อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 91 การปะทะของสองผู้อาวุโส
ตอนที่ 91
ระหว่างที่กล่าวกันอยู่นั้น เจ้าสำนักอวิ๋น กวาดสายตามองพิจารณา เหยาซาน อยู่หลายชั่วครู่ สายตาแฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ สลับเปลี่ยนกับการรักษาภาพลักษณ์ที่น่ายำเกรง...
“แต่จะว่าไป… เจ้าเด็กคนนี้ ก็นับว่ามีความสามารถจริง ๆ ตกจากหน้าผาเสียดฟ้าแต่ยังรอดชีวิตได้นั้น ตลอดหมื่นปีที่ก่อตั้งสำนักตามที่ถูกบันทึกไว้ ข้าไม่เคยได้ยินมีผู้ใดพื้นฐานต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีส้มและสามารถรอดชีวิตได้มาก่อน
หากข้าไม่เห็นยามที่มันร่วงหล่นด้วยตา แต่มีผู้อื่นเล่าให้ฟังก็คงยากจะปักใจเชื่อ… ทั้งไหวพริบ และการกระทำที่ไม่ลังเล คือปัจจัยสำคัญแห่งการเอาตัวรอด ซึ่งเจ้าเด็กคนนี้มีมันอย่างเต็มเปี่ยม ต่อให้เป็นข้าในช่วงวัยเดียวกัน ยังไม่อาจกระทำเช่นเดียวกับมันได้… น่าสนใจยิ่งนัก…”
เตียมู่หยง ได้ยินเช่นนั้นก็ปลื้มปริ่มเล็ก ๆ เหลือบมอง เหยาซาน ด้วยความชื่นชม…
“ไอหนู… อยู่ที่นี่ลำบากเรื่องใดหรือไม่เล่า?! ข้าไม่ได้หยิบยื่นความสะดวกอะไรให้กับเจ้าเลย เพราะอยากผลักดันให้พื้นฐานที่ขาดตกบกพร่องของเจ้าได้รับการเติมเต็ม ได้ยินว่าเจ้าเลือกเข้าแผนกวรยุทธประยุกต์ของ ผู้อาวุโสจางงั้นหรือ ทั้งที่เจ้ามีพรสวรรค์ด้านศาสตรามากมายเพียงนั้นเนี่ยนะ…”
ผู้อาวุโสเถิง แผนกวรยุทธดั้งเดิม หูผึ่งขึ้นทันที…
“อะไร?! ท่านรองเจ้าสำนักเตีย ถึงกับเอ่ยปากชมเชียวหรือ…”
เตียมู่หย่ง เผยรอยยิ้ม…
“อืม… เจ้าเด็กคนนี้มีความสามารถจริง ๆ ข้าเคยแสดงเพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ของศิษย์สายใน ให้มันดูครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน เชื่อหรือไม่ว่าเจ้าเด็กคนนี้สามารถบรรลุเคล็ดวิชาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการเห็นข้าแสดงให้ดูในครั้งนั้น โดยที่ไม่มีตำราฝึกฝนเป็นของตนเองด้วยซ้ำ…
ทั้งยังเคยฝึกฝนเพลงขวานอันน่าสะพรึงจากสำนักหนึ่ง จนอยู่ในระดับที่แง้มประตูแห่งเจตจำนงออกมาได้บางส่วน แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ด้านศาสตราโดยใช้เวลาในการฝึกฝนที่น้อยนิดยิ่ง แต่กลับประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ประหนึ่งเป็นที่รักของเหล่าศาสตราก็มิปาน...”
