงนั่นอยู่ก่อนแล้ว… และการที่ เหยาซาน ถูกเรียกมาที่นี่โดยตรง ก็เป็นเพราะดันไปพบเจอกับความลับสำคัญของสำนักแห่งนี้เข้าจริง ๆ
ไม่แน่ว่าหาก เหยาซาน ไม่ได้รับการสนับสนุนจาก เตียมู่หยง แต่เป็นเพียงศิษย์สายนอกไร้เบื้องหลังผู้หนึ่ง ก็อาจจะถูกสำนักปิดปากไปอย่างเงียบเลยก็เป็นได้ โทษฐานที่สอดรู้สอดเห็นมากจนเกินไป…
“ที่นั่น มันมีตัวอะไรแอบซ่อนอยู่กันแน่นะ…”
เหยาซาน พึมพำกับตนเองในจิตสำนึก…
ความสงสัยใคร่รู้ ยิ่งทวีคูนไปอีกหลายเท่า…
………………………………………………….