“!!!!!!!!!!!” ผู้อาวุโสเถิง เบิกตากว้าง…
แน่นอนว่า ผู้อาวุโสเถิง ผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมืออีกคนที่มีความคลั่งไคล้ในศาสตราต่าง ๆ อย่างลึกล้ำ ถึงขั้นเรียนรู้ทักษะการใช้ศาสตรามาทุกชนิด พอได้ยินการเอ่ยชมจาก รองเจ้าสำนักเตีย หนึ่งในยอดฝีมือปรมาจารย์เพลงกระบี่ระดับต้น ๆ ของทวีปนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านอยากได้ เหยาซาน มาเข้าแผนกของตนเป็นทบทวี
พริบตานั้น ผู้อาวุโสเถิง พลันลุกขึ้นประสานมือต่อเจ้าสำนักอวิ๋น... แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากกล่าวอันใด คู่แข่งคนสำคัญอย่าง ผู้อาวุโสจาง ไหนเลยจะอ่านความนึกคิดของคู่แข่งชั่วชีวิตไม่ออก พลันลุกพรวดขึ้นในเวลาพร้อม ๆ กัน
“เหยาซาน คือศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของแผนกวรยุทธประยุกต์ ที่มีโอกาสเหนือยิ่งกว่า ลั่วชิงเหอ!! ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ไม่อาจดึงตัวของ เหยาซาน ออกไปจากแผนกวรยุทธประยุกต์ได้!!” แววตาแข็งกร้าวแสดงความไม่ยินยอมของ ผู้อาวุโสจาง เด่นชัดยิ่ง
ทำเอา ผู้อาวุโสเถิง ถึงกับสั่นสะท้านใจกระตุกวาบ ท่าทีของ ผู้อาวุโสจาง บอกชัดเจนว่าพร้อมจะปะทะวาจาคารมถึงที่สุด แต่ไม่คิดจะยก เหยาซาน ให้กับแผนกวรยุทธดั้งเดิม… ดวงตาของสองผู้อาวุโสหัวหน้าแผนก จดจ้องประชันกันจบราวกับมีประกายไฟลุกพรึบพรับ…
ทำเอา เจ้าสำนักอวิ๋น และรองเจ้าสำนักเตีย ไอแห้ง ๆ ออกมา คุ้นชินกับบรรยากาศการปะทะเช่นนี้ของทั้งสองผู้เป็นนิจ… ไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบกี่ร้อยปี ดูเหมือนว่าความไม่ลงรอยของทั้งสองจะไม่ลดหย่อนลงเลย หากแต่ทั้งคู่ก็คือเสาหลักสำคัญของสำนักสายลมประจิมเช่นกัน…
“รองเจ้าสำนักเตีย… ท่านไม่น่าจุดไฟครั้งนี้เลย”
อวิ๋นหยางหลิ่ง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยทัก
เตียมู่หยง ได้แต่จิบยกน้ำชา วางตัวให้สงบเสงี่ยมที่สุดไม่อาจมีข้อแก้ตัว… หากตนไม่เผลอไปยกยอ เหลาซาน ว่ามีความสามารถด้านศาสตราเป็นเลิศ ก็คงไม่เกิดการปะทะครั้งนี้จริง ๆ ถึงจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็นับว่าไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม…
ตึง! เสียงฝ่ามือของ ผู้อาวุโสเถิง ที่ฟาดโต๊ะดังสนั่น… หากไม่ติดว่าเกรงใจเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนัก คาดว่าโต๊ะตัวนี้คงได้แหลกลาญเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว…
“ในเมื่อศิษย์มีความสามารถด้านหนึ่ง ใยเจ้าต้องกีดกัน!!”
ตึง! เสียงฝ่ามือกระทบโต๊ะของ ผู้อาวุโสจาง ไม่เบาไปกว่ากัน…
“หาก เหยาซาน อ่อนด้อยไม่เหมาะกับแผนกวรยุทธประยุกต์ ข้าคงไม่มาโต้เถียงกับเจ้าให้เสียเวลา ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้ มีพื้นฐานบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่ ราวกับว่ามันมีธาตุพรสวรรค์อันไร้ขีดจำกัด ไม่ถูกปิดกั้นด้วยขอบเขตการฝึกปรือ
ท่านรองเจ้าสำนักเตีย กล่าวว่า เหยาซาน เคยฝึกฝนเพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ ด้วยการจ้องมองได้ในเวลาไม่กี่เดือนงั้นสินะ… แต่ข้าก็ได้ยินมาเช่นกันจาก ผู้อาวุโสเฟิง แห่งหออัคคี ว่าเด็กคนนี้สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชา อาภรณ์เปลวเพลิง ได้เช่นกัน ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม จากขั้นไร้พื้นฐาน!!
ทั้งยังได้ยินข่าวลือมาอีกว่า เหยาซาน สามารถก้าวขึ้นสู่พื้นฐานปราณวายุได้ในทันที และสร้างรูปแบบผสานสองธาตุอันน่าอัศจรรย์ได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่ยังไม่ได้รับการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญคนใด… จริงอยู่ที่ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่หากมันเป็นเรื่องจริง เหยาซาน จะเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าแห่งแผนกวรยุทธประยุกต์ ที่ภายภาคหน้าจะก้าวข้ามอัจฉริยะอย่าง ลู่ชิงเหอ ศิษย์หลักลำดับที่ 2 ของสำนัก ได้อย่างแน่นอน!!”
“!!!!!!!!!!!” ครานี้ มิใช่เพียงแค่ ผู้อาวุโสเถิง ที่บังเกิดความตื่นตะลึง กระทั่งเจ้าสำนักอวิ๋น และรองเจ้าสำนักเตีย ยังหางคิ้วกระตุกสั่นไหวจนเสียบุคลิกผู้ยิ่งใหญ่ จอกชาที่ถูกยกขึ้นจนเกือบแตะริมฝีปากอยู่รอมร่อ ถึงกับค้างชะงัก และถูกวางลงอย่างหลงลืมตัว ขณะจดจ่อไปกับการฟัง…
ผู้อาวุโสจาง ถอนหายใจพรืดยาวคราหนึ่ง…
“แรกเริ่มเดิมทีข้าไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ออกไป… ตั้งใจจะแอบฟูมฟัก เหยาซาน อย่างลับ ๆ อนาคตจึงค่อยแสดงความสามารถเมื่อมีโอกาส เพราะข้าไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะเกี่ยวพันธ์กับท่านรองเจ้าสำนักเตีย… แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เป็นตายอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมให้ เหยาซาน ออกจากแผนกวรยุทธประยุกต์อย่างแน่นอน!!”
ผู้อาวุโสเถิง ได้ยินเช่นนั้นก็ยังไม่ปักใจยอมรับ…
“ก็แล้วถ้าหากว่า เหยาซาน มีความสามารถด้านวรยุทธดั้งเดิมที่มากยิ่งกว่าเล่า!! ในเมื่อยังไม่ได้ทดลองเข้าแผนกของข้า จะนำมาเปรียบวัดได้เยี่ยงไรกัน!!”
“บอกแล้วยังไง ว่าข้าไม่ยอม!!”
“เจ้ามันผู้ปิดกั้นความสามารถเด็ก!!”
สองผู้อาวุโสโต้เถียงกันไปมา ทั้งยังเริ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
“พอได้แล้ว!!” เจ้าสำนักอวิ๋น ไม่อาจปล่อยไว้ได้อีกต่อไป จึงตวาดเสียงขึ้นคราหนึ่งเพื่อหยุดความบานปลายดังกล่าว…
“พวกท่านสอนคนทะเลาะกันเป็นเด็ก ๆ ไปได้… สมัยที่ข้ายังเป็นผู้ฝึกสอนให้กับพวกท่านทั้งคู่ยามเป็นศิษย์หลักเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ข้าก็เห็นพวกท่านทะเลาะกันเยี่ยงนี้!! ช่วงเวลาหนึ่งร้อยปีไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงกันบ้างเลยหรือ?!”
เมื่อเจ้าสำนักกล่าวเช่นนั้น ทั้งสองก็พลันแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่อาจสู้หน้าเจ้าสำนักอวิ๋น แต่เลือกที่จะหันมองไปยัง เหยาซาน ที่ยามนี้แสดงสีหน้าปั้นยากขึ้น ยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ลางสังหรณ์บอกกับตนเองว่า กำลังจะเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นแล้ว…
ทั้งผู้อาวุโสจาง และ ผู้อาวุโสเถิง เริ่มแน่ชัดแล้วว่า ผู้ที่สามารถตัดสินยุติเรื่องนี้ได้ มิใช่เจ้าสำนักอวิ๋น หรือรองเจ้าสำนักเตีย… หากแต่เป็นตัวของเด็กหนุ่มเสียมากกว่า!! ถ้าเจ้าตัวยืนยันเข้าแผนกใด ย่อมไม่อาจถูกคัดค้าน ทั้งอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่อาจเรียกร้องใด ๆ ได้ด้วยเช่นเดียวกัน…
“เหยาซาน บอกกับตาแก่เถิงไปว่า เจ้าจะอยู่กับแผนกวรยุทธประยุกต์!! แล้วจะให้สิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎแก่เจ้า…” ผู้อาวุโสจาง เค้นเสียงขึ้น
ทันทีที่ เหยาซาน ได้ยินคำว่าสิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ
ดวงตาพลันเจิดจรัสมีประกายขึ้นทันที…
อาวุโสเถิง ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็แดงก่ำดวงตาเปี่ยมโทสะ ท่าทีเต็มไปด้วยความฮึดฮัดไม่พอใจ… จากเดิมที่เพียงแค่ต้องการศิษย์มากความสามารถมาไว้ในการดูแล แต่ยามนี้ปัจจัยและความต้องการเริ่มแปรเปลี่ยน กลายเป็นความต้องการที่จะเอาชนะอีกฝ่ายให้จงได้!!
“หนอย!! ตาแก่จาง เจ้าเล่นไม้นี้เลยงั้นหรือ!!”
ชายชราตวัดสายตาไปยัง เหยาซาน ทันทีเช่นกัน…
“เหยาซาน หากเจ้าย้ายมาแผนกวรยุทธดั้งเดิมของข้า… เจ้าจะได้รับของขวัญจาก ตำหนักหมื่นศาสตรา เป็นอาวุธอักขระหนึ่งชิ้นตามแต่ที่ศาสตราที่เจ้าเชี่ยวชาญ ทั้งยังได้รับสิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ จากแผนกวรยุทธดั้งเดิมด้วยเช่นเดียวกัน!!”
เด็กหนุ่ม ได้ยินเช่นนั้นพลันใจสั่นระรัวดุจกลองศึก!! อาวุธอักขระทุกประเภทราคามิใช่สามัญ ทั้งยังมิใช่ว่าจะหาครอบครองได้โดยง่าย ถึงแม้ว่า เหยาซาน จะมีอาวุธอักขระชั้นสูงที่เป็นมรดกจาก เหยาหมิง อยู่หลายชิ้น แต่ทั้งหมดก็มิใช่สิ่งของที่จะนำออกมาใช้งานได้จริงในที่สาธารณะ เนื่องด้วยจะเป็นการบ่งชี้ตัวตนที่ชัดเจนเกินไป
หาก เหยาซาน ได้รับอาวุธอักขระมาจากสำนักสายลมประจิม นั่นย่อมสามารถนำออกมากวัดแกว่งได้อย่างมิต้องกริ่งเกรงผู้ใด เพิ่มพลานุภาพในการต่อสู้ขึ้นได้อีกอย่างมหาศาล ทั้งยังไม่ได้ถูกจำกัดด้วยว่าจะเป็นศาสตราชนิดใด ได้รับอิสระในการเลือกหลักฝึกฝนจนชำนาญเสียอีก เงื่อนไขนับว่าเย้ายวน จนน้ำลายแทบจะหกรดพื้นตำหนัก…
แต่ฝ่ายของ ผู้อาวุโสจาง เมื่อได้ยินเงื่อนไขเฉกเช่นนั้น พลันสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธจับจิต...
“ตาแก่เถิง นี่เจ้าถึงขั้นติดสินบนศิษย์สำนักเชียวหรือ!! ใยมิเห็นแก่ตำแหน่งสถานะของตนเองที่เป็นผู้อาวุโสระดับสูงสุดเสียบ้าง!!”
“หุบปาก!! เจ้าเองก็หยิบยื่นข้อเสนอมิต่างจากข้า เพราะแต่ข้อเสนอของเจ้าต่ำต้อยกว่า ถือดียังไงมาตำหนิข้าติดสินบนศิษย์สำนัก?!” ชายชราแซ่เถิง ตะเบ็งเถียงออกไปเช่นกัน
ผู้อาวุโสจาง ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งกำหมัดแนบแน่นขึ้น เดือดดาลจนมิอาจหักหามความรู้สึก ตวัดสายตาไปยัง เหยาซาน ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ…
“เหยาซาน!! หากเจ้ายังเลือกอยู่ในแผนกของข้า นอกจากเจ้าจะได้รับสิทธิ์พิเศษเหนือกฎดังเดิมแล้ว รู้หรือไม่ว่าแผนกของข้ายังเปี่ยมไปด้วยทรัพยากรด้านโอสถจาก ตำหนักหมื่นโอสถ เจ้าจะได้รับทรัพยากรเพิ่มพูนพื้นฐานลมปราณอย่างไม่จำกัด ไปจนกว่าเจ้าจะบรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวสมบูรณ์!!”
อีกครั้งที่เด็กหนุ่มถึงกับผงะตื่นตระหนก จิตใจสะทกสะท้านไปกับความตื่นเต้น!! ทรัพยากรด้านโอสถ ว่ากันว่ามีราคามหาศาลมากทั้งยังเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินกว่าสามัญชนจะวาดหวัง และยิ่งเป็นโอสถประเภทเสริมส่งพื้นฐานลมปราณยิ่งมีราคายิ่งยวด ตัวของเด็กหนุ่มมิได้ร่ำรวยเฉกเช่นตระกูลของ ตันเหมา ดังนั้นโอกาสที่จะเข้าถึงโอสถระดับนั้นย่อมริบหรี่น้อยนิด
หากได้รับทรัพยากรด้านโอสถจากสำนักช่วยเกื้อหนุนอย่างไรขีดจำกัด จะต่างอะไรกับการได้รับพรจากสวรรค์ชั้นฟ้า การจะทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีเขียวภายใน 4 เดือนตามเจตจำนงเดิมของ เหยาซาน จะมิใช่เพียงแค่ความใฝ่ฝันที่เกินเอื้อมอีกต่อไป…
แต่ในระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังครุ่นคิดหนักอยู่นั้นเอง สายตากดดันของสองชายชราก็กดทับมายังตนอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทั้งคู่ล้วนคาดหวัง และทุ่มเทในการฉุดรั้ง เหยาซาน ให้เข้ากับแผนกของตน
ในหัวของ เหยาซาน เกิดการชั่งน้ำหนักที่ยากจะตัดสินใจได้
ไม่ว่าจะเลือกเข้าแผนกใด ก็ถือเป็นโชควาสนาครั้งใหญ่…
จวนจนกระทั่ง… เด็กหนุ่มจุดประกายความนึกคิดบางอย่าง ในเมื่อสำนักสายลมประจิมเป็นขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ระดับต้น ๆ ของทวีปพยัคฆ์ขาว ไหนเลยที่จะขาดแคลนซึ่งทรัพยากรอันล้ำค่าไร้เพดาน ทั้งแต่ละแผนกยังสามารถหยิบยื่นข้อเสนอที่หอมหวนเช่นนี้ได้อย่างไม่ติดขัด… เช่นนั้นย่อมแปลว่าต่อให้ เหยาซาน เรียกร้องมากไปกว่านี้ ก็ใช่ว่าจะทำให้สำนักล่มจมหรือสะดุ้งสะเทือน
ใยจะต้องให้สองผู้อาวุโสเป็นผู้กำหนด หากตนถือครองศักยภาพและความได้เปรียบ ในระดับที่สามารถกำหนดโชควาสนาให้กับตนเองได้? รอยยิ้มชั่วร้ายเขินอาย พลันบังเกิดขึ้นอีกครั้ง…
…………………………………………